ตอนที่แล้วบทที่ 49 อสูรกายเบเฮโมท (1)
ทั้งหมดรายชื่อตอน

บทที่ 50 อสูรกายเบเฮโมท (2)

 

        นีนาแค่นหัวเราะ “แม้เวทยุทธ์ประสานจะสำแดงอานุภาพยิ่งใหญ่ออกมาได้ แต่เพราะไม่ได้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เมื่อถึงระดับเขียวความเร็วในการฝึกฝนจะตกลงมาก อาจจะทำสำเร็จได้เช่นกัน แต่ความพยายามที่ต้องทุ่มเทก็มากกว่านักเวทและนักรบเฉพาะทางเป็นเท่าตัว และเมื่อถึงระดับม่วงแล้ว นักรบจอมเวทก็ไม่แน่ว่าจะได้เปรียบนักรบหรือนักเวทเฉพาะทางเสมอไป”

 

เย่อินจู๋ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าที่ท่านพูดถูกหรือเปล่า แต่ข้าเชื่อว่าปู่ฉินไม่ทำร้ายข้าแน่นอน”

 

แม้นีนาจะมองเย่อินจู๋อย่างสงบนิ่งแต่สายตากลับดื้อรั้นอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดีชั่วขณะหนึ่ง จากมุมมองในความรู้สึกของเธอ ย่อมไม่กังขาการอบรมสั่งสอนของฉินซางอยู่แล้ว ถึงอย่างไร ฉินซางก็เป็นนักเทวคีตอันดับหนึ่งในทวีป ในวงการนักเทวคีตเธอยากจะเทียบชั้นได้ แต่เธอกลับคิดไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมฉินซางถึงให้เย่อินจู๋เลือกเส้นทางผู้ฝึกคู่เวทยุทธ์ ความจริงแล้ว เธอรู้เสียที่ไหนกันว่าสิ่งที่เย่อินจู๋ฝึกฝนอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่การฝึกคู่เวทยุทธ์ตามความหมายทั่วไป

 

“เอาล่ะ หยุดพูดเรื่องนี้ก่อน วันนี้ในการประลองเกิดอะไรขึ้น? ทำไมวิญญาณหิมะปรภพถึงทรยศได้?” คำถามนี้คือเหตุผลแท้จริงที่นีนาเรียกเย่อินจู๋มาหา

 

เย่อินจู๋ยิ้มเจื่อนพลางกล่าวว่า “ข้าก็ไม่รู้ คงเป็นเพราะเพลงพวกเรากินใจมันล่ะมั้ง”

 

นีนาส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่ เสียงดนตรีจับใจสัตว์เวท นี่เป็นเรื่องที่นักเทวคีตอย่างเราถนัดนัก ถึงอย่างไรสัตว์เวทส่วนใหญ่ก็พลังจิตไม่แข็ง สัตว์เวทขั้นต่ำบางตัว พวกเราถึงขนาดสามารถใช้เสียงดนตรีทำให้พวกมันสูญเสียพลังต่อสู้อย่างสิ้นเชิงได้ แต่สิ่งที่เจ้าเผชิญหน้าวันนี้คือวิญญาณหิมะปรภพที่มีพลังที่สามารถเติบโตเป็นสัตว์เวททรงภูมิปัญญาระดับเก้า ทั้งยังเป็นประเภทวิญญาณ เสียงเพลงของเราเป็นอันตรายต่อมันเรียกได้ว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ต่อให้เจ้ากระทบกระเทือนความรู้สึกมันได้ ก็ไม่มีทางควบคุมมันให้ทรยศได้อยู่ดี!”

 

เย่อินจู๋กล่าวไปโดยไม่รู้ตัวว่า “บางที อาจจะเกี่ยวกับเพลง ‘ภูตสาวแสนสวย’ ที่พวกเราเลือกวันนี้ก็ได้”

 

นีนาตาเป็นประกาย “เพลง ’ภูตสาวแสนสวย’ วิญญาณหิมะปรภพ ความเกี่ยวข้องในนี้…ดูท่าเอกเทวคีตของเราจะมีหัวข้อใหม่ให้ศึกษาอีกแล้ว ข้าจะลองคิดดูให้ถี่ถ้วน ถ้าต่อจากนี้ไปนักเทวคีตทุกคนสามารถทำให้สัตว์เวทของคู่ต่อสู้ทรยศได้ ถ้าอย่างนั้น ต่อให้เผชิญหน้ากับอัศวินมังกร…” พอคิดถึงตรงนี้เธอก็อดไม่ได้ที่จะกระโดดโลดเต้นขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ดวงตาทอประกายเจิดจ้า ถึงกับเหมือนเชอรีนเมื่อสักครู่อยู่บ้างเล็กน้อย

 

“เอาล่ะ อินจู๋เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ฟื้นฟูพลังจิตของเจ้าให้ดี พรุ่งนี้ยังต้องประลองต่ออีก” หัวหน้าเอกนีนาที่มีเป้าหมายแล้วพลันไม่สนใจเย่อินจู๋อีกต่อไป ร่างทั้งร่างหลอมรวมเข้ากับความครุ่นคิดอันตื่นเต้นของตัวเองโดยสิ้นเชิง

