ตอนที่แล้วSD:บทที่ 10 : การขับรถนั้นมั่นคงยืนยาว
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปSD:บทที่ 12 : หยาน ฉีเสีย

SD:บทที่ 11 : เรื่องราวของผีจีนเรื่องหนึ่ง


SD:บทที่ 11 : เรื่องราวของผีจีนเรื่องหนึ่ง

หนิง ไฉ่เฉิน

ซู ฉิวไป่รู้สึกว้าวุ่นใจไปชั่วขณะหนึ่ง ทำไมชื่อนี้ถึงคุ้นหูแปลก ๆ

“นี่คุณจะไปที่ไหนครับ” เขาเอ่ยถามบัณฑิตหนุ่มผู้มีผิวซีดผ่านหน้าต่างรถ โดยที่ยังขบคิดอยู่ในใจ

โดยที่ยังคงแบกลังไม้ไว้บนหลัง หนิง ไฉ่เฉิน นั้นยังคงตะลึงงันและประหลาดใจ แต่เขาก็ตอบกลับโดยเร็วเมื่อได้ยินคำถามของ ซู ฉิวไป่“อารามหลานหลัว”

วัดหลานหลัวหรือ

            สถานนี่นั้นก็ฟังดูคุ้นหูอีกเหมือนกัน

ซู ฉิวไป่รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ตลอดทั้งวันนี้เขาเองก็ยังหาผู้โดยสารไม่ได้เสียซักคน ดังนั้นเขาคงไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเรื่องมากในการรับผู้โดยสาร ณ ตอนนี้

อีกอย่าง เขาอาจจะได้แต้มคะแนนเติบโตเพิ่มขึ้น ถ้าเขารับผู้โดยสารที่ส่งมาโดยระบบการนำทาง และทำตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

ด้วยใจที่ตั้งมั่น เขาจึงตัดสินใจที่จะเลิกลังเลอีกต่อไป ซู ฉิวไป่ออกจากรถแท็กซี่ พร้อมกับช่วย หนิง ไฉ่เฉิน ขนลังไม้เก็บไว้ในท้ายรถ จากนั้นเขาจึงเปิดประตูรถให้กับ หนิง ไค่เฉง ที่ยังคงดูสับสนกับเรื่องราวทั้งหมดอยู่ไม่น้อย

จากประสบการณ์ก่อนหน้าที่เขามีกับ อู่ซง แล้ว ตัวของ ซู ฉิวไป่เองก็คล่องแคล่งพอสมควร ในการช่วยเหลือบัณฑิตหนุ่มขึ้นรถแท็กซี่

ระบบการนำทางดังขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ทุกอย่างได้รับการจัดการเรียบร้อย

“เริ่มต้นการนำทาง กำลังระบุตำแหน่งอารามหลานหลัว...”

ซู ฉิวไป่แทบจะขยับเปลี่ยนเกียร์ พร้อมกับจะปล่อยคลัตช์อยู่แล้ว แต่เขากลับหยุดรถกะทันหันเสียอย่างนั้น

“ช่วยบอก...ชื่อของคุณมาอีกครั้งได้มั้ยครับ” เขาหันหลับไปมองชายที่นั่งอยู่บนเบาะหลังแล้วถามอีกครั้ง มีอะไรบางอย่างที่ยังคงตะขิดตะขวงใจ และการหายใจของเขาเริ่มเร็วขึ้นเรื่อย ๆ

“นามของข้า...คือ...หนิง ไฉ่เฉิน”

หนิง ไฉ่เฉิน ตอบกลับ เขาตกตะลึงเป็นอย่างมากที่อาการของ ซู ฉิวไป่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน น้ำเสียงของเขาที่เอ่ยตอบคำถามของคนขับรถนั้น เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

หนิง ไฉ่เฉิน...อารามหลานหรัว...เหนีย เสี่ยวเชียน...เรื่องผีจีนเรื่องนั้น!

 

(เกร็ดความรู้: โปเยโปโลเย  ภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวถึงบัณทิตหนุ่ม หนิงไฉ่เฉิน ที่ต้องดั้นด้นเดินทางไกลรอนแรมไปตามเมืองต่างๆ เพื่องานการเก็บภาษี ในหมู่บ้านป่าเมืองเถื่อนห่างไกลแห่งหนึ่ง กลับต้องประสบกับปัญหาไม่สามารถเก็บเงินได้ สมุดบันทึกค่าเช่าถูกน้ำจนเปียกหมด เขาต้องอาศัยค้างแรมที่นี่ แต่ห้องพักโรงแรมล้วมมีคนเช่าเต็มจนหมด ทางเลือกเหลือเพียงแค่วัดร้างปลายดอยเท่านั้นที่จะพอใช้พักอาศัยได้ วัดร้างแห่งนี้เป็นสถานที่ใหญ่โต ประกอบไปด้วยห้องหับมากมาย แต่ทั้งเปลี่ยว และเงียบสงัดชวนให้ขนหัวลุกเป็นยิ่งนัก แค่เสียงลม หรือประตูลั่นขึ้นมา ก็สร้างความตื่นตระหนกได้แล้วที่นั่น หนิงไฉ่เฉิน ต้องพบกับเรื่องประหลาดมากมาย ทั้งการต่อสู้ของยอดฝีมือ กับมือกระบี่นักพรต (อู๋ หม่า) ที่สำคัญไปกว่านั้นเขาได้พบกับ หญิงสาวลึกลับ เสี่ยวเชี่ยน ผู้นำพาให้หนิงไฉ่เฉินได้พบกับโลกที่เขาไม่เคยคิดว่ามีมาก่อน หญิงสาวปรากฏตัวในด้วยท่าทีที่เย้ายวน แบบที่ไม่ว่าชายใดก็ยากที่จะปฏิเสธได้ หนิงไฉ่เฉิน ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ต่อมาเขาถึงทราบว่า เสี่ยวเชี่ยน ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นวิญญาณแร่ร่อน ถูกกักตัวไว้โดยเจ้าปีศาจต้นไม้ ไม่ให้ไปผุดไปเกิด และกลายเป็นเหยื่อล่อมนุษย์เพศชายที่ผ่านเข้ามาในอาญาบริเวณ เพื่อเป็นเหยื่ออันโอชะแก่เจ้าปีศาจ หนิงไฉ่เฉิน เมื่อได้ทราบเรื่องราวดังกล่าว จึงตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วย โดยได้รับความร่วมมือจากนักพรตปราบปีศาจ ผู้หวังจะกำหราบปีศาจที่สร้างความเดือดร้อน ให้กับผู้คนตนนี้เช่นเดียวกัน )

 

ถ้า ซู ฉิวไป่ยังคงคิดไม่ออกว่าเพราะเหตุใด ชื่อของ หนิง ไฉ่เฉิน และ อารามหลานหรัว ถึงได้ฟังดูคุ้นหูนัก ป่านนี้เขาคงได้ซี้แหงแก๋เสียแล้ว!

“นี่...น้องชายหนิง ท่านจะช่วยลงจากรถแล้วรอหาแท็กซี่คันต่อไปได้มั้ย คือบังเอิญฉันเกิดปวดท้องกะทันหันแล้วต้องรีบกลับ...”

ซู ฉิวไป่มองไปที่ หนิง ไฉ่เฉิน ด้วยความเศร้าสร้อย เขาแทบจะร้องไห้ออกมาเสีย ณ ตอนนี้เลย

ได้โปรดปล่อยฉันไปที...นี่มันไม่ใช่การส่งผู้โดยสารธรรมดาแล้ว นี่มันการฆ่าตัวตายชัด ๆ นี่แกอยากจะให้ฉันย้อนเวลาเพื่อไปเจอผีในคืนยาว ๆ แบบนี้ แถมยังมีผีมากกว่าหนึ่งตัวอีก!

ถ้าเขาจำได้ถูกต้องล่ะก็ หนิง ไฉ่เฉิน นั้นเป็นบัณฑิตหนุ่มที่พบกับผีของหญิงสาวนามว่า เหนีย เสี่ยวเชียน และยายผู้ชั่วร้ายของนางที่อารามหลานหรัว

ช่างโชคร้าย ราวกับว่าระบบการนำทางอ่านใจของเขาได้ มันดังขึ้นมาทันทีหลังจากที่เขาพูดจบ ก่อนที่ หนิง ไฉ่เฉิน จะอ้าปากตอบด้วยซ้ำ

“ถ้าหากคุณยกเลิกภารกิจนี้ ช่องทางการข้ามผ่านเวลาจะปิดตายเป็นระยะเวลาสองเดือน แต้มคะแนนเติบโตทั้งหมด รวมถึงที่จะสะสมได้ในอนาคต จะหายไปเป็นระยะเวลาหกเดือน รวมถึงใบขับขี่ยานพาหนะจะถูกตัดคะแนนทั้งหมดสิบสองคะแนน ซึ่งหมายถึงการถูกยึดใบขับขี่!”

ประโยคสุดท้ายที่เกี่ยวกับการยึดใบขับขี่ของเขาถูกกล่าวโดยไร้ความเมตตา ทำให้ ซู ฉิวไป่ตะลึงงันเสียนาน

ให้ตายสิ แค่ปฏิเสธงานครั้งเดียว ถึงกับถอนใบขับขี่เลยรึ!

หัวใจของคนขับรถอย่างเขาแทบจะสลายเมื่อเขาจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนของ หนิง ไฉ่เฉิน

เนื่องจากว่าเขาไม่มีทางเลือกมากนัก ซู ฉิวไป่ลังเลได้เพียงเกือบสิบนาที ก่อนที่จะตัดสินใจได้ว่าจะเดินทางไปอารามหลานหรัว ยังไงเขาก็แค่ต้องไปส่ง หนิง ไฉ่เฉิน ที่อาราม ถ้าเขาลงจากรถเมื่อไหร่ ซู ฉิวไป่ก็กลับบ้านของเขาได้โดยทันที!

ถ้าอย่างนั้นมันก็น่าจะยังปลอดภัย เขาคงยอมเสียใบขับขี่ของเขาไปจริง ๆ ไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงชัดเจนมากว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาก็ต้องทำภารกิจนี้เสียให้สำเร็จ

“น้องชายหนิง เชิญนั่งเถอะ ถ้ารู้สึกไม่สบายอย่างไรก็ตาม ก็บอกฉันได้ ถ้าเจอภรรยาของท่านที่อารามแล้ว ช่วยบอกกับ เหนีย เสี่ยวเชียน ด้วยว่าผมเป็นคนดีจริง ๆ ไม่ต้องเอาสมบัติเงินหรือทองก็ได้ แค่ปล่อยผมไปก็พอ”

ซู ฉิวไป่บ่นพึมพำตลอดการเดินทางที่นำโดยระบบการนำทางบ้า ๆ นี่ ส่วน หนิง ไฉ่เฉิน ที่นั่งอยู่บนเบาะหลังก็ดูท่าจะเมารถเอาเสียแล้ว เขาเวียนหัวมากขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินคำพูดของ ซู ฉิวไป่ที่ช่วยแต่ทำให้เขาสับสนมากกว่าเดิม ดังนั้นเขาจึงทำแค่หลับตาลงแล้วผล็อยหลับไป

“คุณได้มาถึง อารามหลานหรัว...”

ซู ฉิวไป่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากได้ยินคำพูดของระบบการนำทาง แต่กลับรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมากะทันหันเมื่อสังเกตสภาพแวดล้อมรอบข้าง

แม้ข้างนอกจะมืดมิดจนแทบมองอะไรไม่เห็น แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เขายังพอเห็นเค้าลางของป่าที่อยู่ใกล้ ๆ อีกทั้งยังมองเห็นมุมหนึ่งของอารามโบราณ

เขาไม่กล้าที่จะมองในความมืดชวนขนหัวลุกอีกต่อไป เขาจึงหันกลับไปปลุก หนิง ไฉ่เฉิน ที่ยังคงหลับอยู่บนเบาะหลัง

และแน่นอน ไอ้ระบบการนำทางเฮงซวยก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

“กำลังแสดงภารกิจอันโชคดีของคนขับรถ: หากติดตาม หนิง ไฉ่เฉิน เข้าไปในอารามหลานหรัว และคุ้มครองให้ เหนีย เสี่ยวเชียน และ หนิง ไฉ่เฉิน หนีออกไปด้วยความปลอดภัย คุณจะได้รับแต้มคะแนนเติบโตทั้งหมดหนึ่งร้อยแต้ม และแต้มคะแนนวิวัฒนาการทั้งหมดห้าแต้ม!”

นี่เป็นภารกิจอันโชคดีจริงเหรอ ไอ้เครื่องบ้านี่ต้องล้อเล่นแน่! ไม่สิ...มันกำลังสั่งให้เขาขุดหลุมฝังตัวเองทั้งเป็นชัด ๆ !

“ขอปฏิเสธ ผมขอยกเลิกภารกิจ” เขาตอบระบบการนำทางโดยไร้ซึ่งการลังเลใด ๆ

“การทอดทิ้งภารกิจจะนำไปสู่การแช่แข็งของช่องทางการข้ามเวลาในทันที โปรดเตรียมตัว”

เป็นอีกครั้งที่เสียงอันไร้ความเมตตาของระบบการนำทางกำลังสั่งเขา ซู ฉิวไป่รู้สึกได้ว่าอีกนิดเดียว น้ำตาของเขาก็จะไหลพรากแล้ว

เดี๋ยวสิ นั่นหมายความว่าฉันก็จะติดอยู่ที่นี่ถ้าช่องทางการข้ามเวลาดันแข็งตัวเอาตอนนี้ ไอ้เครื่องบ้านี่กำลังบังคับเขาให้ทำอะไรที่ไม่มีทางจะจบลงด้วยดีอย่างเห็นได้ชัด นี่มันเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ ที่กำลังเร่งให้เขาหมดทางเลือกลงทุกที

“ช่างเถอะ ผมยอมรับภารกิจ”

ซู ฉิวไป่เอ่ยด้วยความหดหู่ใจขณะที่เขาทอดกายลงพิงกับพนัก แล้วถอนหายใจ

“ภารกิจได้รับการยอมรับแล้ว ขอให้โชคดี”

เมื่อเสียงของระบบการนำทางกล่าวประโยคสุดท้ายทิ้งไว้ รถก็กลับไปสู่ความเงียบเช่นเดิมอีกครั้ง

“น้องชาย...ขณะนี้ เราอยู่ ณ หนแห่งใดกัน”

หนิง ไฉ่เฉิน ตื่นขึ้นมาพอดี ขณะที่ ซู ฉิวไป่ทำได้แค่ครุ่นคิดหาทางว่าควรทำอย่างไรต่อดี

“อารามหลานหรัว เรามาถึงแล้ว...งั้นท่านลงจากรถเลย เดี๋ยวเราจะเข้าอารามไปด้วยกัน” ซู ฉิวไป่เอ่ยตอบน้ำเสียงที่อ่อนล้า ก่อนที่เขาจะลงจากรถเช่นกัน

หลังจากที่เห็น หนิง ไฉ่เฉิน แบกลังไม้ของเขาออกจากท้ายรถ ซู ชิวไป่ก็ล็อครถพร้อมกับเดินตามไป เขากำโทรศัพท์มือถือไว้ในมือแน่น ก่อนที่ทั้งสองจะเดินเข้าไปในอารามด้วยกัน

เมื่อเขามาถึงอารามแล้ว เขาเปิดโหมดไฟฉายบนมือถือ แล้วอ่านป้ายที่อยู่ตรงหน้า ชัดเจนแล้วว่าที่แห่งนี้คือ อารามหลานหรัว จริง ๆ

ไม่มีความหวังเหลือซักนิดในใจของ ซู ฉิวไป่แล้ว อีกไม่นาน เหนีย เสี่ยวเชียน พร้อมยายผู้ชั่วร้ายก็จะโผ่ลมา... ให้ตายสิ พวกเราต้องตายแน่นอน

ชายทั้งสองก่อกองไฟขึ้นก่อนที่จะก้าวเข้าไปในอาราม หนิง ไฉ่เฉิน ไม่เสียเวลาคุยกับ ซู ฉิวไป่แล้วหยิบเอาตำราของเขาจากลังไม้นั่นขึ้นมาอ่าน หัวใจของ ซู ฉิวไป่เต้นเร็ว เช่นเดียวกับม้าป่าที่วิ่งอย่างอิสระ

นี่เราจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ แต่นายดันเอาเวลาที่คงเหลือไม่มากมาเรียนหนังสือเนี่ยนะ

            แต่ฉันมีทางเลือกที่ไหนกัน สำหรับคนขับรถแล้ว ผู้โดยสารก็ไม่ต่างอะไรจากพระเจ้า แล้วฉันจะทำอะไรได้อีกล่ะ

ซู ฉิวไป่นั่งอยู่ ณ อีกด้านของกองไฟ แล้วรออย่างกระวนกระวาย พลางวางแผนว่าเขาควรจะทำอะไรต่อดี

ขณะนั้นเอง คนขับรถกลับได้ยินเสียงหัวเราะซึ่งทำให้เขาตกใจกลัวจนแทบจะหัวใจวายเสีย

ณ หน้าทางเข้าของอารามนั่นเอง กลับมีผู้หญิงปรากฏตัว

หากจะกล่าวตามตรงแล้ว นางเป็นผู้หญิงที่งดงามมาก เจ้าตัวสวมชุดกระโปรงไหมที่นุ่มและเบาบาง แขนของนางเกลี้ยงและละมุนราวหยก และนางดูสง่างามสเหลือเกิน ขาของนางสวยงามราวกับดอกบัว และหน้าของนางขาวและอ่อนหวาน ให้ความรู้สึกว่างดงามเช่นเดียวกับองค์หญิงจากเทพนิยายซักเรื่อง

และนางคือ เหนีย เสี่ยวเชียน ผีที่จะมีชื่อเสียงไปตลอดชั่วประวัติศาสตร์

ก่อนที่ ซู ฉิวไป่จะได้มีโอกาสตอบ หนิง ไฉ่เฉิน ก็หลงเสน่ห์ของสตรีตรงหน้าเรียบร้อย!

คนขับรถได้แต่ถอนหายใจ พลางได้แต่คิดว่าเขาเอาตัวเองเข้ามายุ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง หนิง ไฉ่เฉิน ก็ก้าวเท้าเข้าไปหานางโดยไร้สติแล้ว

“สาวน้อย...ข้าสงสัยว่าเจ้าจะช่วย...”

แต่ก่อนที่บัณฑิตหนุ่มจะได้มีโอกาสพูดจบ เขาก็ถูกขัดโดยคนขับรถแท็กซี่เสีย

“หยุดพูดไร้สารสะกันได้แล้ว! เธอคือ เหนีย เสี่ยวเชียน ใช่มั้ย หมอนี่คือ หนิง ไฉ่เฉิน ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอยังไม่รู้จักเขา แต่เขาก็ย้งไม่รู้จักเธอเหมือนกัน! แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว ยังไงก็ตาม พวกเธอจะได้แต่งงานกัน เดี๋ยวเธอจะได้มีโอกาสคุยกับเขาที่หลัง แต่ตอนนี้ที่นี้ไม่เหมาะที่จะเป็นที่พูดคุยซักเท่าไหร่ แต่ฉันเป็นผู้ส่งสารจากพระเจ้าเพื่อมาช่วยความรักของพวกเธอ! เพราะงั้นรีบตามฉันมา...เดี๋ยวฉันจะไปส่งพวกเธอที่บ้าน”

ซู ฉิวไป่กล่าวประโยคนั้นโดยไม่หยุดพักหายใจ เขาพูดเร็วจนตอนนี้เขาแทบจะหอบหายใจด้วยซ้ำ

ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มและผีสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเอาแต่จ้องมองเขาราวกับว่าเขาเป็นคนบ้า

“ฉันรู้ว่าเธอทั้งสองยังไม่เข้าใจฉัน แต่มันไม่สำคัญเลย สิ่งเดียวที่พวกเราต้องทำคือออกจากที่นี่!”

เขาไม่รอให้ทั้งสองคนคิดข้อแก้ตัว แต่ลากทั้งสองออกมาจากอารามทันที แล้ววิ่งกลับไปยังรถแท็กซี่ โอเค นี่ไม่ใช่เรื่องตลก ยายผู้ช่วยของนางกำลังมา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็เป็นไปไม่ได้แล้วที่เราจะออกจากอาราม เพราะฉะนั้น ฉันก็ควรส่งพวกเขาในตอนนี้ทันทีเพราะยังไม่มีอะไรเกินขึ้น แล้วภารกิจก็จะเสร็จลุล่วง เยี่ยม!

            ยิ่งเขาคิดมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น จะไปสนทำไมล่ะว่าตอนนี้ในใจของ หนิง ไฉ่เฉิน และ เหนีย เสี่ยวเชียน กำลังคิดอะไรอยู่ แค่ส่งพวกเขาให้ปลอดภัยเป็นอันพอ ดังนั้น ซู ชิวไป่จึงลากพวกเขาเข้าไปในรถแท็กซี่โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

โดยที่ยังไม่ได้เอ่ยคำอธิบายใด ๆ ซู ฉิวไป่เข้าไปในรถ แล้วรัดเข็มขัดนิรภัย หลังจากที่เขายัดทั้งสองคนเข้าไปในรถแท็กซี่ได้แล้ว

ทันใดนั้นเอง เขาพลันนึกได้ว่าเขาทำพลาดอย่างร้ายแรง เขาลืมมือถือไว้

เขาตื่นตกใจมากที่เขาเห็น เหนีย เสี่ยวเชียน ก่อนหน้านี้ จนเขาลืมนึกไปว่าเขาวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างกองไฟ

เอายังไงดี

ในตอนแรก เขาคิดจะทิ้งมันไว้ ณ ตรงนั้นเลย แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาถ่ายรูปไว้หลายรูปที่เขายังอยากเก็บไว้ เขาลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะตัดสินใจไปเอามันคืน

“ทั้งสองคน อยู่นี่แล้วอย่าลุกไปไหนล่ะ รอฉันกลับมาก่อน ฉันจะรีบ!”

หลังจากที่เขาเตือน หนิง ไฉ่เฉิน และ เหนีย เสี่ยวเชียน เขาก็ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร! ซู ฉิวไป่กระโดดออกมาจากรถ แล้ววิงกลับไปที่อาราม

หนทางกลับนั้นมืดสนิท หลังจากล้มลุกคลุกคลานหาทางกลับไปที่อารามได้แล้ว เขาพบว่ากองไฟนั้นยังไม่ทันมอด และมือถือของเขายังคงอยู่ที่เดิมที่เขาวางเอาไว้

เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วรีบวิ่งไปหยิบโทรศัพท์มือถือ จากนั้นเขาก็คิดทึ่จะออกจากที่นั่นโดยเร็ว แต่ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้น เขาเห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูอาราม!

หญิงชราสวมผ้ากำมะหยี่และผ้าไหมลูกไม้ แม้นางจะดูมีอายุมากแล้ว แต่นางก็ยังมีรอยยิ้มที่อ่อนโยน

“หลานชาย ที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้าง ข้าเพียงผ่านที่นี่มา ข้าจักขอเข้าเข้าไปข้างในและพักได้หรือไม่”

หญิงชราเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับเมินคนขับรถที่ยืนตรงข้ามเธอ โดยที่เหงื่อกาฬยังคงไหลพล่านเต็มหน้าของเขา

“ไม่ต้องกังวลไปครับ ยายจะพักนานเท่าไหนก็ได้ที่ยายต้องการ จะหลับถึงปีใหม่เลยก็ได้ แต่ผมคงจะดูแลยายไม่ได้ ผมย้งมีแม่อายุแปดสิบปีอยู่ที่บ้านที่ผมยังต้องดูแล และลูกอายุสามขวบที่ยังรอให้มาเลี้ยง เพราะงั้น เออ...ผมขอกลับก่อน”

หากจะพูดตามตรง แม้แต่ ซู ฉิวไป่เองก็ยังไม่รู้เลยว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ แต่เขากลัวเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เขากังวลเหลือเกินเกี่ยวกับการพบเจอยายผู้ชั่วร้ายในเรื่องเล่า และนางก็ตรงนี้หน้าเขา!

“หลานชาย เจ้าเป็นคนที่ตลกมากเลย” หญิงชราเพียงยิ้มอย่างมีเลศนัย และจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา

สายตาของนางทำให้ ซู ฉิวไป่ขนหัวลุก

เขาพยายามฝืนยิ้มที่เขาคิดว่าดูใสซื่อมากที่สุด ฟันของเขากระทบกันขณะที่เขาเอ่ยตอบ “ยาย พูดอะไรน่ะ ผมไม่ตลกเลยนะ ยายสิตลกที่สุด ฮ่าฮ่า.. งั้น ยายก็พักผ่อนให้มากนะครับ ผมจะไปแล้ว ถ้ามีอะไรก็โทรหาได้ เหมือนที่เขาพูดกัน การมีฟันที่ดีนำไปสู่การทานอาหารที่ดี และการทานอาหารที่ดีก็นำไปสู่สุขภาพที่ดี และ เออ...”

นี่เขากำลังพูดอะไรอยู่เนี่ย

หลังจากที่เอ่ยถ้อยคำสุดท้าย ซู ฉิวไป่รีบเดินจากไปเพื่อหนี จากก้าวเดินช้า ๆ ก็พลันกลายเป็นการวิ่งสุดฝีเท้า เขารู้สึกราวกับว่าวิญญาณของเขาพึ่งจะหลุดออกจากร่าง

            น่ากลัวเกินไปแล้ว! คราวหน้าจะไม่รับงานแบบนี้อีกเด็ดขาด!

เขาทำได้แค่ถอนหายใจ หลังจากลังเลชั่วครู่ เขาใช้โอกาสนี้แอบหันไปดูหญิงชรา หลังจากที่สังเกตุเห็นแล้วว่านางไม่ได้ตามเขามา ซู ชิวไป่พลันรู้สึกราวกับยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอก

เขาวิ่งตรงกลับไปที่แท็กซี่โดยไม่หยุดพักหายใจ แต่กลับต้องชะงักเมื่อมาถึง

ไม่มีใครอยู่ในรถ!