ตอนที่แล้วบทที่ 45 วิญญาณหิมะปรภพ (1)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 47 วิญญาณหิมะปรภพ (3)

บทที่ 46 วิญญาณหิมะปรภพ (2)

 

        ตัวแทนทั้งสองฝ่ายต่างมาถึงครบแล้ว ประจันหน้ากันอยู่กลางสนาม สิ่งที่ทำให้เย่อินจู๋ค่อนข้างประหลาดใจคือคู่สมาชิกของเอกมนตร์ดำกลับกันกับเอกเทวคีตพอดี ฝั่งเอกเทวคีตมีชายหนึ่งหญิงสี่ ส่วนเอกมนตร์ดำมีชายสี่หญิงหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจยิ่งกว่าคือนักเรียนหญิงคนนั้นเป็นหัวหน้าของพวกเขา ดูจากสัญลักษณ์บนชุดนักเรียนของเธอ ยังเป็นแค่นักเรียนใหม่ชั้นปีที่หนึ่ง

 

“นักเรียนปีหนึ่งเอกมนตร์ดำ หัวหน้า อีคลิปส์ เชิญเลือกวิธีประลอง” หัวหน้าหญิงเอกมนตร์ดำพูดสั้นกระชับ ผมยาวสีฟ้าหม่นสยายไปด้านหลัง เสื้อคลุมแม่มดสีดำ ดวงตากลมโตที่เดิมทีควรจะน่าประทับใจอย่างยิ่งของเธอกลับเปล่งประกายมืดมนราวกับตายด้าน ทั่วทั้งตัวเย็นเยียบประหนึ่งไร้ซึ่งชีวิตชีวา

 

“นักเรียนปีหนึ่งเอกเทวคีต หัวหน้า เย่อินจู๋ แบบทีม” เย่อินจู๋ตอบสั้นกระชับเช่นเดียวกัน เด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าอีคลิปส์ตรงหน้าทำให้เขาเกิดความรู้สึกระแวงอย่างรุนแรง แอบคิดในใจว่าโรงเรียนอัศวินเวทมนตร์มิลานสมกับเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งจริงๆ แค่นักเรียนใหม่ชั้นปีที่หนึ่งก็ยังมีนักเรียนที่โดดเด่นอย่างนี้ เอกมนตร์ดำตรงหน้า เห็นชัดว่าไม่อาจเปรียบเทียบกับเอกวารีเมื่อเช้านี้ได้เลย

 

นักเรียนเอกมนตร์ดำคนหนึ่งแค่นหัวเราะอย่างไม่แยแส “เอกเทวคีตอย่างพวกเจ้าต้องขนโต๊ะลงสนามประลองด้วยเหรอ?”

 

เชอรีนที่อยู่ข้างหลังเย่อินจู๋ตอกกลับ “เจ้าเคยเห็นเอกเทวคีตลงสนามประลองหรือเปล่า? ชนะพวกเราให้ได้ก่อนค่อยมาอวดเบ่งเถอะย่ะ”

 

เย่อินจู๋และอีคลิปส์พยักหน้าให้กันทีหนึ่ง ก่อนพานักเรียนเอกตัวเองถอยหลังไปพร้อมกัน เกราะป้องกันสนามประลองหมายเลขสี่เปิดออก กรรมการประกาศสั่งเริ่มต้นการประลอง

 

บนอัฒจันทร์ นีนาและหัวหน้าเอกของเอกมนตร์ดำต่างก็อยู่ตรงนั้น ไม่เหมือนกับวัลคีรี แม้หัวหน้าเอกของเอกมนตร์ดำจะเป็นชายชราเช่นกัน แต่กลับเยือกเย็นยิ่งนัก ตั้งแต่ปรากฏตัวจนกระทั่งการประลองเริ่มต้นขึ้น ไม่พูดอะไรเลยสักประโยคเดียว บางทีอาจเป็นเพราะถูกชัยชนะของเอกเทวคีตดึงดูดความสนใจ ผู้อำนวยการเฟอร์กูสันปรากฏตัวขึ้นบนอัฒจันทร์อีกครั้ง

 

“เจ้าหนูอีคลิปส์คนนี้ฝีมือโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าศึกวันนี้ เอกเทวคีตจะยื้อต่อไปได้นานแค่ไหน” ต่อให้เป็นเขาก็ไม่มีทางเห็นความสำคัญของเอกเทวคีต อีคลิปส์คือหลานสาวของเพื่อนเก่าเขา ความสามารถแข็งแกร่งแค่ไหนเขาย่อมรู้ดี

 

หลังจากกรรมการประกาศเริ่ม ลูกบอลแสงสีแดงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายมรณะสิบลูกก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ พุ่งไปยังเอกเทวคีตทั้งห้าคน แสงสีเหลืองเปล่งประกาย นักเรียนเอกมนตร์ดำห้าคนกลับเป็นนักเวทระดับเหลืองทั้งหมด อีคลิปส์ที่เป็นผู้นำ ประกายแสงธาตุที่แผ่ออกมาจากตัวเธอถึงกับเป็นสีเหลืองแก่ที่หมายถึงระดับเหลืองขั้นสูง

 

ลูกไฟแห่งความมืดที่ปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน ทำให้เหล่านักเรียนที่ชมการประลองรอบๆ ต่างเปล่งเสียงอุทานออกมาทันทีทันใด

 

“ปล่อยเป็นหน้าที่ข้า” เย่อินจู๋กำชับอย่างสงบเยือกเย็น รัศมีอัญมณีรูปหยดน้ำบนแหวนที่มือข้างซ้ายประกายวาบ แสงทะเลจันทราปรากฏขึ้นบนโต๊ะตรงหน้าเขา เมื่อเผชิญแรงกดดันที่มาพร้อมกับอีคลิปส์ ตอนนี้ในใจของเย่อินจู๋เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาจะสู้รบอย่างแรงกล้า

 

เขานั่งตัวตรงเบื้องหน้าพิณ เย่อินจู๋ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน สองมืออันสุขุมสง่างามกดลงบนสายพิณ ขณะนี้ หัวใจของเขาได้ร่วมขับขานกับแสงทะเลจันทราอย่างน่าอัศจรรย์

 

ในไม่ช้าลูกไฟแห่งความมืดสิบลูกก็ลอยมาจากฟ้า เย่อินจู๋ไม่ได้ใช้งานเทพจันทราพิทักษ์ มือขวาดีดสายพิณเบาๆ เกิดเป็นเสียงหึ่งอันทุ้มลึกและเรียบง่ายมีพลัง ร่างกายของนักเรียนเอกมนตร์ดำทั้งห้าคนสั่นสะท้าน มนตร์คาถาที่เพิ่งอ้าปากร่ายถูกขัดจังหวะทันที

 

บนอัฒจันทร์ นีนาลุกขึ้นจากที่นั่งตัวเองกะทันหัน มองเย่อินจู๋ในสนามประลองอย่างตกใจ คลื่นกระแทก หรือว่านั่นคือคลื่นกระแทก? ถ้าไม่อย่างนั้นจะขัดจังหวะคาถาของอีกฝ่ายขณะที่เสียงพิณยังไม่ดังได้อย่างไร? แต่ต่อให้เขาแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีทางมีเวทมนตร์ระดับเขียวได้หรอก!

 

โดยไม่ใช้งานเทพพิทักษ์จันทรา ท่ามกลางเสียงหึ่งอันทุ้มลึกนั้น เสียงพิณอันเรียบง่ายยาวนานได้บรรเลงขึ้นแล้ว มีดแสงที่ทอประกายผสมระหว่างสีแดงและเหลืองพุ่งแหวกอากาศขึ้นมาจากสายพิณของเย่อินจู๋ท่ามกลางเสียงพิณที่เวียนวน มีดเสียงปรากฏเป็นรูปครึ่งวงกลมอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนจะกำจัดลูกไฟแห่งความมืดสิบลูกที่บินมากลางอากาศพร้อมกันราวกับมีดวงตา ไม่เหลือร่องรอยทิ้งไว้แม้แต่นิดเดียว

 

นีนาลุกขึ้นยืนบนอัฒจันทร์คนเดียวกะทันหันแลดูปุบปับไปหน่อย แต่ตอนนี้ หนึ่งคนได้กลายเป็นสองคนแล้ว ผู้ลุกขึ้นยืนเป็นคนที่สอง คือผู้อำนวยการโรงเรียนอัศวินเวทมนตร์มิลาน ผู้วิเศษระดับม่วงเอกจิตวิญญาณเฟอร์กูสันนั่นเอง

 

“เวทยุทธ์ผสาน” น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความประหลาดใจเปล่งออกมาจากปากของเฟอร์กูสัน ในสนามไม่มีใครประสาทสัมผัสเฉียบไวกว่าเขา เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีดเสียงที่เย่อินจู๋ปล่อยออกมาไม่ใช่เวทมนตร์ง่ายๆ อย่างแน่นอน สีแดงคือพลังเวทมนตร์จิตวิญญาณที่มาพร้อมกับเสียงพิณ ส่วนสีเหลืองกลับเป็นพลังยุทธ์อันบริสุทธิ์! สิ่งที่ทำให้เขาอุทานด้วยความตื่นตะลึงคือเสียงพิณและพลังยุทธ์เชื่อมผนึกกันอย่างสมบูรณ์ ก่อเกิดเป็นพลังพิเศษ ในบรรดาเวทมนตร์ระดับแดงอานุภาพของลูกไฟแห่งความมืดคือสุดยอดของทุกสาย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ามีดเสียง ลูกไฟแห่งความมืดสิบลูกกลับยังทนเย่อินจู๋ดีดสายพิณเพียงแผ่วเบาไม่ไหว

 

ไม่มีใครนึกถึงว่าจะเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้น แม้กระทั่งสี่สาวข้างหลังเย่อินจู๋ก็ยังตะลึงงันกันหมด แต่ชั่วขณะต่อมา สติสัมปชัญญะของพวกเธอก็ถูกเสียงพิณของเย่อินจู๋ปลุกตื่นขึ้นมา

 

เพลง ‘ภูตสาวแสนสวย’ เหมือนกัน แต่เมื่อบรรเลงออกมาด้วยมือของเย่อินจู๋กลับแตกต่างจากไห่หยางโดยสิ้นเชิง ความเศร้าโศกอันเบาบาง รสกรุ่นยาวนานดั่งสุราบ่มมานานปี เสียงพิณต่อเนื่องไม่ขาดสาย เจือด้วยเสียงสะท้อนเวียนวน แม้เสียงไม่ดังมาก แต่กลับลอยเข้าสู่หูทุกคนในสนามอย่างชัดเจน แม้แต่เหล่านักเรียนที่ชมการประลองอยู่นอกเกราะป้องกันของสนามประลองก็ดูเหมือนจะรู้สึกได้ว่าความรู้สึกของตัวเองเริ่มหวั่นไหวไปตามเสียงพิณ

 

ในบรรดาสี่สาวเอกเทวคีตเนื่องจากไห่หยางฝึกฝนเวทมนตร์ระดับสูงที่สุด เธอจึงได้สติกลับมาเป็นคนแรก เสียงกู่เจิงอันใสกังวานและเปี่ยมด้วยความไพเราะกลิ้งสะบัดออกมาจากสายกู่เจิงยี่สิบเอ็ดสายตามมือทั้งสองของเธอ ส่งเสียงขับขานแผ่วเบาดั่งมังกรคำราม ประสานร่วมกับเสียงพิณ จากนั้นจึงรวมเข้ากับเสียงพิณโดยสิ้นเชิง ทว่ามีเสียงพิณแปร่งปร่าโดดขึ้นมาเล็กน้อย แลนซีไม่ได้มองพิณสำเนียงหยกข้างหน้าตัวเอง ในตอนนี้สายตาของเธอจดจ่ออยู่ที่มือทั้งสองข้างของเย่อินจู๋ ตอนนี้เธอเพิ่งได้รู้ว่ามือแต่ละข้างของเย่อินจู๋กลับมีเพียงข้างละสี่นิ้วเท่านั้น

 

เสียงไข่มุกหล่นบนจานหยกแทรกขึ้นทันจังหวะพอดี เสียงใสดั่งแจกันเงินแตกสลายสอดแทรกลงในบทเพลง ทำให้ ‘ภูตสาวแสนสวย’ เพลงนี้เพิ่มรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน เสียงขลุ่ยอันเรียบง่ายมีพลังและยาวนานละเอียดลออราวกับนำพาความโศกเศร้าปกคลุมลงมา

 

สิ่งที่เครื่องดนตรีสี่ชนิดของเอกเทวคีตทั้งห้าคนแสดงให้เห็นอยู่ในขณะนี้ คือทักษะการบรรเลงร่วมของนักเทวคีตนั่นเอง

 

การบรรเลงร่วม หมายถึงนักเทวคีตหลายคนบรรเลงเพลงเดียวกันพร้อมกัน แม้ระดับเวทมนตร์แตกต่าง แต่ขอเพียงบทเพลงสอดประสานกันอย่างดีเยี่ยม ก็จะสามารถแสดงผลสมทบกันได้

 

ชั่วขณะหนึ่ง ลำแสงสีแดงสี่สายปนสีแสดเข้มที่ไห่หยางปล่อยผสมผสานกันออกมา แผ่กระจายดุจระลอกคลื่น อาบไปทั่วทุกมุมของสนามประลองหมายเลขสี่ จุดที่น่ากลัวที่สุดของเวทมนตร์นักเทวคีต นั่นก็คือไม่อาจต้านทานได้ ไม่มีเวทมนตร์และพลังยุทธ์ใดสามารถสกัดกั้นการโจมตีทางจิตวิญญาณที่มาพร้อมกับท่วงทำนองดนตรี ต้องอาศัยพลังจิตในตัวต่อต้านเท่านั้นจึงจะได้ผล

 

ตอนที่เสียงพิณเพิ่งดังขึ้น นักเรียนเอกมนตร์ดำสี่คนนอกเหนือจากอีคลิปส์ต่างก็ไม่ค่อยใส่ใจนัก ระดับสูงสุดจากเอกเทวคีตทั้งห้าคนตรงหน้าคือระดับแสด ต่อให้บทเพลงแสดงผลออกมา พวกเขาก็มั่นใจว่าอาศัยพลังจิตต้านทานไหว แต่พอเห็นมีดเสียงของเย่อินจู๋กำจัดลูกไฟแห่งความมืดที่พวกเขาปล่อยออกมา นักเรียนเอกมนตร์ดำเหล่านี้จึงได้รู้ว่านักเทวคีตไม่ง่ายเลยสักนิด เมื่อคาถาถูกทำลาย หลังจากวินาทีแรกที่พวกเขาได้สติกลับมาก็รวบรวมพลังจิตทั้งร่างของตัวเองทันที เวทมนตร์ฉับพลันระดับแดงจำนวนมากระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง โถมพุ่งเข้ามาทางพวกเย่อินจู๋ทั้งห้าคน

 

อันที่จริง เสียงแรกที่เย่อินจู๋ปล่อยออกมา ไม่ใช่คลื่นกระแทกของนักเทวคีตแบบดั้งเดิม เขายังไม่ทันได้ปล่อยความสามารถระดับเขียวที่จำเป็นสำหรับคลื่นกระแทกจริงๆ เสียงบรรเลงพิณเสียงนั้นคือคลื่นเสียงระเบิดที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง ใช้เสียงเป็นพื้นฐาน ใช้พลังยุทธ์จุดระเบิด ตอนที่เผชิญหน้ากับลูเฟเต้นักเวทระดับน้ำเงินในตอนแรก เขาก็ใช้วิธีจู่โจมกะทันหันนี้ครองความได้เปรียบ

 

……………………………………….

 

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...