 

พอออกมาจากห้องทำงานของนีนา เย่อินจู๋ก็ไม่ได้กลับไปห้องเรียน ชัยชนะที่เพิ่งได้มาหมาดๆ ทำให้เอกเทวคีตคึกคักกันขึ้นมา แต่ทุกคนกลับละเลยเย่อินจู๋ที่หมดเรี่ยวหมดแรง ในฐานะหัวหน้าทีม เขาสกัดการโจมตีทั้งหมดของคนห้าคนรวมทั้งวิญญาณหิมะปรภพจากอีกฝ่ายไว้ด้วยตัวคนเดียว สิ้นเปลืองพลังยุทธ์และพลังจิตมากมายมหาศาล หากไม่ใช่เพราะเขาฝึกฝนหัวใจพิณพิสุทธิ์ตั้งแต่ยังเล็ก วางรากฐานมั่นคงแข็งแกร่ง เกรงว่าคงฝืนทนไม่ไหวไปตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะการโจมตีเต็มกำลังที่เขาสะสมพลังเอาไว้แต่ไม่ได้ปล่อยออกมาในตอนสุดท้าย ภายใต้สภาวะธาตุสะท้อนกลับ ตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บในระดับหนึ่ง ตอนนี้ความรู้สึกอ่อนล้าแล่นเข้ามาในสมองอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ดังนั้นพอออกมาจากห้องทำงานของนีนา เย่อินจู๋จึงเดินออกไปข้างนอก เขาจำเป็นต้องรีบกลับหอไปพักผ่อนสักหน่อย

 

“อินจู๋” พออกมาจากตึกเรียนนักเทวคีต เย่อินจู๋ก็ได้ยินใครบางคนเรียกเขา

 

ชูร่าไม่รู้ว่ามุดออกมาจากตรงไหน สีหน้าเขาแลดูซีดเซียว สายตาที่มองเย่อินจู๋ก็ผิดปกติเช่นกัน

 

“ชูร่า เจ้าเป็นอะไรไป? ไม่สบายหรือเปล่า?” เย่อินจู๋ฝืนทำเป็นคึกคัก ก่อนยกมือขึ้นอังหน้าผากชูร่า

 

“ข้าเปล่าไม่สบาย” ชูร่าปัดมือเย่อินจู๋ออกไป ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกๆ ว่า “ยินดีกับเจ้าด้วย พวกเจ้าชนะอีกแล้ว”

 

เย่อินจู๋ยิ้มเจื่อนพลางเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรน่ายินดีหรอก ที่จริงก็โชคช่วยอยู่ไม่น้อย ชูร่า สีหน้าเจ้าไม่ดีเลย”

 

ชูร่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวว่า “ข้าสีหน้าดีไม่ลงหรอก เย่อินจู๋ ข้าจะฆ่าเจ้าซะ” ร่างผอมบางของเขาระเบิดความเร็วอันน่าตะลึงในชั่วพริบตา ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนเดิมทีก็ใกล้กันอยู่แล้ว อีกทั้งเย่อินจู๋ยังตอบสนองช้าลงมากเพราะสิ้นเปลืองกำลังมากเกินไป ยังไม่ทันรอให้เขาตอบสนองกลับมา สองมือของชูร่าก็บีบคอเขาเอาไว้ เพราะความแตกต่างของรูปร่าง ตอนนี้ร่างทั้งร่างของเขาจึงห้อยต่องแต่งอยู่บนตัวอินจู๋

 

ความรู้สึกเย็นเยือกและอ่อนนุ่มแล่นขึ้นมาจากลำคอ มือของชูร่าเย็นมาก แม้ท่าทางของเขาจะดุดัน แต่กลับไม่ได้ออกแรงจริงๆ แต่อย่างใด

 

“ชูร่า เจ้าทำอะไร?” อินจู๋ร้องอย่างตกใจ

 

ดวงตาของชูร่าเปี่ยมไปด้วยแววตาสลับซับซ้อน ถึงขนาดมีม่านน้ำตาเอ่อคลออยู่ด้วย ก่อนจะปล่อยเย่อินจู๋ออกอย่างแรง “เจ้า…ข้าเกลียดเจ้าชะมัด เอกเทวคีตของพวกเจ้าทำไมต้องชนะ ทำไม…”

 

“ข้า…” พอชูร่าคลายมือสองข้างออกกะทันหันก็ทำให้เย่อินจู๋รู้สึกเพียงว่าฟ้าดินกลับตาลปัตร การสิ้นเปลืองพลังและธาตุสะท้อนกลับที่มากเกินไปแสดงอาการในที่สุด เบื้องหน้ามืดมัว ร่างล้มคะมำไปข้างหน้า

 

ชูร่ากำลังถูกอีกเรื่องรบกวนจิตใจอย่างรุนแรงพอดี จู่ๆ เห็นเย่อินจู๋ล้มมาทางตัวเองก็ร้องอุทานอย่างตกใจ ยังไม่ทันรอให้เขาตอบสนอง เย่อินจู๋ก็ชนปะทะกับร่างของเขาแล้ว เนื่องจากสัญชาตญาณเอาตัวรอด ขณะที่เย่อินจู๋ล้มลงมาสองมือจึงยื่นออกไปข้างหน้า อยากจะคว้าอะไรสักอย่างมาพยุงตัวไว้ ตอนที่เขาชนปะทะกับร่างของชูร่า มือขวาก็กดลงบนหน้าอกของชูร่าพอดิบพอดี ฝ่ามือบีบแน่น เอนพิงกับชูร่าจึงสามารถพยุงตัวเองเอาไว้ได้

 

“ชูร่า ที่แท้หน้าอกเจ้าก็บึกบึนอย่างนี้เอง…” นี่คือประโยคสุดท้ายที่เย่อินจู๋กล่าวก่อนจะล้มสลบไป

 

ขณะพยุงร่างของเย่อินจู๋ไว้ สีหน้าของชูร่าก็เปลี่ยนเป็นเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว กริชสีดำสนิทปรากฏขึ้นในฝ่ามือเขาอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อมองมือของเย่อินจู๋ที่ยังคงจับหน้าอกตัวเองอยู่ เขาก็ลังเลในใจอยู่นานสองนาน แต่ยังคงไม่สามารถแทงกริชออกไปได้

 

………………………

 

ทุ่งราบตอนเหนือสุดกินพื้นที่เกินหนึ่งในสี่ของทวีปลองกินุส ตั้งอยู่ภาคเหนือสุดของทวีป ปลายปีหนาวเหน็บ ชายแดนทางใต้ของทุ่งราบตอนเหนือสุดแบ่งอาณาเขตติดต่อเป็นอาณาจักรอัสโคลีทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จักรวรรดิมิลานทางทิศใต้ และอาณาจักรเฟลอร์ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อที่จะป้องกันอมนุษย์จากทุ่งราบตอนเหนือสุด ประเทศมนุษย์จึงจัดวางกองกำลังหารจำนวนมากทั่วบริเวณชายแดน เช่นเดียวกัน เผ่าพันธุ์อมนุษย์ก็ป้องกันมนุษย์รุกรานตลอดเวลา ดังนั้นบริเวณพรมแดนติดต่อของทั้งสามประเทศนี้จึงแยกกันก่อสร้างป้อมปราการสำคัญสามป้อม แบ่งออกเป็นป้อมปราการโซโลมอนบริเวณพรมแดนอาณาจักรอัสโคลี ป้อมปราการค้อนแห่งเทพอัสนีบริเวณพรมแดนจักรวรรดิมิลาน และป้อมปราการเทพสงครามบริเวณพรมแดนอาณาจักรเฟลอร์

 

ในสายตาของมนุษย์ อมนุษย์ก็คือคนเถื่อน เป็นคนป่าที่มีสายเลือดไม่แท้ แต่ในความเป็นจริงนั้น แม้อมนุษย์โดยทั่วไปจะมีสติปัญญาต่ำต้อย แต่สติปัญญาของอมนุษย์ระดับสูงกลับไม่ด้อยกว่ามนุษย์เลยแม้แต่น้อย ข้อนี้สามารถมองออกได้จากอมนุษย์ชนชั้นสูงที่มีรูปลักษณ์ภายนอกใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างยิ่ง

 

ม่วงยืนอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ห่างจากป้อมปราการค้อนแห่งเทพอัสนีไปห้ากิโลเมตรพลางทอดสายตามองกำแพงป้อมปราการสูงกว่าเจ็ดสิบเมตร ดวงตาฉายแววเย็นเยียบ สองมือกำกระบองเหล็กหนักพยุงร่างของตัวเองไว้ เขายืนอยู่ตรงนี้โดยไม่ขยับเขยื้อนมาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มแล้ว

 

“สิบปีแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่ข้าต้องกลับมาป้อมปราการค้อนแห่งเทพอัสนีอีกครั้ง พวกเจ้าคิดไม่ถึงล่ะสิ เด็กที่พวกเจ้าไล่ฆ่ากันตอนนั้นกลับมาแล้ว จากเหนือสุดถึงใต้สุด แล้วจากใต้สุดกลับสู่เหนือสุด เพลิงโทสะของม่วง สุดท้ายจะหลอมละลายหิมะน้ำแข็งของทุ่งราบตอนเหนือสุด”

 

ลำแสงอันน่าสะพรึงสองสายพุ่งออกมาจากดวงตาของม่วง กล้ามเนื้อบนท่อนแขนของเขาปูดโปนขึ้นในฉับพลัน เส้นเลือดดำปูดนูน ใครๆ ก็ไม่สงสัยว่านั่นคือท่อนแขนที่เต็มไปด้วยพลังระเบิด

 

……………………………………….

สามารถติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่  Fictionlog

 

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...