ตอนที่แล้วบทที่ 31 รับประลอง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 33 การประลองครั้งแรก

บทที่ 32 วิถีทางชนะ

ตุบ!

“…ไหนลองบอกข้ามา นี่มันเรื่องอะไรกัน เรื่องจริงงั้นหรือ?”

เมื่อกลับมาถึงห้องอาจารย์โหยง ลี่ถิงถูกสายตากดดันคู่นั้นจับจ้อง อาจารย์โหยงนั่งลงที่เก้าอี้กลางห้องส่วนตัวของเขา ลี่ถิงยืนก้มหน้าอยู่นานแสนนาน สายตาคู่นั้นกำลังบอกว่าเธอหากเธอกล้าโกหกแม้แต่นิดเดียวข้าจะรู้ได้ทันทีหากแม้แต่หลบสายตาเขาก็คงจับได้ ลี่ถิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆปลดระวางความกังวลในใจให้หมดสิ้น

“…ข้า…ไม่มีทางเลือกท่านอาจารย์”ลี่ถิงกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่จนแก่ใจ

“หมดทางเลือก? ไหนเจ้าก็ลองว่ามาสิ ข้าจะดูให้เองว่าหมดทางเลือกจริงรึไม่!”

ท่านอาจารย์โหยงไม่เคยพูดเสียงดังแบบนี้มาก่อน ลี่ถิงถึงกับต้องห่อไหล่ต่อหน้าท่านอาจารย์ โหยงหลี่ผิงพอเห็นศิษย์หญิงทำท่าห่อไหล่อย่างหวาดกลัวแบบนี้แล้วเขาจะกล้าดุใส่เธอได้ลงคออีกหรือ?

“ค่อยๆพูดมา เจ้าคงมีเหตุผลอะไรสักอย่างให้ทำเช่นนั้นใช่ไหม?”อาจารย์โหยงสูดลมหายใจเข้าและพยายามถามต่อด้วยความใจเย็น

“…ข้า”

อาจารย์โหยงยังวางใจศิษย์คนนี้ไม่น้อย ลี่ถิงเป็นเด็กที่เอาการเอางาน เธออ่อนโยนและมักทำเพื่อผู้อื่นก่อนตัวเองเสมอ เด็กดีอย่างเธอจะไปท้าต่อยตีกะใครยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย อาจารย์โหยงจึงใคร่รู้นักว่าสิ่งใดทำให้เธอตัดสินใจเช่นนั้น

“คุณชายหยาง…ต้องการให้เฟยหรงเข้าสำนักเจ้าค่ะ เขาบอกกับข้า…ว่าต่อให้เขาพาไปไม่ได้…แต่สำนักหยางก็มีกำลังมากพอจะพาเขาไป เขามอบข้อเสมอให้ข้า..ตอบรับการประลองเขา หากข้าชนะ เขาจะไม่รายงานเรื่องเฟยหรงแก่สำนักหยาง…”ลี่ถิงค่อยๆพูดออกมาให้ชัดเจนได้ใจความมากที่สุด อาจารย์โหยงเมื่อได้ยินก็ถอนหายใจออกมายาวๆ

“เฮ้อ….ข้าก็คิดอยู่แล้วว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับเฟยหรง”

“…ขออภัยที่ศิษย์ทำอะไรวู่วาม”

ลี่ถิงโค้งตัวขอโทษระดับต่ำสุดกับอาจารย์โหยง ในฐานะศิษย์จะรับคำท้ามั่วซั่วมาไม่ได้ ผู้เป็นอาจารย์จะต้องเป็นฝ่ายรับให้สิ่งที่จะเกิดขึ้น ลี่ถิงในตอนนั้นรู้ดีว่าไม่ควรแต่ไม่นึกเลยว่า….เขาจะประกาศเรื่องนี้ให้ทุกคนได้รู้

“…ข้าเข้าใจความห่วงใยของเจ้าลี่ถิง ข้ารู้ว่าเจ้ารักน้องชายมากเพียงไหน แต่เจ้า…เจ้าต้องห่วงตัวเจ้าเองด้วย คุณชายหยางไม่ใช่จอมยุทธ์ธรรมดาๆที่มือสมัครเล่นจะเข้าไปประลองได้ง่ายๆ และเจ้า..ไม่มีประสบการณ์และทักษะด้านการต่อสู้เลยแม้แต่นิดเดียว”

“…ข้ารู้เจ้าค่ะ”

“ตอนนี้คงแก้อะไรไม่ได้แล้ว และเจ้า…ก็คงไม่คิดถอนตัวด้วยใช่ไหม?”

“…”

ลี่ถิงหลบสายตาอาจารย์ไปอีกทางหนึ่ง ไม่ใช่ว่าถอนไม่อยากถอน…แต่ถอนไม่ได้ต่างหาก  จะให้ถอนตัวตอนนี้ในตอนที่ทุกคนต่างรูหมดแล้วน่ะหรือ? ไม่ต้องบอกนี่คงเป็นแผนของหยางหลี่ฟู่แน่ๆ เขาคงไม่คิดให้เธอถอนตัวไป เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่าเธอไม่มีทางเอาชนะเขาได้

“…ไม่นึกเลยว่าคุณชายหยางจะทำแบบนี้ เรื่องที่มาดึงตัวศิษย์ข้าก็พอรู้อยู่ ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลยว่าเขาจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?”อาจารย์โหยงกุมขมับ เขาไม่นึกมาก่อนว่าคุณชายหยาบจะกล้าท้าผู้มีวรยุทธต่ำกว่าตัวเอง นี่เป็นการรังแกกันชัดๆ

“…ขะ…ข้ารู้ดีว่าอาจจะไม่ชนะ แต่ว่า…ข้าไม่อยากจะยอมแพ้ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ไม่หรอก…”อาจารย์โหยงกล่าวขึ้นช้าๆ เขาส่ายหัวเบาแล้วจ้องมองไปยังลี่ถิง “ไม่ใช่ว่า เจ้าจะไม่มีโอกาสชนะ”

“…ทะ…ท่านอาจารย์”

“…เจ้าแม้จะมีจุดด้อยกว่าหยางหลี่ฟู่อยู่หลายส่วน แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือ? กายของเจ้าสามารถรับพลังปราณจากผู้อื่น ในขณะเดียวกัน…เจ้าก็สามารถแย่งชิงพลังปราณของคนอื่นมาได้”

ลี่ถิงเลยหน้าได้แต่ทำตาปริบๆ ก็จริงอยู่ที่เธอสามารถเอาพลังปราณคนอื่นมาใช้ได้ แต่เรื่องแย่งพลังของคนอื่นเธอยังไม่ทำมาก่อนเลย เธอไม่รู้วิธีที่จะใช้พลังนี้เลยด้วยซ้ำไป แค่ทุกวันที่เฟยหรงงฝึกใช้พลังปราณเธอก็แค่อยู่ๆแถวๆนั้นเพื่อรับพลังก็เท่านั้นเอง

แต่ท่านอาจารย์มีท่าทีมั่นใจอยู่เกินครึ่งว่าลี่ถิงอาจจะสามารถชนะได้ ทว่า…ในใจของเขาตอนนี้กลับมีแต่ความกังวล ลี่ถิงมีร่างพิเศษก็จริงแต่ข้อจำกัดนั้นมีมากมาย เธอไม่สามารถรับพลังเกินกว่าที่ตัวเองจะรับได้ ตลอดมาเธออยู่กับเฟยหรงมาตลอด พลังปราณของเฟยหรงนั้นมากกว่าคนปกติอยู่หลายขุม แต่พลังของหยางหลี่ฟู่นี่สิ เขาไม่รู้ว่ามีเป็นประมานใด ขืนให้ลี่ถิงซึมซับพลังของคนอื่นมาไม่ดูจะเป็นอันตรายต่อเธอได้เขาจึงไม่สอนวิธีนี้กับลี่ถิงมาเสมอ

แต่ครั้งนี้….เขาคงเลี่ยงไม่ได้แล้ว

อาจารย์โหยงลุกขึ้นยืนตรงหน้าลี่ถิง หากลี่ถิงมีพลังนี้ไม่แน่นว่าเธออาจจะสามารถเอาชนะหยางหลี่ฟู่ได้โดยไม่ต้องสู้เลยด้วยซ้ำ เธออาจจะถ่วงเวลาโดยการทำให้เขาเหนื่อย

ร่างกายของจอมยุทธ์ทุกคนล้วนมีพลังปราณจำกัดในแต่ละวัน บางคนใช้ได้มาก บางคนก็ใช้ได้น้อย ยิ่งจิตแห่งปราณมีพลังมากเท่าใดก็จะยิ่งใช้ได้มากเท่านั้น แต่กระนั้นพลังปราณก็ไม่ใช่ทุกสิ่ง ฝีมือและทักษะเองก็เป็นส่วนสำคัญ พลังปราณแม้เกิดมาจะมีไม่เยอะ แต่ก็สามารถบำเพ็ญตนให้มีจิตแห่งปราณมากขึ้นได้

ทว่าพลังของลี่ถิงนั้น…เขาไม่เคยได้พบเห็นแม้จะพอรู้ในตำราอยู่บ้าง แม้จะเพียงเวลาสั้นๆเขาจะต้องสอนและศึกษาให้รู้ ว่าแท้จริงแล้วพลังของเธอสามารถทำสิ่งใดได้ ทำสิ่งใดไม่ได้

“ลี่ถิง…ข้าจะสอนวิชาที่จะเอาชนะแก่เจ้า แต่ว่า…อาจจะมีผลค้างเคียงตามมารึไม่ก็ได้ ข้าจะขอถามเจ้าเพื่อความแน่ใจ เจ้าพร้อมจะรับผลที่ตามมารึไม่?”อาจารย์โหยงมีแววตาที่หนักแน่นเมื่อเขาลุกขึ้นพูด

“…เจ้าค่ะ”

จากตรงนี้ลี่ถิงเองก็ถอยไปไหนไม่ได้อีกแล้ว นี่คือทางที่เธอเลือกเองและเธอ….จะหันหลังไม่ได้!!

ในวันนั้นลี่ถิงไม่ออกมาจากห้องตำรา เธอถูกอัดพลังปราณใส่นับครั้งไม่ถ้วน แม้ร่างกายจะเจ็บปวดอยู่บ้างทว่าความเจ็บปวดกลับหายไปอย่างรวดเร็ว

โหยงหลี่ผิงประหลาดใจเป็นอย่างมากกับร่างกายที่พิศวงนี้ แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็เคยเห็นลี่ถิงเป็นแบบนี้มาก่อน เธอจะหายเจ็บเร็วมากจนหน้าตกใจ แต่เมื่อถามลี่ไปเธอจะบอกแค่ว่า เพราะมีร่างกายแข็งแรง

ดังนั้นอาจารย์โหยงจึงไม่ถามอะไรต่อเพราะรู้ว่าแม้แต่ลี่ถิงเองก็คงไม่รู้เช่นกัน

เพียงเวลาแสนสั้นนี้…นี่คือบททดสอบในฐานะอาจารย์ว่าเขาจะสามารถทำให้ลี่ถิงผ่านการะประลองไปได้รึไม่..โหยงหลี่ผิงไม่เคยรู้สึกกดดันแบบนี้มาก่อนตั้งแต่เป็นอาจารย์มากว่าสิบปี

และเมื่อลี่ถิงได้รับพลังปราณเกินกว่าร่างกายจะรับได้ สิ่งที่บินออกจากตัวเธอคือผีเสื้อสีขาวสีส่องสว่าง เมื่อแตะมันเบาๆมันจะสลายหายไป อาจารย์โหยงคิดหาวิธีที่ลี่ถิงจะสามารถควบคุมพลังที่เอ่อล้นพวกนี้ เพราะการที่มันบินออกมาได้แสดงว่ามันเคลื่อนไหวได้

“เจ้าจะสามารถควบคุมผีเสื้อพวกนี้ได้รึไม่?”

อาจารย์โหยงกล่าวพร้อมกับแตะไปยังผีเมื้อสีขาวทีลอยบินอยู่ทั่วห้องในตอนนี้ เพราะเกิดจากการที่เขาบีบอัดพลังปราณเข้าสู่ร่างลี่ถิงหลายต่อหลายครั้ง

“ขะ…ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ”

“…อืม พวกมันฟังได้รึเปล่า?”

“ฟะ…ฟัง?”ลี่ถิงไม่เคยทดลองบังคับพวกมันมาก่อนจึงไม่รู้ว่าจะทำได้เช่นไร

“….เจ้าเล่นขลุ่ยเป็นไหม?”

“คะ….คิดว่า…พอเล่นได้เจ้าค่ะ”

อาจารย์โหยงเดินไปที่ชั้นเก็บของในห้องตำรา ที่ชั้นบนสุดนั้นมีขลุ่ยสองอันสีขาวทำการไม้เนื้อขาวที่มรพลังปราณไหลเวียน เขายื่นมันให้กับลี่ถิงหนึ่งอันแล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าให้ลี่ถิงลองเป่าดู

ตนตัวหนึ่งของลี่ถิงเคยเป่าขลุ่ยมาครั้งแต่เด็ก พอมีความรู้เรื่องโน้ตเพลงอยู่บ้าง ลี่ถิงเป่าเป็นเพลง ‘หนูมารีมีลูกแมวเหมียว’  ในหัวของเธอตอนนี้มีเพียงเพลงเด็กๆที่น่าอายเช่นนี้แต่ก็ไม่มีเพลงอะไรจะให้เล่น แต่ในตอนนั้นเอง

ผีเสื้อในห้องก็ขยับไปตามเสียงเพลง เมื่อใจเธอนึกอยากให้มันไปทางซ้ายมันก็ไปได้ดั่งใจนึก…ยิ่งกว่านั้น

“นะ…นี่มัน! บทเพลงอะไรกัน!? มันช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!!”อาจารย์โหยงปรบมือพร้อมทำดวงตาเป็นประกาย

นะ…นี่อย่างบอกนะว่า..

“…อะ…เอาจริงหรือเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”

ลี่ถิงมองขลุ่ยสีขาวในมือ ในใจก็พยายามคิดในแง่ดีกว่าท่านอาจารย์อาจจะล้อเล่นเธอก็เป็นได้ ทว่าดวงตาที่จริงจังคู่นั้นกลับไม่ได้บอกเช่นนั้น เขาขอให้ลี่ถิงเล่นเพลงนั้นอีก เธอก็เลยต้องเปล่าเพลง ‘หนูมารีมีลูกมีเหมียว’ อีกครั้งด้วยความอายแทบจะมุดแผ่นดิน

….จะให้เอาเพลงนี้ไปสู้จริงๆหรือท่านอาจารย์….? ไม่ดีกระมัง????

 

ตึก ตึก ตึก

“หยางหลี่ฟู่!!”

เสียงของชายคนหนึ่งผู้สวมชุดคลุมสีขาวฟ้า เขาเดินไล่ตามชายในชุดปักลายดวงอาทิตย์ไม่ห่าง ทว่าชายคนนั้นกลับไม่หยุดรอเมื่อได้ยินเสียงเรียก เขาเดินต่อไปในป่าไผ่ที่ไร้ผู้คน ตอนนี้ทุกคนอยู่ที่ห้องอาหารกันหมดคงมีเพียงเขาทั้งสองที่ออกมาข้างนอกเช่นนี้

สองคนนั้นคือ คุณชายเฟิงและคุณชายหยาง หลังจากที่ลี่ถิงถูกเรียกไปคุณชายเฟิงก็พยายามคุยกับคุณชายหยางอยู่หลายครั้ง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรอีกฝ่ายจึงไม่ยอมคุยกับเขาถึงขนาดเดินหนีออกมา

“หยุดเดี๋ยวนี้นะหยางหลี่ฟู่!!”

หมับ!

ในที่สุดเฟิงฮุ่ยเจียงก็สามารถคว้าไหล่ของหยางหลี่ฟู๋จนได้ คุณชายหยางหยุดเดินและยืนนิ่งๆ จากนั้นก็หันไปหาคุณชายเฟิงด้วยหน้ากากรอยยิ้มที่แสนคุ้นเคย

“…ฮุ่ยเจียง เจ้าไล่ตามข้ามาแบบนี้ ข้าลำบากใจนะ ถึงข้าจะอยากตัดแขนเสื้อกับลี่ถิง แต่กับเจ้าคงไม่ใช่รสนิยมของข้า”หยางหลี่ฟู่แกล้งพูดเล่นให้อีกฝ่ายยั๊วะทว่าสิ่งนั้นกลับไม่เป็นผล

“…หยางหลี่ฟู่ เจ้าทำอะไรลงไปรู้อยู่แก่ใจใช่ไหม?”คุณชายเฟิงกดเสียงต่ำลงแล้วจับไหล่ของหยางหลี่ฟูให้แน่นขึ้น

“…ทำอะไร อ่อ…ข้าลืมไป ลี่ถิงเป็นคนที่เจ้าโปรดนี่”

“…หยางหลี่ฟู่!!”

“ฮ่าๆ หน้าท่านตอนโกรธนี่ตลกอย่างกับรูปปั้นหน้าศาลา”

หยางหลี่ฟูหาได้สะทกสะท้านไม่ทว่าแม้จะโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแต่คุณชายเฟิงก็ไม่ปล่อยมือจากไหล่ของคุณชายหยางกลับบีบแน่นขึ้นไปอีก

“…ครั้งนี้ใครเป็นคนใช้ให้เจ้าทำ”

“…”

คุณชายเฟิงถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา คุณชายหยางไม่อาจเอ่ยอะไรออกมาได้จึงได้เพียงเงียบ ชายคนนี้…ช่างขี้ตื้อและเรื่องมากที่สุดเท่าที่หยางหลี่ฟู่เคยเจอมา

“เฟิงฮุ่ยเจียง ข้าว่าเรื่องนี้…เจ้าอย่ามายุ่งจะดีกว่า ขอให้รู้ไว้ว่าสำนักหยางไม่ได้กลัวสำนักเฟิงเลยแม้แต่น้อย รึว่า…ข้าจะแตะต้องคนโปรดของเจ้าไม่ได้เลยหรือ? แบบนั้นข้าก็ลำบากใจนะ ท่าทางคนโปรดของเจ้าก็น่าสนใจไม่หยอก”

“…เจ้าเคยบอกข้าว่าเจ้าเกลียดเรื่องแบบนี้มากกว่าสิ่งใด”

“….”

ร่างกายของหยางหลี่ฟู่สะดุ้งเล็กน้อย เขากำลังหลบดวงตาที่กำลังจ้องเข้ามาลึกภายในจิตใจของเขา ไม่ได้หรอก…พวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ไม่ว่าจะตอนนี้รึว่าเมื่อก่อน..

“หยางหลี่ฟู่… เจ้าไม่เหมือนพวกเขา เจ้าสามารถถอยกลับได้ทุกเมื่อ…”

“ถอยกลับ? เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร? เฟิงฮุ่ยเจียง การที่ข้ากับเจ้ารู้จักกันตอนเด็กนั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะรู้ทุกเรื่องของข้า ตอนนี้ข้ามีความสุขดี! มีความสุขมากๆเลยด้วย! หากเจ้าไม่มีธุระอะไรข้าขอตัว”

คุณชายหยางปัดมือของคุณชายเฟิงทิ้งไปอย่างไม่ไยดี แล้วหายตัวไปในกลางป่าไผ่

ไม่รู้ว่าเขาเข้าไปเพื่อทำสิ่งใด แต่เฟิงฮุ่ยเจียงกลับรู้สึกได้

เมื่อครั้งก่อนพวกเขาอาจจะเคยผูกพันกันอยู่…ในตอนนั้นหยางหลี่ฟู่มีใบหน้าที่ยิ้มอย่างใสซื่อ แต่ในตอนนี้เขากลับใช้มันเช่นเครื่องมือ ใบหน้าที่ยิ้มนั้นเป็นเพียงหน้ากากที่เขาซ่อนเอาไว้ ในตอนนั้นเฟิงฮุ่ยเจียงไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งใดทำให้เขาเปลี่ยนไป

นับตั้งแต่นั้นพวกเขาก็อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่อาจเรียกว่ามิตรไม่อาจคิดเป็นศัตรู แต่วิถีทางของสำนักเฟิงนั้นขัดกับสำนักหยางอย่างสิ้นเชิง ด้วยหน้าที่และสำนักพวกเขาไม่อาจรู้จักกันได้มากกว่านั้น

ในเมื่อเขาเลือกที่จะไม่ถอยออกมา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะสามารถหยุดเขาได้อีกแล้ว…

เฟิงฮุ่ยเจียงทำได้เพียงมองแผ่นหลังของหยางหลี่ฟู่จากไปอย่างช้าๆ เขาจะกระทำเป้าหมายให้ลุล่วง แม้ว่าจะต้องถูกตราหน้าว่ารังแกจอมยุทธ์ฝึกหัดที่ด้อยทักษะกว่าตนเชียวหรือ? ไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้ต้องหลุดออกไปแน่แล้วชื่อเสียงของเขาจะต้องถูกเสียงแว่วจากคนรอบข้าง

          …หยางหลี่ฟู่…เจ้ากำลังคิดจะทำอะไรกันแน่?

 

คะแนน 4.9
กรุณารอสักครู่...