ตอนที่แล้วตอนที่ 22 การต่อสู้ของทั้งสอง Part 1
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 24 ความรู้สึกที่ชัดเจน

ตอนที่ 23 การต่อสู้ของทั้งสอง Part 2

 

 

“อุรามิ”

เสียงทุ้มของลินจิในร่างเทพจิ้งจอกสวรรค์เอ่ยเรียก

แม้อุรามิจะเคยพบร่างจำแลงนี้มาก่อน แต่เขาก็ถอยผงะอย่างตกใจ เปลือกตาสั่นกระตุก

“หึ… เอาสิ ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว ฮะฮะฮ่า”

ดวงตาของอุรามิเบิกโพลง เผยให้เห็นตาขาวอย่างชัดเจน กระนั้นมุมปากก็ยังยกยิ้ม

“เอาเลย ลองดูนี่!”

แสงสีเขียวส่องสว่างขึ้นกลางอกของอุรามิ นั่นคือดวงจิตของ ‘เทพบุตรคิกิ’ ที่ถูกกลืนเข้า

แขนมารนับร้อยโผล่มาจากโพรงปีศาจที่เปิดอยู่กลางหลัง พายุสีมรกตค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นวนล้อมแขนมาร จากนั้นก็เกิดเป็นพายุขนาดย่อมหลายสายพุ่งตรงเข้ามาหาลินจิทันที

อุรามิได้พลังนี้มาจากการช่วงชิงดวงจิตของเทพบุตรคิกิแล้วดูดกลืนเข้าไป เขาสามารถดูดกลืนทุกสิ่งแล้วนำพลังจากสิ่งเหล่านั้นมาเป็นของตน

นัยน์ตาสีน้ำตาลของเทพจิ้งจอกสวรรค์พลันวาวโรจน์

“เตรียม!”

เสียงทุ้มตะโกนลั่นก่อนตั้งท่าบริกรรมบทคาถาที่ไม่รู้จักมาก่อน แต่ด้วยอานุภาพของทักษะ ‘กลายร่าง Lv.2’ จึงทำให้สิ่งที่ควรรู้แล่นเข้ามาในหัวอย่างไร้สงสัย

“ไม่มีทาง!”

อุรามิแผดเสียง พายุมรกตพร้อมเหล่าแขนมารนับร้อยพุ่งทะยานอยู่เบื้องหน้า

“ห้าม!”

กำแพงแสงสีขาวขวางมวลพายุและเหล่าแขนมารจนแตกกระจายกลายเป็นผง ทว่ามันกลับมารวมตัวกันใหม่แล้วพุ่งลงทะลุพื้นถ้ำก่อนจะโผล่เข้าหาลินจิจากด้านหลัง

เพลิงจิ้งจอกเทพสีขาวสลัวลุกโชนท่วมร่างโดยพลัน เมื่อปะทะกับพายุมรกตและเหล่าแขนมารก็เกิดแรงระเบิดเสียงดัง

ตอนนั้นร่างของเทพจิ้งจอกสวรรค์ก็ยังยืนหยัดไม่สะทกสะท้าน

[ทักษะกลายร่างจะยกเลิกภายใน 20 วินาที]

ต้องเร่งมือ ก่อนที่จะกลับสู่ร่างเดิม

มวลพายุมรกตก็รวมตัวกันห้อมล้อมร่างของอุรามิเป็นทรงกลม ไอพิษระเหยจากแขนมารเข้าปะปน กระทั่งสีของพายุดูผิดเพี้ยนไป จากนั้นมวลพายุทรงกลมก็ขยายขนาดขึ้น

ภายในถ้ำสั่นสะเทือน เศษหินปลิวกระทบผนังถ้ำดังกึกกัก ก้อนเนื้อที่ห่อหุ้มเพกัสระเบิดออกมาเป็นเพลิงจากด้านใน

“หือ… เปล่าประโยชน์”

อุรามิชำเลืองตาไปด้านหลัง ขณะนั้นลินจิก็แผดเสียง

“คลื่นจิ้งจอกสวรรค์ปราบมาร!”

เพลิงสีขาวพวยพุ่งจากร่างของลินจิรุนแรง

พายุไอพิษของอุรามิกระจายออกมาจากมวลพายุทรงกลมขนาดใหญ่ กระจัดกระจายทั่วทิศออกมาเป็นพายุสีเขียวหม่นหลายสาย

ตอนนั้นเพกัสก็ลอยขึ้นมาพร้อมอ้าปากรวบรวมเพลิงอสูร

นิ้วมือของลินจิในร่างเทพจิ้งจอกสวรรค์ขยับพลิ้วไหวอย่างงดงาม

[‘กลายร่าง Lv.2’ จะยกเลิกภายใน 10 วินาที 9…8…]

ชีพจรกระตุกเฮือกลึกภายใน ลินจิต้องกำจัดอุรามิให้ได้ภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว

ลินจิเงื้อมือที่ชูสามนิ้วออกจากอกขึ้นเหนือหัวแล้วฟาดลงมาทันที

“จงสลายไป!”

เพลิงขาวลุกโชติช่วงบดบังการมองเห็นของทุกสิ่ง เสียงม้าร้องดังมาจากอีกฟาก

เงาแสงรูปจิ้งจอกขนาดมหึมาพุ่งลงจากฟากฟ้าทะลุผนังถ้ำ

จังหวะนั้นเพกัสพ่นลำแสงเพลิงอสูรจู่โจม

“หน็อย! พวกแก!”

เพลิงอสูรของเพกัสและเงาแสงมหึมารูปจิ้งจอกพุ่งปะทะก้อนพายุพิษขนาดใหญ่ทันที

ทว่าพายุไอพิษที่ล้อมกายอุรามิก็ต้านการจู่โจมของทั้งสองเอาไว้

เพลิงอสูรลามไปทั่วก้อนพายุ เงาจิ้งจอกขนาดใหญ่ใช้เท้าทั้งสองพยายามทะลวงเข้าไปด้านด้านใน

“ฮะฮะฮ่า เปล่าประโยชน์ ดวงจิตของเทพบุตรคิกิอยู่กับข้า เมื่อรวมกับความชั่วร้าย มันช่างทรงอานุภาพยิ่งนัก พวกเจ้าไม่มีทางชนะหรอก!”

อุรามิยกมุมปากข้างหนึ่ง

แรงปะทะจากมวลพลังของทั้งสามกวาดผนังถ้ำแตกกระจุยกระจาย

“จะอะไรก็ช่าง แกมันชั่วร้ายเกินไปแล้ว!”

เสียงทุ้มของลินจิตะโกน เขาไม่มีเวลาแล้ว

[‘กลายร่าง Lv.2’ จะยกเลิกภายใน 5 วินาที 4…3…2…1…0]

เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แสงสว่างจากด้านนอกสาดเข้ามาในโพรงถ้ำ

ชีพจรของลินจิก็กระตุกอย่างแรง ร่างกายเปล่งแสงสว่างวาบขึ้นมา

เมื่อเพลิงจิ้งจอกสีขาวซึ่งลุกโหมกระหน่ำพลันวูบดับลง ร่างของลินจิก็กลับมาดังเดิม

“หน็อย…”

ลินจิล้มทรุดลงนั่งอย่างอ่อนล้า

เหล่ามือมารนับร้อยแหวกออกมาจากมวลพายุทันที ก่อนจะเข้าพันร่างของลินจิและเพกัสไว้

พายุไอพิษของอุรามิพลันสลายตัว และค่อย ๆ สงบลงไป

“หึหึ ข้าไม่ทำร่างเจ้าเละหรอก จงมาเป็นส่วนหนึ่งของข้า”

อุรามิยกยิ้มเบิกตากว้างอย่างน่าหวาดกลัว

พอเพกัสปล่อยเพลิงลุกท่วมตัว แขนมารที่รัดร่างของม้าอสูรก็สร้างพายุหมุนสลายเพลิงของเพกัสทันที

เพกัสร้องอย่างเจ็บปวด

“ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว เทพเจ้าเอ๋ย เพกัสเอ๋ย”

แขนมารรัดร่างของทั้งสองแน่นพร้อมดึงเข้าไป

โพรงปีศาจปรากฏขึ้นบนกายของอุรามิอีกครั้ง เขาเตรียมตัวดูดกลืนเทพเจ้าผู้สร้างโลกและม้าอสูรในตำนาน

 

 

นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะรับมือได้

เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่ชุนรู้สึกหวาดกลัวจากขั้วหัวใจ

ขณะที่สายลมสีเขียวบดบังสายตา จิตเทพสีมรกตก็แผ่กระจายไปทั่วดั่งคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ ใบไม้คมกริบกำลังร่ายรำท่ามกลางสายลมหมุนพลิ้ว พายุซึ่งปรากฏขึ้นม้วนตัวดั่งวังวนที่ไม่สามารถหนีออกไปได้

เทพเบื้องหน้าแข็งแกร่งกว่าศัตรูที่ผ่านมาอย่างเทียบไม่ติด

ความน่าสะพรึงนี้ทำให้ทุกสิ่งในหัวของชุนกระเจิงหายไปหมด ความว่างเปล่าขาวโพลนพลันเข้ายึดครองพื้นที่ในสมอง

พายุมรกตนี้เหี้ยมโหดรุนแรงเกินไป ดูราวกับมันจะกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่เหลือซาก

วินาทีนั้นคำพูดของโมโมะก็หวนดังขึ้นในจิตใจอันว่างเปล่าของชุน

—มนุษย์เราจะทำร้ายบางสิ่งเมื่อหวาดกลัว

แสงหนึ่งผุดขึ้นในดวงตาซึ่งใกล้จะปิดลง

…ทำไมเทพตนนี้ถึงต้องทำร้ายเรา คำถามเกิดขึ้นในใจ

แม้จะหวาดกลัว แต่หัวใจของชุนก็ร่ำร้องปฏิเสธ

สัญชาตญาณหวาดกลัวก็จริงทว่าลึกลงไปกว่านั้น…

“ข้าไม่ทำร่างเจ้าเละหรอก เพราะข้าต้องนำร่างของเจ้าไปแลกกับดวงจิตที่ถูกชิงไป เจ้าอุรามิมันร้ายยิ่งนัก แต่ถ้าข้าได้ดวงจิตคืนมา ข้าก็จะกำจัดมันทิ้งซะ ฮะฮะฮ่า”

…เพราะกลัวว่าจิตของตนจะถูกทำลาย

พายุหมุนยังคงม้วนตัวเริงระบำอยู่รอบกาย

แต่ชุนรู้สึกได้ว่าร่างกายที่เกร็งเริ่มผ่อนคลายลง

มนุษย์จะมองเห็นสิ่งที่ตัวเองอยากมอง และค้นหาสิ่งนั้นภายในตัวเอง

หากคิดว่าน่ากลัวก็จะหวาดกลัวจากก้นบึ้งจากหัวใจ

ทว่าความกลัวนี้มันคืออะไร มันน่ากลัวเช่นนั้นจริงหรือ

สุดท้ายคนเราก็ต้องตาย กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตายอยู่ดี หากหลีกหนีสัจธรรมข้อนี้ ก็เท่ากับว่าหลีกหนีความจริง

ชุนบังคับแขนที่ยังคงสั่นสะท้านและแข็งเกร็งยกขึ้นจับมือของเทพบุตรคิกิที่บีบคอตนไว้

“หือ… ยังมีแรงอีกเหรอ หึ”

เทพบุตรคิกิออกแรงบีบเพิ่มขึ้น กระแสพลังสีเขียวมรกตม้วนตัวขยายเป็นวงกว้างขึ้น

มือทั้งสองของชุนพลันอ่อนกำลัง ตกลงแนบกายอย่างไร้การต่อต้าน

เขาขยับตัวไม่ไหวอีกต่อไป

…ไม่ไหวแล้ว สงสัยจะได้ตายคราวนี้จริง ๆ

ขณะคิดถอดใจ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในสมองของชุน

พูดอะไรแบบนั้นล่ะครับ ชีวิตเป็นสิ่งมีค่านะครับ

แม้จะบาดเจ็บโทรมไปทั้งตัว ชุนก็ยังยิ้มอ่อน ๆ พึมพำว่า…

“…เจ้าหนู”

“สงสัยจะเสียสติไปแล้ว หึ”

เทพบุตรคิกิขมวดคิ้วพร้อมง้างแขนอีกข้างหนึ่งขึ้นมา ปลายนิ้วงอเกร็ง จากนั้นก็ปรากฏลมหมุนเรืองแสงสีเขียวบนฝ่ามือ

เมื่อลมหนาวบาดเฉือนปะทะแก้ม เรือนผมสีดำก็โบกสะบัด

ทว่าตอนนั้น… ชุนก็ยกแขนขวาที่ห้อยตกขึ้นมาอย่างอ่อนแรง

“ทสึจิ… ”

เทพบุตรคิกิมองอย่างสงสัย ชุนยังคงพึมพำเหมือนคนพูดคนเดียว

“มิซึ…”

“ฮะฮะฮ่า เปล่าประโยชน์ จะร้องขอภาวนาก่อนตายเหรอไง”

สายลมหมุนเพิ่มความรุนแรงเป็นทวีคูณ

“ฮิ…”

“คามินาริ…”

สิ้นเสียงพึมพำ เทพบุตรคิกิก็เบิกตากว้างประหนึ่งตกใจ

เปลือกตาของชุนสั่นสะท้าน

ปรากฏดาวห้าแฉกขนาดมหึมาส่องประกายปกคลุมผืนฟ้าในทันที เสียงสัตว์คำรามดังก้องจากเบื้องบนจนแก้วหูสะเทือน

กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นเสียงของมังกรธาตุเทพบุตรคิกิก็ช้าไปแล้วหนึ่งจังหวะ

กระแสพลังวูบไหวรุนแรง แสงสลัวคล้ายมังกรสี่ตัวโผล่ออกมาจากวงเวท ทว่าแสงก็สว่างเจิดจ้าขึ้นจนมองไม่เห็นรายละเอียด เห็นเป็นเพียงแสงสีต่าง ๆ เท่านั้น

สีน้ำตาล คือ ปราณมังกรดิน

สีฟ้า คือ ปราณมังกรน้ำ

สีแดง คือ ปราณของมังกรไฟ

และสีทอง คือ ปราณของมังกรสายฟ้า

มังกรทั้งสี่กำลังวนเวียนอยู่ใต้วงเวทมหึมา

“หน็อย!”

เทพบุตรคิกิสบถพลางแหงนมองแสงที่วูบไหวปกคลุมน่านฟ้าอย่างตกตะลึง

จังหวะนั้นชุนก็ใช้แขนปัดมือของเทพบุตรคิกิแล้วดิ่งตัวลงมา ก่อนจะคว้าดาบบนพื้นโดยพลัน

มือหนึ่งยกปลายดาบชี้ขึ้นฟ้า อีกมือหนึ่งชูสี่นิ้วตั้งกลางอก

สองตาของชุนปิดลงพร้อมบริกรรมบทคาถาลำดับต่อไป ผ้าคลุมสีดำเบื้องหลังปลิวไสว ตัวดาวเปล่งแสงทั้งสี่สี

สีน้ำตาล ฟ้า แดง ทอง สลับกัน

ทั้งหมดนี้คือเฮือกพลังสุดท้ายเท่าที่ชุนมี

“หนักแน่นดั่งพสุธา สงบนิ่งดั่งวารี ปัญญาส่องสว่างดั่งอัคคี ความดีลั่นคำรามดั่งสายฟ้าคลั่ง…”

เทพบุตรคิกิทะยานร่างลงมาโดยพลัน จิตสังหารสีเขียวลุกโชติช่วงพัลวัน พายุหมุนมรกตโหมกระหน่ำพัดเศษดินปลิวกระจาย

“ใครจะไปยอมกัน!”

จังหวะที่เทพบุตรคิกิพุ่งเข้ามาพร้อมพายุหมุนที่ปกคลุมร่างนั้น ชุนก็เปล่งบทสุดท้ายของคาถาพร้อมลืมตา

“คลื่นมังกรสี่ธาตุ คำราม!”

เสียงมังกรคลั่งสะท้านไปทั่วหล้า มังกรสี่ธาตุซึ่งลอยวนเวียนปกคลุมน่านฟ้าพุ่งดิ่งพสุธาเป็นแนวตรง

ขณะที่พายุมรกตโหมกระหน่ำเข้ามาเบื้องหน้า มังกรทั้งสี่ก็รวมตัวกันหมุนเป็นเกรียวพุ่งปะทะร่างของเทพบุตรคิกิจากด้านบน

“แก… อ๊าก..”

เสียงกรีดร้องถูกเสียงมังกรคำรามกลบ ร่างสูงกำยำของเทพบุตรถูกแสงรูปมังกรยักษ์กลืนกินจนแหลกสลาย

สิ้นสุดการทำลายเหล่ามังกรก็พุ่งหายเข้าไปในจุดแสงเล็กๆ ซึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า ราวกับโดนโพรงมิติที่เปล่งแสงสว่างออกมาดูดเข้าไป

“จงไปสู่สุคติ…”

เสียงเขาแผ่วเบาเหลือเกิน

สติเริ่มหลุดลอย

ร่างของชุนเอียงวูบ กระแทกผืนดินพร้อมกับดาบ วงเวทบนน่านฟ้าพลอยหายเลือนไป

จู่ ๆ ดาบกระดูกเทพพลันเปล่งแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมา

คาถาที่ชุนร่ายออกมาเมื่อครู่ คือ ‘คลื่นมังกรธาตุคำราม’ ซึ่งเป็นพลังเวทที่ใช้เรียกปราณมังกรจากต่างมิติ มีพลังในการทำลายล้างไปถึงจิตวิญญาณของศัตรู แม้ว่าร่างนั้นจะไม่ได้อยู่กับดวงจิตก็ตาม

สิบปีที่แล้ว ในวันสอบวิชา ‘คลื่นมังกรธาตุคำราม’ โมโมะผู้เป็นอาจารย์พึมพำออกมาว่า

…น่าแปลกจริง ๆ ตัวเล็กแค่นี้แต่สามารถใช้ได้ได้ถึงสี่ธาตุ

เมื่อมองอย่างสงสัย ผู้เป็นอาจารย์ก็พูดต่อช้า ๆ

อีกหน่อยอาจจะใช้ได้เยอะกว่านี้

แต่… ไม่หรอกมั้ง แบบนั้นก็เกินมนุษย์แล้วล่ะ

จากนั้นชุนก็เชื่อมาเสมอว่า…

ตนสามารถใช้พลังเวทได้เท่านั้นจริง ๆ

 

ลินจิถึงขีดจำกัดแล้ว

เขาใช้พลังจนหมด แม้แต่เขตอาคมก็ไม่สามารถสร้างได้

อึดอัดเหลือเกิน ร่างถูกรัดจนกระดูกแทบแตก

ความเจ็บปวดเกินบรรยายอาละวาดบ้าคลั่งราวกับหัวเราะเยาะเย้ย ตัวของเขาแข็งทื่อจนแทบไม่ขยับ ในสภาพนี้ลินจิคงจะหมดหนทางสู้แล้วจริง ๆ

ขณะสติเริ่มหลุดลอย เปลือกตาก็ค่อย ๆ ปิดลง จู่ ๆ แสงสีเขียวกลางอกของอุรามิซึ่งเป็น ‘ดวงจิตของเทพบุตรคิกิ’ ก็พลันส่องสว่างขึ้นมา

ภายในแสงสีเขียวมีจุดแสงเล็ก ๆ อีกหลากสีส่องสว่างทับซ้อนกัน

“อะ…อะไร”

อุรามิหยุดชะงักไปชั่วครู่ เบือนสายตาจากลินจิและเพกัสที่ถูกรัดด้วยแขนมาร แล้วก้มมองแสงสว่างที่พลันสว่างขึ้นมาอย่างสงสัย

ลินจิลืมตาช้า ๆ

จุดแสงหลากสีที่ส่องสว่างขึ้นมาจากกลางอกของอุรามิ สะท้อนในดวงตาของลินจิวับวาบ

เสียงของบางสิ่งคล้ายกับเสียงคำรามดังออกมาจากดวงจิตสีเขียว กระแสพลังวูบไหวรุนแรง

พริบตานั้นแสงลักษณะคล้ายมังกรขนาดใหญ่ก็พุ่งออกจากดวงจิตของเทพบุตรคิกิที่อุรามิกลืนเข้าไป

“ทะ… ทำไม…กัน!”

ปราณมังกรทั้งสี่ของชุนพวยพุ่งทะยานสู่ผืนฟ้าออกมาจากอกอุรามิ กระแสพลังมังกรธาตุทั้งสี่แผ่เป็นวงกว้าง

พื้นและผนังถ้ำทรุดพังทลาย

อุรามิพลันเบิกตา ดวงตานั้นมองไปยังเหล่ามังกรที่พุ่งมาจากอกของตน

กระแสพลังของเหล่ามังกรปัดเป่าแขนมารที่รัดร่างเพกัสและลินจิจนแหลกสลาย

ร่างของทั้งสองดิ่งลงพสุธาทันที

เพกัสก็รีบหมุนตัวกลางอากาศด้วยเรี่ยวแรงที่มี ก่อนจะตั้งหลักพุ่งเข้ารับร่างของลินจิที่กำลังลงมาอย่างทันกาล

ร่างของเทพเจ้าผู้สร้างโลกถูกช่วยไว้ ลินจินอนคร่อมซบหลังของเพกัสลืมตาปรือ

“พะ…เพกัส”

ลินจิพึมพำ

ขณะที่ร่างของอุรามิก็ถูกกลืนด้วยกระแสพลังรูปมังกร เพกัสก็มองไปยังแสงสว่างเหล่านั้นแล้วส่งเสียง

“อะ…อะไรเหรอ”

ลินจิพยายามพยุงตัวนั่งบนหลังม้า เมื่อเงยหน้าก็ปรากฏแสงรูปมังกรสว่างไสวทอประกายในแววตา

ปราณมังกรสี่ธาตุของชุนกำลังเริงระบำทะยานสู่ฟ้า บิดตัวเป็นระลอกพร้อมเกี่ยวประสานเป็นหนึ่งเดียว

เสียงมังกรคำรามดังกึกก้องอีกครั้ง วินาทีนั้นร่างของอุรามิก็แหลกสลายกลายเป็นจุณ

ก่อนที่ภาพและเสียงเบื้องหน้าจะกลับสู่ความสงบ ดวงแสงสีเขียวซึ่งเป็น ‘ดวงจิตของเทพบุตรคิกิ’ ก็แตกเป็นละอองเล็กละอองน้อยส่องแสงระยิบระยับกลางอากาศ

เมื่อสายลมพัดผ่าน ละอองแสงเหล่านั้นก็ปลิวไปกับสายลม

“…”

ลินจิมองอึ้งกิมกี่ ก่อนจะสะดุ้งพร้อมกับสติที่กลับมา

“อ๊ะ! ตายแล้ว คุณชุนจะเป็นยังไงบ้างนะ”

เพกัสดีดขาหน้ายกขึ้นกลางอากาศแล้วร้อง ส่วนลินจิก็รีบโน้นตัวลงกอดคอทันที

“นี่ ๆ จะกลับไปที่เดิมใช่มั้ย”

เสียงน่ารักถามอย่างสงสัย เมื่อดูทางทิศทางที่เพกัสมุ่งหน้าไป ลินจิก็พอจะเดาได้ว่าคงเป็นเส้นทางกลับสู่ ‘สุสานเปี๊ยกโกะ’

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...