ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปCLS ตอนที่ 2 !

CLS ตอนที่ 1 เด็กหนุ่มผิวขาวซีด


#1: เด็กหนุ่มผิวขาวซีด

 

ตำหนักเทียนเฉวียน ตั้งอยู่บนอาณาจักรเทียนหลงบนภูเขาเสวี่ยซาน สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ทั่วทั้งอาณาจักรเทียนหลงมีสำนักระดับต่ำอยู่มากมาย ในตำหนักเทียนเฉวียนนั้นมีศิษย์อยู่ประมาณพันคน ส่วนมากเป็นศิษย์ผู้หญิง แต่ละคนล้วนแต่งดงามราวกับดอกไม้

 

เพราะที่นี่เต็มไปด้วยหิมะ ทำให้ไม่มีพืชเติบโต เหล่าศิษย์หญิงทั้งหลายพวกนี้จึงเป็นดั่งดอกไม้งามที่เบ่งบานท่ามกลางพายุหิมะ แย้มกลีบล้อพายุ แม้ว่าตำหนักเทียนเฉวียนจะมีอิทธิพลที่ธรรมดา แต่ที่นี่มีหญิงสาวนับไม่ถ้วน นับว่าเป็นสถานที่ชั้นดีที่สำนักทั้งหลายมาเลือกหาคู่บำเพ็ญเต๋า

 

ในตอนนี้ ท่ามกลางหิมะ เหล่าศิษย์หญิงจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังพากันฝึกวิชากันในลานฝึกซ้อม กำลังยกกระบี่ยาววาดลวดลายฝึกกระบวนท่า ทำให้เสียงใสๆ ดังไปทั่วทั้งตำหนัก

 

ขณะเดียวกัน ที่สวนในตำหนักเทียนเฉวียน เด็กหนุ่มที่ผิวขาวซีดกำลังกวัดแกว่งทวนไม้ในมือ แทงออกมาไม่หยุด แต่ละทวนที่แทงออกมาเหมือนกับเค้นพลังทั้งร่างเพื่อแทงออก ยามเมื่อเกล็ดหิมะตกลงมา ทวนในมือของเขาก็จะแทงออกไปอย่างดุร้าย ทำให้เกล็ดหิมะแตกออกกลายเป็นละอองขาวๆ นับไม่ถ้วนรอบตัวเขา

 

หลังจากกวัดแกว่งอยู่สองสามครั้ง เขาก็หยุดหายใจ แหงนหน้ามองไปบนฟ้า

 

เขาหวนคิดถึงความทรงจำเมื่อชีวิตก่อน

 

.........................

 

เขาชื่ออี้เทียนหยุน เป็นคนติดเกม คืนหนึ่ง ขณะที่มีพายุฝน อยู่ๆ ฟ้าก็ผ่าลงมา เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังหมดสติ ในช่วงนาทีสุดท้ายนั้น เขาสัมผัสได้ว่าตัวเองกำลังจะตายจากสายฟ้าที่ผ่าลงมา แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับเขา

 

เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองได้มาอยู่ยังที่แห่งนี้แล้ว ในหัวของเขาก็มีความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยผุดขึ้นมา เจ้าของร่างนี้ได้ตายไปแล้ว เหตุเพราะโหมฝึกจนเกินขีดจำกัด ทำให้ร่างกายรับไม่ไหวจนตายไป อย่างเช่นที่เขาได้ทำมันอยู่ในตอนนี้

 

มีคำกล่าวที่ว่าเมื่อรู้ก็อย่าได้ทำมัน เพราะเขาไม่รู้ว่าร่างกายนี้จะทนได้นานแค่ไหน ร่างกายนี้ช่างน่าผิดหวังจริงๆ

 

“หรือว่าจะไม่มีหนทางจริงๆ?”

 

ใบหน้าของเขาขาวซีด ดูอ่อนแอ ดูไม่เหมือนผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง แต่เหมือนกับเด็กผู้หญิงที่ดูเปราะบาง เหมือนกับว่าแค่แตะก็จะพังได้ทุกเมื่อ

 

“เอาอีกครั้ง!”

 

เขาตะโกนเสียงดัง แทงออกไปอย่างเดือดดาล เกิดพายุหมุนรอบๆ ทวนยาวที่เขาแทงออกไป หิมะที่อยู่ตรงหน้าถูกทำลาย กลายเป็นละอองนับไม่ถ้วน ค่อยๆ ตกลงมาจากอากาศอย่างช้าๆ เกิดเป็นภาพที่งดงาม! แต่ว่าร่างกายที่ผิวขาวซีดของเขาเมื่อเทียบกับละอองหิมะนี้แล้วก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

 

ผิวของเขาซีดลงยิ่งกว่าเก่า เมื่อไม่มีเลือดฉี ก็ไม่สามารถฝึกวิชายุทธ์ได้

 

เมื่อฝึกวิชายุทธ์ไม่ได้ ไม่เพียงแต่ชีวิตจะสั้นเท่านั้น การที่อยากจะบ่มเพาะยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ใหญ่ นี่ก็เหมือนกับร่างกายที่ไม่มีเลือด แล้วจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร? เด็กหนุ่มในตอนนี้ใบหน้าขาวซีด ไร้ซึ่งเลือดฉี ดูราวกับจะตายได้ทุกขณะ

 

แล้วยิ่งมาที่ลานฝึกด้วยสภาพแบบนี้ ไม่ต่างกับเดินเข้าหาโลงศพ ดังนั้น สิ่งที่เขาทำได้มากที่สุดคือการออกกำลังกายเท่านั้น ซึ่งห่างจากการฝึกวิชายุทธ์มาก

 

“แค่ก.....”

 

หน้าของเขากลายเป็นมีเลือดฝาดขึ้นมาโดยพลัน มีสีเลือดที่หาได้ยาก เขาไออย่างรุนแรงจนต้องทรุดเข่าลงกับพื้น นี่มันผู้ฝึกวิชายุทธ์ที่ไหนกัน นี่มันคนป่วยชัดๆ เพราะเมื่อกี้ฝึกเกินตัวเกินไป ทำให้ร่างกายเหมือนจะทนไม่ไหว

 

“นายน้อย ทำไมท่านออกมาฝึกอย่างนี้ นี่มีแต่จะทำให้ร่างกายของท่านแย่ลง!” ในตอนนี้เอง ข้ารับใช้ก็ได้วิ่งออกมาจากตำหนัก มองมายังเด็กหนุ่มที่ยังไอไม่หยุด ในนัยน์ตาที่งดงามเผยให้เห็นร่องรอยของความกล่าวโทษ ทั้งยังมากไปด้วยความห่วงใย

 

เธอหยิบเสื้อจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคลุมให้กับเด็กหนุ่มคนนี้ เพื่อที่จะฝึกยุทธ์ ดังนั้นบนตัวเขาจึงไม่มีเสื้ออยู่ ภายใต้อากาศที่หนาวเย็น ประกอบกับร่างกายที่เปราะบาง เขาไม่ต่างกับคนบ้าที่ไม่อยากมีชีวิต

 

“พี่สาวเสี่ยวเหลียน ข้าไม่เป็นไร ข้าแค่อยากขยับร่างกายไม่ให้กระดูกแข็งไปเท่านั้น.....” อี้เทียนหยุนกลั้นอาการไอ จากใบหน้าซีดขาว ปั้นยิ้มขึ้นมา บอกว่าไม่เป็นไร

 

ฐานะอีกอย่างของเขาก็คือนายน้อยของตำหนักเทียนเฉวียน เจ้าตำหนักของตำหนักเทียนเฉวียนคนปัจจุบันคือน้าของเขา แต่ไม่ใช่น้าแท้ๆ ตัวเขาถูกแม่แท้ๆ ทิ้งเขาไว้กับเธอ และหายตัวไปจนตอนนี้ก็ยังไม่เจอตัว

 

เมื่อพูดจบเขาก็ยืนขึ้น โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเสี่ยวเหลียน เพื่อบอกว่าเขาไม่เป็นไร

 

เสี่ยวเหลียนมองเขาลุกขึ้น เมื่อยืนยันได้ว่าอี้เทียนหยุนไม่เป็นอะไร เธอก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า “ท่านเจ้าตำหนักให้ข้ามาตามนายน้อยไปที่ตำหนักหลัก ข้าตามหาท่านมาสักพักแล้วก็ไม่เจอ ที่แท้ท่านก็มาฝึกอยู่ที่นี่..... นายน้อย ข้ารู้ว่าท่านอยากจะฝึกวิชายุทธ์ แต่ด้วยสภาพในตอนนี้ของท่าน ถ้าท่านฝึกต่อไป......”

 

คำพูดต่อจากนั้น เสี่ยวเหลียนลังเลไม่กล้าพูดออกไป

 

“ถ้ายังฝึกต่อไป สุดท้ายก็จะตายใช่ไหมล่ะ?” อี้เทียนหยุนส่งยิ้มใจเย็นออกมา เขาพูดอย่างไม่กังวลว่า “เรื่องนี้ข้ารู้ดี ร่างกายที่ไม่มีเลือดฉีแม้แต่น้อย ไม่อาจฝึกวิชายุทธ์ได้ ทั้งยังไม่อาจบ่มเพาะ แต่ข้าไม่อยากจบแบบนี้ ข้าไม่เชื่อว่าสวรรค์จะใจร้ายอย่างนั้น!”

 

พรสวรรค์ของเขาไม่ได้แย่ เพียงแค่ไม่มีเลือดฉีซึ่งเป็นสิ่งสำคัญนี้เท่านั้น แต่ถึงจะมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งแล้วยังไง ตราบเท่าที่ปราศจากเลือดฉี ชีวิตก็จะหาไม่ แล้วยังจะต้องการพรสวรรค์ไปทำไม?

 

“นายน้อย.....” เบ้าตาของเสี่ยวเหลียนแดงก่ำ เธออายุมากกว่าอี้เทียนหยุนสองสามปี สามารถพูดได้ว่าเธอเป็นผู้ที่เห็นอี้เทียนหยุนเติบโตมากับตา คำว่าตายนี้ ทำให้เธอเสียใจไปทั้งชีวิต

 

“เลิกคุยเรื่องนี้กันเถอะ พวกเราต้องรีบไปตำหนักหลักไม่ใช่เหรอ ไม่รู้ว่าท่านน้าเรียกหาข้าไปทำอะไร” อี้เทียนหยุนวางทวนไว้ที่แคร่อาวุธที่อยู่ใกล้ๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปในตำหนัก

 

เมื่อเดินเข้ามาในตำหนัก ข้างในนี้อุ่นกว่าข้างนอกมาก เขาที่เพิ่งเข้ามาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ในนี้มีแต่ผู้หญิง เป็นดั่งสวรรค์ของมนุษย์ผู้ชาย มีคนข้างนอกมากมายอยากจะเข้ามาเป็นศิษย์ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้ามาได้ ที่นี่รับเพียงศิษย์สายนอกที่เป็นผู้ชายไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นศิษย์ผู้หญิง

 

ศิษย์ผู้หญิงสายนอกมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและไม่พอใจ

 

ที่พวกเธอเกลียดชังและไม่พอใจอี้เทียนหยุนนั้น นอกจากเขาจะเป็นขยะที่จะตายในอีกไม่ช้าแล้ว อีกเหตุผลก็คือเขาเป็นบุตรชายของเจ้าตำหนัก ตำหนักเทียนเฉวียนมีกฎระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเจ้าตำหนักห้ามแต่งงานอย่างเด็ดขาด แต่มารดาของอี้เทียนหยุนกลับละเลยกฎ หลังจากให้กำเนิดเขาแล้วยังหนีตามผู้ชายไปอีก!

 

ถ้าไม่ใช่เพราะน้าของเขาคอยดูอยู่ อี้เทียนหยุนคงถูกโยนออกไปจากที่นี่แล้ว

 

แม้พี่สาวเสี่ยวเหลียนจะเรียกเขาว่านายน้อย แต่คนอื่นไม่ได้เรียกเขาว่านายน้อย กระทั่งไม่แม้แต่จะไว้หน้าเขาด้วยซ้ำ พวกเธอเรียกอี้เทียนหยุนว่าขยะ ไม่ก็ไข่เน่า

 

เผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ ภายนอกอี้เทียนหยุนทำเป็นไม่สนใจ แต่ความรู้สึกข้างในของเขากลับเย็นเหยียบ รับรู้ถึงความจริงข้อนี้ดี เมื่อเขาเจอกับสายตาที่มองมาอย่างดูถูกในแต่ละครั้ง เขาจะกำหมัดแน่น ความรู้สึกข้างในโกรธจนไม่รู้จะพูดยังไง แต่ว่าเขาไม่มีความสามารถที่จะเปลี่ยนความจริงนี้

 

หลายครั้งที่เขาคิดอยากจะหนีไปจากที่นี่ แต่เมื่อเขาคิดถึงน้าของเขา เขาก็ไม่อาจตัดใจไปจากที่นี่ได้

 

“เทียนหยุนเจ้ามาแล้ว เจ้าแอบไปฝึกมาอีกแล้วใช่ไหม!” พร้อมๆ กับเสียงที่ดังมา หญิงสาวร่างเล็กที่งดงามก็ได้เดินมา  ดูจากรูปลักษณ์ อายุของเธอประมาณ 20 ปี เทียบกับเขาแล้วห่างกันไม่มาก

 

แต่เมื่อเธอเดินมา เหล่าศิษย์หญิงรอบๆ ก็พากันก้มหัว พร้อมกับร้องทักทายด้วยความเคารพ “ท่านเจ้าตำหนัก!”

 

หญิงสาวคนนี้คือน้าของอี้เทียนหยุน ชิเสวี่ยอวิ๋น เป็นเจ้าตำหนักคนปัจจุบันของตำหนักเทียนเฉวียน สามารถเป็นเจ้าตำหนักได้ พรสวรรค์ของเธอนั้นน่าตื่นตะลึงมาก ยามอายุได้ 20 ปี พื้นฐานฝึกตนของเธอก็ได้มาถึงขั้นหลอมรวมแล้ว! ต้องรู้ว่าด้วยอายุเท่านี้ ธรรมดาแล้วจะมีพลังอยู่ในขั้นปรับแต่งวิญญาณเท่านั้น

 

“ท่านน้า” อี้เทียนหยุนมองไปยังชิเสวี่ยอวิ๋นที่มีท่าทางโมโห ในใจก็ให้ยิ้มออกมา ทั่วทั้งตำหนักเทียนเฉวียนนี้ คนที่ห่วงใยเขาที่สุดก็คือชิเสวี่ยอวิ๋นคนนี้

 

เมื่อเห็นเธอ ในใจอี้เทียนหยุนก็ให้รู้สึกอบอุ่น ตอนแรกที่เขามายังโลกแห่งนี้ เขารู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก ปีนั้นชิเสวี่ยอวิ๋นได้อยู่เป็นเพื่อนเขา ห่วงใยเขา ทำให้ยอมรับความจริงนี้ หลังจากยอมรับความทรงจำก่อนหน้าทั้งหมด ทำให้เขาไม่หมดอาลัยตายอยากอีก เขามุ่งมั่นอยู่กับการฝึกฝน เพื่อให้ชีวิตที่จะตายในอีกไม่กี่วันได้มีชีวิตต่อ

 

ไม่มีใครห่วงใยเขาเท่ากับเธอ การถามไถ่ทำให้เขารู้ว่าเธอเป็นห่วง เมื่อมองดูใบหน้าที่งดงามนี้ ทำให้เขานึกถึงเรื่องที่นานมาแล้ว ชิเสวี่ยอวิ๋นเหมือนกับพี่สาวของเขา เธอทำให้เขาโตขึ้น ในช่วงฝึกฝน เธอจะอยู่ข้างๆ ไม่ปล่อยให้ใครรังแกเขา แม้แต่ผู้อาวุโสของตำหนักเทียนเฉวียน เพื่อเขาแล้ว ชิเสวี่ยอวิ๋นถึงกับกล้าโต้แย้งกับผู้อาวุโสพวกนั้น

 

พรสวรรค์ของชิเสวี่ยอวิ๋นน่าตื่นตะลึงยิ่ง ผู้อาวุโสพวกนั้นไม่อยากให้เขาอยู่ที่นี่ การให้ตำหนักกับไข่เน่าๆ ฟองหนึ่ง ที่ไม่สามารถบ่มเพาะได้ มันเป็นการเสียเปล่า การบ่มเพาะนั้น ถ้าไม่มีเลือดฉี ฝึกต่อไปมีแต่ทางตายสายเดียวเท่านั้น แล้วพวกเธอยังจะต้องเสียทรัพยากรไปกับขยะแบบนี้ไปทำไม?

 

“ตุบ!”

 

ชิเสวี่ยอวิ๋นเขกหัวเขาเบาๆ ย่นจมูกงามๆ ของเธอแล้วพูดว่า “ข้าไม่โทษเจ้าที่เจ้าไปฝึก แต่ว่าอย่าหักโหมเกินไป ไม่อย่างนั้นมันจะทำให้เจ้าบาดเจ็บ!”

 

หลังจากพูดจบ เธอก็หยิบกล่องออกมาจากอกเสื้อ หลังจากที่เปิดกล่องออก กลิ่นของเลือดฉีที่เข้มข้นก็ลอยออกมาจากล่องหยกนั้น หลังจากที่ลูกศิษย์รอบๆ เห็นมันก็พากันร้องอุทานออกมา ท่าทางของทุกคนเต็มไปด้วยความอิจฉา แต่พวกเธอก็ทำอะไรไม่ได้

 

ใครใช้ให้เจ้าขยะนี่เป็นครอบครัวของเจ้าตำหนักกัน? นี่เป็นสิ่งที่ชิเสวี่ยอวิ๋นนำมาจากข้างนอกโดยเฉพาะ ตราบเท่าที่อำนาจของเธอเอื้ออำนวย เธอจะพยายามหายามามอบให้อี้เทียนหยุนอยู่เป็นประจำโดยไม่รู้สึกเสียดาย

 

“นี่ นี่คือเม็ดยาเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์.....” เมื่ออี้เทียนหยุนเห็นเม็ดยาเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์ก็ตัวสั่นเทิ้ม ของสิ่งนี้ล้ำค่าอย่างมาก มันสามารถเพิ่มเลือดฉีให้อย่างมากมาย ไม่รู้ว่าชิเสวี่ยอวิ๋นต้องจ่ายไปมากมายเท่าไหร่ถึงจะได้ยาเม็ดนี้มา

 

“ใช่แล้ว นี่คือเม็ดยาเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์ เจ้ารับไปสิ มันจะช่วยปรับปรุงเลือดฉีในร่างเจ้าได้มหาศาล” ชิเสวี่ยอวิ๋นยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่สนใจถึงราคาของเม็ดยาเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์นี้ เพียงต้องการให้ร่างกายของอี้เทียนหยุนดีขึ้นเท่านั้น

 

“แต่.....” เบ้าตาอี้เทียนหยุนแดงก่ำ เขารู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมาก ปีนี้น้าของเขาได้หายาเพิ่มเลือดฉีมาให้เขามากมาย แต่กลับไม่มีผลอะไรกับเขามากนัก ทำได้เพียงต่อชีวิตให้กับเขาเท่านั้น ครั้งนี้ก็คงจะเหมือนกัน เพียงแต่คราวนี้ล้ำค่ากว่า เพราะเป็นถึงเม็ดยาเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์

 

“ไม่ต้องสนใจเรื่องอะไรทั้งนั้น รักษาร่างกายเจ้าให้ดีก็พอ แบบนี้ถึงจะเป็นการตอบแทนข้าได้ดีที่สุด เจ้าไม่คิดอย่างนั้นเหรอ?” ชิเสวี่ยอวิ๋นยื่นมือออกมาบีบใบหน้าซีดๆ ของเขาอย่างเบามือ เหมือนกับเด็กซนคนหนึ่ง

 

“ครับ!” อี้เทียนหยุนพยักหน้าซ้ำๆ เขารู้ว่าตอนนี้ต้องทำอะไร นั่นก็คือการฟื้นฟูร่างกายของตนให้ดี นี่จึงจะเป็นการตอบแทนที่ดีที่สุด!

 

“ท่านเจ้าตำหนัก คนของนิกายเทียนหลิงมาค่ะ!” ในตอนนี้เอง ได้มีลูกศิษย์เดินเข้ามารายงานอย่างรีบร้อน

 

“นิกายเทียนหลิงมาอย่างงั้นเหรอ?” คิ้วสีดำของชิเสวี่ยอวิ๋นขมวดมุ่น จิตสังหารบางเบาเล็ดลอดออกมาจากตาของเธอ เมื่อเทียบกับท่าทางที่แสดงกับอี้เทียนหยุนเมื่อกี้แล้ว ต่างกันราวฟ้ากับดิน แสดงภาพลักษณ์ของเจ้าตำหนักออกมาเต็มเปี่ยม จากนั้นเธอก็หันมาพูดกับอี้เทียนหยุนด้วยรอยยิ้มว่า “ขอน้าไปจัดการเรื่องบางอย่างก่อน เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”

 

พี่สาวเสี่ยวเหลียนก็พยักหน้าให้กับเขา เธอต้องไปจัดการเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน นี่เป็นเรื่องใหญ่

 

“อืม ข้าทราบแล้ว” อี้เทียนหยุนพยักหน้า มองตามหลังของชิเสวี่ยอวิ๋นที่จากไป เขากำหมัดแน่น เขามีไม่วิธีอะไรที่จะช่วยได้จริงๆ

 

นิกายเทียนหลิงมา เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการเข้าร่วมซากโบราณสถาน เรื่องนี้เขารู้ดี แต่ไม่มีหนหางช่วยเหลือ

 

“คงต้องลองใช้เม็ดยาเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์นี้ดู ดูสิว่ามันจะช่วยฟื้นฟูเลือดฉีของข้าได้ไหม.....” อี้เทียนหยุนรับเม็ดยาเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์นี้มา จากนั้นก็หมุนตัวเดินไปยังห้องของตัวเอง

 

เมื่อเขาเดินออกมาจากสนามหญ้านั้น ก็ได้มีสามร่างขวางหน้าเขาอยู่

 

“ไม่ทราบว่านายน้อยของพวกเราจะมอบเม็ดยาเลือดมังกรศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกเราได้ไหม? เร็วๆ นี้พวกเราต้องทะลวงผ่าน ให้ยานี้กับพวกเราดีกว่าให้เจ้าที่ใช้แล้วไม่เห็นผลเป็นไหนๆ”

 

“ใช่ มอบให้พวกเราดีกว่า หลังจากนี้เมื่อถึงเวลาลงเขา พวกเราจะพาเจ้าลงไปดูโลกภายนอก!”

 

“ใช่ เจ้าใช้ไปก็เสียของเปล่า ให้พวกเราใช้ดีกว่า!”

 

ศิษย์ชายสามคนที่เพิ่งรับเข้ามา แท้จริงแล้วเป็นศิษย์นอกตำหนักที่ถูกบังคับให้รับเข้ามา ทั้งสามคนไม่ใช่ศิษย์ของตำหนักเทียนเฉวียน ฟังจากน้ำเสียงของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้เรื่องที่อี้เทียนหยุนเป็นขยะ แม้จะเข้ามาไม่นาน แต่พวกเขาก็รู้ว่าอี้เทียนหยุนเป็นขยะที่คอยแต่หลบอยู่หลังผู้หญิง!

 

“ถ้าข้าบอกว่าไม่ให้ล่ะ?” สายตาของอี้เทียนหยุนเย็นชา นี่เป็นของที่น้าของเขามอบให้ เขาจะไปยกให้คนอื่นได้ยังไง!

 

 

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด