ตอนที่แล้วบทที่ 39 ศึกแรกของศึกประลองนักเรียนใหม่ (3)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 41 พันธสัญญาร่วมชะตา (1)

บทที่ 40 ศึกแรกของศึกประลองนักเรียนใหม่ (4)

 

        ม่วงหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “ข้ามาตามสัญญา เห็นเจ้าประลองในสนามเมื่อกี้ด้วย ดูท่าเจ้าจะคุ้นเคยกับชีวิตที่นี่แล้ว”

 

เย่อินจู๋พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ม่วง เจ้าสบายดีไหม? ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเจ้าจะอ่อนเพลียนิดหน่อย”

 

ดวงตาของม่วงฉายประกายเย็นเฉียบ “ไม่ได้เป็นไร ก็แค่ไปทำเรื่องที่ควรทำ อีกอย่าง นี่ยังเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น”

 

อินจู๋ตกอกตกใจ “ม่วง เจ้าจะไปอีกเหรอ?” ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์

 

ม่วงเผยรอยยิ้มอันหาได้ยาก “เจ้าเป็นนักเรียนของที่นี่ เที่ยวพาใครมาอยู่กับเจ้าไม่ได้หรอก เจ้าเรียนอยู่ที่นี่เถอะ เหมาะให้เจ้าปรับตัวกับทุกสิ่งในทวีปอย่างยิ่ง ข้าเคยสืบดูแล้ว โรงเรียนอัศวินเวทมนตร์มิลาน เรียกอีกอย่างว่าราชวิทยาลัยมิลาน มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในทวีป อยู่ที่นี่เจ้าอาจไม่ได้เรียนรู้มนตร์พิณอะไร แต่กลับเพิ่มประสบการณ์ทางสังคมได้ง่ายกว่ามาก อีกอย่าง อยู่ที่นี่เจ้าก็ไม่มีอันตรายอะไรด้วย”

 

ดวงตาของเย่อินจู๋ฉายประกายเด็ดเดี่ยว มือขวายื่นออกมาดุจสายฟ้าแลบ คว้าหมับเข้าที่แขนซ้ายของม่วง “ม่วง ถ้าเจ้าจะไปล่ะก็ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย ปู่ทั้งสองคนให้ข้าหาประสบการณ์ในทวีป อยู่กับเจ้าก็เป็นการหาประสบการณ์เหมือนกัน ข้าไม่อยากแยกกับเจ้าอีก” แม้มือของเขาจะมีเพียงสี่นิ้ว แต่กลับแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แม้กระทั่งม่วงก็ยังตกใจเล็กน้อยที่พลังของเย่อินจู๋มากมายถึงขนาดนี้

 

ม่วงตบบ่าของอินจู๋เบาๆ “ข้าก็ไม่อยากแยกกับเจ้าเหมือนกัน แต่พวกเราในตอนนี้ ยังไม่สามารถทำทุกเรื่องที่อยากทำในทวีปได้ อยู่ที่นี่จะเป็นผลดีกับเจ้า ฉะนั้น ตอนนี้ข้ามีวิธีประนีประนอม ไม่รู้ว่าเจ้าจะยอมหรือเปล่า”

 

“วิธีอะไร?” เย่อินจู่เอ่ยถามอย่างใคร่รู้

 

ม่วงกล่าวว่า “วิธีนี้ทำให้ถึงแม้ข้าจะไม่ได้อยู่ข้างเจ้า แต่ช่วยให้เราสามารถพบกันเมื่อไหร่ก็ได้”

 

อินจู๋นิ่งชะงักไปก่อนกล่าวอย่างงงงวยว่า “มีวิธีแบบนี้ด้วยเหรอ?”

 

ม่วงพยักหน้า ดวงตาฉายแววหนักแน่น “ข้ามีวันนี้ได้ ก็เป็นเพราะเจ้ามอบให้ข้า ไม่ต้องถามข้าว่าทำไม ไว้รอวันที่เจ้ามีความสามารถพอ ข้าจะบอกทุกอย่างกับเจ้าเอง วิธีที่ข้าบอกเรียกว่าพันธสัญญาร่วมชะตา”

 

“พันธสัญญาร่วมชะตา? มันคืออะไร?”

 

ม่วงกล่าวว่า “นักเวทในทวีปอัญเชิญสัตว์เวทมาคุ้มครองตัวเองได้ ส่วนนักรบก็มีพาหนะเป็นของตนเองได้เช่นกัน เพียงแต่ไม่ง่ายดายเหมือนกับนักเวทอัญเชิญ แต่เวลาที่นักเวทอัญเชิญ นักเวทอยู่ระดับไหนก็อัญเชิญได้แค่สัตว์เวทระดับนั้น และตลอดชีวิตของนักเวทสามารถทำสัญญากับสัตว์เวทได้แค่ตัวเดียว ฉะนั้นนักเวทขั้นต่ำจึงไม่ทำสัญญาสัตว์เวทง่ายๆ ต่างก็รอจนเวทมนตร์ของตัวเองเลื่อนระดับขึ้นไปแล้วค่อยหาสัตว์เวทที่เหมาะสมกับตัวเองมาเป็นสหายชั่วชีวิต นี่คือสิ่งที่เรียกว่าพันธสัญญานายบ่าว ส่วนสาเหตุที่สัตว์เวทไม่สามารถอัญเชิญข้ามขั้นได้ เหตุผลง่ายนิดเดียว เป็นเพราะเวลาอัญเชิญจะสิ้นเปลืองพลังจิตในตัวนักเวท ข้ามขั้นเมื่อไหร่จะส่งผลกระทบต่อนักเวทอย่างมหาศาล เว้นแต่นักเวทสายอัญเชิญที่ฝึกฝนวิชาอัญเชิญโดยเฉพาะ เพราะงั้นนักเรียนโรงเรียนอัศวินเวทมนตร์มิลานอย่างพวกเจ้า นอกจากจะมีสัตว์เวทที่สามารถเติบโตได้ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีสัตว์เวทเป็นของตัวเอง ส่วนพันธสัญญาร่วมชะตาที่ข้าพูดถึงกลับทำลายกฎของพันธสัญญานายบ่าว เช่นเดียวกัน ตลอดชีวิตคนคนหนึ่งมีโอกาสบรรลุสัญญาประเภทนี้เพียงครั้งเดียว และคาถาของพันธสัญญานี้ก็มีแต่ข้าที่รู้ เมื่อทำสำเร็จจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ พูดง่ายๆ ว่าหากเจ้ากับข้าทำสัญญานี้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็จะกลายเป็นสหายพันธสัญญา จากนี้ไป ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ที่ไหน จิตวิญญาณก็จะเชื่อมโยงกันตลอดเวลา เจ้าสามารถเรียกข้ามาอยู่ข้างกายเจ้าได้ ข้าก็สามารถเรียกเจ้ามาอยู่ข้างกายข้าได้เช่นกัน ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าพวกเราจะห่างไกลกันแค่ไหนก็พบหน้ากันได้ ทุกครั้งที่อัญเชิญจะอยู่ต่อได้อีกครึ่งชั่วโมง สิ้นเปลืองพลังจิตในตัวน้อยมาก”

 

อินจู๋กล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “มนุษย์ทำพันธสัญญากับสัตว์เวทได้อย่างเดียวงั้นเหรอ? แล้วยังมีพันธสัญญามหัศจรรย์อย่างนี้อยู่ด้วย? เยี่ยมไปเลย ถ้าอย่างนั้นพวกเราเริ่มกันตอนนี้เลยเถอะ”

 

ม่วงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป สายตาเย็นเยือกเสมือนดั่งธาตุแท้เหล่มองไปทางป่า

 

“รอเดี๋ยว” เงาร่างที่เปล่งรัศมีสีเหลืองมาอยู่ตรงหน้าทั้งสองคนในพริบตา แม้แต่เย่อินจู๋ก็ยังมองเห็นลักษณะของเงาร่างนี้ไม่ชัดเจน เพราะว่ามันรวดเร็วมากจริงๆ แต่การจำแนกแยกแยะไม่จำเป็นต้องพึ่งดวงตาเสมอไป ลมปราณที่คุ้นเคยก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว

 

“พ่อจ๋า” อินจู๋ตะโกนเรียกอย่างตื่นเต้น ถูกต้อง เงาร่างที่ปรากฏขึ้นกะทันหันนี้คือเย่ฉงพ่อของเย่อินจู๋นั่นเอง

 

เย่ฉงสวมชุดนักรบสีเทา แม้ว่าอายุจะย่างเข้าสี่สิบปี แต่มองไปแล้วกลับดูไม่แก่กว่าเย่อินจู๋เท่าไหร่ เพียงแต่ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ดาบยาวสีเขียวมรกตพาดไว้ด้านหลัง สายตาที่มองเย่อินจู๋เต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู

 

ม่วงมองไปทางเย่ฉง เย่ฉงก็เบนสายตามาทางเขา สายตาของทั้งสองคนทะปะกันกลางอากาศ เย่อินจู๋ราวกับเห็นอากาศลุกเป็นประกายไฟ เวลาสิบหกปี เย่อินจู๋เติบโตขึ้นแล้ว พลังยุทธ์ไผ่ของเย่ฉงก็ฝึกฝนจากระดับเหลืองขั้นต้นในตอนแรกจนตอนนี้ถึงระดับเหลืองขั้นหกแล้ว เทียบเท่ากับนักรบเวหาระดับครามขั้นสูงในระดับสายรุ้ง ห่างจากยอดนักรบเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

 

“มิน่าล่ะตอนออกจากทะเลโพรงมรกต ข้าถึงรู้สึกได้ว่ามีคนสะกดรอยตามพวกเราตลอดเวลา” ม่วงเอ่ยเสียงขรึม

 

เย่ฉงหัวเราะเบาๆ “ข้ามีลูกชายแค่คนเดียว ไม่ว่าข้าหรือแม่เขาหรือแม้แต่ปู่เขาทั้งสองคน ก็ไม่มีทางวางใจให้เขาตะลอนไปทั่วทวีปคนเดียวได้ลงหรอก ข้าเลยปกป้องเขาอยู่เงียบๆ มาตลอด ตอนนี้เขามาถึงโรงเรียนอัศวินเวทมนตร์มิลานแล้ว หน้าที่ของข้าก็ถือว่าจบลงเช่นกัน”

 

“อะไรนะ? พ่อจ๋า พ่อตามข้ามาตลอดเลยเหรอ?” เย่อินจู๋มองเย่ฉงอย่างตกใจ “ถ้าอย่างนั้นพ่อรู้ไหมว่าคนที่ขโมยแหวนมิติข้าไปอยู่ที่ไหน?”

 

เย่ฉงยังไม่ทันเอ่ยปาก สีหน้าของม่วงก็เปลี่ยนไป สายตาจดจ้องไปยังมือซ้ายที่มีเพียงสี่นิ้ว จึงพบว่าแหวนมิติในตอนแรกเปลี่ยนเป็นอีกวงแล้ว “อินจู๋ แหวนมิติของเจ้าหายไปแล้ว? ถ้าอย่างนั้นพิณของเจ้า…”

 

อินจู๋ยิ้มเจื่อนก่อนเอ่ยว่า “หายไปพร้อมกับจดหมายแนะนำแล้วก็เงินหมดเลย”

 

“อะไรนะ?” ม่วงคำรามเสียงต่ำ ลมปราณมหาศาลแผ่ออกจากตัวเขาในฉับพลัน แม้จะไม่มีรัศมีของพลังยุทธ์แต่อย่างใด ทว่าเย่ฉงกลับตกตะลึงเมื่อเห็นว่าพื้นดินใต้เท้าของม่วงปรากฏรอยแตกระแหงขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ความเดือดดาลของม่วง แม้กระทั่งเขายังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน สองหมัดกำแน่น ส่งเสียงกระดูกลั่นชวนเข็ดฟัน “อย่าให้ข้ารู้ว่าเป็นใคร ข้าจะบีบกระดูกมันให้แหลก”

 

……………………………………….

 

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...