ตอนที่แล้วตอนที่ 38 การเผชิญหน้ากับเหล่าโอนิ (鬼)
ทั้งหมดรายชื่อตอน

ตอนที่ 39 พรรณไม้เก็นจา (賢者) ผู้รอบรู้

 

ท้องฟ้าสีครามแซมด้วยเมฆขาว สายลมฟาดใบหน้าจนเริ่มรู้สึกชา ลินจิกับชุนนั่งบนหลังของม้าอสูรเพื่อไปพบพรรณไม้ปีศาจเก็นจา

จิฮาดะ ริวไซ บอกว่าพรรณไม้ปีศาจเก็นจาสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะเวลาหมื่นปีที่ผ่านมาได้

ขณะก้มมองทิวทัศน์ด้านล่าง หมอกเทาหนาทึบก็บดบังทัศนวิสัย

“เพกัส ช่วยลงไปตรงนั้นหน่อยนะ”

ลินจิชี้นิ้วลงไป ม้าอสูรครางด้วยสีหน้าว่าทราบแล้ว มันยกขาหน้าขึ้นแล้วดิ่งต่ำลง

ชุนซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังรู้สึกสังหรณ์ไม่ค่อยดีจึงย่นคิ้ว

“เจ้าเปิดเขตอาคมด้วย”

“อืม…ครับ”

เด็กหนุ่มพยักหน้า แสงสีทองโปร่งใสล้อมร่างของพวกเขาทันที

พอเพกัสบินต่ำ หมอกสีเทาก็จางลง พวกเขาตรงเข้าไปในป่าทึบ ผ่านลำธารเล็ก ๆ หลายสาย อุณหภูมิรอบกายพลันเย็นลงจนน่าขนลุก ลินจิคิดในใจว่าตนไม่อยากเข้ามาในสถานที่แบบนี้เลย

“…อึก…!”

เด็กหนุ่มยกสองแขนโอบล้อมตัวไว้ ทว่าความเหน็บหนาวก็ไม่จางหาย ขณะเนื้อตัวเริ่มสั่นอย่างห้ามไม่ได้ ชุนจึงถอดผ้าคลุมสลายเวทของตนห่มให้เด็กหนุ่ม แล้วอ้อมมือผูกปมให้จากด้านหลัง

ความร้อนนุ่มนวลจุดขึ้นในใจโดยไม่ต้องอิงแอบกันสักนิด

“…ขอบคุณครับ”

“…”

ชุนพยักหน้าให้เงียบ ๆ มือขวาเปลี่ยนมาจับดาบข้างกาย ลมกระโชกพัดใบไม้ม้วนตัวผ่านสายตา

ขณะเดียวกันเพกัสก็พาทั้งสองตรงลึกเข้าไปในป่าทึบ…

เมื่อครู่พวกตนยังลอยอยู่เหนือลำธารอยู่เลย ไม่รู้เมื่อไหร่ที่สายน้ำและสีเขียวหายไป ขณะฝ่าหมอกจางเข้าไปอย่างไม่รู้จุดหมายแน่ชัด หินตะปุ่มตะป่ำมากมายก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

ทว่าเมื่อเด็กหนุ่มก้มมองจึงพบว่าไม่ใช่หิน

“อึ๋ย… เหมือนกระดูกเลย”

“ใช่แล้ว…มีของปีศาจด้วย”

ได้ยินเช่นนั้น ลินจิพลันขนลุกชันตรงต้นคอ เขาแทบจะระงับความกลัวไม่อยู่จึงกำหมัดแน่น อากาศที่หนาวเหน็บยิ่งทำให้รู้สึกตื่นตระหนก

ม้าอสูรลอยเอื่อยเรียบผืนดินไปด้านหน้าเรื่อย ๆ

“หยุดก่อน…”

ใบหูของเพกัสกระดิกรับเสียงต่ำเคร่งเครียดของชุน ไอทะมึนพวยพุ่งรอบต้นไม้เบื้องหน้า ลินจิฟังเสียงหัวใจซึ่งเต้นถี่รัวพลางสูดลมหายใจลึก ๆ หลายครั้ง แล้วใช้ทักษะ ‘หยั่งรู้’

[เก็นจา/ภูตไม้]

ขณะกำลังคิดว่าไม่ใช่ปีศาจหรอกหรือ พรรณไม้ขนาดใหญ่ก็สั่นไหว ลำต้นกว้างราวยี่สิบคนโอบ กิ่งก้านดูแข็งแรง ใบสีแดงสดขยับปลิว ผลมีลักษณะเหมือนศีรษะหลายเผ่าพันธุ์จนจำแนกได้ไม่หมด บ้างเป็นใบหน้าของมนุษย์ บางผลก็เป็นยักษ์โอนิ

“…เจอแล้ว”

ชุนลงจากเพกัสแล้วดึงดาบออกจากฝักด้วยมือขวา จากนั้นจึงเริ่มบริกรรมคาถา

“อ้า… ไม่ได้นะ จะทำอะไรน่ะครับ”

ลินจิรีบลงจากเพกัสเข้าปราม สองมือคว้าแขนของชุนไว้

“ถามได้ ก็กำราบเพื่อจะเอาคำตอบมาง่าย ๆ ไงเล่า”

“…แบบนั้นเค้าเรียกว่าอันธพาลนะครับ”

ชุนก้มมองเด็กหนุ่มซึ่งอยู่ต่ำกว่าด้วยแววตาคมปลาบ พอฝั่งนั้นพยักหน้าประมาณว่า ‘ได้โปรด’ เขาก็ถอนหายใจเสียงดังแล้วเก็บดาบ

“ก็ได้ ๆ”

จู่ ๆ กิ่งไม้ปีศาจก็ขยับจนใบสีแดงร่วงลงมา จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น…

“…เทพเจ้ากับมนุษย์หรือนั่น ไม่สิ ยังมีม้าอสูรอีกหนึ่งตนด้วย หึหึหึ”

“อ๊ะ…”

ลินจิได้ยินเสียงจึงหันมอง พอชุนจะก้าวไปด้านหน้าตนจึงรีบคว้ามือไว้

“อะไรของเจ้าอีก!”

“เดี๋ยวก่อนสิครับ”

เขารู้สึกถึงกระแสพลังที่แผ่ออกมาจากต้นเก็นจา ซึ่งแตกต่างกับพวกปีศาจที่เคยสู้ด้วยก่อนหน้านี้

“หึ”

ชุนหยุดเดินตามที่บอก เทพเจ้าซึ่งผ่านการต่อสู้มามากมายคงไม่ทำอะไรไร้เหตุผลเป็นแน่ ทั้งที่ความจริงลินจิมักทำตามความรู้สึกของตนมากกว่าสิ่งอื่นใด

ขณะนั้นชุนรู้สึกถึงสายตาจึงเพ่งมองไป พบใบหน้าชายชรามีผิวเป็นเปลือกไม้ติดอยู่กลางลำต้นของพรรณไม้เก็นจา

เด็กหนุ่มเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเหมือนจ้องอะไรสักอย่างจึงย้ายสายตาไปยังจุดเดียวกัน

“…มีหน้าด้วย”

“หึหึ… พวกเจ้าต้องการคำตอบจากข้าหรือ”

เสียงดังจากด้านหน้าในระยะหลายสิบเมตร ลินจิกำหมัดขวาทาบอกก้าวออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“…ครับ”

ชุนปรายตามองคนข้าง ๆ ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดปาก

“ข้าต้องการทราบที่อยู่ของผนึกดวงดาวทั้งแปดชิ้น เจ้าทราบใช่ไหม”

ตอนนั้นเอง… ดวงตาของพรรณไม้เก็นจาพลันสว่างวาบเป็นสีแดง

“หึหึหึ ทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วย บอกเจ้าไปแล้วข้าจะได้อะไรขึ้นมา”

แสงสีแดงสว่างวาบจากตาของพรรณไม้ปีศาจอีกครั้ง

ลินจิหรี่ตาอย่างสงสัยโดยไม่ละสายตา คำถามยอกย้อนกวนประสาทนั่นอะไรกัน เขารู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก

“หึ… ที่จริงก็ไม่รู้คำตอบสิท่า ทำมาเป็นถามยอกย้อน ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้สิ ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย!”

คำพูดของลินจิทำให้พรรณไม้เก็นจาขยับสั่นไหว หมอกควันที่ห่อหุ้มรอบต้นไม้พลันบิดเบี้ยว

“หึหึหึ ท่านเทพเจ้าผู้สร้างโลก ข้าจะโกหกไปทำไมกัน บุรุษที่ยืนอยู่นั่นคือ ‘มาซาโตะ ชุน’ ซึ่งเป็นผู้อัญเชิญของท่าน ส่วนด้านหลังก็คืออาชาอสูรในตำนาน แล้วที่ผ่านมา ท่านก็เพิ่งปะทะกับเหล่าโอนิมาใช่ไหม”

สิ่งที่พรรณไม้เก็นจากล่าวนั้นถูกต้อง ไม่มีสิ่งใดโป้ปดหรือผิดเพี้ยน เช่นนั้นลินจิจึงอึกอักเถียงไม่ออก

ชุนเหล่ตามองเทพเจ้าก่อนจะตะคอกอย่างหงุดหงิด

“รีบ ๆ บอกมาได้แล้ว ผลึกดวงดาวอยู่ที่ไหน!”

“หึหึ ผลึกดวงดาวงั้นหรือ จงไปรอคำตอบในยมโลกแล้วกัน!”

สีหน้าของพรรณไม้ปีศาจปรากฏแววเย้ยหยัน

“พวกเจ้าจงตายซะ!”

คำประกาศอันโหดเหี้ยมดังก้องกังวาน จิตต่อสู้สีดำห่อหุ้มทั่วลำต้น สายลมเย็นเยียบกระทบแก้มลินจิ ดวงตาของเก็นจาพลันส่องแสงสีแดงจ้องมองตาเขม็ง รอยยิ้มแสยะอันโหดร้ายปรากฏบนเปลือกไม้เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคม

ทว่าชุนก็ตะโกนออกมา

“…ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจที่พูดคำนั้นออกมา!”

เรือนผมของชายหนุ่มสะบัดพลิ้วตามกระแสพลัง มือขวากระชับดาบกระดูกเทพซึ่งแนบกาย เมื่อดึงดาบออกมา เสียงเสียดสีของโลหะพลันกระทบโสตประสาท

จากนั้นเสียงของพรรณไม้ปีศาจก็ดังก้อง…

“หึหึ มนุษย์เอ๋ย พวกเจ้าหลอกลวงซึ่งกันและกัน โป้ปดทำร้าย ต่อหน้าแกล้งทำเป็นดี ทว่าไม่มีเศษเสี้ยวของความจริงใจ ให้คำตอบสิ่งมีชีวิตอย่างเจ้าไปมีแต่จะทำให้โลกใบนี้สกปรกยิ่งขึ้น”

“หนวกหู!”

ดาบกระดูกเทพเปล่งแสงสีแดง จิตต่อสู้พลันลุกโหมกระหน่ำท่วมร่างชายหนุ่ม

ลินจิมองทั้งสองสลับไปมา พรรณไม้เก็นจามีขนาดใหญ่ก็จริง ทว่าหากโดนเวทเพลิงรุนแรงของชุนเข้าไปคงได้สูญสลายพร้อมกับข้อมูลของผลึกดวงดาวแน่

คิดเช่นนั้นลินจิจึงรีบปราม…

“ไม่ได้นะ!”

ตอนที่ยื่นมือห้าม ชุนก็พุ่งตัวจู่โจมเสียแล้ว

พริบตานั้นรากไม้ก็พุ่งสกัดกั้นจากผืนดิน ชุนฟาดดาบกระดูกเทพ รากไม้พลันขาดออกจากกัน

“ไม่มีทาง!”

เสียงเก็นจาดังลั่นคล้ายตะโกน รากไม้มากมายโผล่ขึ้นมาจากพื้น

“อ๊ะ!”

“เจ้าขึ้นเพกัสไปก่อน!”

ชุนแผดเสียงพร้อมปาดมือเป็นแนวนอน ลินจิรีบกระโจนขึ้นหลังเพกัสลอยขึ้นฟ้าทันที

ชั่วอึดใจเดียวใต้ฝ่าเท้าชุนก็ปรากฏดาวห้าแฉก เปลวเพลิงห้อมล้อมร่างของเขาซึ่งอยู่ตรงกลาง แผดเผารากไม้มากมายจนมอดไหม้

ชุนเริ่มบริกรรมบทคาถาบทต่อไป จิตสังหารสีแดงพวยพุ่งออกจากร่าง

ลินจิหวั่นใจ หากไม่ทำอะไรสักอย่างต้นไม้ปีศาจคงแหลกสลายอย่างแน่นอน

“อ้า!… ไม่ได้นะครับ เรามาขอความช่วยเหลือจากเค้านะครับ”

ถึงจะปรามเช่นนั้น ชุนซึ่งตั้งสมาธิร่ายเวทในเสาเพลิงก็ไม่มีทีท่าจะหยุด

“หึหึหึ ดูถูกข้าเกินไปแล้ว”

เก็นจาเอ่ยเสียงกังวาน

“เหวอ…”

รากไม้มากมายพลันพุ่งจากพื้นดินเข้าจู่โจมลินจิ เพกัสจึงพ่นเพลิงอสูรใส่เพื่อช่วยเหลือ

เพลิงม้าอสูรแผดเผาเหล่ารากไม้จนมอดไหม้กลายเป็นฝุ่นผงฟุ้งกระจาย

ลินจิซึ่งอยู่บนหลังเพกัสก้มมองชุนอย่างคิดหนัก ขณะที่รากไม้พุ่งโจมตีจากพื้นไม่หยุดหย่อน เพกัสก็ช่วยพ่นเพลิงสกัดกั้นไม่ให้เข้าถึงตัว

“เจ้ามนุษย์งี่เง่า ไม่คิดหรืออย่างไรกัน ถ้าข้าตายง่าย ๆ คงไม่อยู่รอดมาเป็นหมื่นปีหรอก”

พรรณไม้เก็นจาปล่อยคลื่นพลังสีดำออกมา บ่งบอกว่าตนไม่มีทางยอมแพ้ สายลมรอบลำต้นพลันพัดรุนแรง ผลสีแดงร่วงหล่นลงมากลายเป็นร่างมนุษย์และอสูรมากมาย

“อย่าเพิ่งใช้เวทไฟนะครับคุณชู๊น….”

เด็กหนุ่มตะโกนจากบนฟ้า ขณะนั้นชุนซึ่งบริกรรมบทคาถาก็ยื่นมือซ้ายออกไป

ปรากฏเพลิงทรงกลมพุ่งจากมือซ้ายไปยังตำแหน่งของพรรณไม้ปีศาจทันที

ทว่ารากไม้พลันโผล่ขึ้นจากพื้น พริบตาเดียวก็รวมตัวกันเป็นกำแพง

ลูกไฟเข้าปะทะกำแพง รากไม้เหล่านั้นพลันมอดไหม้เป็นตอตะโก

ชายหนุ่มวางดาบเป็นแนวนอนแล้วบริกรรมคาถาเพลิงอีกหน…

“ไม่มีทาง! เอานี่ไปกิน 火…”

สิ้นสุดเสียงตะโกน ลูกไฟห้าลูกก็ปรากฏล้อมรอบกายชุน

ทันทีที่ตวัดขึ้นฟ้า ลูกเพลิงทั้งห้าก็รวมเป็นแสงทรงกลมสีแดงสว่างไสว ขนาดของมันใหญ่ขึ้นทันตา เหล่าปีศาจซึ่งเกิดจากผลเก็นจารีบพุ่งเข้ามาจู่โจมพร้อมรากไม้

ทว่าเมื่อปะทะกับเสาเพลิงพวกมันก็แหลกสลายกลายเป็นจุณ

“จะตอบไม่ตอบ! ผลึกดวงดาวอยู่ที่ไหน!”

ชุนแผดเสียงพร้อมฟาดดาบออกไป ลูกเพลิงขนาดมหึมากวาดล้างเหล่าผลปีศาจเก็นจาซึ่งขวางทางมอดไหม้สลายไป

“ไม่น้า…”

ลินจิตะโกนพร้อมกระโดดลงจากหลังม้าอสูร แสงสีทองทรงกลมห่อหุ้มร่างกาย ผ้าคลุมสีดำของชุนโต้ลมสะบัดพลิ้วขณะที่ดิ่งลงมา

พริบตานั้นร่างของเทพเจ้าก็ปะทะกับลูกเพลิงขนาดมหึมาทันที

“อึก…”

“เจ้าหนู!”

เสียงระเบิดกลบเสียงตะโกนเรียก ลูกเพลิงพลันแตกกระจายเป็นละอองสีแดง

ร่างเด็กหนุ่มถูกพัดกระเด็นจนกระแทกเข้ากับลำต้นของเก็นจา

“อัก…”

ชุนเบิกตากว้าง ฝุ่นควันตลบอบอวลอยู่ด้านหน้าของเขา ถึงฝั่งนั้นจะเป็นเทพเจ้า แต่ถ้าโดนลูกไฟก็อาจจะไม่รอด

ทว่าพริบตาที่ควันเริ่มจาง แสงสีทองของเขตอาคมเทพเจ้าก็สะท้อนในแววตาของชุน

เช่นนั้นจึงตระหนักได้ว่า ผ้าคลุมสลายเวทที่ตนห่มให้เด็กหนุ่มเมื่อรวมกับเขตอาคมเทพเจ้า ถือเป็นโล่ป้องกันเวทมนตร์อันแข็งแกร่ง

“…ผมบอกให้หยุดไง”

ลินจินั่งตัวงอพึมพำอยู่ใต้ต้นไม้ปีศาจ ขณะเดียวกันรากของเก็นจาพลันเข้ารัดร่างนั้นไว้

“หึหึหึ เทพเจ้าผู้โง่เขลา ถึงเจ้าจะปกป้องข้าไว้ แต่ข้าก็ไม่ให้คำตอบง่าย ๆ หรอก”

เสียงของพรรณไม้ปีศาจเงียบลง ไม่นานนักก็ดังขึ้นอีกครั้ง…

“ข้าจะเป็นอะไรไปก็ไม่ได้เกี่ยวกับเจ้าสักหน่อย มีเหตุผลอื่นถึงต้องทำเช่นนี้ด้วยหรือ”

รากของต้นเก็นจารัดร่างลินจิแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

“อั่ก…”

แม้เขตอาคมและผ้าคลุมของชุนจะช่วยปกป้องตนจากเวทเพลิงไว้ แต่แรงกระแทกเมื่อครู่ก็ส่งผลให้ร่างกายของลินจิบาดเจ็บจนแทบขยับไม่ไหว

ทว่าสติของเด็กหนุ่มยังคงรับรู้…

[ทักษะ ‘ฟื้นฟู’ เริ่มทำงาน]

ละอองแสงระยิบระยับปรากฏทั่วร่างลินจิ

ขณะนั้นผลปีศาจก็ร่วงลงมาไม่หยุดหย่อน ร่างอมนุษย์สีแดงมากมายพลันบุกเข้าใส่เสาเพลิงจนมอดไหม้อย่างไร้สมอง

ขณะที่เพกัสจะบินเข้าไปช่วยลินจิ รากไม้ของเก็นจาก็สกัดทางไว้ ม้าอสูรถอยหลบอย่างหวุดหวิด

“ว่าไงล่ะ เจ้าช่วยข้าไว้ทำไมกัน… อยากได้คำตอบถึงขนาดนั้นเลยหรือ”

เสียงของต้นเก็นจาเอ่ยถาม

…ทำไมกันนะ

ลินจิถามคำถามนั้นกับตัวเอง นอกจากต้องการคำตอบที่ต้องการจากเก็นจาแล้ว ตนมีเหตุผลอะไรถึงต้องช่วยกันนะ

ทว่าคิดไปก็ไม่ได้คำตอบ ลินจิไม่อาจสะกดกลั้นความหงุดหงิดจึงกระชากเสียง

“ใครจะไปรู้กันเล่า! เวลาอยากจะช่วยมันต้องถามเหตุผลกันด้วยเหรอไง”

รากไม้หยุดเคลื่อนไหวกลางคัน

“เจ้าหนู! เป็นอะไรมั้ย!”

พอชุนตะโกนถาม ตนก็รีบตอบกลับไปด้วยเสียงใสแจ๋ว

“อ๊ะ! ไม่ครับ”

ชายหนุ่มรีบสลายเวทเสาเพลิง ก่อนจะวิ่งเข้าหาลำต้นของเก็นจา อมนุษย์สีแดงพุ่งมาทั้งด้านซ้ายด้านขวา ปลายดาบกระดูกเทพฟาดฟันร่างปีศาจขาดสะบั้น สองเท้ายังคงก้าวต่อไป รากไม้น้อยใหญ่พลันพุ่งจากพื้นสกัดกั้น ชุนไหวตัวทันจึงกระโดดหลบการจู่โจมถอยหลังแล้ววิ่งอ้อมไปอีกทาง

“หึ ๆ ถึงกับต้องแลกชีวิตเพื่อปกป้องข้าเชียวหรือ”

เสียงแก่ชราเอ่ยถามเด็กหนุ่มซึ่งกำลังถูกตรึง

ลินจิเริ่มหงุดหงิด…

“ไม่ได้จะแลกด้วยชีวิตสักหน่อย เพราะผมเชื่อว่ายังไงก็ไม่ตายต่างหากเล่า ไม่ว่ายังไงคุณชุนก็ต้องหยุด

คำสุดท้ายช่างแผ่วเบา

ขณะนั้นรากไม้และอมนุษย์ยังคงจู่โจมชุนอย่างต่อเนื่อง ม้าอสูรลอยบนฟ้าพ่นเพลิงใส่รากไม้ที่พุ่งจู่โจมตน

“เพกัส!”

ใบหูของม้าอสูรกระดิกตอบสนองเสียงทุ้มของชุนแล้วรีบพุ่งตัวลงมาพร้อมหลบการจู่โจมอย่างคล่องแคล่ว

เพียงไม่กี่วินาทีม้าอสูรก็รับร่างของชายหนุ่มขึ้นบนหลัง…

 

 

สามารถติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่  Fictionlog

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...