ตอนที่แล้วบทที่ 23 เหรียญสองด้าน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 25 ทองถังแรก

บทที่ 24 แค่ใช้หนี้เท่านั้น


บทที่ 24 แค่ใช้หนี้เท่านั้น

 

เถี่ยซินหยวนไม่ยอมตื่นจากฝันร้าย เขากำลังโต้เถียงกับหนิวเอ้อร์ในความฝัน จากนั้นเกิดการฉุดกระชากลากถู สุดท้ายก็เข่นฆ่ากันอย่างดุเดือด

 

ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง ขณะที่โต้เถียงกันในความฝัน หนิวเอ้อร์กลับตามไม่ทัน โดนเถี่ยซินหยวนซักถามไปสองสามประโยคก็บื้อใบ้หมดปัญญาตอบโต้

 

เมื่อเริ่มมีการฉุดกระชาก หนิวเอ้อร์ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเถี่ยซินหยวนที่เรียนวิชามวยปล้ำมาก่อน เขามีท่วงท่าล้ำเลิศเหนือคนธรรมดา หนิวเอ้อร์โดนจับทุ่มจนสติเลอะเลือนไปหมด ไม่มีทางเทียบชั้นกับเขาได้เลย

 

ส่วนเรื่องการเข่นฆ่า หนิวเอ้อร์ถือดาบพิฆาตอาชา[1]ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเถี่ยซินหยวน เพราะว่าเขาคนนี้มีปืนอยู่ในมือ...

 

คืนนี้เป็นคืนหนึ่งที่นอนหลับได้เต็มอิ่มสะใจเหลือเกิน เมื่อเถี่ยซินหยวนจัดการหนิวเอ้อร์ในความฝันจนกลายสภาพเป็นลูกชิ้นเนื้อกลมๆ แล้ว เขาถึงลืมตาตื่นขึ้นมา

 

เจ้าจิ้งจอกร้องหงิงๆ เอาหางปัดป่ายใบหน้าของเถี่ยซินหยวนไม่ยอมหยุด ตั้งแต่เช้าเมื่อวานจนถึงตอนนี้ มันยังไม่ได้กินอะไรเลยสักคำเดียว

 

เถี่ยซินหยวนสูดจมูกฟุดฟิด เจ้าจิ้งจอกโสโครกนี่ยิ่งตัวโตมากเท่าใด กลิ่นตัวของมันก็รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้มีพัฒนาการมาถึงขั้นที่ว่าเพียงแค่สะบัดหางสักนิด กลิ่นเหม็นสาบก็โชยออกมาแล้ว หวังโหรวฮวาจึงไม่อนุญาตให้มันนอนในบ้านอีก

 

หลังจากจามอย่างแรงสองครั้ง เถี่ยซินหยวนถึงนึกขึ้นได้ว่า วันนี้สมควรไปให้คำตอบซย่าส่งแล้ว

 

ดูท่าเรื่องที่เขากำลังจะเป็นศิษย์ของซย่าส่งไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรนัก มิฉะนั้นแล้วเขาคงไม่รู้สึกเฉยชาขนาดนี้

 

วันนี้ไม่จำเป็นต้องนำกล่องข้าวไปให้ หนิวเอ้อร์ก็ตายไปแล้ว ที่ผ่านมาตาเฒ่าผู้นี้กินของอร่อยมาเกินพอ เถี่ยซินหยวนคิดอย่างชั่วร้าย

 

เด็กเจ็ดขวบบ้านอื่นศีรษะยังโล้นเลี่ยน แต่บนศีรษะเถี่ยซินหยวนกลับมีเส้นผมดกดำยาวสลวย เขารวบผมเป็นหางม้าห้อยไปด้านหลัง ว่าตามคำพูดของถงจื่อก็คือ งดงามเป็นที่สุด

 

มารดามักกล่าวอยู่เสมอว่าเถี่ยซินหยวนเป็นเด็กผู้ชายที่หน้าตางดงามคล้ายเด็กผู้หญิง บิดาของเขาเป็นชายชาตรีสูงใหญ่กำยำชัดๆ บุตรชายกลับอ่อนแอบอบบางราวกับไก่น้อยตัวหนึ่ง

 

หลายปีมานี้ไม่ว่ามารดาจะหาวิธีขุนเขาให้อ้วนอย่างไร ต่างไม่เห็นผลตามที่หวังไว้ทั้งนั้น แม้เถี่ยซินหยวนจะกินเก่งสักเพียงใด ก็ไม่เห็นมีเนื้อมีหนังเพิ่มขึ้นมา

 

หลังจากเช็ดหน้าลวกๆ ครั้งหนึ่ง เถี่ยซินหยวนก็มุ่งหน้าไปที่คฤหาสน์ร้าง หนิวเอ้อร์โดนเขาจัดการจนเป็นลูกชิ้นเนื้อไปแล้ว ตอนนี้เขาจึงไม่มีภาระทางใจอะไรติดค้างอยู่อีก

 

สวนของคฤหาสน์ร้างเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้กำแพงและตัวบ้านจะทรุดโทรมเช่นเดิม แต่กลับสะอาดเอี่ยมชวนให้ผู้คนรู้สึกเดือดดาลจนเส้นผมชี้ชัน

 

เจ้าจิ้งจอกส่งเสียงครางหงิงๆ ไม่กล้าเดินเข้าไป มันคิดว่าตัวเองเดินหลงทางมาเสียแล้ว หลังจากเถี่ยซินหยวนกวาดสายตามองห้องโถงกลางที่เก่าแก่แต่ดูดีไร้ที่ติแวบหนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในสวนรกร้าง

 

บนพื้นไม่มีใบไม้แห้งร่วงหล่นสักใบ ต้นไม้หลากหลายชนิดตลอดสองข้างระเบียงทางเดินเล็กๆ ที่หลังคาปูด้วยกระเบี้องเคลือบสีดำยืนต้นแลดูสดชื่นช่วยจิตใจเบิกบาน ดอกไม้นานาพันธุ์กำลังแย้มอวดสีสันอันงดงาม แต่ว่าภาพที่ปรากฏไม่ผลิบานรกเรื้อเหมือนเมื่อหลายวันก่อน หลังจากคนสวนตัดแต่งเรียบร้อยแล้ว ต้นไม้หรือวัชพืชใดที่เคยขึ้นอย่างไร้ระเบียบก็ถูกควบคุมเอาไว้หมด การดูแลสวนเช่นนี้เถี่ยซินหยวนไม่ชอบใจสักเท่าใด

 

ในที่สุดก็พบที่มาของความไม่ชอบใจจากใบหน้าของซย่าส่งแล้ว

 

เวลานี้ซย่าส่งสวมชุดคลุมตัวยาวสีแดงสด มีหมวกขุนนางประดับบนศีรษะอย่างถูกต้องตามแบบแผน หนวดเครายาวลู่ลงตามแนวกรามบนใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ เขานั่งอยู่บนเตียงเตี้ยที่บุเบาะไหมทอดิ้นเงินดิ้นทองงดงามหลังหนึ่ง วางท่าทีสงบนิ่งน่าเกรงขาม

 

ไม่ผิดหรอก ไม่ว่าจะเป็นหมวกขุนนางบนศีรษะ หรือว่ากุยหยกขาว[2]ในมือของเขา หรือว่าสายคาดหยกขาวที่รัดเอวเอาไว้ ล้วนอธิบายได้ชัดเจนถึงปัญหาข้อหนึ่ง นั่นเป็นธรรมเนียมประเพณี!

 

บนพื้นมีเบาะนั่งกลมปักไหมทองวางอยู่เบาะหนึ่ง ส่วนหน้าเบาะกลมมีเนื้อแดดเดียวสองชิ้นยาวและห่านขาวตัวใหญ่อีกสองตัว

 

ดูจากรูปการณ์ สิ่งของที่ใช้ในพิธีคารวะอาจารย์เตรียมพร้อมหมดแล้ว ตอนนี้รอเพียงแค่จับเถี่ยซินหยวนนั่งลงบนเบาะกลม สองมือประคองเนื้อแดดเดียวมอบให้อาจารย์เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

 

ในสวนร้างแลดูสะอาดเรียบร้อย นอกจากพวกเขาสองคนแล้วก็ไม่เห็นใครอีก แต่เถี่ยซินหยวนรู้ดีอยู่แก่ใจ ขอเพียงซย่าส่งเสียงกระแอมไอเล็กน้อย ก็จะมีบ่าวและสาวใช้นับไม่ถ้วนโผล่ออกมาจากทั่วทิศในทันที จำนวนคนคงมากพอจนเต็มสวนแห่งนี้

 

“เรื่องหนิวเอ้อร์เจ้าจัดการได้ไม่เลว ข้ายอมรับในสติปัญญาของเจ้า ตอนนี้เจ้าสามารถมอบของกำนัลได้ หลังคารวะตามพิธีการแล้ว เจ้าก็จะกลายเป็นศิษย์ของข้าโดยสมบูรณ์”

 

เถี่ยซินหยวนส่ายหน้าปฏิเสธแล้วตอบว่า “ข้าคิดว่าตัวเองสมควรคารวะท่านเหลียงแห่งสะพานซ่างถู่เป็นอาจารย์คงจะเหมาะสมกว่า”

 

ซย่าส่งไม่รู้สึกโกรธแม้แต่น้อย เขาวางกุยหยกขาวในมือลงบนเบาะงาม จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า “เพราะเรื่องหนิวเอ้อร์? เจ้าเห็นว่าเขาทำความดีนิดๆ หน่อยๆ ก็คิดว่าไม่สมควรฆ่าเขาแล้ว?”

 

เถี่ยซินหยวนหัวเราะแล้วตอบว่า “ไม่ใช่ขอรับ ข้าแค่รู้สึกว่าตัวข้านั้น...ถ้าหากติดตามท่านเหลียงแห่งสะพานซ่างถู่ ต่อให้ไม่ได้ร่ำเรียนก้าวหน้ากว่านี้ก็ช่าง แต่อย่างน้อยก็คงไม่แย่อะไร

 

เวลาสนทนากับท่าน ข้ารู้สึกว่าคงต้องฆ่าหนิวซาน(หนิวคนที่สาม) หนิวซื่อ(หนิวคนที่สี่) หรืออาจมากถึงหนิวสือปา(หนิวคนที่สิบแปด) ความรู้สึกเวลาวางแผนฆ่าคนไม่ดีเท่าไร ฉวยโอกาสที่มือของข้ายังไม่เปื้อนเลือดมากนัก รีบหันหลังกลับเสียก่อนดีกว่า”

 

“ยอมทำตัวตกต่ำรึ! ไม่ว่าเสือหรือสิงห์เมื่อเข่นฆ่าสัตว์อื่นกลับเลื่องชื่อลือนาม พวกสัตว์อ่อนแอจำพวกกวางหมีลู่[3]ที่โดนไล่ล่า ใครจะเวทนาสงสารกัน?

 

คนอย่างหนิวเอ้อร์ก็เป็นเพียงเนื้อปลาเท่านั้น เจ้าจะถือสาไปไย”

 

เถี่ยซินหยวนดึงเจ้าจิ้งจอกมาแล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “เสือและสิงห์เข่นฆ่าสัตว์ป่าชนิดอื่นก็เพื่อความอยู่รอด แต่มนุษย์ไม่เหมือนกันนะขอรับ คงไม่จำเป็นต้องกินซากศพของพวกเดียวกันกระมัง?”

 

“จิ้งจอกชอบกินเนื้อ แต่เวลาที่มันไม่มีเนื้อกิน ขนมหลายอย่างมันก็กินได้ คนอย่างข้าไม่มีปณิธานยิ่งใหญ่อะไร ได้ใช้ชีวิตเช่นเจ้าจิ้งจอกก็ดีถมไปแล้ว เวลามีเนื้อกินก็กินสักหน่อย เวลาไม่มีเนื้อก็กินอย่างอื่นประทังชีวิตแทนก็ได้”

 

ซย่าส่งเงยหน้ามองท้องฟ้าสีสดใส ก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เป็นเพราะมารดาเจ้าไม่อนุญาตให้คารวะข้าเป็นอาจารย์สินะ?”

 

เถี่ยซินหยวนเพียงหัวเราะโดยไม่ตอบคำ

 

ซย่าส่งยิ้มอย่างขมขื่นแล้วเอ่ยว่า “เป็นเรื่องในอดีตเนิ่นนานแล้ว เหตุใดยังไม่ลืมอีกเล่า”

 

เถี่ยซินหยวนรีบประสานมือคารวะแล้วเอ่ยสวนว่า “ท่านเล่ามาได้เลย”

 

“ไสหัวไป!”

 

ซย่าส่งสะบัดแขนชุดตัวโคร่งใหญ่โดยแรง จากนั้นเอามือไพล่หลังเดินกลับเข้าไปในห้องเก่าๆ สองมือไม่ได้กำแน่น ง่ามนิ้วมือขยับยุกยิกไม่หยุด

 

เถี่ยซินหยวนหัวเราะเบาๆ เขาหยิบเนื้อแดดเดียวขึ้นมา มืออีกข้างจูงห่านขาวสองตัว เดินออกจากสวนร้างไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมาอีก

 

ชาวบ้านแถบประตูซีสุ่ยเห็นเจ้าจิ้งจอกจนเป็นเรื่องธรรมดา จิ้งจอกตัวนี้ไม่เคยขโมยไก่กิน และไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้านใกล้เคียง อีกทั้งมันยังมีชื่ออยู่ในบัญชีทะเบียนราษฎร์ด้วย เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้าก็มองเห็นมันเป็นคนไปเสียแล้ว

 

แต่วันนี้เจ้าจิ้งจอกทำตัวผิดแปลกไป มันถึงกับวิ่งไล่ห่านขาวอวบอ้วนสองตัวผ่านตลาด มีคนเบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำแสร้งว่าจะดึงห่านขาวจากไป เจ้าจิ้งจอกจึงร้องโวยวายเสียงดัง เดือดร้อนถึงเถี่ยซินหยวนหันกลับมาจัดการให้มันสงบลง

 

หวังโหรวฮวาเห็นเนื้อแดดเดียวในมือเถี่ยซินหยวนกับห่านขาวที่เจ้าจิ้งจอกไล่งับอยู่ จิตใจพลันหนักอึ้งขึ้นมา นางเอ่ยถามบุตรชายว่า “คิดจะคารวะอาจารย์แล้วหรือ?”

 

เถี่ยซินหยวนส่ายหัวแล้วตอบว่า “เขาอยากให้ข้าเป็นศิษย์ แต่ข้าปฏิเสธไปแล้ว”

 

ดวงตาของหวังโหรวฮวาสว่างวาบขึ้นมาทันใด รีบเอ่ยปลอบบุตรชายว่า “ปฏิเสธไปก็ดีแล้ว ลูกของแม่สติปัญญายากจะหาใครเทียบได้ เอาไว้แม่หาอาจารย์คนใหม่ให้เจ้าก็แล้วกัน”

 

เถี่ยซินหยวนเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ข้าว่าท่านเหลียงแห่งสะพานซ่างถู่ก็ดีมากแล้ว”

 

“เจ้าบอกเองไม่ใช่รึว่า ติดตามท่านเหลียงคงไม่อาจทำให้แม่มีชีวิตสุขสบายได้?” หวังโหรวฮวาถามด้วยความสงสัย

 

เถี่ยซินหยวนตอบว่า “จู่ๆ ข้าก็เห็นว่า แทนที่จะทำให้ท่านแม่สุขสบายเหมือนฮูหยินตราตั้ง มิสู้ทำให้ท่านแม่มีชีวิตเรียบง่ายสักหน่อยดีกว่า”

 

หวังโหรวฮวาหัวเราะแล้วตบหน้าเถี่ยซินหยวนเบาๆ “พูดจาเหลวไหล”

 

เมื่อมีลูกค้าเดินเข้าร้านหวังโหรวฮวาก็ออกไปต้อนรับ เถี่ยซินหยวนเหลือบมองจุดที่หนิวเอ้อร์ล้มลงอย่างเย็นชา แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “คงไม่มีปัญญาจะเป็นคนดีมีคุณธรรมกับเขาจริงๆ สินะ”

 

เถี่ยซินหยวนบอกลามารดา แล้วพาเจ้าจิ้งจอกมาที่คฤหาสน์ร้างอีกครั้ง เวลานี้ในสวนว่างเปล่าไม่มีใครเลยสักคน เมื่อไม่มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว บรรยากาศจึงแลดูเงียบเหงาเป็นพิเศษ

 

เมื่อเถี่ยซินหยวนผลักประตูเปิดห้องที่ซย่าส่งเคยพักอาศัย เดินเข้าไปข้างในก็เห็นโต๊ะและเก้าอี้ พร้อมกับเตียงหลังหนึ่ง

 

ผ้าม่านสีเขียวห้อยลงมา เมื่อโดนสายลมโชยพัดก็พลิ้วปลิวสะบัด

 

สายตามองผ่านผ้าม่านสีเขียวเข้าไป ก็จะเห็นกุยหยกขาวนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ส่วนข้างกุยหยกขาวแผ่นนั้นมีหีบใบใหญ่วางอยู่

 

หลังจากเถี่ยซินหยวนเปิดหีบถึงพบว่าข้างในมีแต่หนังสือ หยิบเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกดูเล็กน้อย ปากก็บ่นพึมพำไปว่า “บอกให้ผู้อื่นมาอีกครั้ง สุดท้ายก็ให้หนังสือเก่าๆ มาหีบหนึ่ง นึกว่าจะมีทรัพย์สมบัติอะไรให้เสียอีก”

 

แต่ว่าระหว่างบรรทัดของหนังสือเหล่านี้เต็มไปด้วยร่องรอยคำอธิบาย รวมถึงสิ่งที่หาได้ยากยิ่งก็คือดูเหมือนว่าจะมีการลงเครื่องหมายจบประโยคด้วย

 

ที่กล่าวกันว่าปัญญาชนสืบทอดทั้งการบ่มเพาะตนและหาเลี้ยงชีพ[4] มิใช่อาศัยหนังสือที่มีบันทึกคำอธิบายเต็มหีบเช่นนี้หรอกหรือ?

 

เมื่อลองยกหีบดูแล้ว จึงพบว่าหนักอึ้งจนไม่อาจขยับได้เลย ทันใดนั้นเถี่ยซินหยวนก็หันหน้าไปข้างนอกแล้วตะโกนว่า “ใครก็ได้ มาช่วยข้ายกหนังสือกลับไปที”

 

เพียงพริบตาก็มีบ่าวรับใช้สวมชุดสีเขียวสองคน มายืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังเถี่ยซินหยวนราวกับภูตผีก็ไม่ปาน เจ้าจิ้งจอกกระโดดผลุบเดียวก็มาอยู่ข้างหลังเจ้านายตัวเอง มันมองหน้าบ่าวสองคนนี้อย่างหวาดระแวง

 

“เอาไปส่งที่หน้าบ้านข้าก็พอ”

 

บ่าวรับใช้ทั้งสองช่วยกันยกหีบหนังสือขึ้นโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ แล้วเดินตามเถี่ยซินหยวนมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์ บริเวณหน้าประตูมีรถม้าหลังคาสีดำจอดอยู่ เถี่ยซินหยวนก้าวขึ้นรถม้าไปโดยไม่เสียเวลาคิด เจ้าจิ้งจอกก็กระโดดตามขึ้นมาด้วย ครู่หนึ่งรถม้าก็เคลื่อนไปข้างหน้า

 

เถี่ยซินหยวนไม่เลิกม่านรถม้ามองเส้นทางที่รถม้ามุ่งหน้าไป เพียงแค่ใช้สมาธิจดจ่อยื่นหูรับฟังเสียงจากภายนอก ผ่านไปไม่นานเถี่ยซินหยวนก็เลิกผ้าม่านขึ้นด้วยความผิดหวัง เพราะเป็นอย่างที่เขาได้ยินจริงๆ ร้านทังปิ่งพี่ชีอยู่ตรงหน้านี่เอง

 

บ่าวรับใช้ชุดเขียวสองคนนั้นหายตัวไปแล้ว เหลือเพียงหีบหนังสือ กุยหยกขาวและรถม้าเท่านั้น

 

หวังโหรวฮวาไม่เข้าใจว่าบุตรชายออกไปข้างนอกครู่เดียว เหตุใดถึงนั่งรถม้ากลับมาได้ นางรีบร้อนออกมาหาแล้วถามว่า “เจ้าไปไหนมา?”

 

แน่นอนว่าเถี่ยซินหยวนไม่ยอมเล่าเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังให้มารดาฟังแน่ เขาชี้ไปที่รถม้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเจอเจ้าโง่คนหนึ่ง ดึงดันจะมอบรถม้าคันนี้ให้ข้า ในรถมีหนังสืออยู่หีบหนึ่ง แล้วก็กุยหยกขาว ราคาคงสูงน่าดูเลย”

 

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนโง่รึ!”

 

หวังโหรวฮวาก้าวขึ้นรถม้าไปโดยไม่รอช้า เมื่อมองเห็นกุยหยกขาว ความชิงชังก็พลุ่งพล่านจนฟันกระทบกันดังกรอด นางคว้ากุยหยกขาวขึ้นมาแล้วฟาดลงไปที่คานรถม้าอย่างแรง เครื่องหยกสูงค่าจึงแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ในทันใด

 

เถี่ยซินหยวนมองมารดาที่บันดาลโทสะแล้วยิ้มจนตาหยี โดยไม่สนใจราคาของเครื่องหยกชิ้นนั้นเลยสักนิด

 

เมื่อทำลายกุยหยกขาวจนแตกละเอียด ดูเหมือนไฟโทสะของหวังโหรวฮวาจะหายไปโดยพลัน พอเปิดหีบมองดูหนังสือเก่าๆ ที่อัดแน่นอยู่ในนั้น ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นว่า “เสียเปรียบเขาแล้ว”

 

เห็นมารดาลงจากรถม้าแล้ว เถี่ยซินหยวนก็เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ท่านแม่ขอรับ เวลานี้เหลือแค่ลูกอย่างข้าเป็นเจ้าโง่อยู่คนเดียวแล้ว”

 

เมื่อเห็นบุตรชายทำวางมาดยียวน หวังโหรวฮวาก็เอ่ยขึ้นว่า “ตอนแรกเจ้านั่นที่อวดอ้างว่าตัวเองแตกฉานคัมภีร์ ‘อี้จิง’[5] ทำนายดวงชะตาให้แม่ เขาบอกว่าชีวิตนี้แม่ถูกลิขิตให้ไร้บุตรสืบสกุล อยู่บ้านใครบ้านนั้นก็จะประสบเภทภัย”

 

เถี่ยซินหยวนก้มมองตัวเองแล้วยิ้มอย่างเริงร่า พลางเอ่ยถามว่า “ท่านแม่ ข้าเป็นลูกที่ท่านคลอดออกมาจริงๆ สินะ?”

 

ร่องรอยความทุกข์ใจที่ปรากฏตรงหว่างคิ้วของหวังโหรวฮวาเหมือนจะจางหายไปแล้ว นางเอามือประคองใบหน้าน้อยๆ ของเถี่ยซินหยวนแล้วกล่าวว่า “เจ้าเป็นสมบัติล้ำค่าที่คลานออกมาจากท้องแม่แน่นอน!”

 

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คำทำนายของเจ้านั่นล้วนเป็นเพียงคำพูดไร้สาระ ท่านไม่ต้องใส่ใจ”

 

“แน่นอน ไร้สาระที่สุด! แต่น่าขำนัก เพราะคนในตระกูลหวังสายซานไฮว๋ยังมอบกุยหยกขาวให้เขาเป็นการตอบแทน!”

 

----------------------------

 

[1] ดาบพิฆาตอาชา(斩马刀)อาวุธโบราณที่มีชื่อเสียงชนิดหนึ่งของจีน ปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์หลังราชวงศ์ฮั่น

[2] กุยหยกขาว(白玉圭)เครื่องหยก ‘กุย’(圭)มีลักษณะเป็นแผ่นแบน ด้านบนเป็นปลายแหลม ด้านล่างเป็นเหลี่ยม เป็นเครื่องประดับหยกสำคัญที่ใช้ในการบวงสรวงสักการะ งานเลี้ยงสำคัญ พิธีฝังศพ หรือเป็นเครื่องยศระดับเสนาบดีที่ถือเข้าเฝ้าในท้องพระโรงเป็นต้น

[3] กวางหมีลู่(麋鹿)หรือกวางปักกิ่ง เป็นกวางสายพันธุ์หายากที่พบได้เฉพาะในประเทศจีน เคยสูญพันธุ์ไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่ปัจจุบันมีการขยายพันธุ์ในเขตอนุรักษ์และเริ่มปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ กวางชนิดนี้มีชื่อเล่นว่า ‘สี่ไม่เหมือน (四不像)’ ซึ่งมาจากลักษณะเด่นแตกต่างกัน 4 อย่าง ได้แก่ ใบหน้าเหมือนม้า หางเหมือนลา เท้าเหมือนวัว และเขาเหมือนกวาง

[4] สืบทอดทั้งการบ่มเพาะตนและหาเลี้ยงชีพ(耕读传家)คำว่า ไถนา(耕)หมายถึง รู้จักทำไร่ไถนา เก็บเกี่ยวธัญพืชทั้งห้า ดูแลครอบครัวและตนเอง เรียกว่า หาเลี้ยงชีพ ส่วนอ่านหนังสือ(读)หมายถึง อ่านหนังสือตำรารู้จักคัมภีร์กวี แตกฉานธรรมเนียมมารยาท ฝึกฝนขัดเกลาตนเอง เรียกว่า บ่มเพาะคุณธรรม โดยที่การอ่านหนังสือตำราไม่ใช่เพื่อสอบเป็นขุนนาง แต่เพื่อเรียนรู้หลักการบ่มเพาะตนเอง

[5] คัมภีร์อี้จิง(易经)เป็นรากฐานแห่งปรัชญาและความรู้ของชาวจีนทั้งด้านการพยากรณ์ พิชัยยุทธ การแพทย์ เป็นต้น ซึ่งบันทึกเรื่องของหลักแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อศึกษาและเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของ ภูมิประเทศ สภาพอากาศ ฟ้าเมฆลมอากาศ การอยู่อาศัย การดื่มกิน ที่มีปัจจัยส่งผลให้กับการดำรงชีวิตของมนุษย์

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด