ตอนที่แล้วตอนที่ 20 - ผู้พิทักษ์ความมืด (2)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 22 - ผู้พิทักษ์ความมืด (4)

ตอนที่ 21 – ผู้พิทักษ์ความมืด (3)

 

“พี่! นี่มัน…”

หลังจากที่ลีกิลยังค้นพบกล่องสมบัติ ผมก็ปิดปากเล็กๆ ของเขา “ชู่ว เดี๋ยวก่อน”

โลกแห่งหนทางเอาชีวิตรอดนั้นไม่ยอมผ่อนปรน กลุ่มดาวทั้งหลายพากันมีความสุขกับความทุกข์ยากของตัวละครและเพิ่มอุปสรรคในสถานการณ์เพียงเพื่อเล่นกับมนุษย์เท่านั้น พวกคำพูดที่ว่า ‘จับฉันสิ!’ โดยปกติแล้วมักจะมีกับดักอยู่ และแม้แต่ข้อความของระบบก็ไม่สามารถเชื่อถือได้

“ขุมสมบัติต้องไม่ได้มีแค่สมบัติเพียงอย่างเดียวแน่ๆ”

[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ’ ผิดหวัง]

มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ… มันต้องการให้ผมตาย

อย่างไรก็ตาม ผมก็เฝ้ารอ ไม่นานหลังจากนั้น เงาหลายๆ ร่างก็เริ่มปรากฏขึ้นรอบๆ หีบสมบัติ

มันคือหนูดิน พวกมันนำบางสิ่งผ่านอุโมงค์เข้ามา โยนมัน และแลกเปลี่ยนข้อมูล เมื่อหนูดินจำนวนหนึ่งมารวมตัวกัน จำนวนของแสงไฟที่ส่องสว่างอยู่รอบๆ บริเวณก็เพิ่มขึ้น มันเป็นเปลวเพลิงสีดำ เปลวเพลิงที่ก่อกำเนิดมาจากอากาศสีดำ ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้คือแกนกลางของรากทมิฬ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงมีอากาศสีดำถูกเผาไหม้ ในเวลานั้นก็มีเสียงของใครบางคนดังออกมา “ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอ!”

ไม่จำเป็นต้องพูดว่าเขาคือใคร มันเป็นเสียงที่ผมรู้ได้ในทันที ผมคว้าไหล่ของลีกิลยังที่กำลังประหลาดใจไว้แน่น มันยังไม่ถึงเวลา

“เพราะฉัน นายหมายความว่ายังไง?”

ในแสงสลัวๆ มีคนสองคนถูกหนูดินจับไว้ พวกเขาถูกมัดไว้แน่นด้วยกิ่งไม้ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน

“ถ-ถ้าเธอไม่ขึ้นรถไฟใต้ดิน สถานการณ์ก็คงจะไม่เป็นแบบนี้?”

“ทำไมต้องเอารถไฟใต้ดินเข้ามาเกี่ยวด้วย?”

เธอจะยอมรับเรื่องไร้สาระทั้งหมดนี้ได้ยังไง? บางทียูซานอาอาจจะเป็นคนที่น่าสนใจ หรือบางทีผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังของเธอก็อาจจะเป็นคนที่น่าสนใจก็ได้

“ร-เรื่องนั้น… เรื่องนั้น ยูซานอา เธอขี่จักรยานมาตลอด…” เสียงของฮันมยอนโกสั่นในขณะที่เขาพูดพล่อยๆ ออกมา

น้ำเสียงของยูซานอาเปลี่ยนเป็นเย็นวาบ “เดี๋ยวนะ นายเป็นคนที่ขโมยจักรยานของฉันไปงั้นเหรอ?”

“อ-อะไรนะ? ฉันบอกชัดๆ แล้วว่าฉันจะขับรถไปส่งเธอ! เธอน่าจะรู้วิธียอมรับน้ำใจกันบ้าง!”

“ตอบมา นายขโมยจักรยานของฉันไปงั้นเหรอ?”

ทันใดนั้นเอง สถานการณ์ทั้งหมดก็คลี่คลาย เป็นแบบนี้นี่เอง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนขับรถเบนซ์ S คลาสถึงได้ขึ้นรถไฟใต้ดิน อืม มันไม่แปลกเลย มีผู้ชายหลายคนกำลังจับตามองมายังยูซานอา ไม่ใช่แค่ที่บริษัท แต่ที่สถานีกึมโฮก็ด้วย ในความเป็นจริง ยูซานอาเป็นคนที่โดดเด่น บรรยากาศของเธออบอุ่นและเธอก็รู้วิธีการประจบคน

[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ’ เกลียดตัวละคร ‘ฮันมยอนโก’]

ใบหน้าของฮันมยอนโกแดงมากจนมันสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในแสงสลัว มันดูอันตราย “ใช่ บัดซบ! ฉันทำมัน! แล้วไง?”

“ทำไมนายถึงพูดเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร? นายเอาของคนอื่นไป มันเป็นการขโมย”

“ขโมย? เหอะ หยุดพล่ามได้แล้ว! เธอน่าจะขึ้นรถของฉันตั้งแต่แรก!”

[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ เกลียดการโต้แย้งเล็กน้อยนี้]

ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนี้ แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ผมจับหนามไว้อย่างเงียบๆ

“ฉันไม่ได้ถามเธอแค่ครั้งเดียว ฉันถามเธออยู่เรื่อยๆ แต่เธอก็ยังปฏิเสธฉัน…”

ผมเหวี่ยงหนามออกไปสุดแรง หนามข่วนมุมปากของฮันมยอนโกและพุ่งเข้าไปในความมืดต่อไป

“อ๊ากกก! อะไรกัน?”

[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ พึงพอใจ]

[คุณได้รับการสนับสนุน 100 เหรียญ]

“ทกจา!” ยูซานอาตะโกนเรียกผม อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้มองไปยังพวกเขา

ผ่านที่อยู่อาศัยของหนูดิน ความมืดได้แยกตัวออกจากกันโดยหนาม จากนั้นไอ้บ้านั่นก็ออกมา มันไม่มีทางที่มันจะไม่อยู่ในรากทมิฬ

[‘ผู้พิทักษ์ความมืด’ ปรากฏตัวแล้ว]

[สถานการณ์ย่อยได้รับการอัพเดต!]

[สถานการณ์ย่อย ‘สังหารผู้พิทักษ์’ ได้เริ่มขึ้นแล้ว!]

เช่นเดียวกับทาสที่ยอมจำนนต่อราชา หนูดินที่หวาดกลัวได้ล้มลงกับพื้น ร่างอันดำมืดปรากฏขึ้นในแสงสลัว มอนสเตอร์ที่มีหนวดออกมาราวกับยมทูตอันน่าสะพรึงกลัว ผิวหนังของลีกิลยังย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว

“อึก พี่ นั่นมัน…”

“ไม่เป็นไร”

ในที่สุดลีกิลยังก็ล้มลงกับพื้นและเริ่มอาเจียนออกมา มันไม่แปลก ความรู้สึกกดดันอันมหาศาลสามารถสัมผัสได้เพียงแค่มองจากระยะไกล ท้องของแมลงสาบที่กระจัดกระจายออกไปทั่วระเบิดออกมา ลีกิลยังที่เชื่อมต่อกับพวกมันคงจะได้รับความเสียหายทางจิตใจเป็นอย่างมาก

“กิลยัง นายสามารถใช้การสื่อสารที่หลากหลายได้อีกกี่ครั้ง?”

“…ผมคิดว่าผมน่าจะทำได้อีก 1-2 ครั้ง”

“โอเค งั้นพักอยู่ที่นี่ก่อน”

ผมผละจากกิลยังและเดินเข้าหายูซานอากับฮันมยอนโก ฮันมยอนโกที่กำลังตื่นตระหนกโวยวายออกมา

“อ-อึก! นี่มันอะไรกัน…?”

ผมหยิบมีดพับออกมาและตัดกิ่งไม้ที่พันทั้งสองคนไว้ออกไป ผมขยับมีดเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง จากนั้นกิ่งไม้ส่วนที่มันสัมผัสก็ทำให้ใบมีดหลอมละลายไป ใช่แล้ว นี่คือพลังของเผ่าพันธุ์ปีศาจ

“อยู่ด้านหลังไว้”

ผมพูดในขณะที่ผมชูอาวุธที่ทำมาจากกระดูกสันหลังของหนูดินขึ้นมา ปีศาจระดับ 7 ผู้พิทักษ์ความมืด ในบรรดามอนสเตอร์หลายๆ ตัวที่ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นแห่งการทำลายล้าง ปีศาจถือว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งมาก อันที่จริงแล้ว สมบัติของหนูดินนั้นน่าจะใกล้เคียงกับคำว่า ‘ส่วย’ ของปีศาจมากกว่า แม้ว่ามันจะอยู่ในระดับเดียวกัน แต่เผ่าปีศาจก็แตกต่างจากเผ่าพันธุ์อื่นๆ

[‘ผู้พิทักษ์ความมืด’ ได้รับความโปรดปรานจากราชาปีศาจที่มันติดตาม]

“Kamyun Der Yitur”

เผ่าพันธุ์ปีศาจมีภาษาเป็นของตัวเอง มีการบูชาราชาปีศาจที่แตกต่างกัน และมีการสืบทอดพลังของราชาปีศาจผ่านรากทมิฬ

[‘ผู้พิทักษ์ความมืด’ ปลดปล่อย ‘ความหวาดกลัว’ ออกมา]’

[สกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ได้ลบล้างผลส่วนใหญ่ของ ‘ความหวาดกลัว’]

ดังนั้นการสังหารปีศาจหนึ่งตนจึงหมายความถึงการกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามของราชาปีศาจของพวกมัน

“Yitur!”

ผมไม่รู้ว่ามันพูดว่าอะไร แต่สถานการณ์ดูไม่ดีเท่าไร ผมไม่ต้องการสู้ถ้าเป็นไปได้

“ม-แม่?” ยูซานอาพูดออกมา เธอยังไม่ไปอีกเหรอ?

“ฉันบอกให้เธอถอยไป”

“มอนสเตอร์ตัวนั้นเพิ่งพูดว่า ‘แม่’…”

ผมคิดอยู่ครู่หนึ่งเกี่ยวกับความหมายของสิ่งนี้ ไม่สิ เดี๋ยวก่อน

“เอ่อ ฉันคิดว่า… K-Karud, yemiren? อ่า ออกเสียงแบบนี้เหรอ? Aketu?”

สักพักหนึ่ง ผมก็คิดว่าผมเข้าใจผิด แต่ผมได้ยินไม่ผิด

“Kallitu!”

น่าแปลก ผู้พิทักษ์ความมืดพยักหน้าตอบในท้ายที่สุด

[ตัวละคร ‘ยูซานอา’ เปิดใช้งานสกิล ‘ล่าม’ LV3]

…โอ้พระเจ้า เธอไม่ได้เก่งแค่ภาษาสเปนเท่านั้น มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมถาม “มันกำลังพูดอะไร?”

“เรื่องนั้น… มันยังคงพูดว่า ‘กลายเป็นแม่’…”

…กลายเป็นแม่? ผู้พิทักษ์ความมืดตะโกนออกมาอีกครั้งและชี้มาที่ยูซานอา

“Kallitu!”

ยูซานอาหลั่งน้ำตา “อืม แม่เหรอ? ฉันยังไม่แต่งงานนะ!”

คราวนี้ผู้พิทักษ์ความมืดชี้ไปยังฮันมยอนโก “Kallitu!”

ฮันมยอนโกหน้าซีดในขณะที่เขาเช็ดปาก “ทำไมฉันถึงเป็นแม่? พ่อสิ!”

หนวดของผู้พิทักษ์ความมืดชูขึ้น

“อึก!”

หนวดเส้นหนึ่งเข้าไปในปากของเขาและฮันมยอนโกก็เปลี่ยนเป็นสีดำ มันมีเสียงของอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวลงไปในลำคอของฮันมยอนโก ใช่แล้ว นี่คือความหมายของคำว่ากลายเป็นแม่ ผมจำได้ว่าเผ่าปีศาจนั้นจะตั้งท้องลูกของมันในร่างกายของเผ่าพันธุ์อื่น

“ยูซานอา เธอไม่มีแผนที่จะมีลูกใช่ไหม?”

“แน่นอน!”

ยูซานอาเข้าใจความหมายในทันทีและก้าวถอยไปอย่างรวดเร็ว ผมเหวี่ยงหอกหนูดินและฉีกผ่านหนวดที่ติดอยู่กับฮันมยอนโก

ผู้พิทักษ์ความมืดคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว “Kallituo!”

หนวดของปีศาจเผ่าปีศาจค่อยๆ ทำลายหอกหนูดิน แม้แต่หนามที่สามารถทะลวงผ่านกระเพาะอาหารของอิกทิโอซอรัสก็คงจะถูกทำลายในทันทีที่มันติดอยู่ในร่างกายของปีศาจ ก่อนที่ผมจะรู้ตัว ฮันมยอนโกก็วิ่งไปไกลแล้วในขณะที่ยูซานอายังมองมาที่ผมอยู่

「ยังมีโอกาสอยู่ไหม?」

ดวงตาของเธอดูเหมือนกำลังจะถามผม บอกตามตรง ผมไม่มีโอกาส

ปัง! ปัง! ปัง!

หลังจากการโจมตีไม่กี่ครั้ง หอกหนูดินก็แทบจะถูกทำลาย มือที่ถือหอกไว้เจ็บมาก มอนสเตอร์ที่ปกป้องหีบสมบัติไม่สามารถทนต่อไปได้ เหมือนกับอิกทิโอซอรัสแห่งสะพานดงโฮ นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมแผนการเดิมจึงไม่ใช่การจัดการกับมอนสเตอร์ตัวนี้ แต่เป็นการเก็บหีบสมบัติไปหลังจากมันหายไป ถึงกระนั้น มันก็ยังมีแผนการสำรองอยู่

“โดเกบิ แกกำลังดูอยู่ใช่ไหม?

[อ-อืม เจ้ารู้?]

โดเกบิปรากฏตัวขึ้นในความมืด ผมไม่รู้ชื่อของมัน แต่มันดูเหมือนจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของบีฮยอง

“มันน่าจะมีเมลถึงฉันอยู่ใช่ไหม ฉันต้องการให้แกส่งมันมาเร็วๆ”

[ฮิฮิ มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของข้า ม-มันเป็นเรื่องของบีฮยอง]

“ตอนนี้แกมาแทนที่บีฮยอง แกไม่เห็นการร้องเรียนของกลุ่มดาวอย่างนั้นเหรอ?”

[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ ต้องการตำหนิโดเกบิ ‘บีรยู’]

[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงทมิฬ’ ข่มขู่โดเกบิ ‘บีรยู’]

โดเกบิบีรยูกลืนน้ำลาย […ด-ได้ แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ข้าคิดว่ามันคงน่าสนใจนะ!]

โดเกบิพึมพำอะไรบางอย่างและเริ่มเรียก

[ไอเท็มจากการแลกเปลี่ยนมาถึงแล้ว]

[ได้รับไอเท็ม ‘ศรัทธาแตกสลาย’]

[ค่าธรรมเนียมนายหน้าได้รับการยกเว้นเนื่องจากผลของสัญญา]

ศรัทธาแตกสลาย? ไอเท็มที่แลกเปลี่ยนกับ ‘แกนกลางของอิกทิโอซอรัส’

“คิก”

ผู้พิทักษ์ความมืดเห็นไอเท็มชิ้นนี้กำลังออกมาจากอากาศบางๆ และหัวเราะออกมา ไม่แปลกใจเลยที่มันหัวเราะ ทั้งหมดที่ผมได้มาคือไอเท็มระดับ D มันเป็นมีดที่หักไปครึ่งหนึ่ง

[ไอเท็มนี้เก่าเกินไปที่จะใช้ ความทนทานต่ำ และมันยากที่จะใช้งาน]

แม้แต่โดเกบิที่ส่งไอเท็มชิ้นนี้ให้ก็ยังหัวเราะคิกคักออกมา [จ-เจ้าจะสู้กับมันด้วยของเก่าๆ แบบนั้นยังไง? และมันก็ไม่สามารถใช้งานได้หากเจ้าไม่มีสกิลพิเศษ…]

ผมรู้มันดี ผมคงจะไม่ซื้อมันถ้าผมไม่รู้

“เห้อ…” ผมสูดหายใจเข้าและตั้งสมาธิ

ชิ้ง!

ด้ามจับเริ่มสั่นอย่างรุนแรง บีรยูตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

[เอ่อ? ได้ยังไง?]

มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องแปลกใจ มันเป็นเพราะนี่เป็นสกิลที่ผมซื้อมาจากเพื่อนของเขาในราคาสูงถึง 10,000 เหรียญ อากาศธาตุสีน้ำเงินเริ่มเกาะตัวลงบนพื้นผิวของใบมีดที่แตกหักอย่างช้าๆ

[พลังงานดาราบริสุทธิ์]

หลังจากสังหารอิกทิโอซอรัส ผมได้ซื้อสกิลนี้มาจากบีฮยอง มันมีข้อบกพร่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเทคนิคพลังงานที่เหนือกว่า แต่พวกมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะได้รับมาในขณะนั้น

[ศรัทธาแตกสลายตอบสนองต่อพลังงานดาราของคุณ]

[คมมีดแห่งศรัทธาถูกเปิดใช้งาน!]

หลังจากนั้นไม่นาน ใบมีดสีขาวเจิดจ้าก็งอกออกมาจากขอบของใบมีดที่แตกหัก ศรัทธาแตกสลาย ประสิทธิภาพที่แท้จริงของมันจะถูกเปิดเผยเมื่อพลังงานดาราถูกรีดเร้นเข้าไป

จำนวนของหนวดเพิ่มขึ้นเป็นหลายสิบอันและครอบคลุมวิสัยทัศน์ของผมไว้ ผมคงจะไม่ปลอดภัยจากการโจมตีเหล่านี้ด้วยระดับ STA ในปัจจุบัน มันน่ากลัว แต่ตอนนี้มันมีโอกาสอยู่ มันเป็นเพราะคมมีดแห่งศรัทธาคืออาวุธที่มีคุณภาพดีที่สุดในการต่อกรกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ

หนวดที่สัมผัสคมมีดถูกตัดออกไป ผู้พิทักษ์ความมืดกรีดร้องอย่างน่าหวาดกลัวในขณะที่หนวดของมันถูกทำลาย ผมรู้สึกว่าพลังเวทมนตร์กำลังจะหมดแต่ผมก็ไม่รีบ ผมขยับคมมีดอย่างใจเย็น ผมพลาดเป้าไปหลายครั้งเพราะผมไม่มีสกิล ‘เซ้นส์การต่อสู้’ หรือ ‘การฝึกฝนดาบ’ ดังนั้นวิธีการในการกวัดแกว่งดาบของผมจึงแย่มาก มันเป็นธรรมดา ผมเป็นนักอ่านไม่ใช่นักดาบ และนักอ่านก็ต้องสู้ในแบบนักอ่าน

[ผลของแอตทริบิวต์ได้ปรับปรุงความทรงจำของคุณในหน้าที่คุณได้อ่านแล้ว]

หน้าหนังสือของหนทางเอาชีวิตรอดเปล่งประกายขึ้นมาในหัวของผม

「…รูปแบบการโจมตีของผู้พิทักษ์ความมืดนั้นง่ายมาก ถ้าไม่มีเงื่อนไขใดๆ หนวดจะโจมตีที่มุมบนขวาเป็นอันดับแรก…」

「…หลังจากโจมตีจะเป็นหนวดหนึ่งเส้นจากทางด้านล่าง…」

「…หนวดของมันสามารถงอกออกมาใหม่ได้แต่ต้องใช้เวลาหลายนาที…」

ผมอ่านมันอย่างขะมักเขม้นและใช้สิ่งที่ผมอ่านมา

“โฮกกกก!” ผู้พิทักษ์ความมืดกรีดร้องออกมาในขณะที่หนวดของมันถูกตัด

อีกมุมหนึ่งของสายตาของผมคือลีกิลยัง เด็กหนุ่มมองมาที่ผมด้วยดวงตาที่หวั่นเกรง น่าเสียดาย มันไม่เหมือนกับความปรารถนาของเขา ผมไม่ใช่ตัวละครหลักในโลกใบนี้ แต่ถึงกระนั้น ผมก็มั่นใจอย่างน้อยหนึ่งอย่าง

“Kar Mien Der” ผู้พิทักษ์ความมืดพึมพำในขณะที่มันคลุ้มคลั่งจากความตกใจของมัน มันไม่ได้ถาม แต่ยูซานอาก็พึมพำอยู่ข้างหลังผมด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “เจ้ารู้จุดอ่อนทั้งหมดของข้าได้ยังไง…?”

นี่คือสิ่งที่มันหมายถึง ผมตอบเบาๆ

“ผมอ่านหนังสือมาเยอะหน่ะ”

ฉันรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้มากกว่าใคร

(จบตอน)


มุมมองนักอ่านพระเจ้า – Omniscient Reader’s Viewpoint

คะแนน 4.7
กรุณารอสักครู่...