ตอนที่แล้วบทที่ 28 : จุดอ่อน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 30 : เอียนปะทะโอเวน

บทที่ 29 : บันทึกของเอียน


บทที่ 29 : บันทึกของเอียน

 

นี่คือข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ชื่อ “บันทึกประจำวัน” ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของผู้ถูกเลือกรายหนึ่ง

 

ชื่อของผมคือเอียน แมคเบรเยอร์ ถ้าคุณได้อ่านบันทึกนี้อยู่และได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนดิกนิตีนี้บ้าง คุณจะบอกได้เลยว่าผู้ถูกเลือกที่ซวยที่สุดบนยานลำนี้ไม่ใช่กิลเลนแต่มันคือตัวผมนี่แหละ

 

หมอนั่นค่อนข้างน่าเห็นใจก็จริงอยู่ ผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่โอเวนเล่ามีความจริงอยู่มากน้อยแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่คนคนนั้นทำ มันน่าจะเป็นแค่การป้องกันตัวที่อาจจะเลยเถิดไป การที่เขาต้องโดนมองด้วยสายตาแบบนั้นจากหลาย ๆ คนเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเลย

 

แต่นั่นมันก็แค่ปัญหาเล็ก ๆ ถ้าเทียบกับเรื่องของผม อย่างน้อยกิลเลนคนนั้นก็ยังเก่งผิดมนุษย์มนา เขามีร่างกายที่แข็งแรงและว่องไวเหมือนกับสัตว์ป่า ขนาดโอเวนที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นนักสู้ฝีมือดีเข้าขั้นอัจฉริยะยังกลายเป็นเด็กอมมือเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าสัตว์ประหลาดนั่น อย่างน้อยถ้าผมมีร่างกายที่เหนือมนุษย์แบบเขาเรื่องมันคงไม่แย่แบบนี้

 

แล้วผมล่ะ ผมมีดีอะไรเหรอ

 

ก่อนที่จะมาที่นี่ผมเคยเป็นนักสู้ในสังเวียนใต้ดิน แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากมายแต่ก็มั่นใจในทักษะของตัวเองพอดู คู่ต่อสู้ที่ต้องเจอบนเวทีไม่เคยมีใครต้านทานผมได้ ผมชนะครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยทักษะที่ได้มาตั้งแต่สมัยเด็ก ผมเชื่อเสมอว่าถ้ามีเวลาอีกสักหน่อยผมจะต้องได้เป็นแชมเปี้ยนของสังเวียนโลกใต้ดินอย่างแน่นอน แต่แล้ววันหนึ่งก็ถูกดึงตัวมาที่นี่โดยไม่ตั้งตัว…

 

การมาอยู่ในดิกนิตีได้ทำลายผมหลายอย่าง เริ่มแรกสุดก็คงจะเป็นความมั่นใจนี่แหละ ผมเคยคิดว่าตัวเองแน่กว่าใครจนได้มาเจอทุกคนที่นี่ “เหล่าผู้ถูกเลือก” แต่ละคนต่างก็ถูกสุ่มดึงมาจากผู้ที่แข็งแกร่งในยุคต่าง ๆ ไม่ว่าหน้าไหนก็เก่งกาจชนิดที่ว่าในแต่จะยุคคงมีคนแบบนี้นับหัวได้

 

ใช่แล้วครับ ต่อให้เก่งแค่ไหนพอต้องมาอยู่ท่ามกลางสัตว์ประหลาดแบบนี้ ผมก็โดนเมินไปโดยสมบูรณ์แบบ

 

แต่ถ้าถามว่าความแข็งแกร่งของผมอยู่อันดับไหนล่ะก็ มันก็ไม่ได้ขี้เหร่นักหรอกครับ จากการประเมินด้วยตาน่าจะมีคนที่เก่งกว่าผมอยู่สักสิบคนได้… เอาน่า ยังมีอ่อนกว่าตั้งแปดเก้าคน

 

แต่นั่นก็เป็นเรื่องก่อนที่จะมีคาตาลิสต์ครับ

 

ในวันจับคู่กับคาตาลิสต์ เป็นวันหนึ่งที่ผมจะต้องจำไม่มีวันลืม ผมเพิ่งรู้ตัวว่าผู้ถูกเลือกและคาตาลิสต์หลาย ๆ คนได้จับจองกันเองแล้วตั้งแต่งานเลี้ยงก่อนหน้านั้น ส่วนตัวผมเนี่ยช่วงนั้นเอาแต่เครียดจนท้องไส้ปั่นป่วน กว่าจะรู้ตัวงานก็ใกล้เลิกแล้ว คนที่ผมได้คุยจึงมีแค่คนเดียว

 

เธอคือสาวผมสั้น ร่างเล็ก ท่าทางขี้อาย เธอยิ้มให้ผมอย่างเขิน ๆ ตอนที่ผมเกือบจะชนเธอขณะที่เดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากห้องน้ำ ตอนนั้นผมไม่ได้ฉุกใจคิดเลย ไม่คิดเลยสักนิด

 

“อ๊ะ ขอโทษครับ เกือบจะชนแล้วสิ”

 

“มะ… ไม่เป็นไร” เสียงหวานลอยกลับมา “คุณไม่สบายเหรอ”

 

เธอคงจะเห็นผมหน้าซีดและเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโตเต็มใบหน้า มีคนห่วงใยมันก็ดีอยู่หรอก แต่ผมไม่ชอบให้ใครเห็นตอนที่ตัวเองอ่อนแอก็เลยรีบปฏิเสธไป

 

“โอ้ย ไม่หรอกฉันน่ะแข็งแรงอย่างกับม้า” ผมทำท่าเบ่งกล้ามโชว์ให้ดูว่าตัวเองสบายดี แต่จริง ๆ แล้วตอนนั้นชักจะรู้สึกหน้ามืดนิด ๆ แล้ว

 

“แต่คุณดูหน้าซีดนะ” เธอดูเป็นห่วงขึ้นมา “ยังไงก็อย่าฝืนมากนะ”

 

ตอนนั้นผมรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุอกออกมาแล้ว เด็กคนนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน ทั้งสีหน้าแววตา วิธีการพูด ร่างเล็ก ๆ ที่ดูบอบบาง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ราวกับนางในฝันที่หลุดออกมาจากจินตนาการ

 

ตอนนั้นไม่กล้าที่จะฝันว่าเธอจะเลือกผม เด็กสาวน่ารักแบบนี้ต้องมีใครสักคนจองตัวเธอไว้ก่อนแล้วแน่นอน แล้วผมจะเอาอะไรไปสู้กับคนอื่นเพื่อให้เธอหันมาสนใจล่ะ

 

แล้วเมื่อเวลาเลือกคู่มาถึง เด็กสาวที่ผมไม่รู้แม้แต่ชื่อก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ตอนนั้นผมตกใจมากจนไม่ทันนึกอะไรทั้งนั้น ก็นะ สาวน่ารักขนาดนี้เป็นฝ่ายประทับใจแล้วเดินเข้ามาเลือกผมเอง แล้วเธอก็พูดออกมาอย่างอาย ๆ

 

“ระ...รบกวนด้วยนะ”

 

ตอนนั้นผมดีใจราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง คิดในใจว่าเราที่ช่างเป็นคนที่โชคดีที่สุดบนยานลำนี้แน่นอน ดีใจเสียจนลืมคิดถึงความจริงว่าครั้งแรกที่เราสองคนได้พบกัน…

 

มันคือการเดินสวนกันหน้าห้องน้ำชาย!

 

บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเพศที่สาม รวมทั้งเปิดกว้างสำหรับความหลากหลายของผู้อื่น แต่คือผมชอบผู้หญิงโว้ย… และนี่คือเรื่องวุ่นวายเรื่องแรกที่เกิดขึ้นกับผมบนดิกนิตี

 

เรื่องที่สองที่ตามมาติด ๆ กันก็ตั้งแต่ที่ผมได้พบเธอ… ไม่สิเขา “โคลเวอร์” เด็กหนุ่มที่แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย ก็คือเรื่องของพลังของเขานี่แหละ

 

โคลเวอร์มีพลังในการรักษา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าตัวผมที่เป็นผู้ถูกเลือกของเขาก็จะได้พลังนี้มาด้วย

 

ปัญหาคืออะไร พลังรักษามันเป็นพลังที่ไม่ได้เลวร้ายหรอก หลายครั้งที่ผมและโคลเวอร์ช่วยชีวิตทั้งผู้ถูกเลือกและคาตาลิสต์เอาไว้ก็ด้วยพลังนี้ แต่มันเป็นพลังเพื่อการสนับสนุนนี่สิ...แล้วผมจะเอาพลังนี้ไปใช้ทำคะแนนอะไรได้

 

แม้ว่าคุณแมดเดอลีนจะเข้าใจจุดนี้และเพิ่มคะแนนพิเศษให้ทุกครั้งที่ผมและโคลเวอร์ช่วยคนอื่นเอาไว้ แต่หลังจากที่ผู้ถูกเลือกเริ่มปลดล็อคพลังขั้นที่สองได้ ปัญหาก็ตามมาอีกเพราะแทบจะไม่มีใครบาดเจ็บหนักเพื่อให้รักษาอีก

 

มันก็ฟังดูเป็นเรื่องที่ดีนะ ที่ไม่มีใครต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว แต่แบบนี้พวกเราจะหาเครดิตจากไหนล่ะ เพราะจะให้ไปสู้กับแวนเดียร์เพื่อล่าคะแนน เราสองคนก็ไม่มีทางทำได้เท่ากับพวกที่มีพลังพิเศษสายโจมตีอย่างแน่นอน

 

นั่นทำให้อันดับของเราทั้งสองครร่วงกราวรูดจนมาอยู่ท้าย ๆ ตาราง

 

ถ้าที่ว่ามาทั้งหมด ดูยังไงก็เทียบไม่ได้กับความซวยของกิลเลน ผมบอกได้เลยว่าคุณยังอ่านบันทึกนี้ไม่จบ

 

วันที่ปีเตอร์ ตันและไอรีสสมาชิกจากทีมแกมมาเสียชีวิต วันนั้นผมก็เริ่มระแคะระคายปัญหานี้ แทนที่จะมีมาตรการใด ๆ มาเพื่อสนับสนุนทีมที่เสียลูกทีมไป สิ่งที่ดิกนิตีทำคือการส่งทีมที่คนไม่ครบไปอยู่กองหลัง และนั่นเป็นเหตุผลทำให้คะแนนรวมของทั้งทีมยิ่งตกลง

 

ต่อมาเมื่อทีมเดลตาต้องถูกยุบเพราะเจ้าคนชื่อจัสตินทำเรื่องบ้า ๆ ลงไป มันก็ยิ่งเห็นปัญหาชัดขึ้น กิลเลน จัสติน เจ้าหมา ซีโรเซีย และ พีโอเนีย ทั้งหมดเกือบจะเข้าไปสมทบกับแอลฟาทีมทั้งที่แกมมาทีมกำลังขาดสมาชิก เมื่อเขาถามแมดเดอลีน ก็ได้ความว่าทีมแอลฟาทำหน้าที่เป็นกองหน้าในตอนนี้พวกเขาจึงต้องการคนมากกว่าทีมของแกมมาที่ตอนนี้ทำหน้าที่แค่สนับสนุน

 

ผมได้แต่บอกตัวเองว่าต้องป้องกันเรื่องแบบนี้ไม่ให้เกิดกับทีมเอปไซลอนของเรา ถ้าเราเสียสมาชิกไปแม้แต่คนเดียวบางทีจุดจบคงไม่แคล้วต้องไปอยู่แนวหลังแบบแกมมา หรือไม่ก็โดนยุบไปเลยแบบเดลตา

 

ทั้งที่ตั้งใจไว้แบบนั้น เรื่องก็เกิดขึ้นจนได้

 

การต่อสู้ในป่าทีมเอปไซลอนของเราเกิดคลาดกันหลังจากถูกการโจมตีไม่คาดคิด ทอดด์ ไทเกอร์หัวหน้าทีมกับรีเบคกาพร้อมกับคาตาลิสต์ของทั้งคู่หายไปในระหว่างความชุลมุน

 

ในตอนนั้นผมเองก็อยากจะออกตามหาทั้งสองแต่ว่าเพราะมีแวนเดียร์ที่มีพลังก่อกวนสัญญาณ แถมที่แย่กว่านั้นก็คือเซบาสเตียนสมาชิกอีกคนในกลุ่มได้รับบาดเจ็บสาหัส ผมและโคลเวอร์จึงต้องหาที่ปลอดภัยเพื่อรักษาเขา

 

กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งภารกิจก็จบลงแล้ว แพทริคจากบีตาทีมคือผู้จบการต่อสู้โดยการระเบิดสมองของบูลเบนเป้าหมายหลักของภารกิจครั้งนั้น แต่ก่อนหน้านั้นเรื่องเลวร้ายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

 

...รีเบคกาและนาร์ซีสเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว…

 

ทั้งคู่เป็นคนดีและก็เป็นผู้ถูกเลือกกับคาตาลิสต์ที่ผมสนิทด้วยที่สุด การจากไปอย่างกะทันหันของทั้งสองทำให้ผมถึงกับเสียศูนย์ไปเหมือนกัน กลุ่มเราอาจจะไม่ใช่ทีมที่ทำผลงานได้ดีนัก แต่เพราะมีรีเบคกาเป็นศูนย์กลาง ทุกอย่างจึงยังไปได้ดี อย่างน้อยทุกคนก็เชื่อแบบนั้น

 

ใช่แล้ว ทุกคนในกลุ่มต่างก็รักเธอ เมื่อเก้าอี้ที่เธอและนาร์ซีสมักจะนั่งอยู่ประจำว่างเปล่า แต่ละคนก็ทำใจไม่ได้โดยเฉพาะทอดด์ที่ยังโทษว่าตัวเขาคือต้นเหตุ

 

เพื่อพยุงกลุ่มที่กำลังจะพังทลาย ผมพยายามหลายวิธีเพื่อให้ทุกคนกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนเดิม รวมทั้งหาวิธีทำให้ทีมที่กำลังแย่ฟื้นตัวกลับมา แผนหนึ่งที่นึกออกในตอนนั้นคือการหาสมาชิกเพิ่ม

 

...จัสติน หมอนั่นไม่ไหว ที่กลุ่มเดลตาแตกก็เพราะหมอนี่แหละ งั้นก็ต้องกิลเลน หมอนี่น่าจะคุยด้วยง่าย…

 

คิดได้ดังนั้นผมก็ไม่รอช้าแล้วเอาไปคุยกับคุณแมดเดอลีนทันที ผลน่ะเหรอ…

 

“กิลเลนกำลังจะลงจากยาน” เธอตอบห้วน ๆ คำสั้น ๆ ของแมดเดอลีนดับความฝันของผมจนหมด

 

“ลงจากยานเนี่ยนะครับ” ผมร้องเสียหลง เคยแต่ได้ยินว่าผู้ถูกเลือกถูกส่งตัวกลับแต่ไม่เคยรู้เลยว่าพวกเขาสามารถไปตะลอนอยู่ข้างนอกได้ด้วย

 

“ใช่ ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมแล้วแต่หมอนั่นคิดว่าอยู่บนยานต่อไปก็คงถูกปลดประจำการอยู่ดี”

 

“ผมไม่เข้าใจ ถ้าซิงโครแล้ว อย่างเขาต้องกลายเป็นอันดับต้น ๆ แน่ แล้วทำไม…”

 

“หมอนั่นจะไม่ซิงโครกับใครทั้งนั้นแหละ” ประโยคนี้ของเธอทำให้ผมนิ่งอึ้งไปนานกว่าจะพูดต่อได้

 

“...แล้วซีโรเซียล่ะครับ เธอจะลงจากดิกนิตีด้วยรึเปล่า” ผมย้อนนึกถึงสาวผมทวินเทลที่ภายหลังเป็นคู่หูแบบจำเป็นกับกิลเลน

 

แมดเดอลีนส่ายหน้า “ไม่ เธอจะอยู่ที่นี่ต่อ แต่ว่าอาจจะต้องย้ายทีมตามผู้ถูกเลือกคนใหม่”

 

“เลือกคนใหม่ได้แล้วเหรอครับ”

 

“ยังหรอก เราเลยจะจัดการแข่งขันกัน ใครที่ชนะก็ได้จะเธอไป”

 

ผมไม่ชอบวิธีการแบบนี้หรอก ผู้หญิงไม่ใช่สิ่งของที่จะมายกให้กันหรือแข่งขันเพื่อจะแย่งชิง แม้จะรู้ภายหลังว่าซีโรเซียไม่ได้ต่อต้านวิธีนี้และปล่อยให้แมดเดอลีนจัดการให้ ผมก็ยังไม่อยากยอมรับมัน

 

และความรู้สึกนั้นก็ทวีคูณขึ้นอีกเมื่อบังเอิญได้ยินพวกทีมแอลฟายืนคุยกัน

 

“ยัยซีโรเซีย ก็น่ารักดีนะ พวกนายจะลงแข่งรึเปล่า” บาร์เรตถามจัสตินและโอเวนหลังจากที่เขาได้อ่านประกาศที่ขึ้นบนจอมอนิเตอร์

 

“ผมไม่สนใจมีคาตาลิสต์เพิ่ม” จัสตินตอบพร้อมกับเหลียวไปมองพีโอเนียที่ยืนอยู่ห่างออกไป เธอได้ยินเขาพูดแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ

 

“แล้วนายล่ะบาร์เรต สนใจรึเปล่า” โอเวนยังไม่ตอบแต่ถามย้อน

 

“น่าสนใจนะ แต่ยัยดาห์เลียคนบ่นไม่หยุดแน่” บาร์เรตยักไหล่ “แต่ถ้านายอยากจะลง ฉันลงเป็นเพื่อนก็ได้”

 

“ว่าแต่ทำไมยัยนี่ถึงไม่ซิงโครกับไอ้ฆาตกรนั่นล่ะ”

 

“เขาสัญญากับเธอว่าจะไม่ซิงโครด้วย สุดท้ายถึงได้ต้องลงจากยานยังไงล่ะ” จัสตินเฉลย

 

“น่าสนุกแฮะ แสดงว่าเจ้านั่นเห็นยัยนี่สำคัญน่าดูเลยสิ” พูดจบเขาก็หัวเราะด้วยเสียงน่ารังเกียจ

 

ในตอนนั้นเองที่ผมได้ตัดสินใจ ถึงจะไม่อยากเข้าร่วมกับการแข่งแบบนี้ แต่จะปล่อยผู้หญิงให้ตกอยู่ในมือของคนแบบนี้ผมก็คงเรียกตัวเองว่าผู้ชายไม่ได้อีกต่อไป หลังจากทำใจพักใหญ่ผมก็ตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้โคลเวอร์ฟัง

 

“คุณก็เลยจะรับเธอมาเป็นคาตาลิสต์อีกคนสินะฮะ”

 

“อื้ออ ต้องมีใครสักคนดูแลเธอ และกลุ่มของเราก็กำลังขาดคนด้วย”

 

“คนหลายใจ” โคลเวอร์ทำเสียงฮึดฮัด ผมมองอย่างไม่เข้าใจ

 

“อย่ามาพูดอะไรชวนให้คนอื่นเข้าใจผิดสิวะ เอ็งเป็นผู้ชายนะเว้ย”

 

“เรื่องนั้นกับเรื่องนี้มันคนละเรื่องกันนี่ฮะ” โคลเวอร์สะบัดหน้าหนี

 

วันนั้นโคลเวอร์ไม่คุยกับผมอีกเลยตลอดทั้งวัน แต่มันสามารถทำให้ผมเปลี่ยนใจได้ ผมอยากช่วยซีโรเซียแม้จะไม่รู้ว่าเธอต้องการมันรึเปล่า

 

โคลเวอร์เมื่อเห็นว่าผมตั้งใจจริงสุดท้ายก็เป็นฝ่ายยอมใจอ่อนลงและกลับมาคุยด้วยอีกครั้ง ตอนแรกผมเข้าใจว่าเขาโกรธที่ผมจะหันไปจับคู่กับคนอื่น แต่แท้จริงแล้วเขาก็แค่ห่วงไม่อยากให้ผมต้องไปเจ็บเนื้อเจ็บตัวกับการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น

 

“สัญญากับผมนะฮะ ว่าจะปลอดภัย”

 

ผมไม่กล้ารับปาก เพราะว่าหนึ่งในผู้ลงแข่งขันคือโอเวนที่ผมไม่คิดว่าจะเอาชนะได้เลย

 

และนั่นคือทั้งหมดที่เขียนอยู่ใน “บันทึกของเอียน”

 

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด