ตอนที่แล้วบทที่ 29 วรยุทธ์และพลังป้องกัน
ทั้งหมดรายชื่อตอน

บทที่ 30 ตะลึง! อึ้ง! ทึ่งกันทั้งบาง!!!

 

นครศักดิ์สิทธิ์ หรือในชื่อนครซาลันเวลิเบีย เมืองในตำนานแรกเริ่มอันเก่าแก่ที่สุดของทวีปเอซิเรีย ที่มีการเขียนบันทึกเอาไว้ในจารึกกระดองเต่าและจารึกดินเหนียวย้อนกลับไปนับพันปี ชื่อเมืองมีรากศัพท์ภาษาโบราณของชนชาวอมนุษย์ ชาวคนแคระ ปีศาจ มนุษย์และเผ่ามังกร มีนามความหมายโดยสังเขปว่า ศูนย์กลางของเหล่าเทพเจ้าผู้ให้กำเนิดสรรพสัตว์ ตำนานและอารยธรรมลี้ลับ

 

จุดกำเนิดนครแห่งนี้ก่อนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างจักรวรรดิอาคเนย์และซิเรเดล เล่าถึงในอดีตไร้พรมแดน นครซาลันเวลิเบียเป็นศูนย์กลางสิ่งมีชีวิตชนเผ่าทั่วทั้งมวล เป็นจุดกำเนิดตำนานศาสนาอันสำคัญของเอซิเรีย รวมถึงมีตำนานว่าจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ตนแรกก็ถือกำเนิดที่ดินแดนแห่งนี้

 

ทุกอย่างสงบสุขมาเนิ่นนานกระทั่งเกิดจุดแตกหักระหว่างเผ่าพันธุ์ สาเหตุนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ชาวต้าจินเชื่อว่าเป็นเพราะยุคเสื่อมดังตำนานพื้นเมืองของตน

 

ไม่ว่าด้วยเหตุผลผลใด หากแต่สิ่งที่เกิดทำให้เกิดเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์เรียกขานเอาไว้ว่าเป็น การอพยพครั้งใหญ่แห่งนครศักดิ์สิทธิ์ ขึ้น กล่าวคือเกิดการเคลื่อนย้ายมวลชนจำนวนมากมหาศาลออกไปจากนครศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นจุดกำเนิดยุคปัจจุบันขึ้น

 

ตำนานกล่าวถึงเทพเจ้าทั้งสามได้ชี้นำเหล่านักบวชและผู้ศรัทธาไปยังดินแดนแห่งใหม่ พวกเขาได้อพยพไปสร้างบ้านเมืองทางด้านพายัพ เหล่านักบวชกับผู้เลื่อมใสในศาสนาได้ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมากมาย ภายหลังเมืองทั้งหลายได้รวมกันในชื่อ จักรวรรดิศวาติ

 

มวลชนภายใต้ความคุ้มครองของพญามังกรเฮอเหลียวและองค์ปฐมกษัตริย์จักรพรรดิองค์แรก ได้เคลื่อนตัวย้ายผู้คน ไปตั้งถิ่นฐานไปยังทิศอุดร พวกเขาสถาปนาเมืองหลวงเทียนอันขึ้นมา และสถาปนาจักรวรรดิต้าจินขึ้นในเวลาต่อมา

 

ในขณะที่มวลชนปีศาจ อสูรทั้งหลายภายใต้การนำทางของจอมมารตนแรก ได้เคลื่อนย้ายตนไปยังทิศหรดี พวกเขาท่องไปทั่วดินแดนที่เหลือ ไม่มีการลงหลักปักฐานที่แน่ชัด กระทั่งจอมมารสิ้นชีพลง เหล่าปีศาจก็กระจายกันออกไปตั้งตนเป็นอิสระ ดินแดนภายใต้การเดินทางของจอมมารตนแรก ภายหลังจากการพิชิตของจ้าวฑีคา ก็ถูกสถาปนาเป็นจักรวรรดิดินแดนซิเรเดล

 

ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่เดินทาง ได้ปรากฏหลักฐานว่ามีการปักหลักทางภูเขาสูงทางทิศอาคเนย์ พวกเขาต่างมีผู้นำของตนเอง จึงเกิดการกระจายตัว เกิดการเคลื่อนย้ายในอีกหลายครั้งต่อมา ดังนั้นในปัจจุบันในการสถาปนาตนเป็นจักรวรรดิ พวกเขาจึงเรียกขานตนเองตามจุดที่เคยร่วมตัวว่า ชาวอาคเนย์ มานับแต่นั้น…

 

บริเวณจุดกระจายตัวตรงหุบเขาแห่งจักรวรรดิอาคเนย์ก็คือ หุบเขาแห่งสรรพสัตว์ คลอเคเทีย

 

หนึ่งในตระกูลใหญ่ที่อาศัยในจุดกระจายตัวครั้งแรกของชนชาวอาคเนย์ ที่หุบเขาคลอเคเทียนั้นคือตระกูล คาสต้า

 

พวกเขาเป็นตระกูลใหญ่ ผู้นำชนเผ่ามนุษย์ที่มีมนตราคาถาในด้านอัญเชิญสัตว์เวทย์ พวกเขามีพลังที่เรียกว่า พลังมานา หรือ พลังแห่งธรรมชาติ เพื่อใช้ในการร่ายอัญเชิญสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดออกมาเพื่อภารกิจต่างๆ ได้ ซึ่งเมื่อพลังผู้ใช้มานาหมด คลายพลังหรือเสียชีวิต สัตว์มนตราเหล่านี้จะหายไป…

 

ในปัจจุบันตระกูลคาสต้าเป็นที่ยำเกรงและเคารพของผู้คนอยู่เสมอ ในฐานะเชื้อสายตระกูลที่มีชื่อเสียง แต่ทว่าน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวภายในตระกูลอันเก่าแก่แห่งนี้ พวกเขาปลีกวิเวกและซ่อนตัวจากโลกภายนอกเสมอ

 

ซึ่งแทบไม่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตัวของ จิล คาสต้า หนึ่งในเจ็ดผู้กล้าสมัยสงครามมารและมนุษย์

 

เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถในการใช้คาถาอัญเชิญสัตว์เวทย์ ว่ากันว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง มีพรสวรรค์และอายุน้อยที่สุดเท่าที่ตระกูลเคยมีมา เนื่องจากภายในตระกูลมีความขัดแย้งกันสูง เขาจึงหันหลังให้กับทางบ้านและอาศัยอยู่ในชานเมืองของนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ นับตั้งแต่จบสงคราม

 

สิ่งที่เขาทำก็คือการใช้ชีวิตอย่างสมถะและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรชนิดต่างๆ

 

ปัจจุบันนี้เขามีอายุได้สิบห้าปีบริบูรณ์ [สมัยในสงครามตบตาชาวบ้านว่าอายุสิบแปด] ตอนนี้รูปร่างสมส่วนเข้าขั้นสง่า สมกับที่เกิดในตระกูลดี ใบหน้าเรียว มีผมสีฟ้าเข้ม เสื้อผ้าหน้าผมสะอาดสะอ้าน มีบุคลิกและหน้าตาที่ดูอ่อนหวาน เคยมีบางคนกล่าวว่าเขามีบุคลิกคล้ายผู้หญิงก็ไม่ป่าน แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้สนใจแก้ต่างอะไรในเรื่องนี้นัก

 

ในวันนี้เขาได้มาทำการวิจัยเรื่องเกี่ยวกับสัตว์อสูรของเขาเช่นเคย ทว่าในครั้งนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้

 

แม้ว่าจิลจะได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะในเรื่องการใช้เวทย์มนต์อัญเชิญ แต่ในการวิเคราะห์เชิงลึก ก็จำเป็นต้องใช้มนตราศักดิ์สิทธิ์ โดยหลักการแล้วมักใช้ได้แต่เพียงนักบวชเท่านั้น

 

ดังนั้นสิ่งที่ชายหนุ่มได้ทำก็คือ การมาเข้ามาในนครศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตามหาเหล่านักบวชไปช่วยการวิจัยของเขา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะโดนปฏิเสธ

 

‘เพราะอะไรถึงมาช่วยงานวิจัยของข้าไม่ได้’ นักใช้มนตราสัตว์อัญเชิญอัจฉริยะเคยถามออกไป และคำตอบที่ได้จากเหล่านักบวชก็คือ ‘ไม่มีนักบวชคนไหนอยากจะไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ทำการวิจัยลี้ลับกับสัตว์อสูรอันโหดร้ายหรอก’

 

และในขณะที่ผู้กล้าวัยสิบห้าปีกำลังยอมแพ้และตัดสินใจกำลังจะเดินกลับบ้านของตนเอง

 

เขาก็ได้ยินเรานักบวชคุยกัน ว่ากำลังจะมีขบวนเดินทางของนักบวชผู้หนึ่งก็เดินทางมาที่เมืองนี้พอดี…

 

จิล ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดรอดไปได้ สิ่งที่เขาทำคือการเดินไปขวางขบวนที่เดินทางมาถึง และแน่นอน เหล่าทหารพยายาม กันเขาออกไปไม่ให้มายุ่งกับขบวน จนเกิดเสียงดังเอ็ดตะโรไปทั่ว จะนักบวชในขบวนต้องออกมาดูจากรถม้า

 

และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผู้กล้าวัยเยาว์ได้พบกับหลี่ ลูกศิษย์ของผู้กล้าเมย์ เพื่อนร่วมรบในคณะผู้กล้าของเขา

 

“ท่านนักบวช มากับข้าเถอะครับ”จิลกล่าว พลางคุกเข่า

 

ประหนึ่งภาพการขอสารภาพรักต่อหน้าสายตามวลมหาประชาชนที่สัญจรอยู่…เสียงความตกตะลึงจึงบังเกิดไปทั่วนครศักดิ์สิทธิ์ในทันที

 

 

 

 

 

[ในขณะเดียวกัน อีกฝั่งทะเล เมืองลินเดคอป เกาะเวนิเซียนา ]

 

“ปล่อยข้าลงไปนะ!?”เสียงหญิงสาวดังขึ้น เธอกำลังถูกอุ้มโดยอมนุษย์ร่างยักษ์ท่ามกลางเวลาราตรี

 

“ขาเจ้าเป็นแบบนี้ยังวิ่งไม่ได้”อีกฝ่ายแย้งขณะประคองร่างของเธอไว้”…ไม่เป็นไรหรอก ตัวเบากว่ากระสอบมวยตั้งเยอะ!”

 

“ทุเรศ! เปรียบข้ากับอะไรเนี่ย”หล่อนตวาดด้วยความโกรธ

 

คารันต์อุ้มอัซวาออกมาจากวงต่อสู้มาสักพักหนึ่งแล้ว ผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้เลือกที่จะช่วยเหลือคุณหนูออกจากอันตรายก่อน ในขณะนี้เท้าของหญิงสาวยังไม่หายดี คารันต์จึงเลือกพาหนี

 

“ท่านเป็นใครกันแน่?”อัซวาถามอีกฝ่ายในขณะอยู่บนอ้อมแขนของอีกฝ่าย”จัดการคนเป็นสิบได้ด้วยตัวคนเดียวแบบนี้?”

 

“ข้าเป็นครูสอนออกกำลังกายธรรมดาน่ะ”คารันต์ตอบตามตรง “ถึงข้าจะหัวไม่ดีเท่าไร แต่ดูแล้ว พี่ชายคุณหนูจะไม่รี่รอให้พวกเราได้พักในคืนนี้แล้วล่ะ”เขาเอ่ย

 

อัซวาเห็นด้วย พี่ชายหัวเสียของเธอหายตัวไปก่อนหน้านั้นแล้ว บางทีไม่ช้าต้องกลับมาพร้อมพวกจำนวนมากอีกเป็นแน่ คนผู้นี้ไม่คิดรามือง่ายๆ…

 

“เราต้องหาทางหนีไปจากที่นี่”หญิงสาวเสนอพลางชี้ไปยังถ้ำตรงชายทะเลแห่งหนึ่งใกล้ๆ”ถ้าจำไม่ผิดถ้ำแถวนี้ น่าจะมีทางลับอยู่!”

 

คารันต์เหลือบมองชายทะเลที่อยู่ติดจากที่นี่ จริงดังว่าไว้ มีถ้ำอยู่ดังที่หญิงสาวกล่าวมา”เดี๋ยวนะ? มีอะไรแบบทางลับอยู่ด้วยเหรอ? เจ้ารู้ได้ไง?”คารันต์โต้เพราะนึกเอะใจ กระนั้นก็ยังวิ่งต่อไปถ้ำแถบนั้น…

 

“สมัยก่อนตอนท่านพ่อมากับท่านผู้กล้าจารชนเคยมาพูดคุย วางผังแปลนไว้ ข้าแอบเห็นมาน่ะ”อัซวากล่าว”แน่นอนว่าพี่ชายข้าไม่รู้!”

 

“ถ้ำฝีมือเจ้ากาลิคนี่เอง ไปสิ ถ้าเป็นฝีมือเจ้านั้นก็เชื่อใจได้!”

 

เมื่อได้ยินชื่อว่าผู้กล้าในตำนาน อัซวาก็มองค้อนไปยังคารันต์ด้วยความสงสัย กระนั้นเธอก็เลือกที่จะนำทาง”…ทางนี้”หล่อนชี้นิ้วบอกทิศ

 

ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำขนาดใหญ่ติดทะเลและป่า มีพื้นที่ภายในกว้างขวางประหนึ่งถูกใช้เพื่อเตรียมเป็นโกดังหรือที่กบดานของพ่อค้าท้องถิ้น

 

เมื่อผ่านมาสักระยะ อัซวาที่มองคารันต์ก็อดใจไม่อยู่ จึงโพล่งถามออกมา”นี่หรือว่า ท่านเป็นผู้กล้าคารันต์ในตำนานจริงหรือ!?”

 

“เรื่องสมัยก่อนน่ะ”คารันต์หยักไหล่”เจ้าสงสัยอะไรเหรอ?”

 

“คือข้าได้ยินเรื่องเกี่ยวกับผู้กล้ามากมายจากท่านพ่อ”อัซวากล่าวภายใต้ความมืดในถ้ำ ทำให้เธอเริ่มรู้สึกหวาดกลัว”เป็นไปได้อย่างไงกันที่ผู้กล้ามาอยู่บนเกาะโดยที่ไม่มีใครรู้ได้!?”

 

 

“…เมื่อกี้ใครพูดว่าผู้กล้านะ หมายถึงข้าหรือเปล่า?”

 

 

เสียงหนึ่งน่าขนลุกต่อกระซิบข้างหูของหญิงสาว…

 

“กริ๊ดดดด ผีหลอก!!!”

พูดจบ กำปั้นของหญิงสาวก็พุ่งไปยังต้นเสียงในทันที!!!

 

โผละ !

 

 

 

 

 

“อรั่ก เอื้อ! จมูกข้า! หักไปแล้ว!! หักจ้าาาาา!”เสียงของบุรุษชุดดำกรีดร้องเสียงหลงตามมา เข่าทรุดลงกับพื้นถ้ำแทบจะทันที

 

คารันต์ผู้ได้ยินเสียงและอาศัยแสงจันทร์สลัวมองร่างอีกฝ่าย ซึ่งปรากฏกายในถ้ำโดยที่เขาไม่รู้ตัว”เอ้ะ…เสียงแบบนี้มัน…เจ้ากาลิคเหรอ!?”เขาพูดขึ้น

 

“คารันต์?”จารชนร่างผอมลุกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนร่วมรบกลุ่มผู้กล้า ความประหลาดใจและเจ็บปวดมาพร้อมกันจนเขาวางตัวไม่ถูก อยู่ในสภาวะอ้ำอึ้ง “คารันต์..เจ้ามาอยู่ที่นี่ อู้ย! บนเกาะทะเลเพลิง อ๊าก! ได้ไง?”

 

 

 

[ไม่ไกลกันนัก ณ พระราชวังต้าจิน ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง]

 

 

“ท่านซือหลินไปหานมเด็กมาได้อย่างไรกันนะ”เวทินกล่าวต่อฟาน ในขณะที่รอเพตรากลับมาระหว่างไปหยิบข้าวเช้า”จะว่าไประหว่างเดินทาง นอกจากอาหารเด็กแล้ว เหมือนจะเห็นท่านให้น้องฟานกินนมอยู่แว่บๆ”เด็กชายนักบวชพิจารณาด้วยความสงสัย

 

“ดูเหมือนมีปริศนาที่เราไม่รู้เกี่ยวกับผู้กล้าซือหลินอยู่เยอะไม่น้อย”นักบวชวัยสิบปีเอ่ย”เจ้าคิดเช่นนั้นไหม น้องฟาน”

 

“อ้อแอ้!”ทารกวัยเกือบขวบปีร้องเหมือนคุยกันรู้เรื่อง

 

“เรามารอท่านเพตราที่นี่กันเถอะ”

 

วิ้ง วิ้ง! แสงสว่างปริศนาปรากฏขึ้น ผ่านดวงตาของเวทิน…

 

“ฮืม”ฉับพลันในดวงตาของเวทินก็สัมผัสถึงบางสิ่ง คล้ายประกายไฟเจิดจ้า”อะไรแว่บๆกันนะ”

 

วาบ!

 

“เหวอ!?”เขาตะโกนดัง เมื่อแสงสว่างอาบร่างของตนในชั่วพริบตา

 

เด็กชายมองเห็นภาพบางอย่าง คล้ายกำลังแสดงให้เขาเห็น

 

“นิมิตแห่งเทพเจ้า?เราสามารถเห็นนิมิตได้แล้วอย่างนั้นเหรอเนี่ย?”

 

ภาพที่เวทินมองเห็นคือเมฆแดงฉานราวกับไฟ…

 

เขากำลังยืนอยู่ในสนามรบ ที่เต็มไปด้วยฝูงปีศาจและมนุษย์ สถานการณ์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย…

 

ในนิมิตเขาเห็นตนเองกำลังถือดาบคู่กายกำลังหันปลายดาบไปที่ใครบางคน…

 

ฉับพลันก็เห็นร่างของใครบางคนขึ้นข้างๆเขา

 

…ร่างนั้นคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีเขาสัตว์ ดวงตาสองสี!?

 

ดวงตาของเธอจดจ้องมายังเขา…

 

 

 

 

 

“เด็กผู้หญิง?”เวทินร้อง

 

“อ้อแอ้ แอ้!”

 

ฟานร้องจนทำให้เขาหลุดออกจากภวังค์ เด็กทารกน้อยพ่นน้ำลายพรืด แล้วปีนป่ายไปบนตัวของเวทินจนเด็กชายได้สติ

 

“อ้ะ ขอโทษนะน้องฟาน”เวทินเอ่ยพลางอุ้มเด็กหญิงที่ทำหน้าบึ้ง“ข้าเหมือนเห็นนิมิตบางอย่างขึ้น…แปลกจัง ไม่เคยเห็นด้วยตนเองแบบนี้มาก่อน”

 

“บู่!”ฟานทำปากจู๋ก่อนมองเวทิน

 

นักบวชจับเปลือกตาของตนเองด้วยความสงสัย“…เด็กผู้หญิงกับเขาสัตว์คนนั้น เธอเป็นใครกันนะ?”

 

 

 

 

บทส่งท้าย—สงครามกบฏเมืองมาร

 

“ใต้เท้ากิเกอรัล ทัพหน้าของข้าศึกมาถึงแล้วครับ!”ทหารนายหนึ่งรายงาน

 

จอมทัพแห่งนาซูหยิบกล้องส่องทางไกลอันเล็กขึ้นดู ภาพของเหล่าปีศาจร่างเล็กจำนวนมากกำลังวิ่งมายังเมืองของพวกเขา พร้อมด้วยอาวุธปลายแหลม”ก๊อบลิน เจ้าพวกอสูรทำลายล้างตัวจ้อย”กิเกอรัลคำราม”พวกมันเป็นผีร้ายที่กระจอกนัก แต่มีจำนวนมากมหาศาล ก็จะทำให้เราเพลี่ยงพล้ำได้”

 

“พวกมันจะไม่มีวันผ่านเข้ามาในอาณาเขตของเราได้”ร่างตัวเล็กผู้หนึ่งกล่าว ก่อนเดินมาใกล้กิเกอรัล”พิษสงมันฝ่าพลังของข้าไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย!

 

“โฮ่! วาจายะโส เอาเลยสิ”กิเกอรัลหัวเราะหึในลำคอก่อนยิ้มแสยะ”จัดการพวกมันเสีย แสดงพลังของเจ้าให้พวกมันได้ประจักษ์…เจ้าตัวจ้อย

 

คำพูดของกิเกอรัลทำให้อีกฝ่ายเดือดดาลในทันที“อย่าพูดเช่นนี้กับข้า!”บุคคลลึกลับกล่าว“เจ้าไปยืนดูความสำเร็จบนหอคอยงาช้างอะไรก็ไปเสีย”

 

พูดจบก็เหลือบมองฝูงปีศาจก๊อบลินจำนวนมากซึ่งกำลังวิ่งเข้ามา

 

“หึ อย่าให้พลาดเชียว”กิเกอรัลตอบส่งๆ เขามั่นใจว่าทุกอย่างจะสำเร็จ จึงเลือกกอดอกมองดูอย่างใจเย็น…

 

“โล่คุ้มครองอันแข็งแกร่ง จงออกไปต้านอสูรตัวจ้อยและทำลายพวกมัน”

 

สิ้นเสียงคำรามก็พลันปรากฏอาคมคล้ายเกราะป้องกันเมืองขึ้น เมื่อร่างของก๊อบลินพุ่งผ่าน พวกมันก็แหลกสลายไป จนกว่าเหล่าปีศาจตัวน้อยจะรู้ตัวว่าไม่อาจฝ่าเข้ามาได้ พวกมันจำนวนมากก็ล้มตายไปเสียแล้ว!!!

 

“ในนามเกราะที่แข็งแกร่งที่สุด ข้าเรซิล เมทิลเรส จะเป็นคู่มือแก่พวกเจ้าเอง!!!”เสียงคำรามของผู้กล้าแห่งพลังพลังป้องกันตะโกนดังขึ้น จากกำแพงสูงของเมืองนาซู ดินแดนของฝ่ายมาร…

 

 

 

 

 

สามารถติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่

https://fictionlog.co/b/5bc3b26928283a00270d9455

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...