ตอนที่แล้วDW:บทที่ 12 อยู่ต่อไป กับหวางซีซี?
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปDW:บทที่ 14 การปล้นสะดมศพ

DW:บทที่  13 พวกเหนือมนุษย์ อีกแล้ว

ราวกับว่ามีใครเทน้ำร้อนเข้ามายังความทรงจำของเธอ แล้วทำข้าวต้มอยู่ตรงนั้น ความทรงจำของเธอนั้นเหมือนกับต้มซุปกระดูกอ่อน เธอจำได้เพียงว่ามันค่อยๆร้อนขึ้น ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ตัวของเธอเองนั้นกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง คอของเธอก็เริ่มแห้งขึ้นและแห้งขึ้น… ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใยจากผู้ชายที่อยู่ข้างๆเธอ เธอจับมือของเขาและกระซิบ “ฉันหิวน้ำ…”

ทันใดนั้นเธอก็ลืมตาขึ้น เพียงชั่ววินาทีที่หลินซันจิ่วคิดว่าเธอได้เห็นใบหน้าสีขาวราวกับหิมะนั้นอีกครั้ง เธอถอนหายใจและพยุงตัวเองขึ้น เธอส่ายหัวและมองไปรอบๆตัว มีเพียงแสงจางๆให้พอมองเห็น

ซุปเปอร์มาร์เก็ตแสนหรูหราที่เต็มไปด้วยผู้คน ที่เธอเคยมาซื้อขนมนำเข้าไปลองกินเป็นครั้งคราว ตอนนี้เงียบสนิท มันทั้งมืดทั้งเงียบและยุ่งเหยิง

หญิงฝรั่งรูปร่างผอมบางกำลังนอนหลับสนิท ผมสีแดงหนาของเธอบดบังทั่วใบหน้า เด็กหนุ่มผิวขาวใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังนอนอยู่ด้านข้างมาร์ซี่เบิกตาขึ้นเล็กน้อยเมื่อเขาได้ยินเสียงของการเคลื่อนไหวของหลินซันจิ่ว

“เธอตื่นแล้วเหรอ?” ลูเทอร์ที่เพิ่งตื่นขึ้นถามอย่างสะลึมสะลือ เขามองไปยังนาฬิกาแขวนที่อยู่บนกำแพงซุปเปอร์มาร์เก็ต “โอ้! นี่มัน 6 โมงแล้วหนิ”

มาร์ซี่ตื่นขึ้นจากเสียงของทั้งสอง เธอขยี้ตาอย่างเหนื่อยล้าและลุกขึ้นนั่ง

“ไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมฉันถึงหิวขนาดนี้…” หลินซันจิ่วสามารถได้ยินเสียงของน้ำย่อยในกระเพาะของเธอ เธอดื่มน้ำเข้าไปเต็มปากและพูดพึมพำ “ในที่สุดศพตากแห้งนั่น ก็เงียบได้สักที” พื้นที่รอบๆห้องพนักงานตอนนี้เงียบสนิท ชั้นวางของยังคงวางกั้นประตูไว้ ราวกับว่าไม่เคยมีหวางซีซีอยู่เลย “ฉันจะไปเอาอาหารมา” ลูเทอร์ตอบกลับและลุกขึ้น เขาเดินลากเท้าพร้อมกับหาว 2-3 ครั้งในขณะที่กำลังเดินไปโซนอาหาร แล้วเขาก็กลับมาด้วยอาหารที่ถูกแพ็คด้วยการซีลสุญญากาศอย่างตีนเป็ดและน่องไก่

หลังจากที่พวกเขาตื่นขึ้น พวกเขาก็พบว่าบรรยากาศที่ตึงเครียดก่อนหน้าที่พวกเขาจะหลับได้หายไปเกือบหมดแล้ว ทั้งสามนั่งเป็นวงกลม พูดคุยและกินอาหารกันอย่างสบายใจ

“ฉันคิดว่านายดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการสู้รบมานะ” หลินซันจิ่วหยอกล้อลูเทอร์อย่างร่าเริง เธอเจอห่อคุ้กกี้เนยสดแสนโปรดของเธอจากซุปเปอร์มาร์เก็ต

ได้ยินเช่นนั้น มาร์ซี่ก็ส่งเสียงออกจมูกและพูดว่า “อย่าพูดถึงมันดีกว่า ตอนที่พวกเราเข้าร่วมกองทัพ ฉันต้องฝึกทุกวัน ในขณะที่เขาใช้ความสามารถในการเปลี่ยนสภาพและอยู่อย่างสบาย…”

“จริงเหรอ เล่าให้ฉันฟังหน่อย!” หลินซันจิ่วหัวเราะพร้อมกับถามต่อ

เขาได้ยินเสียงซุบซิบนินทาของทั้งคู่ แต่ปากของลูเทอร์นั้นเต็มไปด้วยอาหารจึงไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้ เขารีบกลืนน้ำเข้าไปเต็มคำอย่างร้อนรน เพื่อที่จะช่วยให้เขากลืนอาหารได้อย่างเร็วขึ้น แต่มันเกือบจะทำให้เขาสำลักอาหารตาย… ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เงียบสนิท ทั้งสามหัวเราะและหยอกล้อกัน ในชั่วเวลาหนึ่ง มันเหมือนกับว่าโลกใหม่นั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

เสียงหัวเราะนั้นทำให้หวางซีซีหัวเสียมาก เธอทุบประตูพร้อมกับกรีดร้องเสียงแหลม

ในตอนเช้าทั้งสามคนได้นอนหลับไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องของเธออยู่ในแบล็คกราว จนตอนนี้พวกเขาชินกับเธอเสียแล้ว เสียงร้องของเธอไม่ได้ทำให้พวกเขาหยุดชะงักเลยแม้แต่น้อย พวกเขาทานอาหารกันต่อไปอย่างสงบ ลูเทอร์พูดโพล่งออกมาท่ามกลางเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูของหวางซีซี “ถ้ามีข้าวกับผัดผัก ก็คงจะดีสินะ!”

คำพูดของลูเทอร์ทำให้หลินซันจิ่วนึกอะไรบางอย่างออก เธอตบมือของเธอหนึ่งทีและพูดว่า “เราจะไปหาศพของเรนหนานกันที่อพาร์ทเม้นท์ของฉัน ไม่ใช่เหรอ? มีเตาแก๊สอยู่ที่นั่น มันน่าจะยังใช้งานได้อยู่ พวกเราเอาข้าวไปกันเถอะ ฉันไม่แน่ใจว่าเราจะทำผัดผักได้อยู่หรือเปล่า แต่ทำโจ๊กหมูไม่น่าจะมีปัญหานะ”

หลังจากที่ได้ฟังคำแนะนำของหลินซันจิ่ว อีกสองคนก็เริ่มน้ำลายไหล ลูเทอร์เป็นคนแรกที่ลุกขึ้น เขาดึงมาร์ซี่ขึ้นมากับเขาอย่างกระตือรือร้น และวิ่งไปรอบซุปเปอร์มาร์เก็ต พวกเขารวบรวมวัตถุดิบทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่นาที ข้าวหอมะลิ น้ำแร่ เนื้อบรรจุสุญญากาศ…

เสียดายที่พวกเขาไม่สามารถหาไฟฉายได้แม้แต่อันเดียว พวกเขาจึงต้องพึ่งไฟแช็คคนละอันเพื่อใช้ในการส่องแสงแทน

พวกเขานั่งพักกัน 2-3 ชั่วโมงจนคิดว่าท้องฟ้าด้านนอกนั้นมืดสนิทแล้ว จึงช่วยกันขนของออกจากซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนพวกเขาจึงได้ล็อคประตูม้วนตรงทางเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อนที่จะออกมา พวกเขาเดินขึ้นไปบนบันไดเลื่อนและพบว่าพระอาทิตย์ได้ตกไปแล้ว ห้องโถงบนชั้นหนึ่งนั้นมืดสนิท ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตแม้แต่ตัวเดียว

พวกเขาไม่ทันได้คาดคิดว่าโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของห้างสรรพสินค้านั้น จะทำให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ถูกกักขังอยู่ในอาคาร ถ้าไม่มีลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ห้องโถงชั้นหนึ่งทั้งชั้นคงจะเป็นเหมือนหม้อต้มไอน้ำอุณหภูมิสูงขนาดใหญ่

ความร้อนนั้นรุนแรงอย่างมาก ร่างกายของทั้งสามเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อภายในเวลาไม่กี่วินาที ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกลิ่นเหม็นเน่าจากกองศพที่ถูกสัมผัสกับความร้อน หลินซันจิ่วรีบออกจากห้างสรรพสินค้าอย่างไม่รอช้าเวลานั้นเองที่เธอได้สัมผัสกับสายลมอ่อนๆบนผิวหนังของเธอ

พวกเขาต้องหาวิธีกำจัดกองศพนั่น

คิวยาวของรถยนต์ที่จอดเรียงกัน ที่ลูเทอร์และตัวเธอเดินผ่านในตอนเช้ายังคงอยู่ด้านหน้าของห้างสรรพสินค้า แต่สิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือแบตเตอรี่หรือแก๊สของรถยนต์ครึ่งหนึ่งที่จอดอยู่นั้นได้หมดเสียแล้ว มันเงียบสนิท ไม่มีเสียงของสิ่งมีชีวิต พวกเขาเดินผ่านรถยนต์บางคันที่เครื่องยนต์ยังคงใช้งานได้อย่างร่อแร่

แถวของรถยนต์ตอนนี้เหมือนกับงูที่ตายแล้ว จอดเรียงกันแน่นิ่งภายใต้ความร้อน

หลินซันจิ่วเดินนำทางไปตามถนน เธอไม่มองเข้าไปในรถยนต์เลยแม้แต่แว๊บเดียว — เธอเห็นคนตายมามากพอแล้ว เขตที่พักอาศัยที่เธอเคยอยู่กับเรนหนานอยู่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้า พวกเขาใช้เวลาสิบกว่านาทีก่อนจะไปถึงชั้นล่างสุดของคอนโดสูง 38 ชั้น

หลังจากที่คลื่นความร้อนได้เข้ามาอย่างไม่มีใครทันได้ตั้งตัว 70% – 80% ของประชากรมนุษย์ได้ถูกกำจัดไปภายในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งวัน เพราะเหตุนี้จึงไม่มีการซ่อมแซมเครือข่ายไฟฟ้าที่ลัดวงจร ตอนนี้พวกเขาจึงต้องใช้บันไดเพื่อเดินขึ้นไปยังชั้น 38

เพราะเป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่ม ลูเทอร์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากอาสาถือของที่หนักกว่าอย่างเช่นข้าวและขวดน้ำ เขาเดินตามหลังสตรีทั้งสองคนขึ้นบันไดไปอย่างเหนื่อยหอบ

แม้ว่าพวกเขาจะเป็นพวกที่เขาเรียกกันว่า ‘เหนือมนุษย์’ แต่การเดินขึ้นบันได 25 ชั้นนั้นก็หนักเกินไปสำหรับพวกเขา ด้วยร่างกายที่ธรรมดาและยังไม่ถูกพัฒนาของเธอ หลินซันจิ่วจึงเป็นคนแรกที่นั่งลงกับขั้นบันได  เธอโบกมือของเธอและพูดว่า “ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันไปไม่ไหวแล้ว เราพักกันก่อนเถอะ…ให้ฉันได้พักหายใจและดื่มน้ำสักหน่อย”

มาร์ซี่มองไปรอบๆอย่างระมัดระวังด้วยไฟแช็คบนมือของเธอ เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เธอก็ยื่นขวดน้ำผลไม้ให้คนที่กำลังหมดแรงสองคนที่กำลังนั่งอยู่บนขั้นบันได

ทันทีที่รสหวานสดชื่นของน้ำบลูเบอร์รี่ไหลผ่านลำคอของเขา ลูเทอร์ก็อ้าปากพร้อมจะชื่นชมรสชาติอันหอมหวานของเครื่องดื่ม ทันใดนั้นเองที่พวกเขาได้ยินเสียง ‘กึก’ จากประตูห้องที่อยู่ชั้น 26 มันได้ถูกเปิดออก…

“มีใครอยู่แถวนั้นไหม? ที่รักนั่นใช่คุณหรือเปล่า?” น้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมา ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาทีพวกเขาทั้งสามก็ดีดตัวขึ้นยืนอย่างพร้อมเพียงกันด้วยความตื่นตัว สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ของหวางซีซียังคงตราตรึงอยู่ในหัวสมองของพวกเขา ในเวลานั้นเอง โดยไม่พูดอะไรอีก มาร์ซี่ก็ออกคำสั่งอย่างฉะฉาน“หยุด อยู่ตรงนั้นนะ! คุณเป็นใคร?”

ดูเหมือนว่าผู้หญิงที่อยู่ชั้น 26 คนนั้นจะไม่ทันได้คิดว่าจะมีคนอยู่ตรงบนไดจริงๆ เธอจึงกรีดร้องออกมาสั้นๆ จากนั้นก็พูดออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ “ฉะ… ฉันอยู่ที่นี่… ฉันกำลังตามหาสามีของฉัน คุณเป็นใคร?”

ทั้งสามมองหน้ากัน หลินซันจิ่วคิดอะไรบางอย่างก่อนที่จะพูดขึ้น “ฉันเป็นผู้พักอาศัยอยู่ที่นี่เช่นกัน เธอเดินมาที่บันไดช้าๆ ให้เราเห็นหน้าเธอได้หรือไม่?”

“อาาา… ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะ?” ผู้หญิงคนนั้นถามแต่ก็ทำตามที่เธอบอกอย่างโดยดีและเดินไปที่บันได ทั้งสามยกศีรษะขึ้นมองขึ้นไปข้างบนตามแสงไฟที่มาจากไฟแช็คของมาร์ซี่

ภายใต้แสงสว่างสีส้ม พวกเขาก็เห็นใบหน้าที่ใสสะอาดของผู้หญิงอายุราว 30 กว่าๆคนหนึ่ง ยืนอยู่ใกล้กับราวบันได เธอใส่ชุดนอนสีแดงเข้ม ใบหน้าของเธอดูสง่างามแต่ดวงตาของเธอนั้นบวมฉึ่ง เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังตื่นตระหนก เมื่อเธอเห็นหลินซันจิ่ว เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “อ้า เธอนั่นเอง ฉันเคยเห็นเธอเดินอยู่ชั้นล่างมาก่อน”

หลินซันจิ่วจำหน้าของผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อเธอไม่ใช่ตัวลั่วจ้ง พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องหวาดระแวง ทั้งสามก็เดินขึ้นไปหาเธอข้างบน

เมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของหลินซันจิ่ว ผู้หญิงคนนั้นก็แสดงท่าทางอันเป็นมิตรและพูดขึ้นอย่างรีบร้อน “เธออาจจะไม่เคยสังเกตเห็นฉันมาก่อน แต่ฉันเคยเห็นเธอ 2-3 ครั้ง เธอมักจะออกมาเดินเล่นกับแฟนหนุ่มของเธอบ่อยๆ เขาเป็นคนตัวสูงและหล่อมากใช่ไหมล่ะ?” หลังจากเธอพูดจบ เธอก็มองไปยังผู้ชายคนเดียวในกลุ่ม ลูเทอร์ จากนั้นก็มองไปยังมาร์ซี่ สีหน้าของเธอนั้นงงงวยอย่างเห็นได้ชัดแต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไร เธอแนะนำตัวเอง “ฉันแซ่ คง ชื่อของฉันคือคงหยุน พวกเธอเห็นสามีของฉันบ้างไหม?”

หลินซันจิ่วจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นคนปกติธรรมดาที่ยังมีลมหายใจอยู่นั้นเมื่อไหร่กัน เธอไม่อยากพูดถึงเรนหนานแม้แต่คำเดียว ขณะที่เธอกำลังจะตอบกลับ ลูเทอร์ก็พูดขึ้นมาอย่างสําบัดสํานวน “พี่สาว สามีของพี่หน้าตาเป็นอย่างไรล่ะ? แล้วทำไมเขาถึงไม่อยู่บ้านกับพี่?”

คำพูดพวกนี้ทำให้น้ำตาของคงหยุนไหลพรากออกมาทันที “เมื่อคืน เราเข้านอนพร้อมกัน แต่อยู่ๆดีๆไฟก็ดับ ฉันตื่นขึ้นมาเพราะความร้อน พอฉันพลิกตัวกลับไปมองข้างๆ สามีของฉันก็ไม่อยู่แล้ว… เหลือแต่ชุดนอนของเขาอยู่บนเตียง ฉันมั่นใจว่าเขาต้องออกไปข้างนอก แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาไปที่ไหน… แล้วฉันก็ไม่กล้าออกไปข้างนอกตอนเช้า…”

บางทีอาจเป็นเพราะว่าเธอไม่ได้เจอกับคนที่มีชีวิตมาระยะหนึ่ง เธอจึงได้เทความรู้สึกทั้งหมดของเธอออกมา “ฉันหมายถึง ทำไมสภาพอากาศถึงได้เลวร้ายแบบนี้? ฉันเดินไปหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ด้านล่าง แต่กลับพบพวกเขานอนนิ่งอยู่กับพื้น ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาแค่หมดสติหรือตายแล้วกันแน่ ฉะ…ฉันกลัวมาก…”

หลินซันจิ่วรับฟังและพยักหน้าอย่างปลอบโยน ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนว่ามีใครกำลังดึงปลายเสื้อของเธออยู่ เธอหันกลับและพบว่ามาร์ซี่กำลังส่งสายตาให้เธอ

ขณะที่มาร์ซี่กำลังกระซิบอยู่ข้างหูของหลินซันจิ่ว ลูเทอร์ก็ก้าวออกไปข้างหน้าราวกับว่ามีตาอยู่ด้านหลัง เขายืนบังมาร์ซี่ที่กระซิบอยู่เพื่อกันไม่ให้คงหยุนผิดสังเกตว่ากำลังมีบางอย่างผิดปกติ

“เรามาที่นี่เพื่อเอาศพของเรนหนาน อย่าให้เธอตามพวกเรามา เราไม่อยากสร้างปัญหาไปมากกว่านี้” มาร์ซี่กระซิบ

เธอพูดถูกถ้าคงหยุนเห็นศพของเรนหนาน จะต้องมีปัญหามากมายเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นอย่างแน่ หลินซันจิ่วพยักหน้าและพูดกับคงหยุน “พี่คง ฉันว่าจะขึ้นไปเอาเสื้อผ้าข้างบนสักหน่อย เอาอย่างนี้ดีไหม? พี่กลับไปพักผ่อนในอพาร์ทเม้นท์ของพี่ก่อน แล้วพวกเราจะกลับมาหาพี่ข้างล่าง แล้วดูว่าเราจะทำอะไรกันต่อ ดีไหม?”

ใบหน้าที่คุ้นเคยของหลินซันจิ่วนั้นค่อนข้างจะเป็นประโยชน์มาก มันทำให้คงหยุนตอบตกลงอย่างทันที

“ใช่แล้ว พี่คงจะคอแห้งสินะ” หลินซันจิ่วมองไปยังปากที่แห้งแตกของเธอพร้อมกับหยิบน้ำผลไม้ที่เหลืออยู่ครึ่งขวด

“อา ฉะ..ฉะ.. ฉันไม่…” คงหยุนหยุดพูดลงกลางคัน เธอเหลือบมองไปรอบๆสักพักอย่างอึกอักก่อนจะพูดต่อ “ฉะ.. ฉันหมายถึง… ขอบคุณนะ ฉันจะดื่มนิดหน่อย ขอบคุณมาก!”

ไม่ใช่แค่เพื่อนของเธอสองคนที่ได้ผ่านสนามรบมามากมาย แต่หลินซันจิ่วที่ได้ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาสองครั้ง ก็สัมผัสได้เช่นกัน — เมื่อเห็นปฏิกิริยาแปลกๆของคงหยุน ทั้งสามก็จ้องหน้าเธอพร้อมกันอย่างช่วยไม่ได้

คะแนน 4.4
กรุณารอสักครู่...