ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 2 ทหารม้าปีศาจ

ตอนที่ 1 ภัยสงครามสู่เพธอส


 

ตอนที่ 1 ภัยสงครามสู่เพธอส

 

เคร้ง!! เคร้ง!! เคร้ง!!

 

เสียงตีดาบดังลั่น แท่นตีดาบนับร้อยเรียงรายเป็นแถวยาวหลายแถว หยดเหงื่อบนใบหน้าของช่างตีดาบนับร้อยไหลซึมไม่หยุด ใบหน้าอันเหน็ดเหนื่อยยังไม่เท่าจิตใจที่หวาดกลัว ช่างตีดาบทั่วราชอาณาจักรถูกระดมมาที่โรงหลอมอาวุธขนาดใหญ่แห่งนี้ พวกเขาทำงานมาทั้งวันคืนแล้ว ไม่ทราบเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด แต่เรื่องนั้นก็หาได้สำคัญไม่เพราะอาณาจักรแห่งนี้ทั้งวันคืนมีแต่ความมืดยากที่จะคำนวณวัดวันเวลาได้ ต่อให้เหน็ดเหนื่อยแทบสิ้นแรงเสียชีวิต ช่างตีดาบก็ไม่กล้าพักผ่อน รับสั่งของกษัตริย์แห่งความมืด ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนมาก่อน

อาณาจักรเพธอสเป็นอาณาจักรซึ่งตั้งอยู่ทางดินแดนเหนืออันมืดมิด มีเมฆทมิฬปกคลุมตลอดทั้งวันคืน แทบเป็นอาณาจักรที่ไร้กาลเวลาแสงตะวันยากสาดส่องถึง บนพื้นดินเต็มไปด้วยบึงโคลนพิษและเสียงร้องดุจมังกรของภูเขาไฟที่พร้อมปะทุตลอดเวลา ดอกไม้ที่เบ่งบานหากมิใช่มีหนามอันแหลมคมดุจใบมีดก็เป็นดอกไม้พิษที่มีสีสันหลากหลายหรือดอกไม้กินคนอันแสนอำมหิต ถ้าไม่ใช่ชาวเพธอสซึ่งคุ้นกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้มาหลายชั่วคนจนทำให้มีร่างกายแข็งแรงกว่ามนุษย์ทั่วไปคงยากอาศัยอยู่ได้

เสียงฝีเท้าม้าวิ่งมาแต่ไกล รวดเร็วประดุจสายลม ใบหน้าของผู้ขับขี่ปะทะกับสายลมเบื้องหน้าเสียงดังประดุจเสียงหวีดร้องของปีศาจ เบื้องหน้าของม้าสีดำมืดตัวนั้นคือปราสาททมิฬสูงใหญ่ ก่อสร้างจากศิลาดำธอร์รัส ศิลาดำหายากที่มีเฉพาะในดินแดนเพธอสเพียงแห่งเดียว มีความแข็งแกร่งประหนึ่งเหล็กกล้า จุดยอดของปราสาทประดับไปด้วยรูปปั้นมังกรดำคาบดาบใหญ่เล่มหนึ่ง ตัวปราสาทเต็มไปด้วยบันไดหินอันซับซ้อน เชื่อมต่อเส้นทางไปยังห้องต่าง ๆ อีกนัยหนึ่งไว้ป้องกันข้าศึกที่บุกโจมตี ซึ่งจะสับสนกับเส้นทางอันซับซ้อนเหล่านี้ ซ้ำแต่ละเส้นทางในปราสาทยังแฝงไว้ซึ่งกับดักตามจุดต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงนิสัยของผู้สั่งสร้างปราสาทว่ามีความระแวงรุนแรงเพียงใด

“เปิดประตูด่วน”

ทหารชุดเกราะดำซึ่งขี่ม้าขนสีดำสนิทนายหนึ่งมาถึงหน้าปราสาททมิฬแห่งนี้พร้อมกล่าวอย่างเร่งรีบ ทหารชุดเกราะดำซึ่งเป็นนายทวารเฝ้าประตูไต่ถามกลับ

“มีเรื่องอะไร”

“พญา…พญามัจจุราช” ทหารชุดเกราะดำซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางอย่างเร่งรีบกล่าวว่าวาจาตะกุกตะกัก ราวกับไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดออกมาได้

“พญามัจจุราชอะไร?” นายทวารถาม

“พญามัจจุราชเพลิงคอร์แซค บุกจู่โจมหมู่บ้านเพ็ตเทีย”

เอี๊ยด..เสียงประตูเหล็กดำที่ดูเหมือนไม่ได้ทาน้ำมันมาเนิ่นนานแล้วของปราสาทเปิดออกทันที โดยทหารม้าดำนั้นยังไม่ทันกล่าววาจาเพิ่มเติม นายทวารรับรู้เรื่องราวอันแสนคับขันนี้ว่าเร่งด่วนเพียงใด โดยไม่ต้องรอให้ทหารม้าดำนั้นกล่าววาจาจบ

 

“ฝ่าบาท มีเรื่องเร่งด่วนจากชายแดน” เสียงขุนนางวัยห้าสิบปี สวมชุดสีเขียวเข้มปักลายเลื่อมทองผู้หนึ่งกล่าวขึ้น เขาอยู่เบื้องหน้าห้องบรรทมของผู้ที่ได้ชื่อว่ากษัตริย์แห่งความมืด

“ฝ่าบาท…มีเรื่องเร่งด่วนจากชายแดน” ขุนนางวัยห้าสิบปีผู้นี้กล่าวอีกครั้ง เขาไม่ทราบว่า “ฝ่าบาท” ของเขากำลังบรรทมอยู่หรือกำลังทำสิ่งใดแน่ หากไม่คับขันจริง ๆ เขาไม่กล้าเหยียบย่างถึงหน้าห้องบรรทมเด็ดขาด

เงียบ..ยังคงไร้เสียงตอบกลับ ขุนนางชุดเขียวผู้นี้ได้แต่กล่าวทูลว่า “พญามัจจุราชเพลิงคอร์แซค บุกโจมตีหมู่บ้านเพ็ตเทีย ล่าสุดบุกจู่โจมป้อมฮอนแตกแล้ว ขอฝ่าบาททรงพิจารณา”

“สั่งหน่วยแบล็คเคิซ (Black Curse) ให้เตรียมพร้อม ระดมช่างตีเหล็กทั่วราชอาณาจักร เตรียมเสบียง เรียกประชุม” เสียงอันเย็นชากล่าวตอบจากหลังประตู คำกล่าวแม้แผ่วเบาแต่ได้ยินอย่างชัดเจนราวกระซิบข้างหู

หน่วยแบล็คเคิซคือหน่วยทหารม้าปีศาจซึ่งเป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่วดินแดนเหนือ ถือเป็นหน่วยทหารเอกที่ร้ายกาจที่สุดของเพธอส ขึ้นตรงกับกษัตริย์เจ้าชีวิตโดยตรง หากไม่ใช่การศึกคับขัน หน่วยแบล็คเคิซจะไม่ลงสู่สมรภูมิเพราะถือเป็นการลบหลู่เกียรติ กษัตริย์แห่งความมืดตรัสเช่นนี้แสดงว่าทรงรับรู้ถึงความหนักเบาของสถานการณ์เป็นอย่างดี

ขุนนางชุดเขียวรับพระราชกระแสรับสั่ง สั่งประชุมขุนนาง ระดมช่างตีเหล็กทั่วราชอาณาจักรให้ทำงานทั้งวันคืน เบิกเสบียงจากคลังหลวง เตรียมพร้อมสู่สงคราม

 

ดอกเมมฟิสสีม่วงสดเบ่งบานสยายกลีบสี่ใบจากสิบสองใบแสดงถึงเวลาเช้าของอาณาจักรเพธอสซึ่งแทบไร้แสงตะวัน มิอาจแบ่งเวลาเช้ามืดเหมือนดินแดนอื่นได้ชัดเจน

ท่ามกลางห้องโถงสีดำมืดขนาดใหญ่ซึ่งเป็นท้องพระโรง เพดานประดับไปด้วยคริสตันสีฟ้าคอยส่องแสงดุจแสงจันทราให้สว่างเห็นไปทั่วท้องพระโรงอันกว้างขวาง ฝาผนังทั้งสองด้านของท้องพระโรงแกะสลักรูปทหารม้าแบล็คเคิซต่อสู้กับเหล่าอสูรนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นมังกร พญางูสามหัว หรือแม้แต่มนุษย์ ในท้องพระโรงขุนนางน้อยใหญ่ รวมถึงขุนพลแม่ทัพล้วนมารวมตัวกันขาดแต่เพียงผู้เดียวกษัตริย์แห่งความมืด..

เสียงในท้องพระโรงเงียบกริบราวกับทุกผู้คนถูกผ้าอุดปากหรือสาปให้เป็นใบ้เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาของเจ้าชีวิตของพวกเขาเสด็จมาถึงท้องพระโรง

บุรุษหนุ่มสีหน้าเย็นชา ผมและคิ้วเข้มดกดำ แววตาจ้องเขม็ง สวมชุดดำมงกุฎเงิน ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์คริสตัลดำอันงดงามเบื้องหน้าขุนนางแม่ทัพทั้งปวง พระองค์คือราชาเรดิกัล ซึ่งผู้คนถวายพระฉายาให้ว่ากษัตริย์แห่งความมืด

“ทูลฝ่าบาท กองทัพของคอร์แซคบุกจู่โจมถึงเมืองโทลเคียแล้ว ทหารเมืองโทลเคียแม้จะเข้มแข็ง แต่การเตรียมทัพของคอร์แซคครานี้นับว่าเพียบพร้อมกว่าทุกครั้ง หากไม่รีบเดินทัพ เกรง….” ขุนนางชุดเขียวคนเดิมกับเมื่อวันก่อนที่เข้าเฝ้าเรดิกัลหน้าห้องบรรทมกล่าววาจาถวายรายงาน ขณะกราบทูลรายงานพลันรู้สึกเหมือนมีวัตถุใดมาอุดคอไว้ ไม่สามารถเปล่งวาจาต่อได้

“ใครใช้ให้เจ้าสรรเสริญศัตรู กดข่มพวกเดียวกัน” เรดิกัลยกมือขึ้นทำท่าบีบคอทั้งที่อยู่แต่ไกล ขุนนางชุดเขียวสีหน้าหวาดกลัวราวกับถูกโยนถ่วงไปในบ่อน้ำลึกที่ไร้ก้นบ่อ นี่คือพลังเวทไร้สภาพของเรดิกัลซึ่งสามารถควบคุมร่างกายผู้อื่นในระยะไกลระดับหนึ่งได้

“ฝ่าบาท หน่วยแบล็คเคิซพร้อมแล้ว ขอเพียงทรงมีรับสั่ง จะเดินทัพถึงเมืองโทลเคียได้ในสองวัน ทรงอย่าได้ฟังวาจาอันขลาดเขลาของเดอซองให้เป็นที่ระคายหู” ทหารเกราะดำสลักลวดลายอาชาปีศาจห้าตัวผู้หนึ่งกล่าว ดวงตาของมันสีแดงเพลิง วาจาที่กล่าวเปี่ยมด้วยพลังทรงอำนาจ ส่วนเดอซองคือชื่อของขุนนางชุดเขียว

“ดี กีรัส” เรดิกัลตรัส

กีรัสเป็นชื่อของทหารเกราะดำผู้นี้ มันคือหัวหน้าหน่วยแบล็คเคิซผู้ทรงอำนาจ ในชีวิตของมันสยบให้กับราชาเรดิกัลเพียงผู้เดียว

“ช่างตีเหล็กเล่า?” เรดิกัลตรัสถามขึ้น

“ฝ่าบาท ช่างตีเหล็กนับร้อยทั่วอาณาจักรถูกระดมมายังโรงหลอมอาวุธหลวง พวกมันทำงานทั้งวันคืนเพื่อสร้างอาวุธให้เพียงพอตลอดเวลาเพื่อรับมือกับสงครามที่ไม่ทราบว่ายืดเยื้อหรือไม่” เดอซองกล่าวเสียงแหบแห้ง เขายังคงไม่หายตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เมื่อสักครูที่เท้าของมันข้างหนึ่งแทบเหยียบประตูนรก

เดอซองเป็นถึงราชเลขาธิการวังมีหน้าที่สนองพระบรมราชโองการของกษัตริย์หนุ่ม เขารับใช้เรดิกัลตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนเติบใหญ่ เข้าใจนิสัยใจคอเรดิกัลเป็นอย่างดีแต่ก็ไม่อาจชินกับนิสัยอันโหดเหี้ยมของเรดิกัลได้

เรดิกัลพยักหน้า ในท้องพระโรงเงียบกริบ ขุนนางแม่ทัพรอว่าเรดิกัลจะรับสั่งสิ่งใดอีกแต่ก็หามีไม่ ผ่านไปชั่วหม้อน้ำเดือด สายตาของเรดิกัลทอดไปยังประตูท้องพระโรงซึ่งปิดสนิทราวกับไม่รู้เรื่องราวโลกภายนอกทั้งสิ้น จากนั้นไม่นานม่านตาของเรดิกัลพลันขยายเล็กน้อยคล้ายพบเห็นสิ่งใด

ทันใด ประตูท้องพระโรงสีดำพลันเปิดออกทั้งที่ปราศจากลมพัด สัตว์คล้ายค้างคาวแต่มีหัวยาวคล้ายงูฝูงหนึ่งพลันบินเข้ามาวนอยู่เบื้องหน้าเรดิกัล สัตว์ฝูงนี้พลันรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนปรากฏร่างเป็นผู้ชายสวมชุดแดง หนวดยาวดำถึงท้อง ศีรษะโล้น ดวงตาสีแดงเพลิง ถือไม้เท้าดำที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วงตลอดเวลา

“หม่อมฉันซาอู ถวายบังคมและขอพระราชทานอภัยโทษที่เข้าประชุมล่าช้า”

“ซาอู” ราชาเวทปีศาจ พ่อมดหนวดยาว จอมเวทเพลิง พ่อเฒ่าไม้เท้าเพลิงสุดแท้แต่ผู้ใดจะเรียก เขาเป็นถึงมหาเสนาบดีแห่งอาณาจักรเพธอส มีตำแหน่งขุนนางสูงสุด อำนาจเพียงรองจากเรดิกัลกษัตริย์หนุ่มเท่านั้น

“ซาอู เหตุใดมาช้า” หากเป็นผู้อื่นเข้าประชุมสายเช่นนี้ คงโดนกษัตริย์แห่งความมืดผู้นี้ปลิดชีพเสียแต่แรกไม่จำเป็นต้องไต่ถามมากความ แต่ซาอูคือบุคคลพิเศษที่ชุบเลี้ยงเรดิกัลตั้งแต่ทรงพระเยาว์แทนพระบิดามารดาที่เสด็จสวรรคตไปอย่างกระทันหัน เรดิกัลรู้จักคนผู้นี้เป็นอย่างดี พระองค์ทราบดีว่าที่ซาอูมาช้าต้องมีเหตุผล

“ฝ่าบาท หม่อมฉันมาช้าเพราะต้องการหาของขวัญชิ้นหนึ่งถวายฝ่าบาท เป็นของขวัญที่จะนำชัยชนะมาสู่กองทัพของเพธอส” ซาอูกล่าว

“อ้อ เป็นสิ่งใด” เรดิกัลตรัสถาม

ซาอูพึมพำเล็กน้อยคล้ายร่ายเวทอันใด ทันใดปรากฏดาบเล่มหนึ่งมีโกร่งดาบสีแดงมีลายเส้นคล้ายเส้นเลือดวาดเป็นลวดลายซับซ้อนสวยงาม ฝักดาบสีดำเงาแวววาวงดงามยิ่งกว่ามณีมีค่าใดลอยอยู่เบื้องหน้าซาอู

“นี่คือดาบเพน (Pain-ความเจ็บปวด) ที่หม่อมฉันใช้เวลากว่าเกือบสิบปีจึงจะค้นหาได้ ความจริงหม่อมฉันต้องการถวายเป็นของขวัญในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 25 พรรษา (ปี) ของพระองค์ซึ่งใกล้มาถึง แต่เมื่อได้ยินเรื่องของคอร์แซคกระทิงเฒ่าผู้บังอาจกล้าบุกมายังเพธอส จึงตัดสินใจถวายให้พระองค์ทันที เหตุที่ล้าช้าเพราะหม่อมฉันได้ทำพิธีถอนคำสาปของดาบไม่ให้มีผลต่อผู้ใช้ ซึ่งจำต้องใช้เวลาบ้าง”

ครานี้แม้แต่ขุนนางในท้องพระโรงต่างส่งเสียงฮือฮา จากนั้นกระซิบกระซาบเป็นการใหญ่เพราะดาบเพนเล่มนี้เป็นดาบระดับตำนานซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียว ความพิเศษของมันคือเมื่อกรีดโดนผิวผู้ใดแม้เพียงเล็กน้อย ฝ่ายตรงข้ามจะเลือดไหลออกไม่หยุดเจ็บปวดจนกระทั่งเสียชีวิต ซาอูทำพิธีล้างคำสาปเพื่อไม่ให้มีผลต่อผู้เป็นเจ้าของซึ่งหมายถึงเรดิกัลกษัตริย์หนุ่ม

ดาบเพนลอยถึงเบื้องหน้าเรดิกัล เรดิกัลยื่นพระหัตถ์รับเอาไว้ ตรัสสั้น ๆ ว่า “ขอบใจ”

“ท่านซาอู จริงอยู่ดาบเพนนั้นเป็นยอดศาสตราวุธ มีชื่อเสียงไปทั่วทั้งดินแดนเหนือใต้ แต่ทหารของกองทัพของคอร์แซคมีกายเป็นหินห่อหุ้มด้วยเพลิง ปราศจากโลหิตในกาย ดาบเพนนี้จะมีประโยชน์ใด” เดอซองถามขึ้น

ซาอูตอบว่า “ท่านราชเลขาผู้ทำงานหนัก ท่านคงเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมากเกินไปกระมัง กองทัพคอร์แซคแม้จะกายจะเป็นหินหาได้มีโลหิตเหมือนกายมนุษย์ แต่ด้วยพละกำลังของฝ่าบาทเพียงสะบัดดาบเบา ๆ ก็สามารถทำลายได้ อีกอย่างท่านลืมไปแล้วหรือว่าคอร์แซคผู้เป็นหัวหน้าพวกมันแล้วยังคงมีกายเลือดเนื้อ จะต่างกับพวกเราชาวเพธอสก็เพียงแค่หัวคอร์แซคนั้นเป็นกระทิงสามเขา มีกายเป็นเพลิง มีหางคล้ายลูกศรธนู ตราบใดที่มีกายเป็นเลือดเนื้อ หากถูกดาบเพนสะกิดผิวกายแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ ผู้อื่นล้วนเกรงกลัวมัน แต่ซาอูผู้อยู่มาร้อยกว่าปีผู้นี้หาได้เกรงกลัวไม่ ฝ่าบาทของเราก็เช่นกัน”

น้ำเสียงซาอูตอบอย่างเชื่อมั่นแต่อ่อนโยนขัดกับลักษณะที่ดูน่าเกรงกลัวของเขา ความสุภาพและให้เกียรติผู้อื่นของซาอูทำให้เขาเป็นมหาเสนาบดีที่ได้รับการยอมจากขุนนางทั้งปวงในเพธอส

“พอได้แล้ว ออกรบ” เรดิกัลกล่าวขึ้นจากนั้นเสด็จออกจากท้องพระโรงไป

 

เมืองโทลเคียเต็มไปด้วยเปลวเพลิง เปลวไฟพวยพุ่งสูงดุจภูเขาสูงสามารถมองเห็นได้แต่ไกล ท้องฟ้าสีแดงฉานดั่งสีโลหิต พญามัจจุราชเพลิงคอร์แซคและทหารหินที่ร่างห่อหุ้มด้วยเพลิงของมันซึ่งเรียกว่า “โกเลมไฟ” บุกจู่โจมเมืองอย่างหนักไม่ถึงสามวันเมืองก็แตก นครใหญ่แห่งนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ศพทหารเพธอสและประชาชนตายเกลื่อนกลาด ซากศพล้วนแต่มีสภาพไหม้ดำ ประชาชนที่หลงเหลือหนีตายอลหม่าน บ้างหนีขึ้นเหนือ บ้างลงไปทางใต้ สุดแล้วแต่โชคชะตาจะพาไป

ประชาชนกลุ่มหนึ่งหนีลงไปยังทิศตะวันตกเพื่อเข้าหลบภัยในเมืองเรียลธอส เมืองหลวงของอาณาจักรเพธอส มารดาจูงมือบุตร บิดาโอบอุ้มบุตรี ชายชราจูงมือยายเฒ่า ภาพอันเวทนาจากภัยสงครามลามไปทั่วแดนตะวันออกของเพธอส

“มันตามมาแล้ว” เสียงของชายชราชราวัยเจ็ดสิบปีตะโกนขึ้นสุดเสียง แต่แทบไม่มีผู้ใดได้ยิน น้ำเสียงเขาแหบแห้งเพราะไม่ได้ดื่มน้ำมาเกือบสองวันแล้วเนื่องจากหนีภัยสงคราม ชายชราผู้นี้จูงมือหลานสาววัยสิบสองปีเอาไว้

ประชาชนที่หลงเหลือต่างได้ยินเสียงของกองทัพโกเลมไฟโดยไม่ต้องให้ชายชราบอก เสียงเท้ากองทัพโกเลมไฟเหยียบย่ำแผ่นดินสั่นสะเทือนประหนึ่งแผ่นดินไหว ผู้คนต่างกรีดร้องเร่งวิ่งหนี แต่ฝีเท้าของประชาชนธรรมดา ไหนเลยจะเร็วไปกว่ากองทัพหินอันแข็งแกร่งได้

โกเลมไฟหลายสิบตนเข้าจู่โจมประชาชนนับร้อย ร่างของมันเมื่อจับต้องผู้ใด กายคนผู้นั้นจะค่อยลุกไหม้ เจ็บปวดทรมานกรีดร้องออกมา ชายชราผู้จูงมือหลานสาววัยสิบสองปี ไม่อาจก้าวเดินให้เร็วกว่านี้ มือของโกเลมไฟตัวหนึ่งยื่นออกมาหมายจับเด็กสาว ชายชราผู้นั้นรีบยื่นมือจับสองแขนมันยื่นมา โดยไม่เกรงความเจ็บปวดจากเพลิงบนร่างกายโกเลมไฟแม้แต่น้อย

สองมือของชายชราแม้เจ็บปวดสาหัสแต่ก็จับแขนโกเลมไฟไว้แน่น “หนีไป” ชายชราตวาดให้หลานสาวตนรีบหนี เด็กสาวตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ตรงหน้าจนก้าวเท้าไม่ออก แววตาหวาดกลัว น้ำตาเอ่อคลอรอบดวงตา

โกเลมไฟตนนั้นสะบัดมือคราหนึ่ง หมายใช้เรี่ยวแรงอันมหาศาลเหวี่ยงชายชราให้ลอยละลิ่วไป แต่ชายชราผู้นั้นเป็นห่วงหลานสาวยิ่งกว่าชีวิตตน สองมือเขาเกาะแขนโกเลมไม่ปล่อย ไม่ว่าจะถูกแรงเหวี่ยงกระชากมากเพียงใดเขาก็ยังไม่ปล่อยมือจากแขนโกเลมไฟ ทำให้มันกู่ร้องอย่างเกรี้ยวกราด แขนอีกข้างพุ่งหมัดตรงใส่ใบหน้าชายชราจนศีรษะแตก กระโหลกยุบไปในทันที ชายชราผู้นี้เสียชีวิตโดยที่สองมือไหม้เกรียมยังไม่คลายออกจากแขนของโกเลมไฟแม้แต่น้อย เด็กสาวกรีดร้องออกเมื่อเห็นสภาพอันน่าสลดของผู้เป็นตา

โกเลมไฟมองเห็นเด็กสาวที่อยู่เบื้องหน้า มันเอื้อมมือไปที่ศีรษะของเด็กสาวอย่างช้า ๆ เด็กสาวที่ตื่นตระหนกตกได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อรอความตาย

 

------------------

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับตอนแรก สำหรับนิยายเรื่องนี้ ช่วงแรกเปิดตัวอาจยังไม่มีเนื้อเรื่องเร้าใจ แต่เนื้อเรื่องจะดำเนินเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ รับรองสนุกแน่นอน

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด