ตอนที่แล้วราชันย์เร้นลับ 28 : นิกายเร้นลับ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปราชันย์เร้นลับ 30 : เริ่มต้นใหม่

ราชันย์เร้นลับ 29 : ‘งาน’ และบ้านเช่าคือสิ่งสำคัญ

   

   ไคลน์พยายามเก็บงำอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าใครรู้

 

   “นักทำนายมีพลังแบบไหนกันครับ?”

 

   “ถามผิดนะ คุณต้องถามว่า—โอสถนักทำนายมอบพลังแบบไหนให้ผู้ดื่ม”

 

   ดันน์ส่ายศีรษะพลางอมยิ้ม มันเบือนสายตาจากจันทร์แดงกลับมามองไคลน์

 

   เงาดำยามค่ำคืนสาดทอดทับร่างดันน์จนกลืนหายเข้าไปความมืด

 

   “นักทำลายเชี่ยวชาญเกี่ยวกับศาสตร์หลายแขนง ทั้งดาราศาสตร์ การพยากร ลูกตุ้มวิญญาณ และการดูดวงลูกแก้ว

 

   “แน่นอน คุณจะไม่ได้ครอบครองความรู้ทั้งหมดทันทีที่ดื่มโอสถ พลังจากโอสถเพียงแค่ช่วยให้คุณเรียนรู้ศาสตร์เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น”

   

   “แต่ข้อเสียย่อมมี นักทำนายจะไม่มีทักษะด้านต่อสู้โดยสิ้นเชิง เอ่อ… ลองนึกถึงภาพของผู้ประกอบพิธีกรรมที่ต้องเตรียมตัวหลายขั้นตอน อารมณ์คงประมาณนั้น เป็นศาสตร์ที่อยู่ตรงข้ามกับการต่อสู้

 

   “แต่หากเป็นด้านปัญญาเวทมนตร์และพิธีกรรม นักทำนายจะมีศักยภาพสูงกว่าผู้ส่องความลับแบบลุงนีลล์”

 

   สอดคล้องกับสิ่งที่มันต้องการมากทีเดียว… แต่ข้อเสียด้านพลังต่อสู้ก็น่าหวั่นใจไม่น้อย หากต้องเผชิญหน้าศัตรูคงรับมือได้ยากกว่าผู้วิเศษเส้นทางอื่น

 

   ยิ่งไปกว่านั้น ดันน์กำชับชัดเจนว่าโบสถ์เทพธิดารัตติกาลไม่มีโอสถลำดับถัดไปของเส้นทางนักทำนาย…

 

   และวิหารศักดิ์ศิทธิ์ก็อาจไม่มีเช่นกัน

 

   วิหารศักดิ์สิทธิ์หมายถึงวิหารแห่งความสงบ ศูนย์บัญชาการสูงสุดของศาสนาเทพธิดารัตติกาล ถ้าแม้แต่ที่นั่นยังไม่มีสูตรโอสถ เหยี่ยวราตรีสาขาไหนไม่มีทั้งนั้น

 

   หมายความว่า ไคลน์จะกลายเป็นผู้วิเศษที่พ่ายแพ้แม้กระทั่งปืนสั้นไปอีกหลายปี…

 

   ไคลน์ลังเลระหว่างนักทำนายและผู้ส่องความลับ มันไม่มองถึงผู้เก็บซากศพอีกแล้ว

 

   เมื่อเห็นไคลน์แสดงสีหน้าอมทุกข์ ดันน์อมยิ้มพลางกล่าว

 

   “ไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้ ไว้ค่อยให้คำตอบผมเช้าวันจันทร์ เหยี่ยวราตรีของทิงเก็นไม่สนใจว่าคุณจะเลือกเส้นทางไหน พวกเรายินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เสมอ

 

   “ดังนั้น หลับตาลงและถามใจตัวเองดู”

 

   เมื่อกล่าวจบ ดันน์·สมิทก้มศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาท ก่อนจะเดินตรงไปยังบันไดไม้เพื่อลงชั้นล่าง

 

   ไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใด ไม่แม้แต่จะบอกล่า มันยืนมองดันน์จากไปอย่างเงียบงัน    

 

   แม้ชายหนุ่มปรารถนาที่จะเป็นผู้วิเศษมาตลอด แต่เมื่อโอกาสมาถึงตรงหน้า ไคลน์กลับออกอาการลังเล

 

   สาเหตุมีหลายประการ ทั้งเรื่องที่เส้นทางไม่สมบูรณ์ การคลุ้มคลั่งของผู้วิเศษ ความน่าเชื่อถือของไดอารีจักรพรรดิโรซาย รวมถึงเสียงกระซิบที่จะตามเย้ายวนหลอกหลอนผู้วิเศษ

 

   ทั้งหมดก่อตัวกันเกิดเป็นคูน้ำรอบตัวไคลน์และกีดขวางการพัฒนา

 

   “แต่ถึงจะแย่ยังไง ก็ไม่โหดร้ายไปกว่าการให้เด็กม. 6 อายุ 18 ตัดสินใจอนาคตครั้งสำคัญของตัวเอง…”

 

   ไคลน์ยิ้มจืดชืด ขณะปิดประตูและเดินกลับไปที่เตียง หัวสมองยังคงพยายามประติดประต่อข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน

 

   มันทิ้งตัวลงบนเตียงชั้นล่างโดยที่ดวงตายังเปิดอยู่ เอาแต่จ้องมองแผ่นไม้ของเตียงชั้นบนซึ่งกำลังถูกแสงจันทรสีแดงสาดทอด

 

   ขี้เมาเอะอะโวยวายขณะเดินโซซัดโซเซบนถนนกางเขนเหล็กเบื้องล่าง รถม้าแล่นผ่านเกิดเสียงกุบกับ สิ่งเหล่านี้มิได้ทำลายความสงบสุขยามค่ำคืน ตรงกันข้าม มันยิ่งช่วยส่งเสริมให้ความมืดมิดมีเสน่ห์และลึกลับซับซ้อน

 

   จิตใจไคลน์กำลังสงบนิ่งขณะย้อนนึกถึงชีวิตบนโลกเก่า ตัวมันที่ชอบออกกำลังกาย บิดาที่ชอบพูดจาล้งเล้งเสียงดัง มารดาที่ขยันทำงานหนักแม้จะมีโรคประจำตัว เพื่อนฝูงที่เติบโตมาด้วยกัน เล่นฟุตบอลด้วยกัน เล่นบาสเก็ตบอลด้วยกัน เล่นไพ่นกกระจอกด้วยกัน

 

   รวมถึงสาวที่สารภาพรักแต่ล้มเหลว…

 

   ความทรงจำทั้งหมดเปรียบดังน้ำนิ่ง ไม่มีสิ่งใดสลักลึกลงในใจเป็นพิเศษ มิได้กระเพื่อมจนสั่นคลอนจิตใจสถานหนัก ไคลน์ไม่ได้โหยหาหรืออาวรณ์แทบขาดใจ เพียงแต่ ความทรงจำเหล่านั้นช่วยให้ชีวิตของมันชุ่มฉ่ำและมีสีสันเสมอมา

 

   คงจริงที่ว่า คนเราจะเห็นค่าของสิ่งใกล้ตัวในยามที่สูญเสียไปแล้ว

 

   ท้องฟ้าที่เคยแดงฉานเริ่มเปลี่ยนเป็นแสงทองอร่ามในยามเช้า ไคลน์ครุ่นคิดกับตัวเองอยู่นานจนได้คำตอบ

 

   …

       

   เมื่อลุกจากเตียง มันเดินไปยังห้องน้ำรวมเพื่อทำกิจวัตรหลังตื่นนอน ล้างหน้าแปรงฟัน

 

   จากนั้นก็เดินจับจ่ายตลาดชดเชยอาหารที่หมดลงไปกับมื้อใหญ่เมื่อคืน ธนบัตรหนึ่งซูลถูกยื่นให้มาดามสลินเพื่อเป็นค่าขนมปังไรย์หนักแปดปอนด์ซึ่งมีราคาเก้าเพนนี ถัดมาเป็นการจับจ่ายจิปาถะทดแทนอาหารภายในบ้านที่หมดลง

 

   หลังจากเสร็จมื้ออาหาร ขณะพี่น้องคนอื่นกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัว

 

   “ราคาสินค้าบริโภคเริ่มคงที่แล้ว…”

 

   ไคลน์กล่าว    

 

   วันนี้เป็นวันอาทิตย์ วันว่างของเบ็นสันและเมลิสซ่า

 

   ไคลน์อยู่ในชุดสุภาพ มันนั่งลงบนเก้าอี้พลางกางหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าของเมื่อวานออกมาอ่าน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

 

   “บ้านว่างให้เช่า : เขตเหนือ บ้านเลขที่สาม ถนนเวนเดล บ้านเดี่ยวสองชั้น ชั้นบนประกอบด้วยหกห้องนอน สามห้องน้ำ และสองระเบียงใหญ่

   

   “ชั้นล่างประกอบด้วยห้องทานอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องครัว สองห้องน้ำ และสองห้องนอนแขก รวมถึงห้องเก็บของใต้ดิน

 

   “หน้าบ้านมีพื้นที่ส่วนตัวกว้างสองอาร์* รวมถึงสวนขนาดเล็ก สัญญาเช่ามีตั้งแต่หนึ่งปี สองปี ไปจนถึงสามปี ค่าเช่าสัปดาห์ละหนึ่งปอนด์กับอีกหกซูล ท่านใดที่สนใจ ให้เดินทางไปยังถนนแชมเปญและตามหามิสเตอร์กุซุฟ”

 

( * 1 อาร์ = 100 ตารางเมตร)

 

   “นั่นจะเป็นบ้านในอนาคตของพวกเรา”

 

   หลังจากเบ็นสันแต่งตัวเสร็จ มันกล่าวขณะสวมหมวกทรงกึ่งสูงสีดำ

 

   “โฆษณาบ้านเช่าในหนังสือพิมพ์มักแพงกว่าที่สำนักงานจัดหาบ้านเช่าเสมอ ที่สำนักงานจะมีตัวเลือกราคาถูกกว่าซึ่งคุณภาพแทบไม่ต่างกัน”

 

   “ทำไมพวกเราไม่ไปสำนักงานจัดหาบ้านเช่าสำหรับชนชั้นทำงานโดยเฉพาะล่ะ?”

 

   เมลิสซ่าเดินออกจากห้องพร้อมกับส่งเสียงถาม ในมือถือหมวกตาข่ายของดูต่างหน้ามารดา เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว สาวน้อยมาในชุดเดรสยาวสีเทาซึ่งมีรอยปะชุนหลายแห่ง

   

   ถึงจะมีนิสัยเงียบขรึมและเก็บตัว แต่นั่นก็มิได้ปกปิดความร่าเริงของเธอ

 

   เบ็นสันหัวเราะ

 

   “เธอไปได้ชื่อยินสำนักงานจัดหาบ้านเช่าชนชั้นแรงงานมาจากใคร? เจนนี่? มาดามร็อชเชอร์? หรือเซเลน่าเพื่อนซี้?”

 

   เมลิสซ่าหันไปมองเบ็นสันพร้อมกับตอบเสียงค่อย

 

   “มาดามร็อชเชอร์… พวกเราเจอกันตอนล้างหน้าก่อนนอนเมื่อคืน เธอถามเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานของไคลน์ ฉันจึงเล่าให้ฟังอย่างคร่าว เธอก็เลยบอกให้ลองไปติดต่อสำนักงานจัดหาบ้านเช่าสำหรับชนชั้นแรงงาน”

 

   เมื่อเบ็นสันสัมผัสได้ว่าไคลน์กำลังขมวดคิ้ว มันส่ายศีรษะและอธิบายอย่างอารมณ์ดี

 

   “กลุ่มเป้าหมายของสำนักงานดังกล่าวคือคนจน ไม่สิ ระบุให้ชัดคือกลุ่มชนชั้นล่างของสังคม บ้านเช่าส่วนใหญ่จะมีสภาพทรุดโทรม ถูกซ่อมบำรุงมาแล้วหลายครั้ง เกือบทั้งหมดจะเป็นห้องน้ำรวม ข้อดีเดียวคือได้เลือกว่าจะเช่าห้องหนึ่งเตียง สองเตียง หรือสามเตียงเท่านั้น เธอยังต้องการอาศัยในสภาพแวดล้อมเหมือนเดิมต่อไปหรือ?

 

   “ถึงสำนักงานจัดหาบ้านเช่าสาขาทิงเก็นจะมีลักษณะธุรกิจคล้ายคลึงกัน แต่ตัวเลือกกว้างกว่ามาก ที่นั่น พวกเราจะมีสิทธิ์เลือกบ้านแถวสำหรับชนชั้นกลางระดับต่ำ

   

   “แต่ด้วยความสัตย์จริง ฐานะทางการเงินของพวกเราดีกว่าชนชั้นกลางระดับต่ำไปมากแล้ว แต่ก็ยังห่างจากชนชั้นกลางที่แท้จริงอยู่พอสมควร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายได้ แต่เป็นเงินเก็บที่ยังมีไม่มากพอ”

 

   ไคลน์พักหน้าขณะรับฟัง ก่อนจะวางหนังสือพิมพ์ลงและหยิบหมวกทรงกึ่งสูงสีดำมาสวม

 

   “ไปกันเถอะ”

 

   “ถ้าจำไม่ผิด สำนักงานจัดหาบ้านเช่าสาขาทิงเก็นจะอยู่บนถนนดารารัตน์”

 

   เบ็นสันกล่าวขณะใช้มือผลักประตู

 

   “เฉกเช่นสำนักงานจัดหาบ้านเช่าสำหรับชนชั้นแรงงาน ธุรกิจประเภทนี้จะถูกเรียกว่า ‘เงินกินเปล่า 5%’… พวกนายรู้ไหมว่าหมายถึงอะไร?”

 

   “ไม่ทราบ”

 

   ไคลน์ตอบพลางยกไม้ค้ำก้าวเดินเคียงข้างเมลิสซ่า

 

   ขณะเดียวกัน เด็กสาวผมดำเงางามยาวถึงหลังรีบส่ายหน้าเป็นเชิงไม่ทราบ

 

   เบ็นสันอธิบายต่อ

 

   “สำนักงานจัดหาบ้านเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากสาขาเมืองหลวงเบ็คลันด์ ช่องทางรายได้จะมีทั้งหมดสามส่วน  

 

   “อย่างแรก ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานการกุศล อย่างที่สอง ได้รับเงินจากการระดมทุนพิเศษ พวกมันสามารถกู้เงินรัฐบาลได้ในอันตราดอกเบี้ยเพียง 4% ต่อปี และอย่างที่สาม ถ้าหาลูกค้าให้เจ้าของบ้านเช่าได้ สำนักงานจะหักรายได้ 5% จากค่าเช่าที่เจ้าของบ้านได้รับ นี่คือที่มาของคำว่า ‘เงินกินเปล่า 5%’”

 

   สามพี่น้องเดินลงบันไดและตรงไปยังถนนดารารัตน์ สาเหตุที่ยังไม่บอกมิสเตอร์แฟรงค์เพราะเบ็นสันต้องการรับประกันบ้านหลังใหม่เสียก่อน ทั้งสามไม่อยากตกอยู่ในสถานที่ถูกไล่ออกจากบ้านเดิม แต่ไม่มีบ้านใหม่ให้ย้ายเข้า

 

   “แต่เคยได้ยินจากเซเลน่าว่า มีสำนักงานจัดหาบ้านบางแห่งดำเนินการทุกอย่างโดยไม่คิดเงิน เรียกได้ว่าการกุศลเต็มตัว”

 

   เมลิสซ่าถามพลางขมวดคิ้ว

 

   เบ็นสันคิกคัก

 

   “ก็มีอยู่นะ เช่นบริษัทสินเชื่อเดอไวล์ที่เซอร์·เดอไวล์บริจาคเงินส่วนตัวสมทบ เขาจะสร้างหอพักราคาถูกกว่าปรกติสำหรับชนชั้นแรงงานโดยเฉพาะ แถมยังมีที่ปรึกษาเกี่ยวกับบ้านเช่าคอยให้คำแนะนำโดยไม่คิดเงิน แต่ผู้เข้าพักอาศัยจะถูกตีกรอบด้วยกฎที่เข้มงวด”

 

   “ฟังดูเหมือนนายไม่ค่อยชอบเขา?”

 

   ไคลน์สัมผัสได้ มันอมยิ้ม

 

   “เข้าใจผิดแล้ว ฉันเคารพเซอร์·เดอไวล์มาก เพียงแต่เขายังเข้าไม่ถึงความยากจนที่แท้จริง หอพักคนจนอาจเป็นสิ่งที่ฟังดูสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่จริงเลย

 

   “ตัวอย่างเช่น ทุกคนที่ย้ายเข้าต้องฉีดวัคซีนหลักครบหมดแล้วเท่านั้น แถมยังต้องแบ่งเวรทำความสะอาดห้องน้ำรวม ห้ามปล่อยเช่าพื้นที่ในห้องให้บุคคลอื่น ห้ามทำกิจกรรมหารายได้ภายในห้อง ห้ามมั่วสุมเรื่องเพศภายในห้อง ห้ามเด็กเล็กวิ่งตามทางเดิน

 

   “ให้ตายสิ… เขาคิดจะสร้างหอพักอบรมสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีหรืออย่างไร?”

 

   เบ็นสันตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

   ไคลน์ขมวดคิ้ว

 

   “เท่าที่ฟังดูก็ไม่เห็นเป็นปัญหาตรงไหน ฉันกลับคิดว่าเป็นกฎที่สมเหตุสมผลดีแล้ว”

 

   “นั่นสิ”

 

   เมลิสซ่าพยักหน้าเห็นด้วย

 

   เบ็นสันเอียงคอมองน้องชายน้องสาวก่อนจะหัวเราะคิกคัก

 

   “สงสัยฉันคงเลี้ยงพวกเธอดีเกินไป จึงไม่เคยพบเห็นความยากจนที่แท้จริง พวกเธอคิดว่าคนเหล่านั้นจะมีเงินจ่ายค่าวัคซีนหลักครบทุกชนิดอย่างนั้นหรือ? การขอรับวัคซีนฟรีจากรัฐบาลต้องรอนานกว่าสามเดือน

   

   “พวกเธอคิดว่างานของคนเหล่านั้นมั่นคงนักหรือ? ถ้าไม่มีรายได้เสริมจากการแบ่งพื้นที่ห้องให้คนนอกเช่าห้อง ถ้าเกิดอุบัติเหตุและตกงาน ก็ต้องย้ายออกทันทีใช่ไหม?

 

   “แถมยังมีหญิงสาวอีกหลายคนที่หารายได้โดยการเย็บเสื้อผ้าหรือแพ็คกล่องไม้ขีดขาย กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดรายได้ทั้งสิ้น ต้องไล่ออกจากหอพักให้หมดทุกคนเลยรึเปล่า?

 

   “คนจนแทบทั้งหมดจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน พวกเธอคิดว่าคนเหล่านั้นมีเวลาอมรบวินัยบุตรหลานหรืออย่างไร? จะห้ามเด็กวิ่งบนทางเดินได้จริงหรือ?

 

   “ทางออกเดียวคือการขังปิดตายภายในห้องขณะผู้ปกครองออกไปทำงาน รอให้เด็กโตกว่านี้ สักเจ็ดแปดขวบ ค่อยส่งไปโรงงานบางแห่งที่ยอมรับเด็กเข้าทำงาน”

 

   เบ็นสันอธิบายด้วยคำพูดที่แตกต่างจากทุกครั้ง ไคลน์พลันเย็นสันหลังวาบเมื่อฟังจบ

 

   คนยากจนที่แท้จริงมีความเป็นอยู่แร้นแค้นขนาดนั้นเชียวหรือ?

 

   เมลิสซ่าที่เดินข้างไคลน์ เธอเงียบงันเป็นเวลานานก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ

 

   “หลังจากเจนนี่ย้ายไปอยู่ถนนสายล่าง เธอก็ไม่ยอมให้ฉันไปเยี่ยมที่บ้านอีกเลย”

 

   “ก็ได้หวังว่าพ่อของเธอจะตั้งตัวได้เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ แต่เคยได้ยินมาว่า คนติดเหล้ามักใช้เหล้าเพื่อบำบัดตัวเอง…”

 

   เบ็นสันยิ้มแห้ง

 

   ไคลน์ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เมลิสซ่าก็เช่นกัน สามพี่น้องเดินไปบนถนนดารารัตน์อย่างเงียบงันจนกระทั่งถึงหน้าสำหนักงานจัดหาบ้านเช่าสาขาทิงเก็น

 

   เจ้าหน้าที่ต้อนรับคือชายวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มเป็นมิตร มันมิได้สวมชุดทางการนัก มีเพียงเชิ้ตขาวและกั๊กดำพอเป็นพิธี

 

   “เรียกผมว่าสกาเตอร์ ขอทราบได้ไหมครับว่าบ้านในใจเป็นแบบไหน?”

 

   มันฉีกยิ้มกว้างขณะชำเลืองมองไม้ค้ำเลี่ยมเงินในมือไคลน์

 

   ชายหนุ่มหันไปมองเบ็นสันที่มีวาทศิลป์สูงกว่า ก่อนจะทำสัญญาณมือบอกใบ้ให้อีกฝ่ายอธิบายแทน

 

   เบ็นสันหันไปกล่าวหนักแน่น

 

   “บ้านแถวครับ”

 

   สกาเตอร์หยิบแฟ้มเอกสารเล่มใหญ่มาเปิดออกทีละหน้า มันกำลังอมยิ้ม

 

   “มีทั้งหมดห้าหลังที่ยังว่างอยู่ อันที่จริง สำนักงานของเรามีกลุ่มเป้าหมายเป็นครอบครัวใหญ่ขนาดตั้งแต่หกถึงสิบคนอาศัยภายในบ้านใหญ่หลังเดียว ส่งผลให้ไม่มีรายชื่อของบ้านแถวมากนัก

 

   “บนถนนดารารัตน์มีหนึ่งหลัง บ้านเลขที่สอง เขตเหนือมีหนึ่งหลัง เขตตะวันออกมีหนึ่งหลัง…

 

   “ค่าเช่าอยู่ระหว่างสิบสองถึงสิบหกซูล รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่นี่”

 

   สกาเตอร์ยื่นแฟ้มเอกสารให้เบ็นสัน ไคลน์ และเมลิสซ่า

 

   หลังจากกวาดสายตามอง สามพี่น้องชี้นิ้วไปยังจุดเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย

 

   “ไปดูบ้านเลขที่สองบนถนนดารารัตน์กันก่อนเถอะ”

 

   เบ็นสันเสนอแนะ ไคลน์และเมลิสซ่าพยักหน้าพร้อมเพรียง

 

   บ้านหลังดังกล่าวอยู่ในเขตที่ทั้งสามคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะถนนดารารัตน์นั้นใกล้กับถนนกางเขนเหล็กมาก

   

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ลงวันละตอน ทุกวันอังคาร – เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

คะแนน 4.6
กรุณารอสักครู่...