ตอนที่แล้วChapter 22: ฆ่า
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปChapter 24: พลังภายใน

Chapter 23: ต่อจากนั้น


 

น้ำพุไหลตามธารมาเสียงดังกรุ๊งกริ๊งมีชีวิตชีวา

ฟางหยวนนั่งลงข้างธารน้ำทำความสะอาดแผลของตัวเอง นึกย้อนถึงสิ่งที่ทำลงไป ตรวจทานดูว่าได้เหลือช่องโหว่อะไรไว้หลังทำอาชญากรรมลงไปหรือไม่

‘ฆ่าซ่งจื๋อเกาไปก็เหมือนตัดแขนตัดขาตระกูลซ่งไป ใครจะไปรู้ว่าซ่งอวี้เจว๋จะปรากฏตัวขึ้นมาด้วยกัน? ในเมื่อเป็นแบบนั้นเขาก็ต้องตายด้วยเหมือนกัน!’

ฟางหยวนไม่ได้รู้สึกเสียใจที่สังหารซ่งอวี้เจว๋เลยสักนิด

อันที่จริง ถ้าเขามีความสามารถพอ ฟางหยวนก็คงไม่ลังเลที่จะกำจัดผู้อาวุโสซ่งจงไปด้วยเลยถ้าเขาอยู่ที่นั่นด้วย

ความแค้นระหว่างกันนี้ฝังลึกมากขึ้น ฟางหยวนจำต้องถอนรากถอนโคนศัตรูที่มีอำนาจ

‘กำจัดซ่งจื๋อเกาแล้ว ไม่มีใครที่เหลือจะก่อปัญหาให้ข้าแล้วตอนนี้...ก็แค่...’

ฟางหยวนย่นหน้าผาก

เขาเกรงว่า แม้การสังหารซ่งจื๋อเกาจะไม่นับเป็นเรื่องใหญ่ แต่ซ่งอวี้เจว๋เองก็ตายไปด้วย นี่น่าจะปลุกความเกรี้ยวกราดของซ่งจง และอาจจะสำนักกุยหลิงทั้งหมดด้วย

ถ้าทางสำนักรู้เข้า พวกนั้นคงไม่อยู่เฉยจนกว่าฟางหยวนจะตายจากไป

หลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้ว ฟางหยวนก็แน่ใจว่าเขาไม่ได้ทิ้งช่องโหว่อะไรเอาไว้

แถมเขายังมีพยานที่มีน้ำหนักรออยู่ในหุบเขา นอกจากนี้ ไม่มีใครที่ด้านนอกนั่นรู้ว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร

ส่วนวิชาฝ่ามือทรายดำนั้นจะใช้เป็นสิ่งระบุตัวตนเขาอย่างนั้นหรือ? เหอะ แค่ในมณฑลชิงเหอนี่ก็มีคนฝึกวิชานี้เป็นหลายร้อยคนแล้ว

นอกจากนี้ เขาเองยังเพิ่งรู้จักตำรายุทธิ์เมื่อไม่นานมากนี้ ขนาดผู้ดูแลหลินเองยังไม่เชื่อว่าความสามารถของฟางหยวนจะเพิ่มขึ้นเป็นก้าวกระโดดได้ในเวลาอันสั้น อย่าว่าแต่จะสามารถเก่งกาจเหนือซ่งอวี้เจว๋!

‘ตอนนี้ ตราบเท่าที่ไม่มีเรื่องผิดพลาดอะไรในหุบเขา ข้าก็จะปลอดภัย...’

ฟางหยวนทาขี้ผึ้งบางอย่างลงที่หน้าอกตัวเองก่อนจะใส่เสื้อกลับเข้าไป เขาลองขยับตัวแล้วก็รู้สึกคลายใจลงเมื่อพบว่าแม้แผลของเขาจะยังเจ็บอยู่ แต่ว่าไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของเขา

‘ตราบเท่าที่ยังไม่ได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง ตราบนั้นข้าย่อมยังไม่พึงพอใจ...’

ฟางหยวนเตือนตัวเองอยู่เงียบ ๆ

ในโลกนี้ ผู้ฝึกยุทธ์มักถูกคนทั่วไปมองว่าเป็นคนกลุ่มพิเศษ แต่ก็ยังมีบุคคลในตำนานอื่น ๆ ทั้ง นักรบวิญญาณ นักรบเวทย์ นักปรุงยา หรือเทพเจ้าและสัตว์อสูร ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแค่เรื่องเล่า แต่ก็อาจจะมีความจริงอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นบ้างก็ได้

บางทีทั้งหมดที่เขาต้องการอาจจะเป็นแค่การพบเจอเรื่องราวเหนือจินตนาการเพื่อเป็นแรงบันดาลให้เขาไปค้นหาความลับพวกนั้น

“แต่... ซ่งจงก็ไม่ได้มีอิทธิพลขนาดนั้นแม้ว่าเขาจะมีลูกศิษย์ในสำนักกุยหลิงมากมาย ยังพอมีเวลาเหลือ! ข้าต้องรีบเพิ่มระดับของตัวเองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ตอนนี้ ไม่ใช่แค่เขานั้นตัวคนเดียวบนโลก เขายังเป็นแค่หน้าใหม่ในยุทธภพ ไม่ว่าใครก็จัดการเขาได้ทั้งนั้น

แต่ถ้าเขาเป็นอู่จง หรือเป็นอัศวินวิญญาณอมตะผู้หนึ่งตามที่ในตำนานเล่า? ถ้าเป็นเช่นนั้น ซ่งจงย่อมไม่กล้าแม้แต่จะแก้แค้นให้ซ่งอวี้เจว๋และซ่งจื๋อเกา

โดยสรุปแล้ว ทุกอย่างขึ้นกับพลังอำนาจ!

ฟางหยวนไม่ได้มีอำนาจมากพอในตอนนี้ ทำให้โชคของเขานั้นสำคัญมากกว่า

ฟางหยวนมองพระอาทิตย์ แล้วเพิ่มความเร็วขึ้นวิ่งไปตามถนนบนเขาตรงไปที่ด้านหลังหุบเขา

“กีกี๊!”

เงาร่างสีขาวพุ่งตรงมาแล้วปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้าคือฮวาหูเตียว หนูเตียวก้มหัวให้ฟางหยวนลูบ จากนั้นก็โบกเท้าหน้าไปมาวุ่นวายอยู่พักหนึ่งเพื่อสื่อสารกับฟางหยวน

“โอ้ คนพวกนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย?”

ฟางหยวนผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งใจเมื่อเข้าใจข้อความที่ฮวาหูเตียวพยายามสื่อ

ถ้าตระกูลโจวและตระกูลหลินตัดสินใจทำอะไรลงไปเพื่อเผยความลับของหุบเขานี้หรือพยายามบุกรุกเข้าในห้องศิลาแล้วพบว่าฟางหยวนหายไป ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะรีบหนีไปพร้อมกับฮวาหูเตียวเดี๋ยวนี้เลย

ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่สามารถปลูกพืชวิญญาณที่อื่นได้อีกเสียหน่อย แต่ชีวิตเขาน่ะมีแค่ชีวิตเดียว

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเป็นไปตามที่ฟางหยวนวางแผนเอาไว้

“อืม ลำบากเจ้าแล้ว!”

หลังจากที่ส่งฮวาหูเตียวจากไป ฟางหยวนก็มุดไปตามทางลับที่นำเขาเข้าไปสู่ห้องศิลา

เหล่าโจวนั้นเป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่งเช่นกัน ถ้าเขารักษาเหล่าโจวไม่สำเร็จ ก็อาจจะทำให้ชีวิตฟางหยวนลำบากแล้ว

ฟางหยวนจุดตะเกียงน้ำมันขึ้นด้วยความหนักใจ แสงส่องให้เห็นร่างที่นอนอยู่บนแท่นหิน ใบหน้าเป็นสีม่วงคล้ำ มีพิษไหลซึมออกมาพร้อมหนอง

ในแวบแรกที่มอง มันเหมือนกับว่าเหล่าโจวนั้นตายจากการถูกพิษเฉียบพลัน

แต่ฟางหยวนกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก

“สำเร็จ!”

เขารู้ว่าแม้ว่าเหล่าโจวจะดูแย่มาก แต่เขาก็รักษาชีวิตเอาไว้ได้ในที่สุด

ถ้าพิษคู่รักเมามายนั้นซึมลึกไปถึงกระดูก ย่อมไม่มีการแสดงบนร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไป พิษก็จะถูกดูดซับไว้อย่างเต็มที่และก่ออันตรายถึงชีวิต

ที่สภาพภายนอกของเหล่าโจวเลวร้าย แปลว่าพิษถูกขับออกจากร่างกายของเขาแล้ว

“แต่จากที่เห็น เหล่าโจวถูกพิษอย่างหนัก พิษในปริมาณนี้ย่อมต้องได้รับมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง!”

ฟางหยวนส่ายหัวหลังจากสังเกตอาการและให้บัญชาพญายมแก่เหล่าโจวอีกครั้ง จากนั้นก็ลงมือกรีดแขนเหล่าโจว และทำการฝังเข็มเพื่อนำเลือดเสียออก

หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง ลมหายใจของเหล่าโจวก็เรียบรื่นขึ้น เศษสิ่งบนใบหน้าถูกชำระล้างออกไป สีหน้าเริ่มมีประกายสีชมพูเจือขึ้นมา พ้นภาวะวิกฤติแล้ว

“ฟู่...”

ฟางหยวนเช็ดเหงื่อที่หน้าผากแล้วพ่นลมหายใจออก

ถ้าไม่ใช่ว่าเขาต้องการใช้ตระกูลโจวเป็นพยานที่อยู่ เขาคงไม่ลงแรงมากขนาดนี้เพื่อจัดการรักษาเหล่าโจวในคราวเดียว

หญ้าพิษมังกรเป็นส่วนประกอบสำคัญของยาที่ต้านพิษได้หลายชนิดอย่างบัญชาพญายม และหาได้ยาก ดังนั้น บัญชาพญายมที่ฟางหยวนมีอยู่ก็มีเพียงน้อยนิดตั้งแต่แรกแล้ว ฟางหยวนยังต้องเก็บบางส่วนไว้เพราะว่าเขาอาจจะต้องสัมผัสกับพิษหลายชนิดตอนที่ใช้วิชาฝ่ามือทรายดำ

“เป็นตาแก่ที่โชคดีจริง ๆ...”

ฟางหยวนงึมงำไปด้วยขณะกดเปิดกลไกที่กระตุ้นประตูศิลา

“กรึก.. แกรก”

เสียงจากการทำงานของฟันเฟืองที่ดึงประตูศิลาหนาหนักให้เปิด แสงสว่างสาดเข้าตาของฟางหยวน

“คุณชายน้อย! เป็นอย่างไรบ้าง?!”

ที่ด้านนอก พี่น้องตระกูลโจวและผู้ดูแลหลินรีบก้าวเข้ามาด้วยความกระวนกระวาย

“สำเร็จ!”

ฟางหยวนเดินหลบไปด้านข้างปล่อยให้โจวเหวินอู่เข้าไปอุ้มเหล่าโจวผู้ที่ฟื้นคืนมาได้ราวปาฏิหาริย์

“เขาผ่านช่วงระยะที่วิกฤติที่สุดมาแล้ว ตราบเท่าที่พวกเจ้าป้อนยาบำรุงให้อย่างสม่ำเสมอและให้พักดี ๆ เหล่าโจวก็จะฟื้นคืนเป็นปกติ”

ยาพิษคู่รักเมามายมีฤทธิ์คล้ายหนอนไชกระดูก และมีการวางยาผ่านยาบำรุงที่ปรุงให้เหล่าโจว

ตระกูลโจวใช้ทรัพยากรที่มีมากมายเพื่อหาสมุนไพรหายากมาบำรุงเหล่าโจว แต่พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า ที่จริงแล้วนั่นเป็นการเร่งเวลาตายของเขาเข้ามา

ฟางหยวนยังรู้ด้วยว่าศัตรูนั้นคงแทรกซึมอยู่ในตระกูลโจวนั่นแหละ

แต่เขาก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้แก่ตระกูลโจว เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาเองก็ไม่ได้คุ้นเคยกันขนาดนั้น

“คุณชายน้อยจะเมตตาอนุญาตให้ท่านผู้เฒ่าของเราพักที่นี่อีกสักหลายวันได้หรือไม่?”

โจวเหวินอู่รู้สึกโล่งอกขึ้นกับสภาพของผู้เฒ่าโจว และโค้งตัวต่ำให้แก่ฟางหยวน

“ได้ แต่เขาต้องพักอยู่ด้านนอกหุบเขา ข้าชอบความเงียบและสงบ และข้าไม่ต้องการถูกรบกวน”

ฟางหยวนลูบคางและพยักหน้าอนุญาต

เพราะว่าอย่างไรก็ได้สร้างบุญคุณแก่ตระกูลโจวไปแล้ว เขาก็ควรช่วยให้ถึงที่สุด ถ้าพวกเขากลับไปบ้านตระกูลโจวในสภาพนี้แล้วถูกจู่โจม เขาจะได้รับผลกระทบใหญ่หลวงไปด้วย

“ฮ่าฮ่า ดูเหมือนว่าความสามารถในการรักษาของคุณชายน้อยเกือบจะเทียบเท่ากับอาจารย์เวิ่นซินแล้ว!”

ขณะที่พูดผู้ดูแลหลินภายนอกดูตื่นเต้น แต่ในใจกลับรู้สึกเสียดายขึ้นมานิด ๆ

“อื้ม วันนี้พอแค่นี้ ข้าเหนื่อย ไม่ส่งพวกเจ้าแล้ว!”

ฟางหยวนสะบัดแขนเสื้อ ทำท่าหมดความอดทน

อันที่จริง นี่เป็นท่าทางยโสโอหังถึงที่สุด แต่ฟางหยวนเพิ่งมีชื่อว่าได้ช่วยชีวิตชายใกล้ตายเอาไว้และได้รับความเคารพจากคนเหล่านี้ พวกเขามองฟางหยวนด้วยความเกรงใจและรีบถอยออกไปจากหุบเขา

อย่างไรเสีย ก็มีแค่ฟางหยวนเท่านั้นที่สามารถช่วยให้เหล่าโจวฟื้นคืนเป็นปกติได้ ดังนั้น จึงไม่ต้องพูดถึงว่า ความสามารถของฟางหยวนนั้นจะต้องสูงส่งขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้น พวกเขาจึงไม่อาจจะขัดใจฟางหยวน

ฟางหยวนผ่อนคลายลงเมื่อกลุ่มคนวุ่นวายพวกนี้จากไป

ด้วยจำนวนพยานมากมายถึงเพียงนี้ ผู้อาวุโสซ่งจงย่อมไม่มีเหตุผลให้สงสัยว่าฟางหยวนเป็นฆาตกรสังหารซ่งอวี้เจว๋ และแม้เขาจะสงสัย คนพวกนี้ย่อมโน้มน้าวเขาเป็นอย่างอื่น

...

เมืองชิงเย่

ที่หน้าซากปรักหักพังเป็นกองสูง

“อวี้เจว๋?”

ผู้อาวุโสซ่งจงเพิ่งได้ให้กำเนิดซ่งอวี้เจว๋เมื่อเขามีอายุเลยห้าสิบปีแล้ว ทำให้เขารักลูกชายคนเดียวของเขามาก

เมื่อได้ยินข่าว เขาก็วางมือจากทุกเรื่องในสำนักกุยหลิงและพุ่งมาที่เมืองชิงเย่อย่างเร่งรีบ เขาได้แต่ตะลึงงันไปเมื่อมาถึงซากคฤหาสน์ของซ่งจื๋อเกา

“ผู้อาวุโสซ่ง พวกเรานำคนรับใช้ของคฤหาสน์มาให้ท่านแล้ว พวกมันทั้งหมดต้องรับผิดชอบ!”

ลูกศิษย์ในสำนักประสานมือเคารพเขาและพาเหล่าคนรับใช้ที่ดูหวาดกลัวกลุ่มหนึ่งเข้ามา

ในวันวิปโยคนั้น แม้ว่าฟางหยวนจะสังหารคนแซ่ซ่งทั้งสอง และวางเพลิงคฤหาสน์ แต่เขาไม่ได้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์อื่น เมื่อได้รับการไว้ชีวิต คนรับใช้จำนวนมากก็ขโมยของในคฤหาสน์ และวางแผนหนีออกจากเมือง

แต่ว่าซ่งจงจัดการจับพวกมันทั้งหมดกลับมา บ่งบอกถึงขอบเขตอำนาจที่เขามีได้

“บอกข้ามาให้หมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นวันนั้น! พูด!”

ซ่งจงยังคงรักษาภาพพจน์ของตนไว้ ดวงตาปิดลงครึ่ง ๆ น้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกคนรู้ดีว่านี่เป็นสภาพสงบก่อนพายุเข้า

“นายท่านซ่ง ไว้ชีวิตพวกเราเถิด!”

คนรับใช้ชายและหญิงบางคนเริ่มร้องไห้อย่างหวาดกลัว

“ผู้ชายคนหนึ่งใส่หมวกไม้ไผ่พุ่งเข้ามาแล้วก็สังหารซ่งจื๋อเกาและคุณชายน้อยซ่ง พวกเราไม่ทันได้ทำอะไรเลย!”

“อวี้เจว๋... ตาย?!”

ซ่งจงพึมพำ เขาแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เขาโบกมือและปล่อยให้พลังกลุ่มหนึ่งระเบิดออกเป็นวงกว้าง

“ปุ ปุ”

แรงนั่นทำให้เกิดหลุมบนร่างของคนรับใช้ที่พูดเมื่อกี้ เลือดไหลทะลักออกมาราวกับน้ำตก

“ถ้าอวี้เจว๋ไม่อยู่แล้ว ทำไมพวกเจ้าถึงยังมีชีวิตอยู่ได้?”

ซ่งจงพึมพำ จากนั้นก็เรียกศิษย์นามซ่งซานเข้ามา

“ซ่งซาน เจ้าติดตามข้ามาตั้งแต่ยังเยาว์ เจ้ารู้วิธีการทำงานของข้าดี ข้าไม่สนว่าเจ้าจะทำอย่างไรกับคนรับใช้พวกนี้ ข้าต้องการทุกอย่างที่พวกมันรู้เกี่ยวกับชายสวมหมวกไม้ไผ่นั่น!”

“ขอรับอาจารย์!”

ซ่งซานมีท่าทางเคร่งขรึมจริงจังเป็นที่สุด แต่อันที่จริงแล้วกำลังดีใจสุดขีด

ซ่งอวี้เจว๋เป็นทายาทที่ถูกต้องของซ่งจง และมีฐานะเหนือกว่าศิษย์คนอื่น ๆ มาตลอด จนกระทั่งตอนนี้ ตอนนี้ซ่งอวี้เจว๋ตายไปแล้ว และเป็นเวลาที่ซ่งซานจะได้เปล่งประกาย

ถ้าเขาสามารถสืบทอดตำแหน่งและมรดกของซ่งจงได้ เขาก็จะพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า

‘ไม่ว่าฆาตกรจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหน ข้าก็ต้องขอบคุณเจ้า... และเนื่องจากเจ้าช่วยข้าไว้ครั้งหนึ่ง ก็ช่วยข้าอีกครั้ง ให้ข้าตัดหัวเจ้ามาเป็นหลักประกันแก่อนาคตที่สดใสของข้า!”

ซ่งซานหัวเราะร่าด้วยความรื่นเริงในใจพร้อมกับรักษาท่าทางเศร้าโศกเสียใจไว้ได้ เขากำหมัดแน่น

“พวกเราจะล้างแค้นแทนอวี้เจว๋!”

“อืม!”

ซ่งจงส่งซ่งซานด้วยการโบกมือครั้งเดียว ประกายตาเต็มไปด้วยความไม่ชอบใจ ซ่งจงเห็นโลกมามากพอที่จะรู้ความตั้งใจแท้จริงของศิษย์ผู้นี้ แต่เขาก็ต้องทนพวกมันไปก่อนตอนนี้ เขายังต้องใช้งานพวกมันอยู่

เรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือล้างแค้นแทนอวี้เจว๋

“ข้าสอนอวี้เจว๋มากับมือ เขาฝึกวิทยายุทธ์ทะลวงผ่านประตูทองที่สี่ได้เรียบร้อยแล้ว และยังเชี่ยวชาญตำราจิตและเพลงกระบี่ของสำนักกุยหลิง หายากที่จะมีใครในยุทธภพที่จะเป็นคู่มือของเขาได้ เขาตายได้อย่างไร? ได้อย่างไร?!”

ซ่งจงเหลือบมองไปทางซากปรักหักพังด้วยท่าทางโดดเดี่ยว

“หรือจะเป็นคู่อาฆาตของข้า? พวกมันวางแผนลากอวี้เจว๋ลงมาในกับดักนี่ใช่ไหม?”

เขาไม่เคยคิดเลยว่าการตายของซ่งอวี้เจว๋จะเป็นแค่เรื่องบังเอิญทั้งสิ้น ความคิดของซ่งจงวิ่งไปไกลจากความเป็นจริง และเริ่มวางแผนจัดการกับศัตรูเก่า ๆ ของตน

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด