ตอนที่แล้วบทที่ 5 นกนางแอ่นคาบก้อนโคลนสร้างรังใหม่
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 7 เรียกท่านแม่ครั้งแรก

บทที่ 6 วังหลวงคือคลังสมบัติเชียวนะ


บทที่ 6 วังหลวงคือคลังสมบัติเชียวนะ

 

หวังโหรวฮวาไหว้วานให้องครักษ์ประจำกำแพงเมืองเขตพระราชฐานเฝ้าเถี่ยซินหยวนไว้ จากนั้นนางก็รีบร้อนไปที่ถนนหม่าสิง

 

งานในวันนี้หนักหนาอย่างยิ่ง เพราะบ้านของนางต้องหาโอ่งใส่น้ำและไหเก็บข้าวสารมาเพิ่ม

 

หลายวันมานี้ราคาเสบียงอาหารในเมืองหลวงถูกลงอย่างฉับพลัน แถมยังถูกลงมากๆ อีกด้วย นางจึงตัดสินใจจะซื้อกักตุนสักหน่อย

 

ในบ้านมีเสบียงอาหาร จิตใจย่อมไม่ว้าวุ่น

 

นี่เป็นถ้อยคำที่พี่ชีเคยสั่งสอนเอาไว้ ปีนั้นเขากล่าวถึงปัจจัยพื้นฐานทั้งสี่[1]ว่า ที่จริงแล้วอาหารควรจัดอยู่ในอันดับแรก ส่วนเสื้อผ้าอย่างนั้นหรือ ขอเพียงมีอาหารกินจนอิ่มท้อง แม้ใช้ใบไม้ปกปิดร่างกายก็ยังมีชีวิตรอดต่อไปได้

 

เวลาที่สามีของนางตีเหล็กนั้น บนร่างนอกจากสวมกางเกงขาสั้นตัวหนึ่งแล้ว ปกติเขาจะไม่สวมเสื้อผ้าชิ้นอื่นเลย

 

หลายต่อหลายครั้งในร้านตีเหล็กที่เปลวไฟกำลังลุกโชนมีเพียงนางกับเขาสองคน ทุกครั้งที่ค้อนตอกลงไปจะเกิดประกายไฟกระเด็นไปทั่วทิศทาง เหล็กที่วางอยู่บนทั่งส่องแสงวูบวาบไปมา มีประกายไฟตกใส่แผ่นอกเป็นมันวาววับของเขา มันกระโดดโลดเต้นอยู่ไม่นานก็ดับแสงร่วงลงพื้นดิน

 

นั่นคือชายที่แข็งแกร่งประหนึ่งแบกขุนเขาทั้งลูกเอาไว้บนหลังได้ก็ไม่ปาน...

 

หวังโหรวฮวาสะบัดศีรษะของตน พร้อมกับส่งเสียงสะอื้นเล็กน้อย จากนั้นจึงหันมองบุตรชายที่นางจับเขานอนข้างถังไม้พูดจาอืออาฟังไม่ได้ศัพท์ พลางใช้ผ้าซับดวงตาที่เปียกชื้นไปด้วย ก่อนจะนำผ้ามาผูกปิดจมูกไว้แล้วเดินออกไปปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านข้างนอก

 

คนเป็นและคนตายล้วนต้องเดินทางผ่านถนนที่คึกคักรุ่งเรืองสายนี้ เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งใช้สองเท้าเดินไป ส่วนอีกฝ่ายถูกคนในครอบครัววางร่างกองสุมกันบนเกวียนแล้วลากออกไปทางนอกเมือง

 

โรคระบาดเกิดขึ้นจนได้...

 

เรื่องนี้เองเป็นสาเหตุให้ราคาเสบียงอาหารลดลง ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าออกนอกเมืองมีผู้คนมืดฟ้ามัวดิน ส่วนร้านค้าในเมืองกลับเงียบเหงายิ่ง

 

ทว่าหลายครอบครัวยังมีคนที่ต้องกินอาหารประทังชีวิต แต่จะไม่มีใครที่รู้สึกไม่มีอะไรทำแล้วออกไปเดินเล่นตามท้องถนนเด็ดขาด เพราะพวกเขาหวาดกลัวว่าจะแปดเปื้อนกลิ่นไอแห่งความตาย

 

ตอนนี้เงินห้าอีแปะก็สามารถซื้อรถเข็นขนของคันหนึ่งได้แล้ว นี่เป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวความได้เปรียบครั้งใหญ่จริงๆ ตัวอย่างเช่น ในร้านขายโอ่งใส่น้ำไม่มีลูกค้าเลยสักคนเดียว

 

หวังโหรวฮวาตะโกนเรียกอยู่หลายครั้งก็ไม่มีใครออกมาต้อนรับ เมื่อเดินเข้าร้านไปก็เห็นรองเท้าลวดลายสีดำสลับขาวของพ่อค้าที่นอนกองอยู่กับพื้นนอกธรณีประตูห้องด้านใน

 

นางตกใจยกใหญ่จนถอยกรูดออกมานอกร้าน

 

หลังจากยืนอยู่ริมถนนที่ว่างเปล่าให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบดังเดิมแล้ว หวังโหรวฮวาจึงก้าวเข้าไปในร้านอีกครั้ง นางกลิ้งโอ่งสีดำใบใหญ่เนื้อดีออกมาใบหนึ่ง พยายามมัดเข้ากับรถเข็นจนแทบหมดเรี่ยวแรง เมื่อหันกลับมาพบว่ารอบกายไร้ผู้คน ก็เดินกลับเข้าไปยกไหเก็บข้าวสารและเสบียงอาหารใบใหญ่ออกมาอีกสองใบ

 

ก่อนออกจากร้านนางถึงได้วางเงินไว้บนโต๊ะหน้าร้านสิบอีแปะ

 

หลังจากนางเข็นรถไปไกลหลายร้อยก้าวก็ย้อนกลับไปที่ร้านอีกครั้ง แล้วหยิบเงินจากกองเหรียญคืนมาหกอีแปะ จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับเจ้าของร้านซึ่งล้มอยู่ในห้องด้านหลังด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ข้าลืมต่อราคาไปน่ะ...”

 

เถี่ยซินหยวนถูกขังอยู่ในถังไม้อาบน้ำออกไปไหนไม่ได้ เขารู้สึกอิจฉาเจ้าจิ้งจอกน้อยเหลือเกิน เพราะมันสามารถกระโดดเข้ามาและกระโดดออกไปวิ่งเล่นข้างนอกอย่างเริงร่าถึงขีดสุด

 

นับตั้งแต่ลูกจิ้งจอกตัวนี้ถ่ายปัสสาวะส่งกลิ่นเหม็นหึ่งในถังไม้ มันก็โดนเถี่ยซินหยวนกลั่นแกล้งจนกระทั่งไม่กล้าถ่ายปัสสาวะใกล้ๆ บ้านอีกเลย แต่ขอเพียงหวังโหรวฮวาไม่อยู่ เถี่ยซินหยวนก็จะจับมันมานั่งคุยด้วย

 

วันนี้เถี่ยซินหยวนอยากออกไปเดินเล่นเสียหน่อย ดังนั้นเขาจึงนำเบาะรองนอนที่ปูอยู่ในถังผลักออกไปกองอยู่ด้านนอกแล้วพยายามปีนป่ายออกมาจากถัง

 

หลังจากล้มกลิ้งนอนหงายแขนขาชี้ฟ้า เจ้าจิ้งจอกก็คอยช่วยเหลือจนพลิกตัวกลับมาได้ จากนั้นเขาเอามือยันกำแพงลุกขึ้นยืน เริ่มต้นการเดินทางไกลในโลกใบนี้เป็นครั้งแรก

 

ใต้กำแพงสูงตระหง่านแห่งนี้มีตะไคร่น้ำขึ้นเต็มไปหมด อีกทั้งมีใบไม้ร่วงเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ ส่วนเถี่ยซินหยวนเดินไปเพียงสิบกว่าก้าวเท่านั้น ก็พบว่าตอนนี้สองขาของตนไม่อาจเอาชนะการเดินทางไกลไปได้แน่

 

เขาจึงตัดสินใจนั่งลงกับพื้น เอนหลังพิงกำแพงก่อนจะทอดสายตามองเลยไปไกลตามท้องถนน

 

ในเมื่อขาคู่นี้ไม่มีทางเอาชนะการออกสำรวจทางไกลได้ ถ้าอย่างนั้นมองสำรวจด้วยสายตาก็นับว่าไม่เลว อย่างน้อยเขาจะได้ชมดูว่าตกลงโลกใบใหม่มีหน้าตาเป็นเช่นไร

 

ไม่รู้ว่าเจ้าจิ้งจอกไปคาบเห็ดจากที่ใดมาวางไว้ข้างกายเถี่ยซินหยวน พอเขาหยิบขึ้นมาสังเกตรูปร่างลักษณะจนละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เห็ดที่เจ้าตัวยุ่งเก็บมาท่าทางไม่เลวเลยจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเห็ดฟางที่หาได้ยากเช่นนี้

 

จิ้งจอกน้อยเห็นว่าเถี่ยซินหยวนเก็บเห็ดดอกนั้นขึ้นมา ก็กระโดดไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น มันเดินไปทางหน้ากำแพงเขตพระราชฐานได้สองก้าวก็กลับมาดึงขากางเกงของเถี่ยซินหยวน

 

เถี่ยซินหยวนประคองตัวเองลุกขึ้นยืน เดินโซซัดโซเซตามเจ้าจิ้งจอกไปข้างหน้า

 

เมื่อเดินไปได้อีกสิบกว่าก้าว เขาก็มองเห็นเห็ดฟางขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ หรืออาจกล่าวได้ว่าพื้นดินแถบนี้เป็นดงเห็ดขนาดใหญ่เลยทีเดียว

 

ดงเห็ดบริเวณนี้โดนทางน้ำเล็กๆ ผ่ากลางออกเป็นสองฝั่ง สายน้ำที่ไหลรินใสสะอาดนัก มีบางครั้งอาจพบใบบัวที่แหว่งวิ่นลอยออกมาตามทางระบายน้ำ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทางน้ำสายนี้ไหลมาตามทางระบายน้ำเสียจากสระบัวในวังหลวง

 

เถี่ยซินหยวนนอนหมอบกับพื้นเพื่อเก็บเห็ด

 

การเก็บเห็ดเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญพอสมควร เขาไม่รู้ว่าเห็ดสมัยราชวงศซ่งกับเห็ดในโลกอนาคตจะมีความแตกต่างกันหรือไม่ เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาค่อนข้างแน่ใจ ถ้าหากยังไม่เคยมีใครลองลิ้มรสเห็ดพวกนี้ เขาจะไม่ยอมกินเข้าไปแม้แต่คำเดียว

 

ที่จริงแล้วกระบวนการปรับให้เห็ดป่าเป็นเห็ดเพาะเลี้ยงก็คือกระบวนการสลายพิษออกไปนั่นเอง ส่วนใหญ่เห็ดที่ผู้คนในโลกอนาคตรับประทานกันล้วนเคยมีสารพิษเจือปน เพียงแต่พวกมันผ่านการเพาะเลี้ยงโดยมนุษย์มาเป็นระยะเวลานาน ทำให้สารพิษสลายไปหมดสิ้นแล้วก็เท่านั้น

 

มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าเห็ดฟางสมัยราชวงศ์ซ่งจะมีพิษหรือไม่...

 

เห็ดฟางจะมีพิษหรือไม่เถี่ยซินหยวนไม่มั่นใจสักเท่าไร แต่ว่าเห็ดสีแดงฉูดฉาดที่ขึ้นอยู่ตรงหน้าทั้งแถบนี่มีพิษแน่นอน เรื่องนี้ทำให้เขาคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเห็ดราอะมานิตามัสคาเรีย[2]ที่พบในดินแดนทางเหนือ ถึงได้มาขึ้นอยู่ที่ทางระบายน้ำจากสระบัวของวังหลวงแห่งต้าซ่งได้เล่า?

 

ในโลกอนาคตผู้คนแถบตงเป่ย[3]จะนำเห็ดชนิดนี้มาบดละเอียด แล้วผสมในเศษอาหารเพื่อวางยาพิษฆ่าแมลงวัน ว่ากันว่าพิษร้ายแรงนี่เองเป็นคุณประโยชน์อันโดดเด่นของมัน

 

ทว่าสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ การรับประทานในปริมาณไม่มากจะทำให้เกิดภาพหลอนได้ เขาเคยได้ยินพี่น้องในโลกเดิมเล่าว่าก่อนที่หมอผีชนเผ่าตุนกุส[4]จะทำพิธี พวกเขาจะรับประทานเห็ดชนิดนี้เข้าไปเล็กน้อย เพื่อบีบให้ตัวเองเข้าสู่ดินแดนแห่งทวยเทพได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหนกัน

 

ของดีเช่นนี้เถี่ยซินหยวนไม่มีทางปล่อยง่ายๆ แน่นอน

 

ส่วนเรื่องที่ว่าในวังหลวงยังมีเห็ดชนิดนี้อีกหรือไม่ หรือบางทีอาจมีคนเคยใช้พิษจากเห็ดชนิดนี้สังหารใคร วางยาทำให้ใครเห็นภาพหลอนไปบ้าง เถี่ยซินหยวนไม่คิดจะยุ่งด้วยหรอกนะ

 

ในวังหลวงมีของแปลกหายากหรือเหตุการณ์น่าพิศวงอะไรก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว

 

เถี่ยซินหยวนค้นพบอย่างรวดเร็วว่าตัวเองเป็นหมีตาบอดเก็บข้าวโพด[5]การเก็บพืชมีพิษเป็นงานที่มีขั้นตอนละเอียดรอบคอบงานหนึ่ง ซึ่งมือของเด็กน้อยที่ยังไม่โตเต็มที่ไม่มีทางทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ

 

เมื่อเหลือบมองพระอาทิตย์เหนือศีรษะ เถี่ยซินหยวนรับรู้ได้ว่ามารดาใกล้จะกลับมาแล้ว และถึงเวลาที่การเดินทางของเขาควรสิ้นสุดลงเสียที

 

แม้ตอนเดินทางกลับก็ยังต้องคลานต้วมเตี้ยม แต่จิตใจของเขากลับเบิกบานเป็นที่สุด มีคนกล่าวไว้ว่าระยะสิบก้าว ต้องมีทุ่งหญ้า[6]วันนี้เขาได้ยืนยันแล้วว่าประโยคนี้เป็นความจริง

 

การเป็นเพื่อนบ้านกับเชื้อพระวงศ์ช่างเป็นเรื่องน่ายินดี ลองดูบ้านของพวกเขาสิ ขนาดเส้นทางระบายน้ำทิ้งยังมียาดีที่ขาดไม่ได้เช่นนี้ด้วย

 

เถี่ยซินหยวนเชื่อว่าขอเพียงเขาเบิกตาให้กว้างเข้าไว้และตั้งตารอให้ดี จะต้องมีผลประโยชน์จากวังหลวงอันใหญ่โตโอ่อ่าให้กอบโกยมากมายนับไม่ถ้วนแน่...

 

เหล่าองครักษ์ยืนอยู่บนกำแพงจับตามองเด็กน้อยสวมชุดสีเขียว ซึ่งขณะนี้คลานไปส่งเสียงหัวเราะแปลกพิกลไปด้วยความเป็นกังวล พวกเขาไม่กล้าตะโกนเสียงดังด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะทำให้เด็กคนนี้ตกใจกลัว

 

หลังจากเห็นเด็กตรงหน้านำเบาะมารองใต้ฝ่าเท้าตัวเอง แล้วปีนป่ายกลับเข้าไปในถังไม้จนได้ องครักษ์ที่เฝ้ามองมาตลอดถึงกับถอนใจด้วยความโล่งอก

 

เมื่อหวังโหรวฮวาเข็นรถเข็นขนของหนักอึ้งกลับมา นางตรงดิ่งไปสำรวจบุตรชายของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก พอเห็นว่าเขากับเจ้าจิ้งจอกน้อยนอนกอดกันกลมหลับปุ๋ยอยู่ ความตึงเครียดที่เกาะกุมจิตใจมาตลอดทางก็ค่อยๆ บรรเทาเบาบางลง

 

ทว่าหลังจากเห็นเนื้อตัวบุตรชายเปรอะเปื้อนคราบดินโคลนเต็มไปหมด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นฝีมือเจ้าจิ้งจอกก่อเรื่องแน่ๆ หวังโหรวฮวาที่บันดาลโทสะก็คว้าเจ้าตัวยุ่งออกมาจากถังไม้ แล้วโยนร่างของมันไปเสียไกลลิบ

 

ลูกจิ้งจอกพลิกตัวกลางอากาศ เหยียดขาทั้งสี่ข้างจนยืนบนพื้นดินได้อย่างมั่นคง จากนั้นส่งเสียงร้องประท้วงด้วยความน้อยใจ ก่อนจะไปนอนหมอบบนกองดินแห้งๆ เหลือบมองหวังโหรวฮวากลับเข้าบ้านไปเพื่อจัดข้าวของ

 

หวังโหรวฮวายกเสบียงอาหารเข้าไปในบ้านก่อน แล้วหาก้อนหินหลายก้อนมาวางรองใต้โอ่งกับไห จากนั้นเอากิ่งไม้แห้งๆ ยัดเข้าไปใต้นั้นเพื่อเตรียมก่อไฟ

 

เปลวไฟสามารถขจัดสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ นี่เป็นคำพูดที่พี่ชีเคยกล่าวกับนางเมื่อนานมาแล้ว

 

ตรอกบ่อน้ำเถียนสุ่ยอยู่ข้างหน้านี่เอง หวังโหรวฮวาไปตักน้ำมาใส่จนเต็มโอ่งและไหทั้งสองใบ จากนั้นจึงจุดไฟต้มน้ำ ในตอนนี้เถี่ยซินหยวนตื่นแล้ว เด็กน้อยนอนคว่ำอยู่ข้างอ่างไม้อาบน้ำเฝ้ามองมารดาที่ยุ่งจนหัวหมุน

 

หวังโหรวฮวาตัดสินใจว่าถ้าหากนางยังไม่อาบน้ำล้างตัวให้สะอาด จะไม่มีทางแตะต้องบุตรชายเด็ดขาด เพราะนางไม่อยากให้กลิ่นไอของโรคภัยที่ติดตัวมาสัมผัสถูกตัวเขาได้

 

เมื่อถึงยามที่ดวงอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก น้ำต้มที่สิ้นเปลืองฟืนไปมากมายก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นกำลังดี หลังเทน้ำลงอ่างแล้วหวังโหรวฮวาก็แอบอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ แห่งนี้เพื่ออาบน้ำ...

 

เมื่อหวังโหรวฮวาแน่ใจว่าล้างเนื้อตัวเรียบร้อยรอบหนึ่งแล้วก็เทน้ำทั้งหมดทิ้งไป จากนั้นถึงได้เติมน้ำใหม่อีกครั้งเพื่ออาบน้ำให้เถี่ยซินหยวน จนกระทั่งสองแม่ลูกร่างกายสะอาดเอี่ยมอ่อง หวังโหรวฮวาถึงได้ขมวดคิ้วแล้วเหลือบมองลูกจิ้งจอกที่ขดตัวอยู่ตรงมุมกำแพง...

 

องครักษ์ด้านบนโยนสาลี่ลงมาให้หวังโหรวฮวาลูกหนึ่ง หลังจากนางหั่นออกเป็นชิ้นเล็กๆ และบดละเอียดแล้วจึงป้อนให้เถี่ยวซินหยวนทีละนิด

 

ทว่านางกลับนำแกนกลางของผลสาลี่ฝังลงในดินจุดที่แสงอาทิตย์สาดส่องทั่วถึง หญิงที่มาจากครอบครัวชาวนาล้วนทำเช่นนี้กันทั้งสิ้น สาลี่รสชาติหอมหวานมากทีเดียว ขอเพียงมีแกนกลางจากผลของมัน ก็จะมีเมล็ดพันธุ์ให้ฝังลงผืนดิน ผ่านไปสักสองสามปีก็จะมีสาลี่ให้กินมากมาย สำหรับพืชไร่และไม้ผลพวกนี้ หญิงชาวนาทั่วไปต่างมีความอดทนมากพอที่จะรอให้มันงอกงามขึ้นมา

 

“ผลท้อสามผลซิ่งสี่สาลี่ห้า”

 

“รออีกสักห้าปี เจ้าหยวนก็จะมีสาลี่ให้กินเยอะแยะจนกินไม่หมดแล้ว”

 

“ใช่ ใช่ ลูกเป็นเด็กตะกละจริงๆ”

 

“เจ้าลูกคนนี้ ..คงไม่คิดจะกินแค่นมแม่หรอกนะ? ฟันงอกขึ้นมาตั้งสองซี่แล้ว ไม่ละอายใจบ้างหรือไร?”

 

หวังโหรวฮวานั่งอุ้มเถี่ยซินหยวนอยู่ในบ้านที่ค่อนข้างมืดทึบของตัวเอง นางเหลียวมองแสงสลัวเลือนรางจากตะเกียงน้ำมัน พลางหยอกล้อบุตรชายอย่างอารมณ์ดี ส่วนเจ้าจิ้งจอกขดตัวนอนอยู่ใต้เตียงเล็กๆ มันหรี่ตาลอบมองเนื้อแดดเดียวชิ้นหนึ่งที่แขวนอยู่เหนือหลังคาบ้าน

 

เมื่อมีบ้านหลังนี้ให้พักพิงแล้ว หวังโหรวฮวาก็มั่นใจว่าจะสามารถเลี้ยงดูบุตรชายให้เติบใหญ่ได้ แม้เงินเก็บในบ้านจะหายไปกว่าครึ่ง แต่ว่าในปีที่มีภัยพิบัติร้ายแรงเช่นนี้ แม่หม้ายอย่างนางจะเรียกร้องสิ่งใดได้อีกเล่า?

 

ในวัยสาวแรกแย้มไม่ใช่ว่านางไม่เคยเสพสุขกับชีวิตหรูหรามั่งคั่ง เพียงแต่ทุกสิ่งเป็นดั่งหมอกควันยามเช้า ความสัมพันธ์ที่เคยคิดว่าแน่นแฟ้นกลับสลายหายไปอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นความเอื้ออาทรของบิดามารดา หรือความผูกพันฉันสามีภรรยา หรือความสนิทสนมของพี่น้องร่วมอุทรต่างขาดสะบั้นลงเพราะคำโกหกของใครคนอื่น เรื่องราวเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องหวนคิดถึงมันอีก

 

พี่ชีเคยงมร่างของนางขึ้นมาจากน้ำ และเขาก็ส่งนางล่องลอยไปตามกระแสน้ำอีกครั้ง หรือทั้งหมดนี่จะเป็นลิขิตสวรรค์?

 

พอคิดถึงสามีที่จากไป หวังโหรวฮวาก็ยืดอกขึ้นแล้วก้มมองบุตรชายในอ้อมกอด แววตาของนางเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจกับความสำเร็จนี้

 

ในคืนนี้ที่พวกเขาแต่งงานกันนั่นเอง พี่ชีแหงนหน้ามองฟ้า ก่อนยิ้มเย้ยหยันแล้วกล่าวว่า “ดวงชะตาไร้ทายาทบ้าบออะไร? ข้าไม่เชื่อหรอก!”

 

----------------------------

 

[1] ปัจจัยพื้นฐานทั้งสี่หรืออีสือจู้สิง(衣食住行)ในมุมมองของคนจีน ได้แก่ เสื้อผ้า(衣)อาหาร(食) ที่อยู่(住) และการเดินทาง(行)

[2] เห็ดอะมานิตามัสคาเรีย (Amanita muscaria) มีชื่อภาษาจีนว่า ตู๋อิ๋งเอ๋อร์เกาจวิน(毒蝇鹅膏菌)เป็นเห็ดพิษชนิดหนึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปจะมีอาการตัวร้อน ใจสั่น หัวใจเต้นช้าลง เส้นเลือดขยายตัว มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นฯลฯ และอาจถึงตายได้ในที่สุด

[3] ตงเป่ย(东北)หรือพื้นที่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ประกอบด้วยมณฑลเหลียวหนิง มณฑลจี๋หลิน มณฑลเฮยหลงเจียง และภาคตะวันออกของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน

[4] เผ่าตุนกุสหรือทงกู่ซือ(通古斯)เป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของชนเผ่าเอ้อเวินเค่ออาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆของจีน

[5] หมีตาบอดเก็บข้าวโพด มาจากสำนวนจีนที่ว่า หมีตาบอดเก็บข้าวโพด เก็บฝักหนึ่งทิ้งฝักหนึ่ง(熊瞎子摘苞米 摘一个丢一个)

[6] ระยะสิบก้าว ต้องมีทุ่งหญ้า(十步之内必有芳草)หมายถึง คนมีความสามารถมีอยู่ทุกที่ แต่ในที่นี้ต้องการสื่อว่า ของดีมีอยู่ทุกที่

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด