ตอนที่แล้วบทที่ 118 - ทุกคนรวมพลังเป็นหนึ่ง (2) [อ่านฟรีวันที่ 10/02/2562]
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 120 - ทุกคนรวมพลังเป็นหนึ่ง (4) [อ่านฟรีวันที่ 12/02/2562]

บทที่ 119 – ทุกคนรวมพลังเป็นหนึ่ง (3)

 

สเปียร่าได้อธิบายถึงสกิล ‘หอกสะบั้นจักรวาล’ ออกมาด้วยใบหน้าซังกะตาย

[หอกสะบั้นจักรวาลเป็นสกิลที่ฉันได้พัฒนาขึ้นมาตามบุคลิกและเอกลักษณ์ของตัวฉัน นายก็น่าจะมีการเรียนรู้พัฒนาสกิลนี้ไปให้เพราะกับตัวนายเองด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้นายเรียนรู้สกิลของฉัน แต่ว่ามันก็อาจจะพูดได้ว่านายเพิ่งจะเติมเต็มเงื่อนไขที่ต่ำที่สุดมาได้แล้ว] (สเปียร่า)
“ฉันก็พอจะเข้าใจนะ แต่แล้วฉันจำเป็นต้องฝึกมันมากแค่ไหน?”
[อย่างน้อยก็น่าจะสี่ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลาสักสองร้อยปี] (สเปียร่า)
“ฟู่ววว”

ยูอิลฮานได้เกลียดตัวเองที่เผลอไปคิดว่า ‘มันไม่มากนัก’ อยู่แวบหนึ่ง ในตอนนี้เวลาของโลกไหลเวียนไปตามปกติแล้วนะ!

“แล้วนี่มันแตกต่างไปกับการเชี่ยวชาญในอาวุธอื่นตรงไหนกัน? ฉันน่าจะตั้งใจไปในเส้นทางของหอกแทนนะ”
[นี่มันก็ยังเป็นรูปแบบการฝึกหอกด้วยเหมือนกัน ไม่ว่ารูปแบบของหอกนายจะเรียนมาแบบไหน นายก็จะฝึกมันไปพร้อมๆกันได้] (สเปียร่า)

แม้แต่หัวใจของเขาก็สั่นไหวเมื่อได้ยินแบบนี้

“แต่ว่าถ้ามันมากขนาดนั้นโลกก็คงจะต้องผ่านหายนะครั้งที่หกไปแล้ว”
[ในอดีตแค่หายนะครั้งที่ห้าก็คือโลกระดับสูงแล้วอิลฮาน นี่มันเป็นระดับเดียวกันกับที่กองทัพสวรรค์หรือกองทัพปีศาจแห่งการทำลายอยู่ ด้วยพลังของนายเพียงคนเดียว นายไม่มีทางทำให้โลกเป็นแบบนั้นได้ต่อให้นายตายก็ตาม ไม่ต้องห่วงหรอกน่า! ต่อให้มันเป็นไปได้โลกก็คงถูกทำลายไปก่อนหน้านั้นแล้ว!] (เลียร่า)
“เป็นการปลอบที่ดีจริงจริ๊งงงงเลียร่า ขอบใจ!”
[เอะเฮะๆ] (เลียร่า)

ยูอิลฮานกับเลียร่าได้ยิ้มให้กับกันแม้ว่าหลังจากนั้นหน้าผากของเลียร่าจะแดงเพราะถูกยูอิลฮานเขกก็ตาม

[ให้ตายสิ นายโตแล้วนี่] (เลียร่า)
“ต้องขอบคุณใครกันล่ะ”

ยูอิลฮานก็แค่เทลมหายใจให้เธอดื่มอีกและหันไปถามสเปียร่าต่อ

“โอ้ใช่แล้ว ฉันจะไปมีชีวิตยาวนานแบบนั้นได้ยังไงกัน?”
[ถ้าเป็นนาย นายก็น่ามีอายุขัยที่เหนือกว่ามนุษย์ปกติแล้ว นี่มันก็ยังเป็นเพราะการวิวัฒนาการร่างกายของนายหลังจากที่ได้คลาส 3 มาด้วย… แล้วก็ด้วยการ ‘ไม่ไหลของเวลา’ ที่นายได้ประสบกับมันเพียงลำพังบนโลก ร่างกายของนายก็น่าจะเปลื่ยนไปเป็นบางอย่างที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวเหมือนกับพวกเอลฟ์แล้วด้วย] (สเปียร่า)
“นี่มันเป็นสิ่งที่ฉันได้ยินเป็นครั้งแรกเลยนะ”

เมื่อยูอิลฮานได้หันไปมองเลียร่า เธอก็ได้หันหน้าหนีไปและพูดออกมาราวกับจะแก้ตัว

[ฉันจทำให้นายเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงอยู่แล้ว… ยังไงนั่นก็ไม่สำคัญเลย]
“อ่าาา”

เขาได้ยืนยันว่าเรื่องอายุขัยเขาเป็นเรื่องจริงจากการที่เลียร่าหลบตาของเขา

มันก็ไม่ใช่ว่าเขาจะหาเหตุผลไม่ได้ ในเวลานั่นเขาได้ทำการพัฒนาร่างกายตัวเองอย่างมากมายโดยที่อายุขัยไม่ขยับและมันถึงจุดที่เขาได้รับพลังมหาศาลที่มากเกินไปสำหรับมนุษย์เลเวลหนึ่งแล้ว นับตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็รู้ตัวว่าร่างกายของเขามันไม่ปกติอีกต่อไป

[ยังไงก็ตามถ้ามันมีแค่นั้น ฉันก็คงจะไม่แนะนำนายแน่] (สเปียร่า)
“เธอกำลังพูดถึงนาฬิกาทรายนิรันดร์สินะ?”
[แน่นอนว่าใช่] (สเปียร่า)

สเปียร่าได้หยักหน้าขึ้นมาอย่างจริงจัง แต่ว่าด้วยการที่เธอหยักหน้าทั้งๆที่มีชิ้นเนื้อเต็มปากมันเลยทำให้เธอดูไม่เหมือนจะจริงจังเลยสักนิด

[งั่ม…. งั่มมม ถ้านายตั้งใจฝึกโดยการใช้นาฬิกาทรายนิรันดร์นายก็น่าจะสามารถย่อระยะเวลาที่จะได้รับสกิลให้สั้นลงได้ ฉันคิดว่ามันน่าประมาณ 30 ปี]
[กระทั่งว่าอิลฮานน่าจะเร็วกว่านั้น] (เลียร่า)

เลียร่าได้ตอบกลับไป แต่สเปียร่าก็แค่ส่งเสียงฮึดฮัดออกมา

[ฉันไม่ได้จะดูถูกศักยภาพของยูอิลฮานนะ แต่ว่าเลียร่าเธอก็น่าจะรู้ถึงความยากในการที่จะเรียนรู้สกิลขั้นสูงดีนี่ในเมื่อเธอก็ได้เรียนรู้มันอย่างหนึ่งด้วยตัวเองแล้ว] (สเปียร่า)
[ฮึ่ม] (เลียร่า)

เลียร่าได้หันหน้าหนี สเปียร่าก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เธอแค่มองดูยูอิลฮาน

เขาได้คิดอยู่พักหนึ่ง แต่แล้วในที่สุดเขาก็หยักหน้าออกมา

“ใช่แล้ว นี่น่าจะเป็นโอกาสดี ฉันก็คิดว่าฉันน่าจะฝึกหอกมากขึ้นอีกนิด”

เขาได้ฝึกหอกไร้วิถีมากอย่างต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ แต่ยังไงก็ตามเลเวลของสกิลก็ยังคงอยู่ต่ำกว่า20 และเขาก็รู้สึกไม่พอใจกับมันเล็กน้อยอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นในตอนนี้เขาก็ไม่อาจจะได้รับค่าประสบการณ์จากมอนสเตอร์ส่วนใหญ่บนโลกได้แล้ว ดังนั้นเขาก็เลยคิดเรื่องที่จะฝึกหอกขึ้นมาและบังเอิญที่สเปียร่าได้เสนอมาแบบนี้ ถ้าหากว่ามันเกี่ยวกับหอกอยู่แล้วงั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้เขาปฏิเสธนี่

[ถ้างั้นเราจะมาเริ่มกันในัทันที มันน่าจะดีที่สุดที่จะออกกำลังหลังมื้ออาหาร] (สเปียร่า)
“ไม่ ก่อนหน้านั้น”

ยูอิลฮานได้กินเนื้อชิ้นสุท้ายลงไปก่อนประกาศออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง

“ให้ฉันทำอาวุธบางอย่างให้เสร็จก่อน”

หลังจากนั้นสองสามวันก็ได้ผ่านไป โชคดีที่ว่ามันยังไม่มีการเชื่อมต่อกับโลกอื่นๆเกิดขึ้นอีกด้วย

หน้าเพจของแวนการ์ดได้ถูกปรับแต่งใหม่เป็นครั้งแรกในสามเดือน การขายอาวุธในระดับสูงก็มีขึ้นอีกครั้งด้วย! นอกไปจากนี้จำนวนของอาวุธมาตราฐานก็ยังมีมากขึ้นอีก! ทุกๆคนที่ต้องการอาวุธต่างก็ยินดีหลังจากได้รู้

ในวันถัดมาร้านที่เปิดขึ้นมาก็อัดแน่นไปด้วยฝูงชน และพ่อของเขาที่เพิ่งจะได้ถูกแต่งตั้งเป็นผู้จัดการของร้านคนใหม่ก็ได้บนกับความลำบากอย่างมาก

อาวุธมาตราฐานได้หมดลงไปในทันทีที่วางขายและอาวุธระดับสูงก็มีแผนที่จะขายอีกสองสัปดาห์หลังจากนี้ ส่วนสิทธิในการซื้อนั่นก็ง่ายมาก ทุกๆตระกู,ที่มีส่วนร่วมในการพังของดันเจี้ยนในเกาหลีจะได้รับตั๋วเชิญ

[มีหลายตระกูลที่ดูถูกนายกำลังบอกว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรแบบนั้นเลยนะ] (เอิลต้า)
“พวกนั้นทั้งหมดต่างก็โกหก ไม่ต้องใส่ใจหรอก”

คังมิเรย์ได้ขอความร่วมมือจากหลายๆตระกูลด้วยเส้นสายทั้งหมดของเธอ อย่างน้อยที่สุดทุกๆตระกูลที่มีศักยภาพและพลังทางกายเงินก็จะได้รับอาวุธระดับสูงแล้วในเวลานี้

“แล้วก็เจ้าพวกนั้นก็เป็นคนที่ตัดสินใจที่ไม่มาเอง เจ้าพวกนั้นมันคิดว่าฉันเป็นไอ้โง่งั้นหรอ?”

ยูอิลฮานได้ฮึดฮัดออกมาและพูดจุดสังเกตุที่สองออกมา มันไม่ได้มีเพียงแค่พวกตระกูลเท่านั้นที่มามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้

ในรัฐบาลต่างๆก็จะมีหน่วนผู้ใช้พลังอยู่อย่างน้อยหนึ่งหน่วนเหมือนกับ กองกำลังปราบปรามของเกาหลี และในอเมริกาก็มีถึงสามแห่ง!

แต่ว่าในคือนั้น คังมิเรย์ได้ใช่วิธีการบางอย่างจัดการยืมกำลังของชาติต่างๆมากมายที่ทำการออกล่าอยู่ในกรุงโวลและถอนรากถอนโคนของพวกเผ่าหมาป่าของกองทัพปีศาจแห่งการทำลาย

และยูอิลฮานที่คิดเรื่องการเพิ่มจำนวนกองกำลังในระดับเดียวกับกองกำลังปราบปรามก็ยังคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะติดอาวุธในกำผู้ใช้พลังของประเทศอื่นๆเช่นกัน

ไม่ว่ายังไงเขาก็มีวัสดุอยู่จำนวนมหาศาลอยู่แล้ว ถ้าหากว่าเขาเก็บวัสดุพวกนี้ไว้มันก็ไม่มีค่าอะไรมากไปกว่าการเพิ่มน้ำหนักของช่องเก็บของของเขา ดังนั้นเขาก็เลยไม่ห่วงมันเลย

[แต่นี่นายจะไม่ปรึกษาเธอหรอ?](เอิลต้า)
“ไม่ล่ะ ฉันจะไปทำมันเดี๋ยวนี้”
[…]

ชาวเกาหลีจะไม่ยินดีกับสิ่งนี้แน่นอน พวกเขาน่าจะคิดว่าแวนการ์ได้ให้การปฏิบัติที่พิเศษกับตระกูลเทพสายฟ้าและกองกำลังปราบปราม

แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาของวิกฤติที่ชะตาของโลกแขวนอยู่กับเส้นด้าย ผู้คนก็ยังคงเห็นแก่ตัวและอยากจะให้รางวัลทั้งหมดอยู่กับตัวเองและกลุ่มของตัวเอง นี่มันคือสิ่งที่ยูอิลฮานรังเกียจมากที่สุด

[ดูความคิดเห็นของคนนั้นสิ] (เลียร่า)
[ฉันเห็นได้ชัดเลยว่านายคือศูนย์กลางของความสนใจของคนทั้งหมดบนโลก] (สเปียร่า)
“พ่อน่าทึ่ง”

เลียร่า สเปียร่า และยูมิลต่างก็ตรวจดูความคิดเห็นต่างๆโดยที่จมูกแทบจะแตะจอกันอยู่แล้ว ยูมิลเป็นมังกรดังนั้นมันไม่น่าจะมีผลอะไรกับสายตาอะไรของเขา แต่ไม่ว่ายังไงยูอิลฮานก็เป็นห่วงเขาอยู่ดีทำให้เขาเลือกจะอุ้มยูมิลออกมา

“คุณคังมิเรย์เธอน่าจะมีมุมมองที่กว้างไกล ถ้าหากว่ามันจะมีอะไรที่เปลื่ยนแปลงไปมันก็คงจะมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นพวกคนระดับสู.ของเกาหลีที่จะไม่มองฉันในแง่ดีอีก… แต่ว่ามันก็ไม่มีปัญหาแน่ถ้าฉันแค่พูดไปว่าฉันจะไปที่ประเทศอื่นถ้าฉันรู้สึกว่าที่นี่มันไม่ดี ดังนั้นเริ่มงานกันได้แล้ว”

ยูอิลฮานไม่ได้มีอะไรจะต้องกลัวในโลกนี้ เขาได้แก้ไขทุกๆสิ่งด้วยกำลังของตัวเองตั้งแต่เริ่มแล้ว! ไม่ว่ามันจะมีอะไรเปลื่ยนแปลงเกิดขึ้นรอบตัวเขายังไง ตัวเขาเองก็ยังไม่เปลื่ยนไป แม้ว่ามันไม่อาจจะรู้ได้ว่ามันสิ่งที่ดีหรือไม่ก็ตาม

[นายเพียงคนเดียวกำลังสนับสนุนโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้] (สเปียร่า)

สเปียร่าได้พึมพัมออกมาในขณะที่เฝ้ามองดูแผ่นหลังของยูอิลฮานที่กำลังส่งข้อความไปหาคังิมเรย์อยู่ ในตอนนี้เธอประทับใจกับเขาจริงๆ

แน่นอนว่าเอิลตารู้ว่าเป้าหมายในการเสริมพลังกับคนอื่นๆนั่นมันก็เพราะเขาไม่อยากจะเหนื่อเพียงคนเดียว แต่ว่าเธอก็ตัดสินใจที่จะไม่ไปบอกสเปียร่า ไม่ว่ายังไงอีกไม่นานเดี๋ยวเธอก็คงได้รู้เอง

[ถ้างั้นเมื่อไหร่นายถึงคิดจะใช้บาเรียเวลาล่ะ?]
“นับตั้งแต่ที่ฉันได้ใช้บาเรียไปในครั้งที่แล้ว ในอีกสี่วันมันจะครบเดือน ในตอนนั้นพวกเอลฟ์ก็น่าจะชำแหลเสร็จแล้วด้วย ถ้างั้นฉันก็จะใช้บาเรียเวลาตอนนั้นแหละ”

หลังจากคุยกันเสร็จแล้ว ยูอิลฮานก็เก็บเอาวัสดุของหมาป่าที่เอลฟ์ได้ชำแหละมาด้วยการโบกมือ และเอาซากใหม่ออกมา

ศพของเผ่ามังกรได้ถูกชำแหละจนเสร็จไปนานแล้ว และในตอนนี้พวกเขากำลังชำแหละมอนสเตอร์คลาส 2 กับ 3 กันอยู่! พวกเอลฟ์ได้มาถึงจุดที่พวกเขาทำการชำแหละไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องคิดได้แล้ว

ใน ‘สภาพแวดล้อมการฝึกที่โหดร้าย’ นี้ ความเชี่ยวชาญสกิลของพวกเอลฟ์ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางทีมันก็อาจจะเป็นผลจากสกิลการปกครองด้วย และบางทีพวกเขาก็อาจจะจัดการกับซากของคลาส 4 ได้ในอนาคตด้วยเช่นกัน!

[ถ้างั้นถ้าเป็นการฝึกในเวลาจริงมันก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนี่] (สเปียร่า)
“พ่อครับ ผมด้วย! ผมก็อยากฝึกด้วย!”
“ได้ ได้ ฉันจะสอนเธอหลายๆอย่างเลย”

ยูอิลฮานได้ปล่อยให้เลียร่ากับเอิลต้าดูแลยูมิลโดยไม่พูดอะไร พวกเธอจะพาเขาไปกวาดล้างดันเจี้ยนใกล้ๆเพื่อเพิ่มเลเวลของเขา

แน่นอนว่าความเร็วมันก็ไม่อาจจะเทียบกับเมื่อคืนก่อนที่เขาเพิ่มเลเวลด้วยการฆ่ามอนสเตอร์คลาส 3 ได้ และแถมเลเวลของเขาก็ยังสูงกว่าเดิมอีกด้วย แต่ว่านี่มันก็เป็นโอกาสดีในการเพิ่มเลลเวลของสกิลต่างๆ

ในตอนนี้ยูมิลได้หลบหลีกมอนสเตอร์ที่ล่าได้ง่ายๆและจำเป็นต้องฝึกกับพวกเลเวลสูงๆ สกิลมันไม่ได้จะเพิ่มขึ้นแค่เพราะใช้มัน แต่ว่ามันจะเพิ่มขึ้นมาตามประสบการณ์ที่ใช้จากความเข้าใจและฝึกฝนจนได้รับรู้ถึงข้อมูลเชิงลึกภายใน! เหมือนอย่างที่ยูอิลฮานได้ทำมาตลอดพันปี!

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฝึกลูกของเขาแบบเขาเป็นเวลาพันปี แต่ว่าหากแค่ทำให้รากฐานมั่นคงการใช้เวลาสองพอในบาเรียเวลาก็น่าจะพอ ยูมิลจะอยู่ในระดับที่ไม่น้อยหน้ามังกรใดๆ ไม่สิ จริงๆแล้วตอนนี้เขาก็เหนือกว่าพวกนั้นไปแล้วด้วย

เขายังไม่สามารถจะพาเอลฟ์ไปไหนมาไหนได้ด้วย เขาก็อย่างจะทำให้พวกนั้นแข็งแกร่งขึ้นถึงจุดที่พวกนั้นสู้กับหัวหน้าตระกูลของกลุ่มพันธมิตรแนวหน้าได้ แต่แม้ว่าพวกเอลฟ์จะทำได้แล้ว เขาก็ยังอยากจะให้พวกเอลฟ์แกร่งขึ้นจนสู้กับพวกนั้นได้สบายยิ่งกว่านี้

แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็คือตัวเขาเอง แผนของเขามันไม่ใช่แค่การใช้วัสดุทั้งหมดที่สะสมมาทำอุปกรณ์ แต่ก็ยังรวมไปถึงการฝึกเทคนิคหอกตามด้วยการเรียนรู้หอกสะบั้นจักรวาลด้วย

เมื่อสองสามวันก่อนเพื่อที่จะเตรียมตัวนั้น เขาได้ช่วยพวกเอลฟ์ชำแหละและขัดเกลาการต่อสู้ระยะประชิด ดาบ อาวุธไร้คม และการเคลื่อนไหวของแส้

สเปียร่าได้พยายามอย่างมากที่จะปกปิดความตกตะลึงในใบหน้าทุกๆครั้งที่ได้เห็นยูอิลฮานใช้อาวุธ แต่ว่าเธอก็ไม่อาจจะซ่อนมันจากยูอิลฮานได้เลย

“ฉันไม่ได้มีชีวิตที่ยาวนานอย่างเสียเปล่านะ”
[นายอยู่มานานเหลือกว่าที่จะอธิบายได้ด้วย ‘เวลา’ แล้ว บางทีอาจจะไม่ใช่ 30 ปีแต่เป็น 29 ปีนายก็น่าจะฝึกสกิลขั้นสูงสำเร็จแล้ว] (สเปียร่า)

การสนทนาแบบนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำๆเมื่อสองสามวันก่อน และในตอนนี้มันก็ได้ลดลงมาเหลือ 25 ปีแล้ว ยูอิลฮานได้เล็งไปที่จะลดมันลงไปเหลือสิบปีหลังจากที่ออกมาจากบาเรีย

ในตอนนี้เองโทรศัพทย์ของเขาก็ได้ดังขึ้นมา ยูอิลฮานได้วางมิลลงไปและกดรับสาย ถึงแม้ว่ามิลจะยังคงเกราะอกเขาอยู่แต่ว่ามันก็ไม่เป็นปัญหาอะไร

“ยูอิลฮานพูดครับ”
[นี่ฉันคังมิเรย์นะ]

เขาเกียจตัวเองที่ยังพูดออกไปแบบนั้นทั้งๆที่รู้ว่าคนที่คุยด้วยคือใคร แต่ว่าเขาก็ยังยินดีที่คังมิเรย์ตอบกลับเขา

เมื่อทักทายกันเสร็จแล้ว คังมิเรย์ก็ได้พูดต่อมาอย่างเป็นธรรมชาติ

[ฉันได้ดูข่าวจากแวนการ์ดแล้วนะ คุณได้ทำการตัดสินใจครั้งใหญ่เลยนี่]
“เรื่องทั้งหมดนี่ไม่ว่ายังไงฉันก็วางแผนจะทำมาอยู่แล้ว แม้ว่ามันจะแปลกที่จะพูดว่ามันเป็นโอกาสดี แต่ฉันก็พูดได้ว่าเพราะการรวบรวมคนของเธอก่อนหน้านี้มันทำให้ฉันเลือกเป้าหมายที่จะขายอาวุธได้ง่ายขึ้น”

คังมิเรย์ได้เงียบลงไปพักหนึ่ง เธอน่าจะคาดเดาถึงเหตุผลการเปิดร้านแวนการ์ดของยูอิลฮาน หรือบางทีก็อาจจะเป็นการยืนยันในสิ่งที่เธอคาดเดาในตอนนี้

[คุณอยู่อิลฮานจริงๆแล้วคุณต้องการแค่จะ… ปกป้องโลก]
“ไม่ ฉันก็แค่ไม่อยากจะลำบากคนเดียวนะ ฉันน่าจะบอกเธอไปแล้วนี่”
[พรืดดด]

ยูอิฮานได้ตอบออกไปตรงๆเนื่องจากว่าเขาไม่ได้อยากจะทำให้ตัวเองถูกเข้าใจผิดไปอย่างเปล่าประโยชน์ แต่ว่าผลที่ได้คือมีแต่คังมิเรย์ที่ระเบิดหัวเราะออกมา เธอได้เงียบลงไปเหมือนกับว่าเธอไม่อาจจะเชื่อมันได้ถึงแม้เธอจะหัวเราะออกมา แต่ในท้ายที่สุดเสียงพูดของเธอก็ถูกปรับและตอบกลับมา

[ขอบคุณคุณมาก ต่อให้คุณยูอิลฮานจะขออะไรเพื่อชดเชยกับอาวุธก็ตาม แต่การร่วมมือกันระหว่างเรามีแต่จะแน่นยิ่งขึ้น]
“ฉันยินดีนะที่ได้ยินว่าฉันช่วยได้นะ ฉันคิดว่าพวกระดับสูงของเกาหลีที่รู้จักแต่ตัวเองจะรู้สึกไม่พอใจซะอีก”
[…แล้วก็]
“แล้วก็?”

เสียงของคังมิเรย์ได้สั่นออกมา มันให้ความรู้สึกเหมือนเธอจะถูกบังคับอยู่

[มันจะเป็นไรไหมถ้าหากว่าคุณจะเพิ่มตารางเวลาว่างขึ้นมาหน่อยนะ?]
“ฉันเพิ่มได้นะ มีข้อมูลบางอย่างที่ฉันอยากจะแลกเปลื่ยนอยู่แล้วก็มีสิ่งที่ฉันน่าจะบอกเธอด้วย”
[ไม่ ไม่ใช่เรื่องนั่น…]

คังมิเรย์ออกมา และยูอิลฮานต้องตัวแข็งทื่อหลังจากได้ยินสิ่งต่อมา

[พ่อของฉัน… อยากเจอคุณ คุณยูอิลฮาน]

คะแนน 4.5
กรุณารอสักครู่...