ตอนที่แล้วบทที่ 19 หวนคืนและกลับคืน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 21 ได้เวลาและเอาคืน

 

บทที่ 20 หวนมาก็กลับไป

            เช้าวันต่อมาลี่ถิงตื่นตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นฟ้า เธออาบน้ำจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องปลุกเขา เธอจะออกไปช่วยคุณป้าทำอาหารเช้าก่อนพออาหารพร้อมแล้วจะขึ้นมาปลุกเฟยหรงอีกที ถึงจะรู้ว่าเขาต้องงอนอีกแน่ๆถ้าไม่ปลุกไปช่วยงานแต่ท่าทางเขาหลับสบายจนไม่กล้าปลุกให้ตื่นเลยนี่สิ

            อากาศในห้องเริ่มจะอึดอัดแล้วเฟยหรงจะหลับไม่สบาย ลี่ถิงเดินไปเปิดหน้าต่างห้องออกช้าๆแต่แล้ว…

            แอ๊ด…

            เธอแง้มบานหน้าต่างออกก็พอกับวัตถุสีดำลอยอยู่กลางอากาศ ดูๆแล้วก็คล้ายกับกระบี่…

            ปึง!

            ลี่ถิงไม่รอให้เปิดจนเต็มบานหน้าต่าง เธอชิงปิดหน้าต่างก่อนแล้วเดินมาหาน้องชายเพื่อปลุกเขาไปทำอาหารเช้าด้วยกัน ห้องนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว เจ้าสิ่งอัปมงคลนั่นยังอยู่เธอจะวางใจแม้แต่เสี้ยวนาทีไม่ได้

             เฟยหรงขยี้ตาน้อยๆแล้วพยักหน้ารีบตื่นนอน อาบน้ำและลงไปห้องครัวพร้อมกับลี่ถิง  คุณป้ามาทำอาหารอยู่ก่อนแล้วหน้าที่ของลี่ถิงและเฟยหรงมีเพียงช่วยงานเล็กๆน้อยๆ ตอนเช้าศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองออกมาฝึกฝนร่างกายกันที่คอกม้า ลี่ถิงจึงโผล่หน้าไปทักทายพร้อมกับน้องชาย

            “…ศิษย์น้องหรง! เจ้าฟื้นแล้วหรือ?”ศิษย์พี่ใหญ่เมื่อเห็นเฟยหรงก็เอ่ยถาม

            “ขอรับ…”เฟยหรงตอบไปอย่างเรียบๆ ทำไมทีเฟยหรงถึงถามดีๆเมื่อวานเธอโดนไล่กลับไปนอนเฉยเลยล่ะ?  ลี่ถิงแอบคิดเช่นนี้ในใจ

            “ดีจริงนะ ที่ไม่ได้เสียหายตรงไหน น่าเสียดาย เด็กดื้อๆแบบเจ้าน่าจะนอนป่วยไปอีกสักอาทิตย์จะได้เรียนรู้ซะบ้าง”ศิษย์พี่รองขยี้หัวของแรงๆจนผมชี้ไม่เป็นทรง

            “…อย่าขยี้ พี่เสี่ยวถิงมัดมาให้มันเสียทรงหมด”เฟยหรงปัดมือของจ้งจิ้นฝูออกไปอย่างไม่ใยดี เขาจะรู้รึไม่ว่าการที่เขาพูดแบบนั้นมันยิ่งกระตุ้นความอยากแกล้งของอสูรร้ายตรงหน้ายิ่งนัก..

            “โอ้ว…ดีเลย! ข้าจะขยี้อีก!”

            “ข้าบอกให้หยุด!!”

            สายเกินไปเสียแล้วทรงผมที่หวีจนทรงตอนนี้ฟูกลายเป็นรังนกด้วยมือของศิษย์พี่รอง ทั้งที่เฟยหรงบอกว่าอย่าทำมันยุ่งแท้ๆ! ลี่ถิงแอบหัวเราะเบาๆอย่างขบขัน น้อยนักที่เฟยหรงจะพูดคุยกับคนอื่นเช่นนี้ปกติเขาคงเดินหนีไปห่างๆแล้ว

            “ไม่เป็นไรนะ ข้าจะมัดให้ใหม่”ลี่ถิงบอกกับน้องชายด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน

            “…อื้อ”เฟยหรงเกาะแขนของลี่ถิงแน่นท่าทางออดอ้อนเป็นลูกแมวยิ่งทำให้ศิษย์พี่รองคิดอยากจะแกล้งเขามากกว่าเดิม

            “ลี่ถิง เจ้าเอาแต่โอ๋น้องชายเจ้าแบบนี้จะโตเป็นลูกผู้ชายที่เด็ดเดี่ยวได้อย่างไร? นี่เจ้าเป็นแม่ของเขารึไงหา?”จ้งจิ้นฝูเพียงแต่ล้อดูเล่นๆ ก็ดูศิษย์พี่น้องถิงสิ ท่าทางนุ่นนิ่มอย่างกับเด็กผู้หญิงน้ำเสียงก็ใสอ่อนโยน ถ้าอาจารย์ไม่บอกว่าเป็นเด็กผู้ชายเขาคงคิดว่าศิษย์น้องคนนี้เป็นสตรีที่น่ารักคนหนึ่งไปแล้ว

            คำหยอกล้อนั้นทำเอาลี่ถิงถึงกับสะดุ้งแรง แต่ด้วยความสามารถที่จะเฉไฉได้ทุกเรื่องลี่ถิงหันไปยิ้มและหัวเราะขบขันตาม

            “ฮะๆ ศะ…ศิษย์พี่ ท่านพูดอะไรแบบนั้น ข้าจะไปเป็นแม่คนได้อย่างไร?”ลี่ถิงยังหัวเราะไปพูดไปทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว

            “เจ้าเองก็ด้วย เป็นผู้ชายก็หัดออกกำลังสร้างกล้ามเนื้อซะบ้าง โตไปเจ้าจะไม่เนื้อหอมนะรู้ไหม?”ศิษย์พี่รองยังคงหยอกล้อไม่เลิก

            “หยุดได้แล้วจิ้นฝู ศิษย์น้องเพิ่งหายดีเจ้าก็เอาแต่แกล้งศิษย์น้องอยู่นั่น”ศิษย์พี่ใหญ่เห็นทีจะอยู่เฉยไม่ได้ เขาเขกหัวศิษย์พี่รองด้วยสันมือไปครั้งหนึ่ง

            จะว่าไปศิษย์พี่ใหญ่เป็นหลานชายของอาจารย์เฉินแต่ดูๆแล้วศิษย์พี่ใหญ่คล้ายกับอาจารย์โหยงมากกว่าเสียอีก ส่วนศิษย์พี่รองก็นิสัยบรรยากาศคล้ายกับอาจารย์เฉินยิ่ง ถ้าบอกว่าสองคนนี้เป็นพ่อลูกกันเผลอลี่ถิงอาจจะเชื่อก็ได้

            พวกเขาทั้งสี่เดินไปที่ห้องทานอาหารด้วยกัน จากนั้นศิษย์พี่คนอื่นๆก็เข้ามาถามไถ่เฟยหรงกับลี่ถิงไม่หยุด ไม่ใช่แค่ศิษย์พี่รองศิษย์พี่คนอื่นๆก็สามารถเข้าถึงเฟยหรงได้โดยง่าย พอเห็นแบบนี้แล้วลี่ถิงก็พลอยสบายใจไปด้วย อย่างน้อยที่แห่งนี้เฟยหรงก็มีเพื่อนที่อยู่กับเขา วันไหนหากเธอต้องออกไปทำธุระอะไรสักอย่างเขาจะไม่ได้ต้องเหงาอยู่คนเดียว

            การเดินทางด้วยรถม้าเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ลี่ถิงรู้สึกชินกับการโยกเยกไปมามากขึ้นจนไม่ต้องพึ่งยาแก้เมารถอีกต่อไป หลับๆตื่นๆเที่ยวก็พักทานข้าวกว่าจะถึงที่สำนักก็มืดค่ำจนทุกคนหมดแรงแยกย้ายกันไปนอนหมด ลี่ถิงยังเอาแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำในเรือนพักส่วนตัว

            สองสามวันนี้พวกเขาเดินทางกันตลอดแทบไม่ได้พัก ซ้ำยังเกิดเรื่องยุ่งๆจนต้องรีบกลับก่อนกำหนด เฟยหรงยิ่งเหนื่อยกว่าคนอื่นเพราะเขาเด็กที่สุดการเดินทางไกลๆติดต่อกันคงทำให้เขาเพลียไม่น้อย

            ลี่ถิงมองน้องชายที่ผล็อยหลับอยู่ข้างกายเขาช่างราวกับเทวดาตัวน้อยๆที่ไร้พิษภัย หากเขาต้องกลายเป็นวายร้ายที่ทุกคนต่างหมายหัว ไม่ว่ายังไงก็นึกไม่ออกเลยจริงๆ

            ทว่าเมื่อวานเธอได้เห็นกับตาว่ากระบี่ปีศาจเลือกเขา เหมือนในความทรงจำที่อีกตัวตนได้อ่านมาจากนิยาย กระบี่ปีศาจเล่มนั้นจะถวายตัวมอบพลังอันยิ่งใหญ่เพื่อให้เขาบรรลุเป้าหมาย ในตอนนั้น…

                เขาได้เอ่ยขอ ‘การครองโลก’                               

            เจ้าจะครองโลกไปทำไมกันเฟยหรง โลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดอยู่เที่ยงแท้ แม้กษัตริย์ผู้ปรีชายอดเยี่ยมก็ไม่อาจนั่งครอง บัลลังก์ได้ตลอดกาล เหตุผลอะไรที่ทำให้เจ้าในตอนนั้นคิดเช่นนั้น ลี่ถิงล่ะอยากรู้จริงๆ

            แต่เรื่องในนิยายจะเป็นเช่นไรก็ช่างคราวนี้เธอจะเปลี่ยนมันเอง เฟยหรงจะต้องไม่ไปในเส้นทางที่ผิด นี่คือเป้าหมายสูงสุดของเธอ ต่อให้เป็นกระบี่ปีศาจที่ไหนเธอก็จะยอมให้มันแตะต้องเขาเป็นแน่!!

            แกร๊ก! แกร๊ก!

            ทว่าอยู่ๆในตอนนั้นเองเสียงบางอย่างจากประตูก็ดังขึ้นเหมือนมีอะไรมากระแทก ลี่ถิงลุกจากเตียงแล้วเดินไปดูที่หน้าประตูคิดว่าอาจจะเป็นศิษย์พี่รองมาชวนไปนั่งชมดาวเหมือนครั้งก่อนก็ได้

            แต่…มันไม่ใช่น่ะสิ…

            แอ๊ด…

            แกร๊ก! แกร๊ก!

            ลี่ถิงเปิดประตูออกมาก็พบกับเงาดำของสิ่งของที่เรียวยาว มันไม่มีขาไม่มีแขนไม่ใช่คน เป็นของที่มีคมแหลมสีดำสนิททั้งแต่ต้นไปถึงปลาย

            ‘กระบี่ปีศาจ…’

            …….นี่แกยังไม่หายไปอีกเหรอ!!

            ควับ!!

            ลี่ถิงคว้าด้ามกระบี่เอาไว้แล้วปิดประตูดังปัง!! เธอรีบพาเอากระบี่นี่ไปให้ไกลเขตของเรือนพักวิ่งผ่านป่าไผ่ไปหลังป่า ที่นั่นมีแอ่งน้ำอันเป็นน้ำลึกที่โอบล้อมสำนักนี้เอาไว้

            เธอหันซ้ายหันขวาดูว่าไม่มีใครแล้วยกกระบี่สีดำขึ้นมาด้วยแววตาเคืองแค้น เจ้าสิ่งนี้กำลังดิ้น เธอสัมผัสได้…มันคิดจะเข้าหาน้องชายที่แสนบริสุทธิ์ของเธอให้ต้องจบลงที่เส้นทางของวายร้าย!! จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่เธอก็ไม่สนใจหรอก!! ทุกสิ่งที่มาเปลี่ยนน้องชายของเธอหากไม่กำจัดตอนที่ยังกำจัดได้แล้วจะไปกำจัดตอนไหน!!

            “อย่าโกรธกันเลยนะ”ลี่ถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

            เธอปลดเอาสายรัดเอวของชุดแล้วผูเป็นปมแน่นไว้ที่ปลายด้ามกระบี่ ตัวกระบี่ปีศาจยังคงมีนัยยะขัดขืนมันลอยไปลอยมาหาทางหนีแต่ก็ไม่ปล่อยไปจากมือเธอ ลี่ถิงมัดปลายด้านหนึ่งของเชือกไว้กับหินหนักๆก้อนหนึ่ง

            เอาล่ะ…ดูสิว่าคราวนี้จะกลับมาได้อีกไหม

            ลี่ถิงโยนหินก้อนนั้นลงไปในแอ่งน้ำลึกทั้งหินและกระบี่ต่างจมหายไปอย่างรวดเร็ว เธอนั่นจ้องมันอยู่นานจนไม่มีการตอบสนองใดๆจากมันแล้วก็พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ

            “…ข้าจำเป็นต้องทำจริงๆ กระบี่ปีศาจ”

            หากกระบี่เล่มนั้นเป็นคนเธอก็คงได้ทำการสังหารอย่างโหดเหี้ยมไปแล้ว ทว่ากระบี่นั้นไม่มีจมน้ำตายเพราะมันไม่มีลมหายใจ ลี่ถิงลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปที่เรือนพักตนเอง น้องชายของเธอยังไม่ตื่นเธอก็โล่งใจจะไม่ได้ต้องตอบคำถามของเขาว่าไปไหนมา

            คืนนี้ลี่ถิงหลับฝันดีนักแต่ว่า…เธอเองที่ประมาทเกินไป

            กระบี่เล่นนั้นมิได้เสียท่าเพียงเท่านี้…

            เช้ามันถัดมาเสียงอันสดใสของเฟยหรงก็ได้ปลุกลี่ถิงให้ตื่นขึ้น สงสัยว่าเธอคงจะเหนื่อยจากเมื่อวานมาเยอะวันนี้เธอเรียกว่าหลับเป็นตายตื่นก็สายกว่าปกติ เพราะอะไรถึงเรียกว่าสายน่ะหรือ? เธอไม่เคยตื่นช้ากว่าเฟยหรงแต่วันนี้เธอกลับตื่นเพราะเสียงของเขายังไงล่ะ!!

            “…พี่เสี่ยวถิงๆ ท่านตื่นเร็วเข้า”เฟยหรงน้อยเขย่าไหล่ของพี่สาวด้วยความตื่นเต้น

            “อื้ม…มีอะไรหรือเฟยหรง?”ลี่ถิงค่อยๆลุกขึ้นจากเตียงอย่างงัวเงีย เธอขยี้ตาเบาๆในหัวยังรู้สึกอย่างนอนต่ออยู่เลย

            “ข้าพบแล้ว…กระบี่สีดำที่ข้าเคยบอกท่าน! พี่เสี่ยวถิง กระบี่เล่มนี้ทำสัญญากับข้า”

            หืมมมมมม!!!?

            ลี่ถิงถึงกับตาโตเธอรับหันไปหาน้องชายในบัดดล เฟยหรงน้อยกำลังยืนถือดาบอยู่ข้างเตียงด้วยแววตาเป็นประกาย เขาจับกระบี่เล่มนั้นที่ด้ามดาบอย่างระมัดระวัง

            นั่นมัน…ดาบอันเดียวกับที่เธอจับถ่วงน้ำไปเมื่อคืนแน่ๆ!! ไม่ผิดตัวเลย!! ตอนนี้มันก็ยังเปียกปอนไปด้วยน้ำด้วยซ้ำ!!

            “กะ…กระบี่นั่น”ลี่ถิงชี้มาทางมันด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา

            “เขาบอกว่าจะมอบพลังให้แก่ข้า ข้าจะมีดาบแห่งจิตใช้เอาไว้ปกป้องพี่เสี่ยวถิง!”ดวงตาของเฟยหรงใสบริสุทธิ์ยิ่งทำเอาเธอไม่กล้าตวาดกลับหรือว่ากล่าวให้เขาวางมันลง

            …ราวกับเด็กน้อยที่ได้ของเล่นชิ้นโปรด

            “…หะ…เหรอ….แหม ดีจังเลยนะ”

            ใบหน้าของลี่ถิงประดับด้วยรอยยิ้มจอมปลอม ในใจกลับดำขุ่นนัก…

                ‘กระบี่ปีศาจ….คิดจะลองดีกับข้าใช่ไหม…?

            จิตสังหารของลี่ถิงที่ไม่เกิดปรากฏแก่ผู้ใดจะขอมอบให้เจ้าเป็นคนแรก…กระบี่ปีศาจ

                ‘ข้ากับเจ้าจะได้เห็นดีกัน…!!!’

           

            ตึก ตึก ตึก

            เสียงฝีเท้าหนักแน่นของชายผู้สูงสง่า เขาสวมชุดสีขาวปักลายบัวสีเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ ตระกูลไป๋ อันเป็นดั่งตระกุลผู้รับบัญชาจากฟ้ามาหลายชั่วอายุคน ชายผู้นี้เป็นบุรุษสูงเพรียวชายสมส่วนสง่างาม เส้นผมสีดำดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ริมฝีปากได้รูปเครื่องหน้าเข้ากันทุกอย่างเรียกว่าเป็นใบหน้าที่งามดั่งชายชาตรี

            เขาเดินอย่างแน่วแน่ไปตามทางเดินหินอ่อนสีขาวเบื้อหน้าคือตำหนักหลังใหญ่ที่งดงามดั่งวิมาร แต่เมื่อเขากำลังจะเดินเข้าไปใกล้ประตู ชายแก่ผู้หนึ่งก็เดินออกมาขวางด้วยสีหน้าหนักอกหนักใจ

            “ท่านไป๋ซานอี้…ตอนนี้ท่านหว่านไม่สะดวกนัก…”ชายแก่ผู้นั้นโค้งตัวให้แก่เขา

            “…ข้ามาเพื่อรายงาน บอกท่านไป๋หว่านกวงว่าข้ามา”

            “…ขะ…ขอรับ”

            เมื่อได้ยินตามนั้นชายชราผู้นั้นก็หายเข้าไปในตำหนักแล้วออกมาอย่างรวดเร็ว เขาหลีกทางให้ไป๋ซานอี้เข้าไปในตำหนักอย่างว่าง่าย

            เมื่อไป๋ซานอี้ก้าวขาพ้นประตูเข้าไป ตรงหน้าเขาคือชายผู้มากด้วยยศศักดิ์ทว่าข้างกายเขากลับรายล้อมไปด้วยสตรีสามสี่คนในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยเปิดต้นแขนเผยต้นขานั่งแอบอิงออดเซาะกัน

            “ซานอี้ เจ้ารีบรายงานมา ตอนนี้ข้ากำลังยุ่ง”ไป๋หว่านกวงไม่ได้สนใจผู้รายงานข่าวเท่าไรนักเขายังหันไปหยอกล้อกับหญิงสาวในอ้อมแขนอย่างไม่เกรงใจ

            “…กระบี่ปีศาจออกอาละวาดแต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บมาก ทว่า…เช้าวันนี้กระบี่ปีศาจอยู่ๆก็หายไปไม่มีใครรู้ ตรวจทุกคนที่เดินเข้าออกแล้วก็ไม่มีเบาะแสว่าใครหยิบออกไปขอรับ”ป๋ซานอี้รายงานสั้นๆให้เข้าใจง่ายที่สุด

            “…เจ้ากระบี่นั่น ปัญหาเพราะมันเล่มเดียวที่ไม่ยอมเลือกนายสร้างความเดือดร้อนให้ตระกูลเราต้องลำบากสะกดพลัง! มันหายไปได้เสียก็ดี กระบี่อะไรใช้งานไม่ได้! ข้าจะรายงานต่อเบื้องบนต่อเอง นอกจากนี้ยังมีอะไรอีกไหม ข้ากำลังยุ่ง!”

            ไป๋ซานอี้ยืนนิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง หากให้ตอบว่ามีสิ่งใด…

            ใบหน้าของเด็กสองคนที่ติดอยู่ในลานประลองก็ปรากฏขึ้น พวกสองคนนั้นดูๆแล้วช่างคล้านคลึงนักกับเด็กที่รังโจรนั่น…

                …ไม่สิ….เป็นพวกเขาแน่ 

                “….”

            “….เจ้าเป็นอะไร ยืนนิ่งทำไมหา?”

            ไป๋หว่านกวงรบเร้าให้เขารีบตอบรอบกายของเขามีแต่สาวๆ พวกนางจะเอาแต่มองไป๋ซานอี้มากเกินไปช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง!!

            “…ไม่มีขอรับ”ไป๋ซานอี้คำนับเขาหนึ่งครั้งแล้วเดินถอยออกมาโดยมพูดอะไรต่อ

            ….อย่างไรซะ…เรื่องของเด็กพวกนั้นก็ไม่ได้สำคัญ

            ไป๋ซานอี้เดินออกจากตำหนัก เขาหันไปพยักหน้าให้กับชายชราที่หน้าประตูก่อนจะเดินออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเดินไกลไปได้พอสมควรเขาก็ล้วงไปที่ข้างเอว ในมือของเขาหยิบเอาหยกขาวที่ห้อยข้างตัวขึ้นมา หยกสีขาวที่เขาเก็บมาจากรังโจรจนถึงตอนนี้เขายังเอามาไว้ข้างกายไม่ห่างตัว

            ….สิ่งที่สำคัญกับเขา…มีเพียงหยกชิ้นนี้เท่านั้น

            ….มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น

คะแนน 4.9
กรุณารอสักครู่...