ตอนที่แล้วบทที่ 2 : หุ่นไล่กา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 4 : อำนาจของเพชร

บทที่ 3 : หัวใจที่ทำจากไม้


บทที่ 3 : หัวใจที่ทำจากไม้

ไออุ่นร้อนจากถ้วยชาถูกเป่าพัดด้วยลมปากเบาๆ ริมฝีปากเทาซีดจิบเอาของเหลวในถ้วยเล็กน้อยก็เริ่มขึ้นสีเลือดฝาดออกมา แล้วกลับไปซีดเหมือนเดิมตามธรรมชาติของเอลฟ์ป่า

“เธอแน่ใจนะจ๊ะว่าไม่เป็นไร คือนั่นมันดู เจ็บ” เอลฟ์สาวนามเอรีอาถือถ้วยชาเอาไว้ด้วยมือสั่นเทา ขณะนั่งพิงรั้วมองบางสิ่งซึ่งรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์แต่ไม่มีทางเป็นมนุษย์ กำลังใช้เครื่องมือพิเศษของเธองัดแงะซ่อมแซมร่างกายตนเองด้วยอากัปกิริยาน่าหวาดเสียว

เมื่อนิ้วเรียวยาวปราศจากเนื้อหนังเป็นแค่กระดูกโลหะกำลังขยับ มันควบคุมอุปกรณ์เหล็กรูปแท่งเกลียวให้หมุนเจาะทะลุเข้าไปช้าๆ ในลำคอไม้ ก่อเสียงลั่นร้าวโหยหวนเบาๆ ฟังคล้ายเสียงของวาฬยักษ์กลางทะเลหรือไม่ก็เสียงเรียกของปีศาจไซเรน สักอย่างหนึ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไหนเสียงนี้ก็หลอกหลอนผู้ฟังให้รู้สึกขนลุกชันหวั่นวิตกได้ไม่ยากเย็น โดยเฉพาะเมื่อต้นเสียงนั้นมาจากหุ่น มิใช่สิ่งใดที่คู่ควรจะเรียกได้ว่ามีชีวิต

และถึงแม้มันจะปราศจากโลหิต ไร้เลือดเนื้อเหมือนเป็นเพียงตุ๊กตาสลักที่ผุพังเสียหาย กระนั้นก็เป็นการยากเหลือเกินสำหรับสาวเจ้าที่จะทำใจไม่ให้รู้สึกอะไรยามต้องเห็นภาพอันวิปริตผิดแปลกจากสามัญสำนึก อย่างการที่มันใช้แท่งเหล็กเสียบคอตัวเองแล้วบิดงัดเปิดเผยชิ้นส่วนประหลาดซับซ้อนภายใน หรือกระทั่งใช้สิ่วมีดขูดแซะเศษไม้ที่ผุพังจนหลุดล่อนจากโครงร่างโลหะ ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับการใช้มีดเชือดเฉือนเนื้อหนังตัวเองออกเป็นชิ้น

ใบหน้าสลักเสลาจากแก่นไม้เต็มไปด้วยรอยความเสียหาย ครึ่งซีกซ้ายแตกระแหงเป็นร่องริ้ว ส่วนอีกซีกนั้นก็เว้าแหว่งหายไปไม่หลงเหลือเค้าให้เดาได้ว่ามันเคยเป็นอย่างไรมาก่อน บัดนี้สิ่งที่หลงเหลือดูคล้ายหน้ากากไม้ไม่เต็มใบที่สวมอยู่บนกะโหลกโลหะ กับดวงตาสร้างจากอัญมณีสีดำสนิทมืดมิดไม่สะท้อนสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่า

เอลฟ์สาวมองตาคู่นั้นด้วยอารมณ์หลากหลายยากจะอธิบายให้หมดในคราวเดียว แต่ความหวาดกลัวไม่ใช่หนึ่งในนั้น

แม้ยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายมองตอบกลับมาหรือไม่เพราะนัยน์ตาสีนิลไม่อาจเคลื่อนไหวหรือมองกลอกอย่างคนทั่วไป แต่เธอรู้ว่ามันมองเห็นอะไรมากกว่าที่เธอเห็นแน่

“ทะ เธอแน่ใจจริงๆ นะว่าไม่เป็นไร...” เอรีอาตั้งสติกลืนน้ำลายแล้วถามย้ำอีกครั้ง เมื่อหุ่นตรงหน้านั่นจู่ๆ ก็ใช้มือฉีกกระฉาก เปิดหน้าอกของตัวเองออกมา เผยให้เห็นอวัยวะประหลาดรูปหัวใจมนุษย์ที่ดูคล้ายว่าทำมาจากไม้กำลังเต้น ‘ตุ๊บๆ’ สูบฉีดอะไรบางอย่างไปตามเส้นสายสีน้ำเงินเข้มคล้ายเส้นเลือดเชื่อมต่อกับโครงร่างโลหะในช่องอก เป็นภาพที่ทำเอาเอลฟ์สาวแทบจะเผลอปล่อยถ้วยชาลงกับพื้น

ตอนนั้นเองที่หุ่นไม้เงยศีรษะเล็กน้อยตามเสียงสาว ก่อนที่ชั่วขณะเสียงเข้มต่ำไร้อารมณ์จะดังขึ้น “...ผมไม่เป็นไร”

คำพูดง่ายๆ ดังลอดออกมาจากช่องลำคอแตกร้าวผ่านคริสตัลขนาดเล็กที่ด้านใน บ่งบอกกลไกในการพูดซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งพาลิ้นหรือริมฝีปากเลยแต่อย่างใด ทว่าสำคัญกว่ามันยังเป็นการยืนยันว่าหุ่นตนนี้เข้าใจภาษาและสามารถโต้ตอบสื่อสารได้ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นสื่อความหมายเดียวกันถึงความสลับซับซ้อนทางปัญญา หุ่นตนนี้คิดเป็น

“ถึงเธอจะพูดแบบนั้นก็เถอะ…” เอรีอาแอบถอนหายใจเบาๆ แม้จะได้ยินคำตอบของอีกฝ่ายเช่นนั้นแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้น “มือสั่นแบบนี้ ไม่น่าใช่มือของคนที่บอกว่าไม่เป็นไรหรอกนะ”

เธอเอ่ยเสียงนุ่มขณะเดินมานั่งพับเพียบตรงหน้าของหุ่นไม้ พลางจับข้อมือของเขาเอาไว้หมายจะให้มันหยุดสั่นไหว เพราะจากสิ่งที่เธอเห็น เขากำลังพยายามใช้มือสั่นเทาจับเส้นสายสีน้ำเงินขนาดเล็กจิ๋วในหน้าอกที่เชื่อมระหว่างหัวใจไม้และโครงร่างโลหะ

เป็นงานละเอียดลออที่ดูจะอันตรายหากผิดพลาด ไม่เหมาะเลยที่จะใช้มือหยาบแข็งสร้างจากเหล็กและไม้ แถมยังสั่นไหวเช่นนี้ “บอกฉันสิว่าต้องทำยังไง”

หุ่นไม้ไม่ตอบ แต่หยุดสิ่งที่ทำอยู่ในทันที ชั่วพริบตาที่เอรีอาจับมือและส่งยิ้มให้เขา ดวงตาสีนิลเหมือนส่องประกายบางอย่างออกมาชั่วครู่และเลือนลับหายไปไม่มีใครได้ทันสังเกต “ผู้สร้าง...” เสียงทุ้มแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากลำคอหุ่น แต่ไม่ดังพอให้เอรีอาได้ยิน

“หืม?” เอลฟ์สาวเลิกคิ้ว ยังรอคำตอบจากอีกฝ่ายว่าต้องทำอะไรบ้าง

“ต่อเส้นอาเคนใหม่” เสียงทุ้มว่างเปล่าไร้อารมณ์ดังจากลำคอหุ่นแทนคำตอบ

“ล่ะ แล้วเส้นอาเคนนี่มันคือ...”

“เส้นสะพานเชื่อมต่อวิญญาณแห่งการรับรู้ทั้งเก้าเข้ากับชิ้นส่วนรับสัมผัสหลักบนโครงร่าง… ถ้าหากมันทำงานถูกต้องผมควรจะสามารถซ่อมแซมส่วนประกอบภายนอกได้ด้วยตัวเองเหมือนกับสิ่งมีชีวิต” เสียงทุ้มต่ำขุ่นเข้มไร้อารมณ์พูดถึงบางสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปไม่น่าจะเข้าใจ

แน่นอนว่าเอรีอาก็เป็นหนึ่งในคนธรรมดาที่ว่านั้นด้วย เธอได้แต่นั่งกะพริบตาปริบๆ พยายามจับใจความถึงสิ่งที่อีกฝ่ายเล่าให้ฟังแล้วแต่ก็ไม่เข้าใจความหมายที่ว่านั้นเลยแม้แต่น้อย

ถึงเธอจะมีความรู้ด้านกายวิภาคของเผ่าพันธุ์ต่างๆ อยู่บ้างจากการเป็นนักปรุงยา ทว่ามันก็ไร้ประโยชน์ทันทีเมื่อพูดถึงร่างกายที่เป็นไม้และโลหะ ถึงกระนั้นก็มีอย่างหนึ่งที่เธอพอจะเดาได้ คือเส้นอาเคนที่ว่าคงหมายถึงเส้นสีน้ำเงินเข้มที่เชื่อมต่อระหว่างหัวใจไม้กับโครงกระดูกโลหะในช่องอก

“อาจมีเส้นอาเคนบางเส้นหลุดจากการเชื่อมต่อ... มองหาเส้นที่เป็นสีเทา เชื่อมมันเข้ากับเส้นอื่นๆ” ดวงตาสีนิลไม่สะท้อนประกายอารมณ์ ขณะอธิบายขั้นตอนซึ่งฟังเหมือนง่ายดาย ทว่าสร้างความลำบากใจแก่เอลฟ์สาวทั้งที่เธอเป็นคนเสนอตัวจะช่วยเองตั้งแต่แรก

เอรีอาพ่นลมหายใจขณะมองเข้าไปในช่องอกเปลือยเปล่าตรงหน้า หัวใจไม้ที่เต้นอยู่ด้านในดูน่ากลัวแต่ยืนยันสิ่งที่เธอเชื่อมั่น เมื่อได้เห็นจังหวะการเต้นที่ระรัวผิดแปลกจากปกติ

ไม่ว่าเจ้าของมันจะเคยพูดไว้ว่าอย่างไร หัวใจที่ทำจากไม้ก็ยังคงเป็นหัวใจ มันไม่โกหก หุ่นไม้ตนนี้มีความรู้สึก

“งะ งั้น ถ้าเจ็บก็บอกฉันนะ...” เอรีอาเอ่ยติดขัดไม่มั่นใจ แม้เธอจะเห็นเส้นอาเคนสีเทาที่ว่าอยู่ตรงหน้าแล้วก็ตาม “น่าจะเป็นตรงนี้ล่ะมั้ง… เอาล่ะ”

เอลฟ์สาวสูดหายใจตั้งสติสอดมือบางของตัวเองเข้าไปในช่องอก พยายามใช้นิ้วเกี่ยวเส้นอาเคนที่แปลกแยกในหมู่อย่างระมัดระวังไม่ให้ไปโดนเส้นอาเคน่าเส้นอื่นๆ เข้า

ในตอนนั้นเองที่เธอสัมผัสได้ว่าเส้นสายเล็กจ้อยพวกนี้ยืดหยุ่นแต่ก็มีน้ำหนักพอสมควรเมื่อเทียบกับความบางของมันแล้ว ความจริงมันอาจหนักกว่าลวดโลหะขนาดเท่ากันหลายสิบเท่าเลยทีเดียว

ในพริบตาที่เอรีอาเพ่งสมาธิทั้งหมดไปกับการขยับเส้นอาเคน่าไปยังส่วนเชื่อมต่อที่สันหลังนั้นเอง โดยที่เธอไม่ทันเห็น หุ่นไม้พลันกำมือสองข้างอย่างแรงจนส่วนที่เป็นไม้บนกำปั้นแหลกเป็นชิ้นๆ

แม้นัยน์ตาสีนิลจะเรียบเฉยไร้สำนึกรู้สึก แต่ด้านในนั้นกำลังประมวลหาคำตอบของสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างตนเองอย่างบ้าคลั่ง บางทีอาจเป็นเพราะการขยับของเส้นอาเคนที่ผิดปกติ หรือบางทีอาจเป็นความเจ็บปวดที่มันไม่เคยสัมผัส อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น

อาการสั่น ควบคุมไม่ได้ก็อย่างหนึ่ง แต่การเคลื่อนไหวรุนแรงโดยไม่ตั้งใจเช่นนี้สำหรับหุ่นอย่างมันแล้วถือเป็นความเสียหายร้ายแรง เป็นความไม่แน่นอนที่ต้องได้รับการแก้ไข ทว่าใครเล่าจะแก้ไขให้มันได้ เมื่อคนๆ เดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นไม่อยู่บนโลกอีกต่อไปแล้ว

ดวงตาว่างเปล่าประมวลภาพของเอลฟ์ตรงหน้า รอยยิ้มที่ปรากฏบนนั้นซ้อนทับกับภาพจำในอดีตอันเลือนรางของหญิงอีกคนหนึ่ง ไม่ว่าเพราะอะไร แต่ภาพนั้นสร้างความผิดปกติกับหัวใจไม้แกนกลางอาเคน ทำให้มันบีบตัวเต้นรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็นหลายเท่า

“...ทำไมถึงช่วยผม” หุ่นไม้ส่งเสียงถาม ทำเอาเอลฟ์สาวเผลอชะงักมือหยุดสิ่งที่ทำอยู่ไปชั่วขณะ ก่อนจะผ่อนลมหายใจตอบคำถามแรกนับแต่ทั้งสองได้พบกัน

“จะช่วยใครไม่เห็นต้องมีเหตุผลสักหน่อยนี่จ๊ะ เราก็แค่รู้สึกว่าอยากช่วยแค่นั้นเอง” เอรีอาว่า ขณะเดียวกันก็แยกประสาทสัมผัส ตั้งสมาธิอยู่กับเส้นอาเคนตรงหน้า

“รู้สึก..?”

“ใช่จ่ะ แค่รู้สึก ก็เหมือนตอนที่เธอช่วยฉันไว้จากอสูรตอนนั้นไง...” เอลีอาว่าถึงเหตุการณ์ในตอนที่ทั้งสองพบกันครั้งแรกด้วยน้ำเสียงนุ่มอ่อนโยนเหมือนเช่นเคย

“อสูร.. ผมฆ่าพวกมันก็เพราะผมต้องฆ่า ผมไม่รู้สึก” หุ่นไม้ตอบเสียงต่ำเย็นเยียบไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึกเหมือนเป็นการตอกย้ำว่าสิ่งที่มันเอ่ยนั้นคือความจริง เพียงแค่ทำไปตามหน้าที่ที่ถูกสร้างมาให้ทำ แค่ฆ่าอสูร ฆ่าไปเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรจากสัญชาตญาณ

ฝั่งเอรีอาที่ถึงจะได้ยินแบบนั้น ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไปนอกจากยิ้มและตั้งสมาธิขยับเส้นอาเคนอย่างเบามือ ทำสิ่งที่ทำอยู่ให้เสร็จ เพราะรู้อยู่แล้วว่า ‘เขา’ จะต้องตอบเช่นนี้แน่ สำหรับเธอแล้วหุ่นตนนี้ไม่ได้ไร้ความรู้สึก แต่เขาไม่รู้จักและไม่เข้าใจว่ามีมันอยู่ต่างหาก

ย้อนกลับไปในวันนั้นที่เอรีอาได้พบกลับหุ่นไม้ เธอทำสวนพรวนดินเหมือนกับทุกๆ วันจะต่างไปก็เพียงแค่เมฆฝนที่กำลังก่อตัวบดบังแสงอาทิตย์ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เว้นแต่อสุรกายสองตน

หนึ่งคือ ไวเปอร์ ชื่อเรียกของอสูรรูปร่างเหมือนงูสีมรกตตัวใหญ่ที่ไร้ขาแต่มีปีก อสรพิษที่อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือรับมือยากอะไร ทว่าหากมันปรากฏตัวที่ไหนต้องมีชีวิตสังเวยให้มันมากมาย

มันคืออสูรไม่กี่ตนบนโลกนี้ที่ละทิ้งรูปแบบอันป่าเถื่อนทำลายล้างอย่างอสูรทั่วไปแล้วมุ่งเน้นเพียงผลลัพธ์ของการฆ่าอันทรงประสิทธิภาพด้วยพิษซึ่งถูกกล่าวขานกันว่าร้ายสุดในบรรดาอสรพิษทั้งมวล ไม่ใช่เพราะมันสร้างความเจ็บปวดรุนแรงหรือทำให้ตายในเวลาไม่นาน หากแต่เป็นตรงกันข้าม เหยื่อจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกมันจู่โจม พิษของมันไม่แสดงอาการจนกระทั้งเหยื่อหลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีก มันสามารถเปลี่ยนทั้งหมู่บ้านให้กลายเป็นหมู่บ้านร้างได้อย่างไม่ยากเย็น

และมันปรากฏตัวขึ้นในสวนของเอรีอาโดยที่เธอเองก็ไม่ทันได้รู้ว่าความตายกำลังมาเคาะประตูเรียกหา หากว่าอสุรกายอีกตนไม่ปรากฏตัวขึ้นในวันเดียวกัน

หุ่นไม้ในสภาพยับเยินและอาบโชกไปด้วยเลือดเดินออกจากชายป่ามาด้วยสภาพที่ดูไม่ต่างอะไรกับปีศาจในตำนานปรัมรา ดวงตาสีดำมืดที่จ้องมองมายังเอรีอาในตอนนั้นหนักหน่วงและน่ากลัวจนเธอไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าแม้แต่จะกรีดร้องส่งเสียงออกมา เพราะสัญชาตญาณนั้นบอกว่าเธอไม่มีวันหนีรอดและการร้องขอความช่วยเหลือก็มีแต่จะทำให้มีคนตายมากขึ้นอีก ได้แต่จ้องมองหุ่นตนนั้นเดินเข้ามาจนหยุดยืนอยู่ต่อหน้า

ในตอนนั้นเธอเอาแต่กลัว จนกระทั่งหุ่นไม้ใช้ฝ่ามือคว้าจับเอาร่างของไวเปอร์ที่แอบซ่อนเตรียมจู่โจมเธอจากด้านหลัง มือที่เป็นโครงโลหะและไม้แตกๆ บีบรัดคอของไวเปอร์เอาไว้แน่นซะจนลูกนัยน์ตาของมันทะลักหลั่งเลือดออกมา แล้วพลันใช้มืออีกข้างฉีกร่างอสรพิษนั้นจากปากจนขาดตามขวางเป็นสองส่วนต่อหน้าต่อตาเธอ ก่อนมันจะล้มลงกับพื้นไปทั้งอย่างนั้น ปล่อยให้เธอต้องรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เพียงลำพัง

เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อให้เอาไปเล่าให้คนสนิทที่สุดฟังก็ยังยากเหลือเกินจะทำใจให้เชื่อ แต่มันเกิดขึ้นแล้วและหลักฐานพิสูจน์นั้นก็นั่งอยู่ตรงหน้าปล่อยให้เธอล้วงมือเข้าไปในช่องอกอยู่นี่เอง

ทว่าชั่วพริบตานั้นเองที่เส้นอาเคนที่เธอจับอยู่แยกตัวแตกออกแล้วเคลื่อนไหวเชื่อมตัวเองเข้ากับเส้นอื่นๆ อย่างฉับพลัน จนเธอเผลอสะดุ้งเฮือกละมือออกจากช่องอกนั้นทันที

“เธอไม่เป็นอะไรนะ!” เอรีอารีบถามเมื่อรู้ตัวว่าเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นและเธอเป็นต้นเหตุ แต่จากภายนอก อาการที่เขาแสดงออกดูเหมือนจะไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหญ่เท่าใดนัก เพราะเขายังตอบกลับด้วยท่าทางเรียบเฉยเหมือนอย่างเคย เพียงแค่เอียงคอมองหน้าเธอเหมือนไม่เข้าใจว่าเธอกำลังกังวลแค่ไหน

ได้เห็นอาการเช่นนั้นสาวเจ้าก็ก้มหน้าถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นึกว่าเผลอทำเรื่องร้ายแรงเข้าเสียแล้ว

“ผมไม่ควรเจ็บปวด... แต่ทำไม” โล่งอกได้ไม่ทันเท่าไหร่ ใบหน้าสาวก็ต้องเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อเธอเงยหน้ามองตามเสียงเข้ม แล้วเห็นสิ่งที่ทำให้เธอต้องรีบเอามือขึ้นมาปิดปากตัวเองไม่ให้กรีดร้อง “นี่เรียกว่าความรู้สึกเจ็บปวดรึเปล่า.... ผมไม่ชอบมันเลย”

เสียงของหุ่นไม้ดังออกมาจากผลึกบนคอ ขณะที่ร่างกายภายนอกบนส่วนที่เป็นไม้สีดำนั้นเริ่มแตกร้าวและสลายกลายเป็นเศษผง หลุดล่อนจากโครงโลหะ เผยร่างกายที่ถอดแบบมาจากโครงกระดูกมนุษย์ ใบหน้าที่เคยไร้อารมณเป็นแค่รูปสลัก บัดนี้เมื่อไร้ซึ่งหน้ากากไม้นั้นมันจึงเหลือเพียงกะโหลกสีเงิน ที่มีอัญมณีสีนิลเป็นดวงตา เชื่อมต่อเส้นอาเคนสีน้ำเงินเข้มตรงเข้าสู่สิ่งที่กะโหลกนี้ปกป้องเอาไว้

มันคือสมอง แม้จะดูแตกต่างด้วยสีสันอันผิดแปลกเป็นสีน้ำเงินอมม่วงจากเส้นอาเคน แต่รูปลักษณ์นั้นยังคงเดิมไม่ผิดแผกไปจากสมองของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย

“ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้... ฉันขอโทษ!” เอรีอาเอ่ยออกมาด้วยเสียงสะอื้น ใบหน้าเริ่มอาบท่วมด้วยน้ำตา เธอไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย แต่เขาดูไม่ดีเลย โดยเฉพาะตอนที่ร่างอันวิปริตเหลือแต่โครงนั้นพยายามเดินถอยออกจากตัวเธอด้วยท่าทางทรมานแสนสาหัส แต่ขยับไปได้ไม่ถึงก้าวก็ทรุดลงคุกเข่าในที่สุด

เธอได้โทษตัวเองว่าไม่น่าเสนอตัวทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เธอน่าจะเป็นคนที่เข้าใจดีที่สุดในฐานะหมอปรุงยาว่าบางอย่างก็ไม่ควรแตะต้องหากไม่รู้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวพันกับความเป็นความตายหรืออะไรที่ซับซ้อนเช่นนั้นด้วยแล้ว แต่เธอก็ยังทำ

อย่างที่ผู้ชายคนนึงเคยเตือนเธอเอาไว้ถึงความหวังดีที่ขาดความรับผิดชอบ

ในความรู้สึกผิดและโศกเศร้าหวาดกลัว เธอได้แต่นั่งร้องไห้ตอนเห็นคนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้จากอสูร กำลังผุพังไปทีละชิ้นเหมือนใกล้จะตายอยู่รอมร่อเพราะเธอเอง

สิ่งที่เหลือบนร่างนั้นมีเพียงโครงโลหะที่ร้อยต่อกันด้วยเส้นอาเคน เชื่อมต่อศูนย์กลางบนหัวใจและส่วนสันหลังที่มุ่งสู่สมอง ดวงตาสีนิลสนิทแม้จะไร้ประกายชีวิตและยากจะรู้ว่ามันกำลังมองไปทางไหน แต่เอรีอารู้ดีว่ามันกำลังจับจ้องมาที่เธอ

“ทำไมถึงร้องไห้… เพราะผมรึเปล่า” ตอนนั้นเองที่หุ่นเอื่อมมือมายังใบหน้าของเอรีอา เป็นเวลาเดียวกับที่เธอสัมผัสได้ถึงนิ้วโลหะเย็นเยียบซึ่งวาดลงมาบนหางตาของเธออย่างแผ่วเบา ปาดเอาน้ำตาออกจากใบหน้า “ผู้สร้างเองก็ร้องไห้ นางว่ามันคือความเศร้า”

เขาว่าผ่านผลึกบนคอซึ่งบัดนี้กำลังแปรเปลี่ยนไป เมื่อมีละอองฝุ่นสีน้ำเงินปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุผ่านโครงร่างโลหะ ละอองจำนวนมหาศาลเหล่านั้นค่อยๆ เคลื่อนไหวไปทั่วทั้งร่าง รวมตัวกันก่อเป็นรูปลักษณ์ใหม่ครอบปิดโครงร่างดั้งเดิมเอาไว้เหมือนกล้ามเนื้อและผิวหนัง สร้างร่างกายภายนอกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง รวมทั้งกะโหลกโลหะน่ากลัวแต่เดิมก็ถูกปกคลุมเป็นใบหน้าของชายหนุ่มที่มีร่องรอยต่อเป็นตำหนิ

“ระ ร่างกายของเธอมัน...” เอรีอากล่าวอย่างติดขัด เมื่อหุ่นโลหะน่ากลัวแต่เดิมบัดนี้เปลี่ยนกลายเป็นชายหนุ่มที่ปั้นหน้านิ่งเรียบไร้อารมณ์เหมือนรูปสลักชื่อดัง มีเพียงรอยข้อต่อไม่กี่ส่วนกับดวงตาซึ่งยังคงเป็นอัญมณีสีดำสนิทที่หลงเหลือให้พอแยกออกว่าเขาไม่ใช่มนุษย์

“ดูเหมือนเส้นอาเคนจะกลับมาทำงานเป็นปกติแล้ว...” หุ่นไม้ในร่างใหม่เอ่ยน้ำเสียงเยือกเย็นเหมือนอย่างเคย ทว่าคราวนี้เสียงนั้นไม่ได้เล็ดลอดออกมาจากลำคอหากแต่เป็นริมฝีปาก

“เธอเป็นอะไรกันแน่...”

“ในรูปลักษณ์นี้ ผู้สร้างเรียกผมว่า ฮอรัส” ตุ๊กตาสงครามตนสุดท้ายจากบรรพกาลกล่าว

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด