ตอนที่แล้วราชันย์เร้นลับ 4 : ทำนายดวงชะตา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปราชันย์เร้นลับ 6 : ผู้วิเศษ

ราชันย์เร้นลับ 5 : พิธีกรรม


ราชันย์เร้นลับ 5 : พิธีกรรม

 

ฟรี? ของฟรีนี่แหละอันตราย!

 

โจวหมิงรุ่ยพึมพำกับตัวเองในใจ มันสาบานว่าจะไม่เสียเงินซื้อบริการเสริมทุกชนิดโดยเด็ดขาด การปฏิเสธต้องฉะฉานหนักแน่น!

 

ถ้าแน่จริง ก็ทำนายให้ได้สิฟะว่าฉันเป็นผู้เดินทางข้ามโลก!

 

ด้วยความคิดเช่นนี้ในหัว โจวหมิงรุ่ยเดินก้มตัวตามสตรีปริศนาเพื่อมุดเข้าไปในเต็นท์

 

ภายในเต็นท์มืดสนิท มีแสงสว่างเล็ดลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยไพ่ถูกตกแต่งด้วยลวดลายหลากสีที่ชวนให้วิงเวียนศีรษะ

 

แต่ลวดลายกลับไม่ส่งผลต่อสตรีสวมหมวกปลายแหลม เธอเดินเข้าไปนั่งด้านในด้วยสีหน้าราบเรียบ เมื่อก้นติดพื้น เทียนไขถูกจุดเพื่อมอบแสงสว่าง

ภายในเต็นท์มีจุดกำเนิดแสงแหล่งใหม่ เป็นทั้งความสว่างและมืดมิดในเวลาเดียวกัน บรรยากาศเริ่มลี้ลับมากขึ้นทุกขณะ

 

โจวหมิงรุ่ยนั่งลงอย่างเงียบงัน สายตาเหลือบมองหน้าไพ่บนโต๊ะ ทั้งชนิดและชื่อของไพ่เป็นแบบที่มันคุ้ยเคยทุกประการ มีทั้งเดอะเมจิกเชี่ยน ดิเอ็มเพอเรอร์ เดอะแฮงก์แมน เท็มเพอแรนซ์ และอีกมาก

 

มีโอกาสสูงที่โรซายล์จะเป็น ‘รุ่นพี่’

 

หมิงรุ่ยได้แต่นึกสงสัย ว่าโรซายล์จะเป็นคนชาติเดียวกับตนหรือไม่… มันพึมพำในใจตามความเคยชิน

 

แต่ยังไม่ทันจะมองไพ่ครบ หญิงสาวฝั่งตรงข้ามทำการเหยียดแขนรวบไพ่กลับไปกองด้านหน้าตัวเอง เธอบรรจงหยิบไพ่คว่ำหน้าและวางกองกันเป็นสำรับ ก่อนจะดันกลับมาหาโจวหมิงรุ่ย

 

“สับไพ่ก่อน จากนั้นค่อยตัดสำรับ”

 

นักทำนายปริศนาแห่งคณะละครสัตว์กล่าวเสียงค่อย

 

“ผม? สับเองหรือ?”

 

โจวหมิงรุ่ยรีบถาม

นักทำนายสาวพลันชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มอีกครั้ง

 

“แน่นอน ดวงใครดวงมัน ฉันเป็นเพียงผู้แปลความหมาย”

โจวหมิงรุ่ยขมวดคิ้ว มันเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าหวาดระแวง

 

“การแปลความหมายจะไม่ถูกคิดเงินเพิ่มใช่ไหม?”

 

‘ในฐานะนักมานุษย์วิทยาคีบอร์ด ฉันเคยเห็นลูกไม้ต้มตุ๋นแบบนี้นับครั้งไม่ด้วยแล้ว!’

 

หล่อนถึงกับอึ้ง ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

 

“ไม่คิดเงิน”

 

โจวหมิงรุ่ยแสดงสีหน้าโล่งใจ มันใช้มือซ้ายยัดปืนเข้าไปให้ลึกกว่าเดิม จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างสับและตัดไพ่

 

“เสร็จแล้ว”

 

กองสำรับไพ่ที่ตัดเสร็จถูกวางกลางโต๊ะ

 

นักทำนายใช้ฝ่ามือสองข้างดึงสำรับไพ่กลับไปหาตัว เธอจ้องมองไพ่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

 

“ขอโทษที่ลืมถาม แต่คุณอยากให้ฉันทำนายเรื่องอะไร?”

 

ขณะกำลังจีบสาวซึ่งเป็นรักแรก โจวหมิงรุ่ยเคยศึกษาเกี่ยวกับไพ่ทาโร่ต์ในระดับพื้นฐาน มันจึงตอบกลับโดยไม่ลังเล

 

“อดีต ปัจจุบัน และอนาคต”

นี่คือหลักสามัญในการทำนายดวงชะตาด้วยไพ่ทาโร่ต์ ไพ่สามใบจะถูกเลือกและเปิดเรียงต่อกัน ใบแรกหมายถึงอดีต ถัดมาคือปัจจุบัน และสุดท้ายเป็นอนาคต

 

หล่อนพยักหน้าเล็กน้อยพลางอมยิ้มมุมปาก

 

“ช่วยสับไพ่ใหม่ด้วย การทำนายจะแม่นยำหลังจากทราบจุดประสงค์ของผู้ถูกทำนาย”

 

คิดใช้ลูกไม้ตื้นๆ อีกแล้วหรือ หน้าตาฉันดูหลอกง่ายขนาดนั้นเชียว ฉันจะไม่ยอมจ่ายเงินเพิ่มเด็ดขาด!

 

มุมปากโจวหมิงรุ่ยพลันกระตุก มันสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะดึงสำรับไพ่กลับมาสับและตัดใหม่อีกครั้ง

 

“ต้องทำอะไรอีกไหม?”

 

มันวางไพ่ลงบนโต๊ะพร้อมกับส่งให้เธอ

 

“ไม่แล้ว”

 

นักทำนายใช้ปลายนิ้วหยิบไพ่ใบบนสุดออกมาวางซ้ายมือหมิงรุ่ย เธอกล่าวต่อไปด้วยเสียงบางเบาจนแทบไม่ได้ยิน

 

“ใบนี้แทนอดีต

 

“ส่วนใบนี้แทนปัจจุบัน”

 

ไพ่ใบที่สองถูกวางตรงหน้ามัน ก่อนที่เธอจะวางไพ่ใบสุดท้ายไว้ฝั่งขวามือหมิงรุ่ย

 

“และใบนี้แทนอนาคต”

 

“เอาล่ะ คุณอยากทราบเรื่องไหนก่อน”

 

หล่อนเงยหน้าขึ้นมองหลังจากวางไพ่ใบสุดท้ายเสร็จ นัยน์ตาสีฟ้าหม่นของเธอกำลังจ้องหมิงรุ่ยไม่กระพริบ

“เอาเป็น… ปัจจุบันก่อน”

 

มันตอบหลังจากครุ่นคิดหนึ่งอึดใจ

เธอผงกศีรษะอย่างเชื่องช้า จากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วพลิกไพ่ใบกลาง

 

บุคคลในไพ่สวมชุดหลากสีสัน เหนือศีรษะสวมหมวกหรูหรา มือข้างหนึ่งจับไม้เท้าหาบเร่วางพาดบ่า ปลายสุดไม้หาบมีถุงผ้ามัดไว้สำหรับใส่สิ่งของ บนพื้นมีลูกสุนัขสีขาวตัวหนึ่งเดินตามไม่ห่าง

 

ไพ่หมายเลข ‘0’

 

“เดอะฟูล”

 

นักทำนายอ่านชื่อไพ่ขณะสายตายังคงจ้องมองโจวหมิงรุ่ย

 

เดอะฟูล?

หมายเลข ‘0’ แห่งสำรับไพ่ทาโร่ต์น่ะหรือ?

 

หมายความว่าอย่างไร การเริ่มต้น? หรือการเริ่มใหม่ที่มีความเป็นไปได้นับไม่ถ้วน?

 

ความรู้ด้านไพ่ทาโร่ต์ของหมิงรุ่ยมีเพียงหางอึ่ง ไม่ถึงขั้นมือสมัครเล่นด้วยซ้ำ มันคาดเดาความหมายไพ่จากองค์ประกอบและความรู้สึกส่วนตัว

แต่ขณะนักทำนายสาวจะแปลคำอธิบาย ผ้าม่านทางเข้าเต็นท์ถูกยกขึ้นจนแสงแดดส่องผ่านมาด้านใน โจวหมิงรุยรีบหันศีรษะมองตามความเคยชิน มันพลันต้องหรี่ตาลงเมื่อปะทะเข้ากับแสงแดดเจิดจ้า

 

“ทำไมเธอถึงปลอมตัวเป็นฉันอีกแล้ว! การทำนายดวงชะตาเป็นงานของฉันต่างหาก!”

สตรีภายนอกแผดเสียงโมโห

 

“รีบกลับไปประจำตำแหน่งซะ! งานของเธอเป็นแค่นักฝึกสัตว์!”

 

น…นักฝึกสัตว์? ดวงตาหมิงรุ่ยเริ่มคุ้นชินกับแสงสว่าง มันสับสนเล็กน้อย เพราะหญิงสาวด้านนอกเต็นท์แต่งกายคล้ายคลึงกับนักทำนายที่นั่งฝั่งตรงข้ามมาก หมวกยาวแหลม เดรสสีดำสนิท ใบหน้าทาด้วยแถบสีแดงสลับเหลือง สิ่งเดียวที่ต่างกันคือ บุคคลด้านนอกมีส่วนสูงมากกว่า และร่างกายที่ผอมบางกว่า

 

หญิงสาวฝั่งตรงข้ามหมิงรุ่ยพลันลุกยืน เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเสียเต็มประดา

 

“ต้องขอโทษด้วย แต่ฉันชอบทำนายดวงชะตาจริงๆ และมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนทำนายแม่นในบ้างครั้ง นี่ฉันพูดจริงนะ…”

 

เมื่อกลาวจบ เธอยกชายกระโปรงขึ้นพร้อมกับเดินผ่านหมิงรุ่ย จากนั้นก็วิ่งเหยาะออกไปนอกเต็นท์

 

“มิสเตอร์… คุณต้องการให้ฉันแปลความหมายของไพ่รึเปล่า?”

 

นักทำนายตัวจริงเอ่ยปากถามพร้อมอมยิ้ม

มุมปากหมิงรุ่ยกระตุกอีกครั้ง มันถามเธอด้วยสีหน้าขึงขัง

 

“ฟรีไหม?”

 

“…ไม่”

 

นั่นคือคำตอบ

 

“ลืมไปซะ”

โจวมิงรุ่ยดึงแขนออกจากโต๊ะทำนาย มือข้างซ้ายถูกนำไปซุกกระเป๋าข้างที่มีปืน จากนั้นก็ก้มศีรษะมุดออกจากเต็นท์ไป

 

บ้าจริง! นี่เราได้นักฝึกสัตว์ทำนายไพ่ให้?

 

‘แต่นักฝึกสัตว์ที่ชื่นชอบการทำนายไพ่คงรับบทตัวตลกที่ดีได้แน่…’

 

โจวหมิงรุ่ยรีบออกจากจัตุรัส มันเดินตรงไปยังเขตขายเนื้อและถั่ว สายตากวาดมองหาร้านที่ขาย ‘เนื้อแกะเกรดพอประมาณ’

 

มันตัดสินใจซื้อเนื้อแกะหนักหนึ่งปอนด์ หลังจากนั้นเป็นการซื้อถั่วปากอ้าเล็ก กะหล่ำ หอมใหญ่ มันฝรั่ง และผักชนิดอื่น

 

ราคารวมของขนมปัง เนื้อ ถั่ว และผักคือ 25 เพนนี หรือเทียบเท่า 2 ซูลกับ 1 เพนนี

“ซื้อของแค่นี้ แต่เงินกลับไม่พอ… เบ็นสันผู้น่าสงสารเอ๋ย…”

หมิงรุ่ยพกธนบัตร 1 ซูลมาสองใบ ทำให้มันต้องออกเงินตัวเองอีก 1 เพนนีในกระเป๋า

มันไม่เถลไถลที่ไหนอีก เป้าหมายเดียวคือรีบเดินตรงกลับหอพัก ด้วยอาหารจานหลักที่ซื้อเตรียมไว้ หมิงรุ่ยพร้อมแล้วสำหรับการเริ่มพิธีเปลี่ยนดวงชะตา

 

 

หลังจากกลับมาถึงห้องในช่วงสาย ประชากรหอพักชั้นสองเริ่มทยอยออกไปทำงานหรือเรียนหนังสือกันหมด มันไม่รีบร้อนทำพิธี โจวหมิงรุ่ยนั่งแปลบทร่ายคาถา “เซียนราชันย์ฟ้าดินประทานโชค” ให้เป็นภาษาฟุซัคโบราณรวมถึงภาษาโลเอ็น เผื่อว่าบทสวดภาษาจีนดั้งเดิมไม่ได้ผล มันจะได้ทดลองใหม่ด้วยภาษาท้องถิ่นโลกนี้

เหมือนกับสำนวนที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม!

 

และยังไม่ลืมแปลให้เป็นภาษาเฮอร์มิสที่นิยมใช้ในพิธีกรรมโบราณหลายชนิด หมิงรุ่ยพยายามเค้นสมองแปลเทียบทีละคำอย่างตั้งใจ

 

หลังจากจัดการบทสวดเรียบร้อย มันนำขนมปังไรย์สี่ชิ้นออกมาเตรียมทำพิธี แต่ละชิ้นถูกวางไว้ยังมุมห้องสี่ทิศ ชิ้นแรกวางไว้บริเวณเตาถ่าน ชิ้นที่สองวางไว้ด้านข้างกระจกเงาสำหรับแต่งตัว ชิ้นที่สามวางไว้บนตู้เสื้อผ้า และชิ้นสุดท้ายวางไว้ซ้ายมือโต๊ะไม้อ่านหนังสือ

 

ลมหายใจถูกสูดเข้าเต็มปอด โจวหมิงรุ่ยเดินกลับมายังกึ่งกลางห้องและใช้เวลาสงบจิตใจนานหลายนาที หลังจากนั้น เท้าขวาขยับไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะเริ่มเดินทวนเข็มนาฬิกาเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส

 

เมื่อจบก้าวแรก มันเปล่งเสียง

 

“เซียนราชันย์ฟ้าดินประทานโชค”

 

ก้าวที่สอง

 

“เทพสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”

 

ก้าวที่สาม มันสูดลมหายใจก่อนเปล่งเสียง

 

“จักรพรรดิสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”

 

เมื่อจบก้าวสุดท้าย มันท่องคาถาพร้อมกับหลับตาทำสมาธิสงบจิตใจ

“ราชันย์สวรรค์ฟ้าดินประทานโชค”

หลังจากกลับมายืนในจุดกึ่งกลางอีกครั้ง โจวหมิงรุ่ยเฝ้ารอผลลัพธ์ด้วยใจจดจ่อ อารมณ์ความรู้สึกหลายหลากกำลังถาโถม ทั้งคาดหวัง กระสับกระส่าย รวมถึงหวาดกลัว

 

ตนจะกลับไปโลกเดิมได้หรือไม่?

 

จะมีผลข้างเคียงอะไรไหม?

 

หรือจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น?

 

ความไม่รู้คือบ่อเกิดของสองความรู้สึก อยากรู้อยากเห็นและหวาดกลัว แม้จะหลับตาสนิท แต่เปลือกตากลับยังมองเห็นแสงสีแดงทะมึน

 

ทันใดนั้น ห้วงความคิดในหัวโจวหมิงรุ่ยเริ่มปั่นป่วนและหมุนเคว้ง ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็มิอาจระงับอาการดังกล่าว

 

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง หมิงรุ่ยสัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบตัวเริ่มหยุดนิ่ง ทว่า ยังเปี่ยมด้วยด้วยมวลพลังปริศนาปริมาณเข้มข้น

 

หลังจากนั้นไม่นาน เกิดเสียงกระซิบดังแว่วข้างหูอย่างต่อเนื่อง บ้างดังชัดเจนเสมือนมีใครยืนกระซิบ บ้างดังหวีดแหลมแสบโสตประสาท บ้างดังลอยฟุ้งประหนึ่งเสียงในจินตนาการ บ้างดังเย้ายวนน่าหลงไหล

 

บ้างดังกระเส่าอย่างคลั่งไคล้

และบ้างดังกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง

 

ถึงจะไม่เข้าใจว่าเสียงแว่วที่ดังต่อเนื่องกำลังพูดในสิ่งใด แต่ด้วยความใครรู้ หมิงรุ่ยจึงพยายามเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจเพื่อแปลความหมาย

ทันใดนั้น ศีรษะพลันเจ็บแปลบประหนึ่งมีใครนำสว่านตอกเจาะเข้าที่ขมับ เป็นความทรมานราวกับหัวจะระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

ภาพในสมองของหมิงรุ่ยเริ่มผุดสีสันประหลาดคล้ายกับอาการหลอนยาเสพติด

 

สถานการณ์เริ่มไม่สู้ดีนัก มันตัดสินใจลืมตาขึ้นเพื่อยุติพิธีกรรม ทว่า แม้แต่อิริยาบทที่ง่ายที่สุดก็มิอาจกระทำสำเร็จ ร่างกายถูกบีบรัดแน่นขึ้นทุกขณะราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

 

ทันใดนั้น มันตัดพ้ออย่างสมเพชตัวเอง

 

“ไม่น่ารนหาที่เลย…”

 

หมิงรุ่นทนไม่ไหวอีกต่อไป ทว่า ขณะหัวสมองจวนเจียนระเบิด บรรยากาศรอบข้างพลันสงบลงอย่างน่าประหลาด เสียงแว่วข้างหูหายไปโดยสมบูรณ์ อารมณ์ของโจวหมิงรุ่ยเริ่มแปรปรวนไม่มั่นคง

 

ไม่เพียงอารมณ์ แม้แต่ร่างกายก็เริ่มโงนเงนไม่มั่นคงเช่นกัน มันกลั้นหายใจและฝืนลืมตาขึ้นด้วยสมาธิทั้งหมดที่มี แต่คราวนี้กลับกระทำได้ง่ายดายกว่าที่คิด

 

ภาพที่เห็นตรงหน้า… รอบตัวมันมีแต่หมอกควันสีเทาเต็มไปหมด ทั้งคละคลุ้ง ฟุ้งกระจาย และไร้สิ้นสุด

 

“เกิดอะไรขึ้น?”

 

โจวหมิงรุ่ยรีบกวาดสายตามองรอบข้างอย่างลนลาน เมื่อก้มลงมองด้านล่าง มันพบว่าตัวเองกำลังลอยเคว้งท่ามกลางกลุ่มหมอกสีเทาที่ไร้ก้นบึ้ง… มิติแห่งนี้ไม่มีพื้น!

 

สายหมอกรอบตัวมิได้หยุดนิ่ง พวกมันไหลวนไปตามกระแสประหนึ่งสายวารี ท่ามกลางสายหมอกเทามีจุดแสงคล้ายกับ ‘ดวงดาว’ สีแดงเข้มลอยเรียงรายเป็นจำนวนมาก ขนาดของแต่ละดวงไม่เท่ากัน บ้างใหญ่มาก บ้างก็เล็กมาก บ้างจมลึกลงไปราวกับกำลังหลบซ่อน บ้างก็ลอยเหนือกระแสหมอกอย่างไม่เกรงกลัว

 

ขณะกวาดสายตามองฉากสุดอลังการตรงหน้าที่คล้ายคลึงภาพโฮโลแกรม โจวหมิงรุ่ยเหยียดมือขวาออกไปสัมผัสกับ ‘ดาว’ ดวงหนึ่งซึ่งลอยเหนือสายหมอกสีเทา

 

มันกำลังกึ่งสงสัย กึ่งหวาดกลัว ไม่มิได้คิดซับซ้อน เพียงต้องการออกไปจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว

 

ในวินาทีที่ฝ่ามือสัมผัสดาวแดงเข้มดวงดังกล่าว เกิดคลื่นน้ำกระเพื่อมออกจากร่างกายโจวหมิงรุ่ยฉับพลัน ดาวแดงถูกคลื่นน้ำปะทะและเผาไหม้ตัวเองจนระเหิดหายไป

 

มันพลันตกตะลึง มือขวาถูกชักกลับอย่างลนลานตามสัญชาตญาณ แต่ดันสัมผัสไปโดนดาวอีกดวงโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ผลก็คือ ดาวแดงโชคร้ายเกิดการลุกไหม้และระเหิดไปต่อหน้าต่อตาเหมือนเช่นเคย

 

ทันใดนั้น หัวสมองโจวหมิงรุ่ยพลันขาวโพลน จิตวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง

 

 

ณ กรุงเบ็คลันด์แห่งอาณาจักรโลเอ็น

ภายในคฤหาสน์สุดหรูหราใจกลางเมืองหลวง

 

‘ออเดรย์·ฮอลล์’ กำลังนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งเก่าแก่ กึ่งกลางมีบานกระจกทองเหลืองสำหรับแต่งตัว ผิวกระจกมีรอยร้าวเล็กน้อย

 

“กระจกเอ๋ย จนตื่นเถิด…

 

“ในนามแห่งตะกูลฮอลล์ ฉันของสั่งให้เจ้าลืมตาตื่น ณ บัดนี้!”

 

หล่อนพยายามเปลี่ยนบทสวดคาถา แต่ทุกครั้งยังไร้ผลลัพธ์เหมือนเช่นเคย

 

หลังจากผ่านไปสิบนาที ในที่สุดออเดรย์ก็ยอมแพ้ เธอนั่งทำแก้มป่องหน้ากระจกด้วยสีหน้าหงุดหงิด ปากบ่นพึมพำ

 

“ท่านพ่อต้องโกหกเราแน่ ไหนบอกกระจกบานนี้เป็นสมบัติหายากของจักรพรรดิมืดแห่งจักรวรรดิโรมัน แถมยังเป็นของวิเศษ…”

 

ทันใดนั้น เสียงของเธอมีอันต้องขาดห้วง แสงสว่างสีแดงเข้มพลันเจิดจ้าจากบานกระจกทองเหลือง โอบล้อมร่างกายออเดรย์·ฮอลล์ไว้โดยสมบูรณ์

 

 

ท่ามกลางทะเลโซเนีย เรือใบเก่าแก่ประหนึ่งซากวัตถุโบราณขนาดสามเสากระโดงกำลังแล่นฝ่าใจกลางพายุ

 

อัลเจอร์·วิลสันยืนบนดาษฟ้าเรือที่มีสภาพโคลงเคลงหนักจากคลื่นทะเลอันเกรี้ยวดกราด  แต่ถึงอย่างนั้น มันกลับรักษาสมดุลร่างกายได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ชุดคลุมที่อัลเจอร์สวม กึ่งกลางหน้าอกมีลวดลายสายฟ้าขนาดใหญ่สลัก ในมือถือขวดแก้วทรงประหลาด ของเหลวภายในขวดฉวัดเฉวียนอยู่ไม่เป็นสุข ประเดี๋ยวผุดฟองเดือดพล่าน ประเดี๋ยวจับตัวเป็นน้ำแข็ง ประเดี๋ยวหมุนวนประหนึ่งเกลียวพายุ

 

“ยังขาดโลหิตฉลามวิญญาณสินะ…”

 

อัลเจอร์พึมพำ

 

ทันใดนั้น แสงสว่างสีแดงฉานพลันเจิดจ้ากึ่งกลางระหว่างฝ่ามือและขวดแก้ว อัลเจอร์ถูกแสงเลือดกลืนกินร่างกายฉับพลัน

 

 

ท่ามกลางสายหมอกสีเทา เมื่อออเดรย์ได้รับการมองเห็นกลับคืน เธอรีบกวาดสายตามองโดยรอบด้วยสีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัว

 

หล่อนก็ได้พบเงาลางของบุคคลปริศนาที่ยืนไม่ห่างนัก คนผู้นั้นกำลังแสดงพฤติกรรมคล้ายคลึงกับเธอ

 

เพียงไม่นาน ทั้งออเดรย์และอัลเจอร์ได้พบกับอีกหนึ่งตัวตนปริศนาที่ยืนห่างออกไปเล็กน้อย รอยกายบุคคลดังกล่าวมีกระแสหมอกสีเทาห่อหุ้มหนาแน่นจนมองไม่เห็นใบหน้า

‘ตัวตนปริศนา’ ดังกล่าวไม่ใช่ใครอื่นนอกจากโจวหมิงรุ่ย มันเองก็ฉงนไม่ต่างจากทั้งสองคน

 

“มิสเตอร์… เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

 

แม้กำลังตกตะลึง แต่ทั้งออเดรย์และอัลเจอร์ไม่กล้าแหกปากโวยวาย พวกมันตัดสินใจเอ่ยปากถามพร้อมกันโดยมิได้นัดแนะ

 

“คุณคิดจะทำอะไรกับพวกเรา?”

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ลงวันละตอน ทุกวันจันทร์ - ศุกร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด