ตอนที่แล้วบทที่ 16 ผู้ใดก็เป็นทิวทัศน์(1)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 18 ผู้ใดก็เป็นทิวทัศน์(3)

บทที่ 17 ผู้ใดก็เป็นทิวทัศน์(2)


บทที่ 17 ผู้ใดก็เป็นทิวทัศน์(2)

 

ถ้าหากกล่าวว่าหวังโหรวฮวาสนทนากับนักบวชนอกด่านผู้นี้ คงต้องกล่าวว่าเถี่ยซินหยวนต่างหากเล่าที่เป็นผู้สนทนาตัวจริง

 

หวังโหรวฮวาที่ถึงคราวอับจนหนทางจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อนางมีคำอธิบายที่พอจะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้ ต่อให้นางไม่ยินยอมสักเท่าใด ก็ยังเลือกกล่าววาจาตามข้อความในกระดาษแผ่นนั้น เพราะในโลกทั้งใบของนางบุตรชายคือสิ่งสำคัญที่สุด ขอเพียงสามารถปกป้องบุตรชายได้ นางไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยว่าจะต้องกล่าวอะไรไปบ้าง

 

ไม่ว่าจะเป็นลูกนกอินทรีหรือว่าลูกสัตว์สี่เท้า ยามเยาว์วัยล้วนทำได้เพียงซุกอยู่ใต้ปีกของมารดาอย่างเชื่อฟัง อายุยังน้อยแต่กลับไม่เจียมตน ดิ้นรนโผล่ศีรษะออกมาหวังจะพึ่งพากำลังของตัวเอง ลูกสัตว์เหล่านี้จะถูกธรรมชาติกำจัดออกไปอย่างไร้ความปรานี

 

หลังจากหยางไฮว๋อวี้อ่านกระดาษเหล่านั้นแล้ว สีหน้ายังคงแสดงความตื่นตระหนกไม่จางหาย ในฐานะผู้ฝึกวิทยายุทธ์เขารู้แก่ใจดีว่ากระดูกคอหักหมายถึงอะไร เมื่อเปรียบเทียบกับหวังโหรวฮวาที่เป็นหญิงชาวนา เขารู้สึกว่าเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอมาด้วยตัวเอง ยิ่งมีพลังโน้มน้าวให้เชื่อถือมากเหลือเกิน

 

ขาที่เตะออกไปรวดเร็วเต็มแรงนั่น ต่อให้เป็นเสาไม้ต้นใหญ่ก็ยังโดนเตะจนหักได้ ถ้าหากจะเตะก้านคอนักบวชรูปนี้จนหักบ้างเหมือนกัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย อีกอย่างหนึ่งตอนนั้นศีรษะของนักบวชห้อยพับไปแล้วด้วย

 

เถี่ยซินหยวนเห็นหยางไฮว๋อวี้ยังคลางแคลงใจมิคลาย ก็ลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาดิ้นรนจนหลุดพ้นจากอ้อมกอดของมารดา มารินน้ำชาถ้วยหนึ่งแล้วเดินเตาะแตะประคองถ้วยชามาตรงหน้านักบวชรูปนั้น เชื้อเชิญเขาดื่มน้ำชาพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก

 

หวังโหรวฮวารีบดึงตัวบุตรชายกลับมาด้วยความตกใจ นักบวชชรากลับหัวเราะโดยไร้เสียง แล้วยกถ้วยชาที่กระฉอกไปครึ่งของเถี่ยซินหยวนขึ้นดื่มจนหมดในอึกเดียว

 

หลังจากวางถ้วยชาลงแล้ว ก็ชี้มาที่เถี่ยซินหยวนในอ้อมกอดหวังโหรวฮวาพลางเอ่ยว่า “ดื่มชาของเจ้าหนึ่งถ้วย สานต่อวาสนากับพุทธองค์ไปสามชาติภพ เจ้ารู้ดี...เจ้ารู้ดี”

 

ดูเหมือนเถี่ยซินหยวนจะดีอกดีใจมาก มือเท้ากวัดแกว่งดึงดันจะผละจากอกมารดามารินน้ำชาให้นักบวชชราอีกให้ได้

 

หวังโหรวฮวากลับกอดบุตรชายเอาไว้แน่น เวลานี้นางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วจริงๆ

 

ทันใดนั้นเองมารดาของถงจื่อก็ก้าวออกมา นางรินน้ำชาอีกถ้วยหนึ่ง เสี้ยมสอนให้ถงจื่อรีบยกไปให้ท่านนักบวช

 

นักบวชชรารับถ้วยชามาจากถงจื่อ เขายื่นมือลงไปจุ่มน้ำเล็กน้อย จากนั้นดีดหยดน้ำใส่ศีรษะของถงจื่อพลางเอ่ยยิ้มๆ ว่า “จงสร้างบุญกุศลให้มากเถิด อาตมาเป็นนักบวชผู้ต่ำต้อยออกเดินทางท่องแดนมนุษย์ ถ้าหากสามารถสร้างวาสนาร่วมกับผู้คนทั่วหล้า แดนสุขาวดีทางทิศตะวันตกคงมีเขตแดนอันสงบของอาตมาแล้ว”

 

เถี่ยซินหยวนทำท่าทางราวกับกำลังโมโหเสียยกใหญ่ ออกแรงดิ้นไปมาอยู่ในอ้อมกอดมารดา เขายื่นแขนออกมาเพราะต้องการจะให้นักบวชชราอุ้ม หวังโหรวฮวายิ่งออกแรงเหนี่ยวรั้งบุตรชายเอาไว้ ดวงตามีหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอ

 

นักบวชนอกด่านหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง เขาโยนถ้วยในมือลงสระจินหมิง หันไปคารวะหยางไฮว๋อวี้แล้วกล่าวว่า “หากประสก[1]ไม่ต้องการสังหารอาตมาภายใต้คมดาบ เช่นนั้นโปรดหลีกทางด้วยเถิด

 

อีกไม่นานจะต้องนำดอกบัวขาวมาน้อมรับลูกศิษย์ของพระพุทธองค์ หวังว่าประสกและสีกาทุกท่านจะให้ความช่วยเหลือ”

 

หวังโหรวฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “เด็กคนนี้คือลูกชายข้า ไม่มีทางยกให้เจ้าแน่”

 

นักบวชชราหัวเราะพลางเอ่ยว่า “ไยเรียกของเจ้าของข้า? ร่างเนื้อหนังเป็นเพียงเปลือกหุ้มเน่าเหม็นสำหรับข้า เจ้าให้กำเนิดเนื้อก้อนนี้มา ถึงเวลานั้นเจ้าก็นำกลับไปเสียเถิด อาตมาต้องการดอกบัวขาวเท่านั้น”

 

หวังโหรวฮวาพลันเนื้อตัวสั่นสะท้าน เจ้านักบวชสมควรตายนี่ต้องการเอาชีวิตบุตรชายของนางชัดๆ ในชั่วพริบตานี้เองที่นางใคร่ครวญดีแล้ว กลับบ้านเมื่อใดนางจะพาบุตรชายไปจากที่นี่ทันที ไปจากสถานที่บัดซบพรรค์นี้

 

คนของทางการล้วนพึ่งพาไม่ได้ เพียงแค่มองดูเหล่าทหารและมือปราบที่โอบล้อมเข้ามา นางก็รู้แล้วว่าพวกเขาคิดอย่างไร แม้กระทั่งหยางไฮว๋อวี้ที่เป็นคุณชายฐานะสูงส่งจากตระกูลแม่ทัพ เวลานี้กลับเอาแต่ตีหน้านิ่งขรึมไม่ยอมเอ่ยวาจา แล้วนางที่เป็นแค่หญิงชาวบ้านจะไปทำอะไรนักบวชสารเลวนี่ได้

 

เถี่ยซินหยวนหันไปหัวเราะอย่างร่าเริงกับนักบวชรูปนั้น ทำให้หัวใจของหวังโหรวฮวาทั้งขมขื่นและเจ็บปวด

 

มารดาของถงจื่อออกแรงผลักบุตรชายให้ไปยืนตรงหน้านักบวชแล้วเอ่ยว่า “ไต้ซือ ท่านลองดูถงจื่อลูกข้าสิ เขาอาจเป็นศิษย์ของพุทธองค์ก็ได้ เพราะชื่อเล่นของเขาก็คือถงจื่อ[2]จะต้องมีวาสนากับพุทธองค์แน่ ไต้ซือโกนผมให้ลูกชายของข้าเถอะ ในมือท่านมีหนังสือบวชใช่ไหม?”

 

นักบวชชราไม่ใส่ใจถงจื่อเลยสักนิดเดียว แต่กลับเบนสายตามาที่เถี่ยซินหยวนในอ้อมกอดหวังโหรวฮวา และชั่วขณะนั้นเขานึกว่าคงมองผิดไปเสียแล้ว เจ้าเด็กน้อยคนนั้นหันหน้ามาทางเขา พร้อมเอ่ยวาจาโดยไร้เสียงประโยคหนึ่งอย่างน่าแปลกใจ อีกทั้งดวงตายังส่องประกายวาววับคล้ายคนที่รอชมเรื่องสนุก

 

เขาไม่เข้าใจว่าเด็กน้อยตรงหน้าคิดจะพูดอะไรกันแน่ แต่สัมผัสพิเศษบางอย่างบอกว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขาทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไปทั้งหมดด้วยความร้อนใจอีกรอบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่พบช่องโหว่อะไร

 

ในดินแดนต้าซ่งแม้ว่าจะมีการควบคุมการเผยแผ่พุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด ถ้าหากคนผู้หนึ่งต้องการจะเป็นนักบวช ไม่ใช่เพียงการโกนผมบนศีรษะจนโล้นเลี่ยนง่ายๆ แค่นั้น นักบวชแต่ละรูปต้องไปขอหนังสือรับรองการบวชจากหน่วยงานของทางการที่ดูแลวัดวิหารและผู้ถือบวช ถึงจะนับว่าเป็นนักบวชอย่างถูกต้องสมบูรณ์ โดยจำนวนผู้สามารถเป็นนักบวชในแต่ละปีจะมีการกำหนดไว้อย่างแน่ชัด

 

มีเพียงนักบวชจากที่ใดที่หนึ่งเสียชีวิตไปก่อน ถึงจะมีคนธรรมดาอีกคนหนึ่งกลายเป็นนักบวชได้ ธรรมเนียมนี้เรียกว่าการสืบทอดจีวรและบาตร

 

หลังจากกลายเป็นนักบวชแล้วจะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย มีทั้งไม่ต้องจ่ายภาษี ไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน สามารถเดินทางผ่านทุกเขตเมืองได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดคอยซักถาม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือวันใดที่กลายเป็นนักบวช ทรัพย์สมบัติในวัดหรือวิหารก็จะเป็นของคนผู้นั้นส่วนหนึ่ง ถ้าหากภายหน้าสามารถสร้างวัดของตัวเองได้ ก็อาจได้เป็นเจ้าอาวาสของวัดแห่งนั้นในเวลาไม่นาน

 

เจ้าอาวาสวัดแต่ละแห่งล้วนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้มีคุณธรรมและบารมีสูงส่ง ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวบ้านมากมายคิดโกนผมแล้วมุดเข้ามาอยู่ในวัด มารดาของถงจื่อก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

นักบวชชราจ้องมองฝูงชนตรงหน้า เขารู้สึกขึ้นมาโดยฉับพลันว่าตนเป็นพุทธองค์ผู้ทรงประทับอยู่เหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระองค์ก้มหน้ามองมนุษย์บนโลกราวกับเป็นฝูงมด รู้สึกว่าเพียงยื่นมือออกไปข้างหนึ่งก็สามารถบีบมนุษย์พวกนั้นให้ตายได้

 

อารมณ์รุนแรงที่กักเก็บเอาไว้ภายในมานานหลายปีทะลักทลายออกมาดั่งภูเขาไฟระเบิด มือของเขาพุ่งออกไปคว้าตัวมารดาถงจื่อที่กำลังยิ้มประจบประแจงอยู่ตรงหน้า ทันทีที่สองมือออกแรงก็ทำให้ชุดใหม่ที่นางสวมอยู่ก็ฉีกขาดออกจากกัน ตู้โตว[3]สีเขียวสดเหมือนต้นหอมก็เผยโฉมออกมาให้ทุกคนได้เห็น รวมไปถึงเรือนร่างขาวอวบของนางด้วย

 

มารดาของถงจื่อตกใจอย่างที่สุด แม้แต่เสียงกรีดร้องก็ยังไม่หลุดออกจากปาก จนกระทั่งนางโดนนักบวชชราเตะให้พ้นทาง ถึงได้ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงอย่างน่าเวทนา

 

หญิงทั้งหลายในที่นั้นพยายามปกปิดเสื้อผ้าของตนเอาไว้ให้มิดชิดเป็นอย่างแรก มีเพียงหวังโหรวฮวาที่เกิดความหวังบางอย่างกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง

 

เถี่ยซินหยวนไม่คิดว่าผงเห็ดพิษนั่นจะออกฤทธิ์ชัดเจนปานนี้ เขารีบเอามือตบหน้ามารดาเบาๆ ส่งสัญญาณว่าให้นางรีบหนีไปให้ไกล ชายที่จมอยู่ในภาพหลอนคงมีสวรรค์เท่านั้นที่รู้ ว่าเขาจะทำเรื่องอะไรได้บ้าง

 

ใต้ท้องฟ้าที่มีแสงดาวพร่างพราย มีนักบวชชราสวมชุดสีขาวใบหน้าดุร้าย เขากางมือเหี่ยวแห้งทั้งสองข้างตรงเข้าคว้าลำคอของมือปราบคนหนึ่งเอาไว้แน่น มีเสียงขู่ฟ่อหลุดออกจากปากดุจอสรพิษร้ายกำลังแลบลิ้น

 

ก่อนที่มือปราบผู้นั้นจะโดนบีบคอตาย ก็หลุดพ้นจากอุ้งมือของนักบวชชรามาได้ในที่สุด แต่เขากลับไม่กล้าตอบโต้ รีบหลบเลี่ยงไปอยู่อีกทางหนึ่ง แล้วเหลือบมองนักบวชนั่นโผเข้าหาเหล่าทหารและมือปราบที่เหลือราวกับพญาเหยี่ยว

 

หวังโหรวฮวาอุ้มเถี่ยซินหยวนไปซ่อนตัวอยู่หลังเตาไฟ ส่วนหญิงวัยกลางคนทั้งสองต่างโผล่ศีรษะออกไปครึ่งหนึ่งเพื่อสังเกตการณ์ภายนอก ส่วนภรรยาของถงป่านนั้นนางส่งเสียงกรีดร้องจนอ่อนแรง อยู่ในสภาพเหมือนหมูอ้วนๆ ตัวหนึ่งที่โดนถอนขนจนเกลี้ยงแล้วรอเชือด เสื้อผ้าที่ฉีกขาดจนเปิดเผยเนื้อตัวก็ไม่รู้จักปกปิดให้ดี ถงจื่อก็ได้แต่กอดมารดาร้องไห้โฮ

 

เมื่อนักบวชชราไม่อาจคว้าตัวใครได้ ก็หันไปคว้าท่อนฟืนที่กำลังลุกไหม้จากกองไฟริมสระจินหมิง แล้วคำรามเสียงดังกึกก้องว่า “สรรพสิ่งไม่แน่นอน เป็นวัฏจักรมีเกิดดับ พ้นวัฏจักรดับสังขาร มีนิพพานเป็นเป้าหมาย เพียงไม่นานฝันฉากหนึ่ง ใช่ฝันหรือมิใช่ ความจริงหรือความฝัน เป็นความฝัน! ฝัน! ฝัน! ฝัน!”

 

นักบวชผู้นั้นชูท่อนฟืนที่มีไฟลุกท่วม แล้วตะโกนว่า “เผา เผา เผา!”

 

ในขณะที่ตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง เขาก็ขว้างฟืนในมือไปที่เพิงหญ้าตรงหน้า เมื่อเห็นเปลวไฟค่อยๆ ลุกไหม้ ก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง

 

อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าเปลวไฟยังไม่ร้อนแรงมากพอ นักบวชจึงส่งสายตาจับจ้องไปที่เพิงร้านของผู้อื่น เขาคว้าท่อนฟืนจากกองไฟด้วยมือเปล่าโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย และโยนเข้าใส่เพิงหญ้าอย่างต่อเนื่อง เปลวไฟสีแดงฉานโหมกระหน่ำท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนราวกับฝนดาวตกที่ลุกไหม้ร่วงลงมา

 

เพิงหญ้ารอบสระจินหมิงเรียงรายยาวเหยียดประมาณหนึ่งลี้ นักบวชสติฟั่นเฟือนกระโดดโลดเต้นไปพลางโยนท่อนฟืนจุดไฟใส่เพิงหญ้าแต่ละหลังไปพลาง เขาบ้าคลั่งถึงขนาดที่ว่ามือปราบกับทหารร่วมเจ็ดแปดคนยังจับตัวเอาไว้ไม่ได้

 

เมื่อเห็นนักบวชนั่นวิ่งหายลับไปไกลแล้ว หวังโหรวฮวาก็รีบร้อนพาหญิงวัยกลางคนทั้งสองเข้าไปยกเตาไฟในเพิงของนางออกมา ร้านของนางไม่ใหญ่จึงมีข้าวของไม่มากนัก อีกทั้งได้ความช่วยเหลือจากเฉินสือ เพียงไม่นานก็ขนของออกมาจนเกลี้ยง

 

ขณะนี้เป็นเวลายามสาม[4]แล้ว ร้านตระกูลเถี่ยมีเวลาให้ตั้งสติได้ทัน จึงสามารถขนข้าวของในร้านออกมาได้ แต่ร้านของผู้อื่นที่ห่างออกไป ต้องพบกับเหตุเพลิงไหม้ยามกำลังนอนหลับฝัน แต่ละคนต่างรีบร้อนหนีตายออกมาในสภาพฟกช้ำดำเขียว ใครจะมีเวลามาคิดถึงข้าวของในร้านอีก

 

พวกเขาทำได้เพียงกระทืบเท้าสาปแช่งเจ้าคนร้ายวางเพลิงที่สมควรตายนั่น

 

เวลานี้เองเปลวไฟที่กำลังลุกโชนริมสระจินหมิงก็ขยายวงกว้างมากกว่าเดิม ทหารระงับเหตุเพลิงไหม้ตีฆ้องเตือนภัยเสียงดังกังวาน เร่งฝีเท้ามุ่งหน้ามาจากกำแพงเมือง สายน้ำเปล่งประกายวาววับพุ่งเข้ามาขวางกั้นกลุ่มเพิงร้านค้าของชาวบ้านและกระโจมของวังหลวงเป็นอันดับแรก จากนั้นมีทหารจำนวนมากกรูกันเข้ามาตักน้ำจากสระจินหมิงสาดใส่เพิงที่กำลังลุกไหม้อย่างเอาเป็นเอาตาย

 

เสียงแตรสัญญาณจากค่ายทหารดังขึ้น พร้อมด้วยเสียงฝีเท้าหนักอึ้งจากทุกทิศทางกระชับวงล้อมเข้ามาใกล้สระจินหมิง

 

เถี่ยซินหยวนชะเง้อคอกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าเจ้านักบวชคลุ้มคลั่งหายลับไปจนไม่เห็นเงาแล้ว ทันใดนั้นเองธงขนาดใหญ่หลายผืนที่มีตัวอักษร ‘เผิ่งรื่อ’[5] ก็โอบล้อมสระจินหมิงเอาไว้อย่างรวดเร็ว

 

หวังโหรวฮวาเดาะลิ้นไม่หยุด ราวกับกำลังทอดถอนใจให้กับความโกลาหลวุ่นวายตรงหน้า ดูเหมือนสภาพจิตใจของนางจะดีขึ้นมากแล้ว ดูจากรูปการณ์เจ้านักบวชนั่นถึงที่ตายแน่นอน ฮ่องเต้จะต้องทรงกริ้วอย่างหนักจนมีรับสั่งให้สับเขาเป็นชิ้นๆ เหมือนเนื้อสุนัขเละๆ เลย

 

แต่...พอนึกได้ว่านักบวชจากเทียนจู๋ผู้นั้นมีวิชาคืนชีพ ภายในใจก็รู้สึกกระวนกระวายจนไม่อาจสงบลงได้

 

เพิงหญ้าแต่ละหลังโดนเผาผลาญจนพังครืนลงมา แต่แล้วจู่ๆ ก็มีมนุษย์เพลิงพุ่งออกมาจากเพิงที่อยู่ใกล้กับกระโจมของวังหลวง พยายามกระโดดพุ่งชนแนวสกัดกั้นของทหาร เพื่อไปวางเพลิงเพิงหลังอื่นที่ยังเหลือ

 

เขาเปล่งเสียงขู่คำรามราวกับสัตว์ป่าดุร้ายตัวหนึ่ง แม้จะเป็นเช่นนี้ฝูงชนรอบข้างยังคงสัมผัสได้ถึงความวิกลจริตจากคำพูดของนักบวชชรา

 

“เผา เผา เผา สรรพสิ่งเป็นไปตามวัฏจักร ดั่งน้ำค้างแห้งเหือด ดั่งสายฟ้าสว่างวาบ ล้วนเป็นเพียงภาพมายา เพลิงบริสุทธิ์และบัลลังก์ดอกบัว รูปลักษณ์แท้จริงของเรายูไล[6]เผา เผา เผา!”

 

ลูกศรดอกใหญ่ถูกยิงออกมาจากหน้าไม้ท่ามกลางความมืดพุ่งทะลุร่างของมนุษย์เพลิง นำเปลวไฟอันร้อนแรงร่วงลงสู่สระจินหมิง

 

ทว่ามนุษย์เพลิงกลับไม่ยอมล้มลง ทันใดนั้นเองก็มีลูกศรพุ่งมามากมายราวกับฝูงตั๊กแตน ฉีกกระชากร่างของเขากระจายเป็นชิ้นๆ ในชั่วพริบตา...

 

เถี่ยซินหยวนไม่สนใจปลอบโยนมารดาที่กำลังตกตะลึงอ้าปากค้าง เขาแอบหยิบขวดใบเล็กออกมาจากอกเสื้ออย่างเงียบๆ นำผงเห็ดพิษที่เหลือเททิ้งไปจนหมด เมื่อมีสายลมโชยมาก็พัดพาเอาละอองผงเหล่านั้นปลิวเข้าสู่กองไฟ กลิ่นหอมหวนก็ถูกเปลวไฟม้วนตลบจนลอยสูงขึ้นไปในอากาศ

 

เถี่ยซินหยวนรู้สึกเสียดายกับสิ่งที่ทำลงไปอยู่บ้าง...

 

เปลวไฟที่โหมกระหน่ำสะท้อนเงาสีแดงก่ำลงในสระจินหมิง ในเวลานี้ถ้าหากจะช่วยกันระงับเหตุเพลิงไหม้ก็สายไปเสียแล้ว เพิงหญ้าที่สร้างขึ้นจากต้นหญ้าม่ายเฉ่าเมื่อติดไฟขึ้นมา ก็จะมอดไหม้ในชั่วประเดี๋ยวเดียว หน้าที่ของทหารระงับเหตุเพลิงไหม้ก็คือ การเข้าช่วยเหลือในจุดที่ยังไม่มีไฟลุกลามไปถึง สำหรับจุดใดที่ลุกไหม้ขึ้นมาล้วนสายเกินแก้

 

รอบนอกมีกองทหารโอบล้อมเอาไว้หมดแล้ว ไม่มีใครเล็ดลอดออกไปได้ หวังโหรวฮวาจึงอุ้มเถี่ยซินหยวนนั่งลงกับพื้นหญ้าเสียเลย ในเวลานี้บริเวณสระจินหมิงสว่างตระการตายิ่งกว่าการแสดงหุ่นกระบอกดอกไม้ไฟเสียอีก

 

----------------------------

 

[1] ประสกในที่นี้ใช้คำว่าถานเยว่(檀越)มาจากภาษาของชาวหู ที่อาศัยอยู่ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

[2] ชื่อของถงจื่อ(铜子)พ้องเสียงกับคำว่า ถงจื่อ(童子)ที่แปลว่าลูกศิษย์

[3] ตู้โตว(肚兜)ผ้าปิดหน้าอกและหน้าท้องที่ผู้หญิงสมัยโบราณสวมใส่แนบติดตัว คล้ายเสื้อชั้นในของผู้หญิงยุคปัจจุบัน

[4] ยามสาม(三更)เวลา 23:01 - 01:00 น. โดย 1 ยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง โดยเริ่มนับตั้งแต่ 19:00 น. หรือ 1 ทุ่ม จนถึง ตี 5 ของวันถัดไป ในอดีตจะมีคนตีอุปกรณ์ (เช่น แผ่นเหล็ก, โลหะ หรือกลอง) เพื่อบอกเวลา

[5] เผิ่งรื่อ(捧日)สัญลักษณ์บนธงของทหารองครักษ์ในวังหลวง

[6] ยูไล(如来)ไม่ใช่พระนามหรือชื่อเฉพาะของพระพุทธรูปหรือพระโพธิสัตว์องค์ใด แต่เป็นคำเรียกแทนพระนามของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรงกับคำว่า ตถาคต

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด