ตอนที่แล้วChapter 3 - โชคดีที่ไม่ใช่ Michael Crichton
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปChapter 5 - เงื่อนไข

Chapter 4 - ชักจูง


Chapter 4 - ชักจูง

เอริค คุณจะปล่อยให้สำนักพิมพ์ของฉันดูแลหนังสือของคุณได้ไหม?

ไมเคิล ไครช ไม่ได้พยายามซ่อนความตั้งใจของเขา เขาพูดมันออกมาโดยตรง

เอริคมองไปที่ต้นฉบับที่สาวผิวดำกำลังถ่ายเอกสารแล้วพูดกับไมเคิลว่า

ฉันขอโทษ ไมเคิล ถึงแม้ฉันจะขอบคุณสำหรับการยอมรับของคุณ แต่ฉันก็อยากลองเสี่ยงโชคกับสำนักพิมพ์ใหญ่ดูก่อน บิดามารดาผู้ให้กำเนิด ย่อมอยากให้ลูกๆของตนไปในที่ที่ดีที่สุด ใช่ไหม ?

ไมเคิลไม่ได้แสดงท่าทีดูถูกหรือไม่พอใจ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า เอริค คุณดูเหมือนไม่ได้เข้าใจเกี่ยวกับสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ อย่างถ่องแท้นะ บางทีเราอาจจะหาสถานที่เหมาะสมคุยกันได้ มีร้านกาแฟอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เราไปพูดคุยกันไหม ?

เอริคหยิบต้นฉบับแล้วใส่ในกระเป๋า เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

ผมขอโทษด้วยไมเคิล ผมกำลังจะไปทำงานสาย ในอนาคตถ้าต้นฉบับของผมถูกปฎิเสธ ผมจะติดต่อไปหาคุณ

เอริคสะพายกระเป๋าแล้วเดินออกจากร้านพิมพ์แล้วขับรถไปที่ร้านอาหารของเจฟ

ไมเคิลลังเลอยู่นิดหน่อยก่อนจะรีบวิ่งออกจากร้าน แล้วขับรถตามเอริคไป เขารู้สึกว่าถ้าพลาดโอกาสนี้เขาอาจเสียใจไปตลอดชีวิต

ความรู้สึกของเขาตอนนี้มันเป็นเพราะ จูราสสิก พาร์ค 30% และ 70% เป็นเพราะเด็กหนุ่มที่ชื่อเอริค

แม้ว่าเขาจะอ่านได้เพียงครึ่งเล่มของนวนิยายเรื่องนี้ แต่ไมเคิลประหลาดใจกับความรู้ของเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก เป็นที่รู้กันดีว่าอายุเท่านั้นไม่น่าจะได้ยินเกี่ยวกับวิศกรรมการตัดต่อพันธุกรรม นาโนแมชชีน หรือเทคโนโลยีชั้นสูงอื่นๆ แต่ไม่ใช่กับเด็กคนนี้เขาจัดทำได้เป็นอย่างดีแล้วยังใช้คำศัพพ์ได้เหมาะสม โดยไม่ทำให้ความสนใจในนิยายลดลง แต่กลับเพิ่มความน่าสนใจของในเนื้อเรื่องมากขึ้น

เขาเคยเห็นนวนิยายแนว ไซไฟ หลายเรื่อง แต่ส่วนมากการใช้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องเหล่านี้มันน่าเบื่อ ไม่ใช่ทุกคนที่จะอ่านนิยายประเภทนี้ได้

เอริคจอดรถไว้ที่ลานจอดรถ แล้วหันไปเห็นรถคันสีดำที่เห็นได้ชัดว่ากำลังขับตามเขามา

ความประทับใจของไมเคิล เพิ่มขึ้นมาก

เฮ้ เอริค ไมเคิลโบกมือพยายามจะพูด แต่เอริคชี้ไปที่นาฬิกาแล้วพูดว่า

ไมเคิลเห็นไหมนี่มัน 9 โมงแล้ว ผมต้องไปทำงานในฐานะพนักงานเสริฟในร้านอาหารอิตาเลี่ยน

ถ้าคุณไม่รังเกียจก็สั่งอาหารเช้ารอก่อนได้ ไมเคิลพยักหน้าแล้วเดินตามเอริคเข้าไปในร้านอาหาร

เอริคเข้าไปเปลี่ยนชุดแล้วเดินออกมา ไมเคิลนั่งอยู่ริมต่างมีจานเปล่าวางอยู่ตรงหน้าเขา

ผมอธิบายสถานณ์การให้ Mr.เจฟเจ้าของร้านฟังแล้ว แต่คุณต้องรีบหน่อย เอริคนั่งตรงข้ามไมเคิลแล้วพูดว่า

ผมอาจจะเด็ก แต่ไม่ได้ชักจูงง่ายนักหรอกนะ

ไมเคิลหัวเราะ ฉันเชื่อมั่นว่าหลังจากได้ฟังคำอธิบายของฉันแล้ว คุณจะให้สิทธิ์การจำหน่ายแก่สำนักพิมพ์ฉันอย่างแน่นอน คุณคงจะไม่รู้จักสำนักพิมพ์ใหญ่อย่างนั้นอย่างดี แต่ฉันได้ทำงานที่สำนักพิม์ Simon & Schuster มานานถึง 11ปี ฉันได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน แต่เพราะล้มเหลวในการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้จัดการ ก็เลยออกมาตั้งสำนักพิมพ์ของตัวเอง

แล้วมันเกี่ยวข้องยังไงกับผม ? เพราะเมื่อชีวิตที่แล้วของเอริคล้มเหลว

เขารู้สึกกลัวเกี่ยวเรื่องราวการต่อสู้ดิ้นรนของคนอื่น

ใจเย็นๆ พ่อหนุ่ม ฉันแค่เพียงต้องการให้คุณเข้าใจว่าฉันไม่ได้ล้อเล่น คำพูดของฉันเป็นความจริง

คุณรู้ไหมว่าตอนแรกฉันได้รับหน้าที่ตรวจสอบตัวอย่างนับหมื่นนับแสน จากหลายร้อยพึงหลายพันต้นฉบับ ถึงส่วนใหญ่จะไม่ดีแต่ก็มีผลงานมากมายได้รับการตีพิมพ์ มีหนังสือมากกว่า 2000 เล่มที่ต้องการได้ตีพิมพ์ต่อปี ต่อให้คุณได้รับการตีพิมพ์แล้ว แต่พวกเขาก็ยังมีหนังสือที่วางจำหน่ายอีกเป็นร้อยเป็นพันเล่ม คุณคิดว่า พวกเขาจะโปรโหมดการขายให้มือใหม่อยากคุณสักเท่าไหร่กัน ?

ไมเคิลหยุดแล้วจิบน้ำปล่อยให้เอริคได้นั่งคิด เอริคยังคงครุ่นคิดเขาไม่ได้พูดอะไรได้แต่มองไปที่ไมเคิลให้พูดต่อ

ไมเคิลกล่าวว่า สำนักพิมพ์ของฉันอาจจะมีขนาดเล็ก แต่ด้วยประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับจำหน่ายของฉัน เรามีนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ ผจญภัย แนวสยองขวัญ ที่แม้จะแค่ไม่กี่เล่มต่อปีแต่ก็ได้รับชื่อเสียงจำนวนมาก ถ้าคุณมอบจูลาสสิก ปาร์คให้แก่ทางเรา ฉันสัญญาว่าจะใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีในการโปรโมทนวนิยายของคุณ มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้เป็นที่รู้จักภายในระยะเวลาอันสั้น ด้วยความช่วยเหลือและคำแนะนำของฉัน นวนิยายของคุณจะมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนังสือขายดี

ไมเคิลวางมือลงบนโต๊ะแล้วค่อยๆรอการตัดสินใจของเอริค

หลังจากได้ยินสิ่งที่ไมเคิลพูด เอริคก็ยังคงกังวลอยู่บ้าง

หากว่าสำนักพิมพ์เล็กๆจะใช้ทรัยากรทั้งหมดที่พวกเขามี ผลตอบรับที่จะได้จะเป็นยังไงบ้าง

จิตใจของเขายังเป็นชายวัยกลางคนที่มีประสบการณ์มากมายในชีวิตและได้พบเจอผู้คนมากมาย

แน่นอนว่าเขาไม่ด่วนใจร้อนเพราะเพียงคำพูดไม่กี่คำ สิ่งที่ไมเคิลบอกว่าจะสร้างชื่อเสียงให้จูราสสิก ปาร์ค ภายในเวลาอันสั้นนั้นตรงกับความต้องการของเขาก็ตาม

ไม่ว่าจะยุคไหน ชื่อเสียง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่มีประโยชน์มหาศาล จากมุมมองของเอริค

เขาอายุยังน้อยจำเป็นต้องได้รับการเชื่อมั่นไว้วางใจและการสนับสนุนการผู้อื่นอย่างมาก

ถ้าหากปราศจากชื่อเสียง การที่นักเรียนมัธยมปลายอายุ 18 กลายเป็นผู้กำกับ ผู้คนจะหัวเราะกันอย่างมาก แต่หากเป็นนักเขียนผู้มีพรสวรรค์อายุ18ปี กลายเป็นผู้กำกับนั้น ผลลัพธ์จะต่างกัน

แน่นอนอาจมีคำติอยู่บ้าง แต่ต้องมีบางคนที่คิดว่า เด็กอัจฉริยะ นี่อาจจะทำได้จริงๆก็ได้

เอริคพูดว่า ผมยอมรับขอเสนอ แต่ตอนนี้ยังเป็นเพียงสัญญาปากเปล่า ผมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสำนักพิมพ์ของคุณเลย

มันง่ายมากที่จะบอก ไมเคิลพูดอย่างใจเย็นว่า หนึ่งในนักเขียนที่ฉันรับผิดชอบได้อยู่ในรายชื่อหนังสือขายดีของ New York Times แม้ว่าเขาจะอยู่รายชื่อล่างๆก็ตาม แต่นั่นไม่ได้ช่วยหยุดให้ Twentieth Century Fox ซื้อลิขสิทธิ์และทำให้มันกลายเป็นภาพยนต์ในปีที่จะถึงนี้

เอริคไม่ได้สงสัยในสิ่งที่ไมเคิลพูด เขากล่าวว่า แล้วเมื่อไหร่เราจะพูดถึงความร่วมมือนี้

ไมเคิลตะลึงเป็นเวลาสองวิแล้วพูดขึ้น คุณ-คุณ ยอมรับข้อเสนอแล้ว ?

ใช่แล้ว เอริคหยักหน้าแล้วยิ้ม พูดตรงๆ ผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นหนังสือของผมวางขายแล้ว

งั้นไว้พูดคุยกันคืนนี้เป็นไง? ฉันคิดว่าคุณควรต้องทำงานเสียก่อนตอนนี้ ไมเคิลชี้ไปที่ทางเข้าร้านซึ่งลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ

หลังจากทั้งสองคนเห็นตรงกัน ไมเคิลก็ออกจากร้านอาหารด้วยความพึงพอใจ

เอริค นายคุยอะไรกับผู้ชายคนนั้น? นายดูมีความสุขผิดปกติ เจฟถามขึ้น เอริคเพิ่งบอกว่าเขามีเรื่องสำคัญที่จะคุยกับชายคนนั้น เป็นธรรมดาที่เขาจะอยากรู้อยากเห็น

เอริคส่งเมนูให้ลูกค้าแล้วเข้าไปที่ห้องครัวแล้วตอบว่า โอ้ ใช่ๆเจฟ ผมมีข่าวจะบอก ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ หนังสือของผมจะได้รับการตีพิมพ์เร็วๆนี้

เจฟรู้สึกสับสนแล้วมองเอริคแปลกๆ ตีพิมพ์นวนิยาย? เมื่อวานนายเพิ่งบอกว่าอยากเป็นผู้กำกับ และอยากเขียนบทภาพยนต์ ? นายทิ้งความฝันอย่างรวดเร็วแล้วกลายเป็นนักเขียนงั้นหรอ ?

เอริคกล่าวว่า แน่นอนว่าไม่ใช่ เป้าหมายของผมไม่เคยเปลี่ยน งานเขียนนี้ไม่ได้ทำให้ผมไม่ได้เป็นผู้กำกับสักหน่อย ผมมีต้นฉบับอยู่ในกระเป๋าในห้องแต่งตัว เจฟคุณจะลองอ่านแล้วให้ความคิดเห็นหน่อยได้ไหม ?

เจฟคิดว่างานเขียนของเอริคน่าจะเป็นเพียงเรื่องสั้น 1000 คำ แต่เมื่อเขาได้เห็นกระดาษหนาเป็นปึก

เจฟรู้สึกช็อคอย่างมาก นักเขียนที่เขียนงานเขียนเล่มนึงเกิน 150,000 คำ มีไม่มากนัก

เขาใช้เวลาในช่วงกลางวันไปอ่าน พนักงานร้านตระหนักได้ว่าเจ้านายของเขาหายตัวไปนานหลายชั่วโมง

เจ้านายเขานั้นมักจะเดินอยู่รอบๆเสมอๆ เพราะแบบนั้นมันจึงแปลกมาก

เมื่อพวกเขาคุยกันว่าควรจะออกไปตามหาดีหรือไม่ เจฟก็ออกมาจากห้องแต่งตัว เขาตบไหล่เอริคแล้วพูดว่า มันเป็นนิยายที่ยอดเยี่ยม! นายคงได้ลาออกจากที่นี่เร็วๆนี้เป็นแน่ ด้วยคำพูดที่เจฟทิ้งไว้ ทำให้กลุ่มคนรอบๆ เข้ามาล้อมรอบสอบถามเอริคเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

และด้วยเหตุนี้ตลอดช่วงบ่ายเหล่าพนักงานเสริฟและคนครัว ได้ผลัดกันเข้าไปในห้องครัวขออ่านผลงานของเอริค มีพนักงานสาวสวยหน้าตาดีบางคนมาถามเขาว่าขอเอากลับไปอ่านที่บ้านได้ไหม

เอริคไม่ได้แยแสกับท่าทางสาวสวยที่ขยิบตาให้ เขาปฎิเสธคำขอดังกล่าว ก่อนหนังสือได้ถูกตีพิมพ์เขาไม่ต้องการให้เกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด