ตอนที่แล้วบทที่ 34 : กำไลข้อมือ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 36 : ภารกิจเหมืองเก่า

บทที่ 35 : คนเลว

“นี่มัน… ไม่จำเป็นเลย” ฮอรัสส่งเสียงออกมาหลังจากถูกจับแต่งตัวใหม่ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ยืนอวดโฉมใหม่ของตัวเองให้เอเดลยืนพินิจ

“นายหมายถึงขอบคุณใช่มั้ยล่ะ… ถ้างั้นก็ไม่เป็นไร ฉันใจกว้างจะตายไป” เอเดลยิ้ม เอียงลำตัวมองภาพลักษณ์ของฮอรัสที่ตอนนี้ดูเหมือนนักผจญภัยมืออาชีพพร้อมปฏิบัติงาน มากกว่าชาวสวน คนงานอย่างเดิมที่เคยแต่ง

ถึงแม้ความจริงเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องแต่งกายพะรุงพะรังพวกนี้จะเป็นการขัดแข้งขัดขาเขามากกว่าเดิมก็ตาม

อย่างที่ฮอรัสว่า ของพวกนี้ไม่มีความจำเป็นกับเขาเท่าไหร่นักเพียงแค่ใช้ปกปิดร่างกายได้ก็พอแล้ว เพราะขนาดกายเนื้อ หรือส่วนปกคลุมภายนอกเขาก็ยังสละทิ้งไปได้ เพื่อประสิทธิภาพการต่อสู้ อย่าว่าแต่จะแค่เสื้อผ้าพวกนี้เลย

แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีประโยชน์ เพราะอย่างน้อยกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่เขาสะพายคาดเฉียงอยู่นั่น ก็ใช้ขนของสำหรับการเดินทางไกลได้ดี อีกทั้งยังไม่มีขีดจำกัดเรื่องน้ำหนักสัมภาระ เพราะพละกำลังของฮอรัสนั้นต่อให้แบกเกวียนทั้งเล่มเดินเข้าป่าก็ยังทำสบายๆ ยังไม่รวมกระเป๋าเล็กกระเป๋าน้อยและสายคาดตามตัวที่เจ้าของร้านจัดการทำพิเศษมาให้ตามคำขอ เป็นการใช้งานศักยภาพด้านพละกำลังของฮอรัสอย่างเต็มที่

“หมดนี่เงินฉันทั้งเดือนเลยนะ รักษาด้วยล่ะ” เอเดลกอดอกใช้สายตาดุ แต่ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น อย่างไรเธอก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องเงินทองเท่าไหร่

“ขอบคุณ”

“ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไรไง คิดซะว่าเป็นของขวัญ เพราะต่อจากนี้ไปนายจะมาเป็นคนแบกของให้ฉันตอนทำภารกิจ” เอเดลได้ยินคำขอบคุณเรียบเช่นนั้นก็ตอบกลับเป็นอารมณ์ขัน ก่อนจะหันหลังไปทำทีเป็นตรวจเช็กปลอกแขนกับถุงมือใหม่ของตัวเอง ไม่ให้อีกฝ่ายเห็นว่าเธอยังรู้สึกผิดเรื่องแขนของเขาอยู่ “ว่าแต่ นายรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่าเงินมันใช้แลกเปลี่ยนอะไรมากมายขนาดไหน นายอาจไม่ต้องการเงินแต่ทุกคนเขาต้องการนะ ใช้ให้รู้ค่าด้วย”

“ผมเข้าใจแล้ว” ฮอรัสเอ่ยตอบเสียงเรียบคิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจระบบการแลกเปลี่ยนเช่นนี้แล้ว เพียงแต่อย่างไรเสียเขาก็ยังขาดซึ่งความต้องการอยู่ดี พื้นฐานการดำรงอยู่ของฮอรัสแตกต่างจากคนปกติมากเกินไป

เขาไม่ต้องการปัจจัยสี่ เขาไม่ต้องกินอาหารเพราะสามารถกลืนกินพลังงานจากสรรพสิ่งได้โดยตรง ไม่ต้องมียารักษาโรคเพราะไม่รู้จักเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งยังรักษาตัวเองได้ หากไม่ใช่เพราะเอลีอา ตอนนี้ฮอรัสอาจยังไม่เข้าใจแม้แต่เหตุผลที่คนเราต้องมีบ้าน มีที่อยู่และสวมเสื้อผ้าด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ต้องนอน ไม่รู้สึกร้อนหรือหนาวและไม่รู้จักความกระดากอาย ไม่รู้สึกผิด

เป็นความสมบูรณ์แบบที่มากเกินไปจนยากจะเรียกได้ว่าเป็นชีวิต ไม่มีใครใช้ชีวิตได้โดยปราศจากความปรารถนา มันจึงเป็นเรื่องน่าฉงนว่าอาร์มุนสร้างฮอรัสขึ้นมาภายใต้ความสมบูรณ์แบบ แต่กลับคาดหวังถึงสิ่งที่ห่างไกลกับคำว่าสมบูรณ์อย่างสุดขั้วอย่าง ชีวิต

เป็นปริศนาที่น่าขบคิดว่ามันแอบแฝงบางสิ่งเอาไว้ หรือเป็นเพียงแค่ความต้องการของแม่ที่อยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ตุ๊กตาไม้ที่ตัวเองเรียกว่าลูกกันแน่

“งั้นตอนนี้กลับสมาคมกันเถอะ ไปลองหาภารกิจง่ายๆ ทำดูกัน” เอเดลตัดบท แล้วเดินนำฮอรัสออกจากร้านเครื่องหนัง พร้อมกันก็ตรวจดูกระเป๋าเก็บเหรียญของตัวเองที่อุตส่าห์เตรียมมา ตั้งใจจะใช้จ่ายกับของจิปาถะที่อยากได้แค่เล็กน้อยๆ แต่กลายเป็นจับพลัดจับผลูเอาไปจ่ายให้ฮอรัสซะเกือบหมด เหลือติดกระเป๋าแค่ร้อยกว่าเหรียญทอง

บางทีคนที่ควรจะถูกสอนเรื่องค่าของเงินมากที่สุดอาจไม่ใช่ฮอรัสแต่เป็นเธอซะเอง

“นั่นไงล่ะ พวกเขาคบกันอยู่จริงๆ ด้วย” ภายหลังจากที่ฮอรัสและเอเดลเดินทางกลับมายืนจ้องกระดานภารกิจในโถงของสมาคมอีกครั้ง เสียงของนักผจญภัยฝึกหัดที่เริ่มจะเมาได้ที่ก็ดังขึ้นนินทากันในวงสนทนา เรียกความสนใจจากทุกคนที่ล้อมวงอยู่ แถมต่างคนต่างก็เริ่มสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะถูกนักผจญภัยรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ด้วยกันนั้นมอม

“เอาอะไรของนายมาพูดน่ะหะ” นักผจญภัยฝึกหัดสาวเผ่าเกล็ดอีกคนได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก็ปั้นหน้าดุ แต่ใจจริงก็อยากรู้เช่นกันกับนักผจญภัยฝึกหัดคนอื่นๆ ที่ต่างก็ยื่นหน้าเข้ามาตั้งใจฟัง ไม่เว้นกระทั่งนักผจญภัยรุ่นพี่เองที่ตอนนี้ก็สนใจไม่แพ้กัน

“เหอะ! ยัยบื้อ ไม่เห็นหรอว่าสองคนสนิทกันขนาดไหน” นักผจญภัยฝึกหัดผู้มาจากต่างหมู่บ้านกระแทกแก้วไม้ใบใหญ่ในมือจนของขึ้นชื่อของเทรียลอย่างไวน์น้ำผึ้ง (Mead) ที่หมักในถังเมเปิลยักษ์กระฉอกออกมา แล้วว่าต่อ “พวกนั้นเพิ่งจะออกไปซื้อของด้วยกันสองคนตั้งนานสองนานเลยนะ”

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะอธิบายต่อ ก็ถูกจระเข้สาวคนเดิมเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน “คุณเอเดลก็สนิทกับทุกคนอยู่แล้วนั่นแหละ แล้วแค่ออกไปซื้อของด้วยกันนายก็เหมาว่าพวกเขาคบกันแล้วเนี่ยนะ” เธอส่ายหน้าเบาๆ เหลือตามองไปตรงหน้ากระดานภารกิจให้แน่ใจว่าสองคนที่กำลังถูกกล่าวถึงไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ ที่บ่งบอกว่าได้ยินพวกเธอ

“หึๆ ๆ ก็นะ คะแนนสอบรอบสำรวจของเธอมันน้อยกว่าฉันตั้งครึ่ง ไม่แปลกหรอกที่จะไม่สังเกต” หนุ่มน้อยส่งเสียงหัวเราะในลำคอพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ยกคะแนนของตัวเองขึ้นมาข่ม ทำท่าเหมือนรู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้ ก่อนที่เขาจะพูดต่อ “พวกนั้นไปซื้อของกันยังไงถึงไม่มีอะไรติดมือมาสักอย่างเดียว แล้วเธอไม่เห็นหรอว่ารุ่นพี่ฮอรัสเปลี่ยนชุดมา.. ทำไมเขาถึงเปลี่ยนชุดตอนที่หายไปกับคุณเอเดลได้ล่ะ หืม พวกนั้นไปที่ไหนมากันแน่ เธอลองคิดดูสิ คิดๆ … หึๆ”

หนุ่มน้อยอธิบายให้คิดตามแล้วหัวเราะ ยิ้มกรุ้มกริ่มไปทางจระเข้สาวผิวเผือก ดวงตาหย่อนด้วยความเมามาย แต่สื่อความหมายชัดเจน นักผจญฝึกหัดสาวทั้งหลายที่นั่งฟังอยู่รอบๆ จินตนาการตามก็หน้าขึ้นสีเลือดฝาด ยกเว้นแต่จระเข้สาวกับนักผจญรุ่นพี่ที่ไม่อินไปกับเรื่องที่เขาพยายามเล่าเท่าไหร่นัก

“นายเมามากเกินไปแล้วหนุ่มน้อย” นักผจญภัยรุ่นพี่ตัดบท แล้วยึดแก้วมาจากอีกฝ่าย ก่อนมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าเจ้าตัวมาได้ยินเข้า

ซึ่งความจริงหนึ่งในนั้นก็ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่แรก เพราะกระดานภารกิจกับโต๊ะที่พวกนักผจญภัยฝึกหัดนั่งก็ห่างกันแค่สิบกว่าเมตร เป็นระยะที่คนธรรมดาถ้าไม่ใช่เผ่าจิ้งจอกก็คงได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้ แต่เป็นระยะที่สัมผัสรับรู้ของหุ่นสงครามสามารถรับสารได้อย่างชัดเจน เพียงแค่เขาเลือกที่จะไม่ใส่ใจเก็บมาเป็นข้อมูลเท่านั้น เมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นสำคัญกว่า

“หืม… ปกติภารกิจเปิดกว้างมันไม่เยอะขนาดนี้นะ แถมเป็นคำขอจากนอกหมู่บ้านเกือบหมดเลยแฮะ เทรียลคงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวแล้วจริงๆ มั้งเนี่ย” เอเดลใช้มือเท้าเอวกวาดสายตามองแผ่นกระดาษที่แปะอยู่บนกระดานอยู่ร่วมร้อยแผ่น

แต่ทั้งหมดนั้นแบ่งส่วนรูปแบบของงานเอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งประกาศจับอาชญากร ประกาศรับจ้าง และคำขอภารกิจประเภทต่างๆ

“พวกนี้คือใคร” ฮอรัสเอ่ยปากถามแทรกขึ้นมาพร้อมกับชี้นิ้วไปบนป้ายประกาศจับซึ่งมีรูปวาดและคำอธิบายรูปพรรณสัณฐานจุดสังเกตของคนร้ายบอกเอาไว้ คู่กับตัวเลขเงินรางวัลนำจับจำนวนมาก และส่วนใหญ่บ่งบอกไปในทิศทางเดียวกันว่าจะจับเป็นกลับมาหรือจะเอาแค่ศีรษะกลับมาก็ได้ทั้งนั้น

“พวกคนเลวน่ะ…”

“คนเลว?”

“ใช่… คนที่ทำเรื่องเลวร้ายมากๆ กับคนอื่น ฆ่า ปล้น ข่มขืน อะไรพวกนั้น” เอเดลตอบเรียบๆ มองไปบนประกาศจับบนกระดานที่เธอจำหน้าทุกคนในนั้นได้จนขึ้นใจแล้ว หากว่าได้เจอตัวเป็นๆ ยังไงก็ไม่มีทางปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ แน่

“ผมเองก็ฆ่า…ผมเป็นคนเลวใช่รึเปล่า” ตอนนั้นเองที่ฮอรัสหันมาใช้ดวงตาสีนิลหันไปจ้องมองเอเดล พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น จนเธอเผลอชะงักพูดอะไรไม่ออกไปชั่วอึดใจได้แต่กลืนน้ำลายแล้วคิดตามไปว่าสิ่งที่ฮอรัสพูดนั่นมันหมายถึงอะไรกันแน่

“ฆ่าอสูรไม่นับสิ” เธอคิดย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่ได้พบฮอรัส แล้วประเมินผ่านสิ่งที่ตัวเองรู้ ถ้าไม่นับการต่อสู้ในคราวนั้นที่กลุ่มนักผจญภัยจากสภาเกือบจะต้องเอาชีวิตไปสังเวยจริงๆ ฮอรัสก็ไม่เคยฆ่าใครนอกจากอสูร ซึ่งมันก็เป็นบรรทัดฐานมาตั้งแต่อดีตแล้วว่าพวกอสูรแทบจะไม่นับเป็นชีวิตด้วยซ้ำ การฆ่ามันไม่ใช่เรื่องผิดหรือเลวทราม แต่เป็นเรื่องดีถือเป็นการช่วยชีวิตผู้อื่นด้วยซ้ำไป

ทว่าสิ่งที่ฮอรัสแสดงออกนั้นกลับไม่ใช่การนิ่งเฉยเหมือนปกติ หากแต่ในแววตาของเขาฉายประกายบางอย่างออกมาจนเอเดลที่มองอยู่ถึงไม่รู้ว่าคืออะไรแต่ก็ขนลุกด้วยความหวาดหวั่น

“ในสงครามสุดท้าย ผมอยู่กับผู้สร้าง… ที่นั่นไม่มีอสูร” ราวกับมีบางอย่างมากระซิบบอกข้างหูให้รู้ว่าสิ่งที่ฮอรัสกำลังจะเล่าต่อนั้น อาจเปลี่ยนมุมมองของเธอไปจนหมดสิ้น เอเดลจึงเอื้อมไปแตะบ่าของฮอรัสแล้วตัดบท พูดแทรกขึ้นมาในทันที

“นายไม่ใช่คนเลวฮอรัส ตราบใดที่ต่อจากนี้ไปนายไม่ทำร้ายคนอื่นอีก…” เอเดลกล่าวพร้อมกับมองเข้าไปในดวงตาสีนิล แล้วย้ำคำเดิม “นายจะไม่ทำร้ายคนอื่นอีกแล้ว ใช่รึเปล่า”

“…ผมจะไม่ทำ” ฮอรัสนิ่งไปชั่วขณะแล้วจึงเอ่ยตอบผ่านริมฝีปากที่สร้างจากวัสดุเทียมดูอิ่มนุ่มคล้ายริมฝีปากจริง หากแต่ไร้ชีวิตไม่ต่างอะไรจากซากศพ

“งั้นก็ดีแล้วล่ะเนอะ” เอเดลเปลี่ยนอารมณ์ฉับพลันจากจริงจังหนักหน่วงเป็นร่าเริงแก่นแก้วตามสันดาน

เธอยิ้มแล้วเลิกคิ้วสูงเอียงคอแสดงสีหน้าระรื่นบ่งบอกพื้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและฮอรัสที่ค่อยๆ หดแคบลงเป็นความไว้ใจ เพราะเธอคงไม่แสดงอากัปกิริยาแบบนี้กับคนที่ไม่สนิท ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่เอลีอาไว้ใจฮอรัสมากด้วย เธอเองจึงรับอิทธิพลนั้นมาจากแม่อีกทีหนึ่ง

แต่อีกส่วนที่ต้องยอมรับ คือพื้นที่รอบตัวของฮอรัสนั้นเป็นดั่งพื้นที่พิศวงที่เคลือบเอาไว้ด้วยความน่าเกรงขามหวาดหวั่นของภาพลักษณ์แห่งตุ๊กตาสงคราม แต่หากได้อยู่ในนั้นนานพอจนความประหวั่นพรั่นพรึงหายไปมันจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกใกล้ชิด เป็นพื้นที่ปลอดภัยในหลายๆ ความหมาย

ไม่ใช่แค่ในความหมายทางตรงที่ว่าฮอรัสนั้นแข็งแกร่งสามารถปกป้องทุกคนรอบตัวได้ แต่ยังรวมไปถึงความหมายทางจิตใจ มันคือพื้นที่ซึ่งทำให้คนรอบตัวสามารถแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้โดยไม่ต้องใส่หน้ากากทางสังคม เพราะเขาไม่ตัดสินและไม่วิจารณ์การกระทำหรือการแสดงออกของผู้อื่น และสิ่งหนึ่งที่ฮอรัสต่างจากคนทั่วไปอย่างชัดเจนคือเขาไม่เคยโกหก หน้ากากใบเดียวที่เขาสวมเอาไว้คือหน้ากากที่ใช้แทนใบหน้าหนุ่ม ปกปิดกะโหลกโลหะเท่านั้น

“แล้วคนเลวจะเป็นยังไง” ฮอรัสถามต่อเสียงเรียบ

“คนเลวก็จะต้องถูกจับมาลงโทษ ขังคุกหรือไม่ก็…” เอเดลเอ่ยปากตอบ แต่พอนึกว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังจะพูดต่อนั้นมันช่างคัดแย้งกันเองเป็นปฏิทรรศน์ก็หยุดไป เพราะเธอเพิ่งจะบอกฮอรัสไปว่าคือคนที่ฆ่าผู้อื่นคือคนเลว และกำลังจะบอกว่าการลงโทษคนเลวคือการประหัตประหารฆ่าฟันไม่ต่างกัน “ช่างมันเถอะฮอรัส ยังไงเราก็ไม่ไปยุ่งกับพวกคนเลวอยู่แล้วถ้าพวกมันไม่มาก่อเรื่องในเทรียล… ที่นี่พวกเราไม่ล่าค่าหัว นั่นมันเป็นทางเลือกสุดท้าย”

“ค่าหัวคืออะไร” แทนที่จะหมดคำถาม ฮอรัสกลับยิ่งถามมากขึ้นกว่าเดิม สร้างความลำบากใจให้กับเอเดลขึ้นมา จนเธอถอนหายใจไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไง แต่แล้วตอนนั้นเองที่เสียงแหบแห้งดังกังวานก้องขึ้นมาตอบแทนเธอ

“มันคือเงินรางวัลที่จะมอบให้กับคนที่สามารถจบชีวิตอันต่ำช้าเลวทรามของคนอีกคนนึงได้” เป็นกูลน์ ช่างเหล็กชราตัวเล็กของสมาคมนั่นเองที่เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับเดินอาดๆ เข้ามาหยุดตรงหน้าทั้งสองคน เขามองเอเดลที่ทำหน้าเหยเกเล็กน้อยแล้วตะหวาด “อะไร! จะปิดบังกันไปทำไม เจ้านี่ไม่ได้โง่บริสุทธิ์ขนาดนั้น”

พอได้ยืนคำตอบแบบนั้นเอเดลก็ได้แต่ใช้นิ้วเกาใบหน้าตัวเองเบาๆ อย่างเสียไม่ได้ พลางหันมองฮอรัสดูปฏิกิริยาว่าเขาจะแสดงออกอย่างไรบ้างกับการที่ได้รู้ถึงความย้อนแย้งเป็นปฏิทรรศน์ของโลกใบนี้

แต่สิ่งที่เขาแสดงออกกลับกลายเป็นเพียงความนิ่งเฉย ถึงปกติเขาจะนิ่งจนเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่คราวนี้ครึ่งเอลฟ์รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ผิดแปลกไปอย่างชัดเจน ถึงไม่รู้ว่าคืออะไรแต่สัญชาตญาณของเธอกำลังร่ำร้องบอกว่ามันไม่ปกติ ก่อนที่ช่างเหล็กชราจะทุบกำปั้นลงไปกับกระดาน เผยให้เห็นประกาศภารกิจที่เขาแปะลงไป บ่งบอกเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ในโถงนี้

“พวกเจ้ากำลังหาภารกิจอยู่ใช่มั้ยล่ะ งั้นก็นี่แหละ พอดีเลย” ช่างเหล็กชราว่าเสียงดังแข็งขันกล่าวถึงภารกิจที่ตัวเองเพิ่งจะลงประกาศไปหมาดๆ

“ภารกิจสำรวจเหมืองของพวกชาวถ้ำทางใต้ หืม… เกิดอะไรขึ้นหรอคะ” เอเดลอ่านหัวข้อภารกิจคร่าวๆ ที่กล่าวถึงเผ่าพันธุ์ชั้นสูงอีกหนึ่งเผ่า ซึ่งไม่รวมอยู่กับสภาเอกภาพ ดำรงอารยธรรมของตัวเองอย่างสันติวิเวกตามถ้ำ ไม่สุงสิงกับโลกภายนอกมากนัก ไม่บ่อยที่จะออกมาค้าขายกับเผ่าพันธุ์อื่น แต่อย่างหนึ่งที่ชาวถ้ำเก่งกาจคือการตามทางสินแร่โลหะมีค่าทั้งหลาย

“ก็ถ้ารู้ข้าจะตั้งภารกิจมั้ยล่ะ! แต่พวกนั้นไม่ได้เอาแร่มาขายที่เทรียลได้สักพักแล้ว” ชาวช่างชราตะคอก ก่อนจะถอนหายใจแล้วเริ่มอธิบายภารกิจ

“ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีพวกนั้นอาจจะแค่เบื่อหน้าข้าหรือไม่เทรียลมันคงจะเปลี่ยนไปเยอะจนพวกนั้นจำไม่ได้ หรือพวกนั้นอาจจะย้ายบ้านไปหมด ใครจะรู้.. แต่ภารกิจนี้หน้าที่ของพวกเจ้าก็แค่ไปที่เหมืองแล้วหาเหล็กเย็นมาให้ข้า ถ้าหากพวกชาวถ้ำยังอยู่ก็เจรจาขอซื้อมา เอาน้ำผึ้งไปแลกก็ได้… อ่อแล้วก็ ถ้าข้าไม่มีเหล็กเย็นที่ว่านี่ ข้าก็ซ่อมแขนให้ฮอรัสไม่ได้นะบอกไว้ก่อน” ช่างเหล็กชราเอ่ยเงื่อนไขคล้ายกับเป็นการบังคับกลายๆ ว่าต่อให้ภารกิจนี้จะมีค่าตอบแทนต่ำเตี่ยเรี่ยดินแค่ห้าเหรียญทอง ไม่พอแม้แต่จะใช้เป็นค่าเสบียงระหว่างเดินทางด้วยซ้ำ แต่ทั้งสองก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธทั้งๆ ที่มันก็เป็นภารกิจเปิดกว้าง

 

คะแนน 4.2
กรุณารอสักครู่...