ตอนที่แล้วภาค 2 ตอนที่ 3 อาจารย์ โปรดรับการคารวะจากศิษย์!
ทั้งหมดรายชื่อตอน

ภาค 2 ตอนที่ 5 อาจารย์ของข้าคือส้วมบำบัดใคร่


ตอนที่ 5 อาจารย์ของข้าคือส้วมบำบัดใคร่

“นั่นแหละ...เรื่องก็เป็นเช่นนี้”

ในโรงเตี๊ยมตระกูลหรู หวังลู่กำลังสูดเส้นบะหมี่ราดหน้าอันร้อนฉุยเข้าปากซู้ดๆ พลางอธิบายต่อเถ้าแก่เนี้ยอย่างตั้งใจ

เถ้าแก่เนี้ยเคี้ยวกระเทียมพลางหรี่ตาชำเลืองไปทางหวังลู่ “หลังจากนั้นล่ะ? เจ้าก็ยอมตกลงรึ?”

หวังลู่พยักหน้าหงึกหงักตอบกว่า “ไหนๆ คนเขาก็รับคำท้าแล้ว แน่นอนว่าข้าย่อมต้องตกลงน่ะสิ โอกาสลอยอยู่ตรงหน้าไม่รีบคว้าก็โง่เต็มทีแล้ว”

เถ้าแก่เนี้ยตบโต๊ะดังปัง จนน้ำแกงบนโต๊ะกระฉอก “โอกาสบ้าบออะไร? เจ้าคิดว่านางโง่จริงๆ อย่างนั้นหรือ! ยายคนนั้นแม้จะพึ่งไม่ได้อย่างไร ทว่าสุดท้ายก็ยังเป็นผู้บำเพ็ญขั้นสร้างแกน มิหนำซ้ำยังเป็นขั้นสร้างแกนชั้นยอด! มนุษย์ธรรมดาที่แม้แต่ขั้นเพาะกายยังฝึกไม่ถึงครึ่งอย่างเจ้ายังมีหน้าไปละเมอเพ้อฝันคาดหวังให้ผู้บำเพ็ญขั้นสร้างแกนเป็นส้วมบำบัดใคร่ของเจ้ารึ? ล้มเลิกเสียเถอะ! เจ้าน่ะช่วยตัวเองต่อไปเถอะ!”

หวังลู่ยกชามขึ้นบังฝ่ามือพิฆาตของเถ้าแก่เนี้ยกล่าวว่า “อย่างไรซะคนลงสังเวียนก็มิใช่ข้าสักหน่อย ข้าจะกลัวทำซากอะไร”

“เหลวไหล! เจ้าพนันกับนางแต่คนที่ต้องลงสังเวียนเป็นข้าน่ะสิ! ข้าเป็นเพียงเถ้าแก่เนี้ยโรงเตี๊ยมคนหนึ่ง มิใช่เจ้าสำนักกระบี่วิญญาณสักหน่อย! ให้ข้าไปสู้กับผู้บำเพ็ญขั้นสร้างแกนเนี่ยนะ? สองปีมานี้ข้าไปทำอะไรให้เจ้าเจ็บแค้นเคืองโกรธเรอะ!”

หวังลู่เอ่ยอย่างใจเย็นไม่รีบร้อน “ท่านวางใจได้ คือแบบนี้ อาจารย์ของข้าบอกว่าจะลดพลังของตนให้อยู่ในระดับปุถุชนธรรมดา”

เถ้าแก่เนี้ยโบกมือ “นางเสแสร้งแกล้งทำต่างหาก! ผู้บำเพ็ญขั้นสร้างแกนต่อให้ไม่ใช้พลังปราณวิญญาณฟ้าดินและพลังอิทธิฤทธิ์ของตัวเอง แค่คุณธรรมของจิตแห่งเซียนก็เพียงพอที่จะซัดผู้มีวรยุทธ์ไม่ว่าใครก็ตามในแดนมนุษย์ได้อย่างราบคาบ! คนโง่เง่าอย่างเจ้าอยู่กับนางมาสองปียังไม่รู้จักนางอีกหรือ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นางตัดสินใจวางเดิมพันในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะชนะ!”

“…หากนางเป็นเทพแห่งการพนันเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงยังหักเงินอุดหนุนของศิษย์ล่ะ? ข้ามักได้ยินนางละเมอร้องไห้แหกปากบ่อยๆ ว่าเงินของข้า…ทำไมไม่แทงเลขสูงอะไรสักอย่าง” หวังลู่ส่ายหัวดูถูกยิ่งยวด “ยิ่งไปกว่านั้น เถ้าแก่เนี้ยท่านไม่ใช่ผู้มีวรยุทธ์แดนมนุษย์ธรรมดาสักหน่อย สองปีก่อน ท่าทางงามสง่าที่ซัดอาวุธวิเศษด้วยมือเปล่าพร้อมกับตะโกนคำว่าอ๊าตะตะไปตลอดทั้งทางข้ายังจำได้ไม่เคยลืม”

“…” พูดถึงเรื่องนี้ เถ้าแก่เนี้ยก็เงียบขรึมลงทันที เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้รู้สึกสบายใจที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้

ในใจของหวังลู่ก็เข้าใจ แม้ว่าเถ้าแก่เนี้ยจะเป็นคนกล้าหาญเทียมเมฆ ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งเท่านั้น มิหนำซ้ำยังเป็นสตรีรูปโฉมงดงามไม่ธรรมดา เสียงตะโกนกรีดร้องอ๊าตะตะตอนแปลงร่างเป็นเงาดำผู้ลึกลับในปีนั้น นับว่าเป็นยุคมืดของตัวเองที่อยากจะลืมอย่างแท้จริง

แต่ในช่วงเวลาคับขันและสำคัญนี้ ช่างหัวยุคมืดหรือยุคสว่างไสวของท่านประไร เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย! ทว่าเมื่อเห็นเถ้าแก่เนี้ยที่เริ่มมีอารมณ์ต่อต้านรุนแรงขึ้น ตนจึงต้องใช้จิตวิทยาสักหน่อย ปลอบโยนจิตใจ บอกด้วยเหตุผล สร้างความประทับใจด้วยการใช้ความจริงใจ!

“คือแบบนี้ แรกเริ่มเดิมทีข้าก็มิได้อยากให้เรื่องมันรุนแรงถึงขั้นนี้ ทว่าผู้อาวุโสกว่าอย่างนางพูดเองว่า บนเส้นทางบำเพ็ญเซียนอมตะผู้มีวรยุทธ์จากแดนมนุษย์ไม่ต่างอะไรกับอึสุนัข! ไม่สนว่าจะอยู่ในขั้นเทียนเซียน ขั้นนักบุญจักรพรรดิ หรือจะแค่ผู้บำเพ็ญขั้นเพาะกาย นางก็จะทำให้เป็นส้วมบำบัดใคร่! ยังบอกอีกว่าสมองของคนที่สอนวรยุทธ์ให้ข้าต้องมีแต่หนอนชอนไชแน่ๆ หรือไม่ก็เป็นสิบแปดมงกุฎขโมยชื่อเสียงคนอื่นเที่ยวแอบอ้างหลอกลวงผู้คน นอกจากนี้ยังเป็นไปได้มากว่าจะเป็นพวกอกแบน หยาบกระด้าง ไม่มีคุณภาพ ไร้ซึ่งวัฒนธรรม เป็นสตรีห้าวหาญป่าเถื่อนไร้คนอบรมสั่งสอน วันหน้าไม่เพียงจะหาสามีไม่ได้ แต่กระทั่งเพื่อนสาวเอาไว้ตีฉิ่งก็ยังไม่มี เพื่อนแท้เพียงคนเดียวในชีวิตนี้ก็คือนิ้วและแตงกวา หลังสามสิบมีแววจะเลี้ยงสุนัขร่างยักษ์หลายตัวเพื่อปรับปรุงชีวิต แหะๆๆ...”

 

“หุบปาก!”

เถ้าแก่เนี้ยเหลือกตาจ้องไปทางหวังลู่ด้วยความโกรธจัด ตบโต๊ะอย่างแรงจนแหลกละเอียดกระจุยเป็นผุยผง! ฟังไม่ผิด แหลกกระจุยเป็นผุยผงมิใช่แตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ โต๊ะหงมู่(ไม้มะฮอกกานี)หนาแข็งแรงตัวหนึ่งถูกนางใช้ฝ่ามือซัดแหลกเป็นเศษธุลีเต็มพื้น ไม่เหลือแม้แต่ซาก!

“ระยำ! ยายคนนั้นถึงกับ...ถึงกับกล้าว่าข้าขนาดนี้เรอะ!?”

เพล้ง! ภายใต้ความโกรธที่กำลังเดือดปะทุ  เถ้าแก่เนี้ยไม่สามารถควบคุมพลังฝ่ามือของตัวเองได้จนถ้วยชามที่อยู่บนโต๊ะก็แหลกละเอียดเป็นผุยผงไม่ต่างกัน!

“หวังลู่ เจ้าพาข้าขึ้นเขาเดี๋ยวนี้ หากวันนี้ไม่ได้ซัดนางจนขี้ไหล ข้าจะปิดโรงเตี๊ยมแล้วออกบวชเป็นภิกษุณี!”

หวังลู่ผงกศีรษะขึ้นลงช้าๆ “สาธุ...สาธุ...”

ฉับพลันถึงจะนึกขึ้นได้ว่า วิธีปลอบโยนของตัวเองเหมือนจะมีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ใครสน อย่างไรซะสุดท้ายผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันอยู่ดี! เถ้าแก่เนี้ยนักรบรวยน้ำใจเปี่ยมคุณธรรมผู้ฝังศพผู้อาวุโสห้าผู้ซึ่งเป็นความอัปยศแห่งสำนักกระบี่วิญญาณ... บทละครฉบับนี้ยอดเยี่ยมโดยแท้! ไม่ชนะเดิมพันก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว!

คนเด็ดขาดอย่างเถ้าแก่เนี้ย เมื่อความคิดของนางกำหนดอะไรไว้แล้ว ย่อมต้องพกความอาฆาตแค้นที่กำลังเดือนพล่านขึ้นเขาพร้อมผู้รอดูเรื่องครึกครื้นอย่างหวังลู่ทันทีแน่นอน

ปกติศิษย์ที่เป็นเวรยามทางขึ้นเขาที่ยืนขนาบข้างประตูซ้ายขวาทั้งสองจะยิ้มทักทายเถ้าแก่เนี้ยเป็นประจำทุกครั้ง ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาแดงก่ำดุจโลหิตเหมือนปีศาจหญิงจากแดนอเวจีของเถ้าแก่เนี้ยในวันนี้ ศิษย์น้ำเงินขาวสองคนนั้นก็ปิดปากเงียบสนิทไม่กล้าพูดเป็นจักจั่นเดือนหนาวทันที ทำเหมือนว่าตนไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

ไม่นานนัก เถ้าแก่เนี้ยและหวังลู่ก็มาถึงยอดเขาไร้ลักษณ์ เถ้าแก่เนี้ยคำรามออกไปอย่างห้าวหาญ “หวังอู๋ ไสหัวของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”

แล้วก็เหมือนจะได้ยินเสียงแผดร้องตอบกลับอย่างฉุนเฉียว “สุนัขบ้านไหนมันมาเห่าปลุกคนกำลังนอนกลางวัน ไม่บำเพ็ญคุณงามความดีระวังเถอะจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ให้ฟ้าผ่าตาย!”

หวังลู่รู้สึกอึ้งกับสิ่งนี้เหลือจะกล่าว “บัดซบ สตรีโง่เง่านางนี้สุดยอดจริงๆ! ศีลธรรมอย่างนางยังมีหน้าพูดเรื่องสวรรค์ลงทัณฑ์? มิหนำซ้ำยังนอนลากยาวจนถึงบ่าย นี่นางจะจำศีลหรือ!”

เถ้าแก่เนี้ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “วันนี้ข้าจะทำให้นางหลับไปตลอดชีวิต!”

จากนั้นบรรยากาศก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น นางถีบบานประตูเต็มแรง หวังลู่ที่ตามหลังมาติดๆ ก็เห็นอาจารย์ผู้มีพระคุณผู้ยิ่งใหญ่กำลังสวมเสื้อผ้าได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

อาจารย์ผู้มีพระคุณอึ้งตกใจไม่ต่างกัน “ระยำ! เจ้าเป็นโรคจิตหรือ!? จะมาหาเรื่องคนอื่น ให้เวลาข้าสวมเสื้อผ้าสักหน่อยก็ไม่ได้รึ!?”

เถ้าแก่เนี้ยเงียบขรึมไม่พูดอะไร ชะงักค้างอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งแล้วจึงปิดประตูอย่างเงียบๆ

หวังลู่ก็พูดอะไรไม่ออกเช่นเดียวกัน ผิวปากอยู่นอกบ้าน ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดอาจารย์ผู้มีพระคุณที่สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยก็ผลักประตูออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เสี่ยวหลิงเอ๋อร์ไฉนจึงเป็นเจ้า? เมื่อครู่ข้ายังนึกว่าตัวเองตาฝาด”

เสี่ยวหลิงเอ่อร์กอดอก เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “เจ้าสร้างเรื่องงามหน้าอะไรไว้ ยังต้องให้คนอื่นพูดเตือนความจำอีกหรือ?”

อาจารย์ผู้มีพระคุณตบหน้าผากตัวเอง “เวร เจ้าอย่ามาไม้นี้ ข้ากลัวคนอื่นถามคำถามนี้กับข้าที่สุด แหม สร้างเรื่องดีๆ ให้คนเยอะแยะมามากมายเหลือเกิน ข้าไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี”

อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านทำเรื่องงามหน้ามาแล้วกี่เรื่องกันแน่?

ทว่าผ่านไปไม่นาน อาจารย์ผู้มีพระคุณก็ตระหนักได้ด้วยตัวเอง ชี้ไปยังหวังลู่แล้วเอ่ยขึ้นอย่างคิดไม่ถึง “เสี่ยวหลิงเอ๋อร์ อย่าบอกนะว่าอาจารย์สอนวิชายุทธ์ของเจ้าโง่เง่านี่ก็คือเจ้า!?”

เสี่ยวหลิงเอ๋อร์แค่นหัวเราะ “ใช่แล้ว ข้าก็คืออาจารย์ที่เป็นสตรีห้าวหาญป่าเถื่อน อกแบน หยาบ ไม่มีคุณภาพ กระด้าง ไร้ซึ่งวัฒนธรรม ไม่มีคนอบรมสั่งสอน วันหน้าไม่เพียงหาสามีไม่ได้ แต่กระทั่งเพื่อนสาวเอาไว้ตีฉิ่งก็ยังไม่มี เพื่อนแท้เพียงคนเดียวในชีวิตนี้ก็คือนิ้วและแตงกวา หลังสามสิบมีแววจะเลี้ยงสุนัขร่างยักษ์หลายตัวเพื่อปรับปรุงชีวิตคนนั้น!”

อาจารย์ผู้มีพระคุณอึ้งไปครู่ใหญ่ เหงื่อซึมไปทั้งตัว “เสี่ยวหลิงเอ๋อร์นี่เจ้ากำลังพูดเรื่องบ้าอะไร!? หรือเจ้าปวดรอบเดือนจนทำให้สมองมีปัญหา? เจ้า…”

เสี่ยวหลิงเอ๋อร์ขัดจังหวะแทรกขึ้น “เจ้ากับหวังลู่พนันกันมิใช่รึ? ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยให้เขาชนะเดิมพัน ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง มาสู้กันเลย”

“สะ...สู้ สู้บ้าอะไร! เราเป็นพี่น้องที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้ง มีปัญหาอะไรก็ค่อยๆ พูดกันดีๆ เหตุใดจึงใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ไฉนต้องทำสงครามรบราฆ่าฟันกันด้วย?”

พูดถึงพี่น้องที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้ง เถ้าแก่เนี้ยชะงักนิ่งครู่หนึ่งเหมือนจะลังเล

ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน โอกาสมาแล้วหวังลู่จึงรีบใส่ไฟทันที “อาจารย์ถือว่าท่านฉลาดไม่เบาเลยนะเนี่ย รู้ว่าไม่มีโอกาสชนะได้แน่ๆ ก็เลยเอาสายสัมพันธ์ลึกซึ้งของพี่น้องมาเป็นโล่กำบัง สมกับเป็นความอัปยศของสำนักกระบี่วิญญาณโดยแท้”

ท่านอาจารย์หัวลุกเป็นไฟ “ไม่มีโอกาสชนะบ้านเจ้า! หากข้าต้องการชนะนั่นเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย ไม่ถึงนาทีก็สำเร็จ!”

ได้ยินดังนั้น เถ้าแก่เนี้ยก็ไม่ลังเลอีกต่อไป “ดี! เช่นนั้นมาดูกันว่าเจ้าจะชนะข้าภายในหนึ่งนาทีหรือไม่”

“บัดซบ น้องสาวที่รักเจ้าอย่าพูดจาล้อเล่นเช่นนี้!”

“ไม่ต้องเกรงใจ อย่างไรซะเจ้าก็ชนะข้าได้ในเวลาหนึ่งนาทีอยู่แล้ว!”

สุดท้ายสตรีอาภรณ์ขาวผู้นี้ก็ตกอยู่ในสภาพอึดอัดลำบากใจ ทว่าสิ่งนี้ดำเนินไปได้เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น ผู้อาวุโสห้าก็คือผู้อาวุโสห้า คนที่เด็ดขาดและไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาภายหลัง

 

“ได้! เช่นนั้นก็มาสู้กันสักตั้ง! โบราณว่าไว้ เขาตีเพราะเขารัก เสี่ยวหลิงเอ๋อร์ความสัมพันธ์อันดีของเรานอนนิ่งอยู่ตรงคอขวดมานานแล้ว จบศึกครานี้คาดว่าเราน่าจะได้แต่งงานกันสักที!”

บ้าไปแล้ว อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี่เป็นเทพแห่งการเปลี่ยนประเด็นโดยแท้! คิดไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้!? ข้าประเมินท่านต่ำไปจริงๆ!

ส่วนเถ้าแก่เนี้ยเองก็ไม่สนใจการบ่นไม่หยุดของผู้อาวุโสห้า ถลกแขนเสื้อขึ้นโดนไม่พูดอะไร จากนั้นก็ตั้งท่าเตรียมพร้อม

สงครามตรงหน้าไม่อาจหลบเลี่ยงได้ หวังลู่เองนับได้ว่าภารกิจของตนประสบความสำเร็จมหาศาล จนอดชมตัวเองในใจไม่ได้ว่า ‘เจ้านี่นะฉลาดสุดๆ ไปเลยจากนั้นก็มองหามุมปลอดภัยนั่งชมความครึกครื้นฉากนี้

อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จำต้องชักกระบี่ไม้ไผ่สีเขียวออกมาอย่างยอมรับชะตากรรมแล้วชี้ไปทางฝ่ายตรงข้าม เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับการโจมตี ตอนนั้นเองนางก็เก็บปราณวิญญาณ ปิดผนึกพลังอำนาจวิเศษ เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาจากแดนมนุษย์อย่างแท้จริง กระบวนท่าง่ายๆ แสนธรรมดาของนางทำให้หวังลู่ที่นั่งชมอยู่ห่างๆ รู้สึกมีความกดดันถาโถมเข้ามาขุมหนึ่งจากพลังอำนาจของนาง

แม้ว่าขณะนี้หวังลู่จะนั่งขัดสมาธิอยู่ ทว่าเขากลับรู้สึกว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแทบจะเป็นอัมพาตขยับเขยื้อนไม่ได้...หรือนี่ก็คือพลังของผู้บำเพ็ญขั้นสร้างแกน? มารดาเจ้าจะเก่งเกินไปแล้ว ยังดีที่หวังลู่ฝึกวิชาสยบมังกรมาได้สองวัน สำหรับผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะหายากที่หมื่นปีจะเจออย่างเขา พินิจใคร่ครวญดูแล้วตนน่าจะถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสองของแดนมนุษย์นะเนี่ย? แต่แล้วแค่ผลจากการปล่อยคลื่นพลังกดดันจากการตั้งท่าเตรียมของท่านอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็แทบจะทำให้เขาลุกไม่ขึ้น!

ถึงว่าเถ้าแก่เนี้ยจึงบอกว่า แค่จิตแห่งเซียนของผู้บำเพ็ญขั้นสร้างแกนก็สามารถคร่าสิ่งมีชีวิตบนแดนมนุษย์ได้แล้ว ความห่างชั้นนี้แตกต่างและสูงเกินไปแล้ว! แค่แผ่พลังกดดันออกมาพวกมนุษย์ก็ทำได้เพียงน้อมตัวก้มกราบ!

ทว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องสำคัญนัก เนื่องจากคู่ปรับของท่านอาจารย์ก็เป็นเถ้าแก่เนี้ยแห่งโรงเตี๊ยมตระกูลหรูผู้ซึ่งสามารถสังหารสิ่งมีชีวิตในแดนมนุษย์ได้เช่นกัน! วิทยายุทธ์ของเถ้าแก่เนี้ยแท้จริงแล้วสูงระดับไหนกันแน่ หวังลู่เองไม่ค่อยแน่ชัด แต่อย่างไรก็ต้องสูงกว่าขอบเขตระดับเซียนเทียนหมื่นเท่าแน่ ต่อให้ระดับนักบุญจักรพรรดิในตำนานปรากฏตัว คาดว่าก็น่าจะต้านหมัดพิฆาตที่ซัดอาวุธวิเศษจนยับของนางคู่นั้นไม่ได้! และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกระบี่ไม้ไผ่มรกตของผู้บำเพ็ญตนขั้นสร้างแกน เถ้าแก่เนี้ยกลับไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย

เถ้าแก่เนี้ยจ๋า แผนเปลี่ยนอาจารย์ให้เป็นส้วมบำบัดใคร่ของข้าขึ้นอยู่กับท่านแล้ว!

การเผชิญหน้าจ้องตาระหว่างสตรีสองศรีพี่น้องที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ทว่าท้ายที่สุดท่านอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งตื่นนอนและยังมิทันได้กินข้าวก็เป็นคนต้านไม่ไหวก่อน เมื่อกระบี่ไม้ไผ่ขยับ แสงกระบี่นับพันนับหมื่นก็พุ่งออกมาราวกับห่าฝนและม่านหมอก ทำให้คนมองไม่เห็นอันตรายที่ซ่อนอยู่

ดวงตาของหวังลู่เป็นประกาย เป็นสุดยอดวิชากระบี่ขั้นสูงอะไรเยี่ยงนี้! สองปีมานี้แม้ว่าการบำเพ็ญของเขาจะไม่ได้พัฒนาก้าวหน้าอะไร ทว่าสายตาของเขากลับได้รับการฝึกฝนจากการเฝ้าสังเกตการฝึกตนของบรรดาศิษย์อัจฉริยะของสำนัก ในฐานะที่ชื่อของสำนักมีคำว่ากระบี่ ดังนั้นวิชากระบี่จึงเป็นรากฐานของสำนักกระบี่วิญญาณ ไม่มีใครไม่ชำนาญเชี่ยวชาญ ทว่าเขาแทบจะไม่เคยเห็นคนที่ใช้เพลงกระบี่ของแดนมนุษย์แล้วสามารถซ่อนเข็มไว้ในปุยนุ่นที่มีพลังทำลายล้างเช่นนี้มาก่อนในสำนักกระบี่วิญญาณ

จิ๊ ถึงนางจะดูบ้าบิ่นโง่เขลาเบาปัญญาก็ตาม ทว่ายังนับว่าผู้อาวุโสห้ามีความสามารถเหมือนกันนะเนี่ย...

เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญขั้นสร้างแกนที่ชิงลงมือก่อน ปฏิกิริยาของเถ้าแก่เนี้ยกลับเรียบง่ายธรรมดาและตรงไปตรงมาจนแทบจะคล้ายดิบเถื่อน

หมัดพุ่งไปที่ใบหน้า ไม่มีความซับซ้อนใดๆ จุดเด่นอย่างเดียวที่มีอยู่ก็คือเร็ว! แม่น! และรุนแรง!

และชั่วอึดใจต่อมา ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด

ฝั่งหนึ่งคือวิชาเพลงกระบี่ชั้นสูงจากแดนมนุษย์ผสานกับอาวุธวิเศษระดับสูงอย่างกระบี่ไม้ไผ่มรกต ส่วนอีกฝั่งคือหมัดอ่อนโยนและขาวนวลของเถ้าแก่เนี้ย หวังลู่เบิกตาโพลง พยายามจับทุกรายละเอียดของการต่อสู้ครั้งนี้...

ทว่าพริบตาเดียว ผลของการประลองก็ออกมา ลำแสงกระบี่ไม้ไผ่มรกตแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กระจายว่อนไสวเป็นดวงดาวนับพันล้านดวง ส่วนผู้อาวุโสอาภรณ์ขาวคนนั้นก็เหมือนจะทนทายาดกว่า ร่างของนางลอยพุ่งออกไปราวกับดาวตกกระแทกเข้ากับโขดหินดังปึก จากนั้นความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ไร้ซึ่งสรรพสำเนียงใดๆ

เถ้าแก่เนี้ยแค่นเสียงออกมาอย่างเยือกเย็น สะบัดข้อมือตัวเองไปมา นางปราดมองไปที่ซากหินที่แตกกระจัดกระจายอยู่ด้วยสายตาไม่ใยดี

โอ้โห! พลังทำลายล้างของมารดาเจ้าอำมหิตเกินไปแล้ว! หวังลู่ทำได้แต่จ้องตาค้างพูดอะไรไม่ออก! อาจารย์ผู้มีพระคุณที่เป็นถึงผู้บำเพ็ญขั้นสร้างแกนที่มากด้วยความรู้ความสามารถของเขาถูกเถ้าแก่เนี้ยซัดเหมือนกระสอบทรายลอยพุ่งออกไปราวกับดาวตก! เถ้าแก่เนี้ยข้าดูท่านผิดไปแล้ว ข้านึกมาตลอดว่าท่านเป็นเพียงแค่ตัวละครลับที่ถูกซ่อนในหมู่บ้านธาราวิญญาณ บทบาทตัวละครลับสำหรับท่านถือว่าเป็นการดูถูกยิ่ง ท่านแม่งเป็นผู้ควบคุมต่างหาก! เป็นเทพสร้างโลกที่แท้จริง!

ผ่านไปอึดใจใหญ่ ท่านอาจารย์ที่เคารพรักถึงจะคลานออกมากองซากหิน แต่นางมิได้ดูสะบักสะบอมดั่งที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าเนื้อตัวจะเปื้อนฝุ่นไปบ้างเล็กน้อย แต่กลับไม่มีอาการหืดหอบหน้าแดงหายใจไม่ออก และก็ไม่เหมือนคนได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไร ทำเพียงยืนท้าวสะเอวแล้วถอนหายใจอย่างไม่เต็มใจ

“มารดาเถอะ พอไม่ใช้พลังเซียนข้าก็ต่อต้านการโจมตีอันแสนธรรมดาของเจ้าไม่ได้ เสี่ยวหลิงเอ๋อร์เจ้านี่มันเป็นคนวิปริตเหนือมนุษย์จริงๆ”

เถ้าแก่เนี้ยยังคงทำหน้าเรียบเฉยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่กวาดตามองไปรอบๆ เมื่อเจอเข้ากับเศษกระบี่ไม้ไผ่มรกตที่แตกเป็นเสี่ยงๆ บนพื้นก็ส่ายศีรษะอย่างปวดใจ “โธ่ กระบี่วิเศษของข้า ดูสิเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า...” พูดจบก็หยิบเศษชิ้นส่วนไม้ไผ่เขียวที่กองอยู่ข้างซากหินชิ้นหนึ่งขึ้นมาสะบัดเบาๆ พลันก็เกิดแสงสีเขียวสว่างวาบ พริบตาต่อมา ชิ้นส่วนนั้นก็กลายเป็นรูปร่างกระบี่ไม้ไผ่สีเขียวมรกตเหมือนเดิม

หวังลู่อุทานในใจ เขาคิดมาตลอดว่ากระบี่ไม้ไผ่มรกตที่ติดตัวนางไม่ห่างกายอย่างน้อยก็น่าจะเป็นอาวุธวิเศษ ไม่คิดว่า... ไม่คิดว่าเขาจะประเมินของกระจอกพรรค์นี้สูงเกินไป! กระบี่ไม้ไผ่มรกตนี้มิได้ต่างอะไรกับของเล่นเลยด้วยซ้ำ! คิดๆ ดูแล้วก็สมควรอยู่หรอก หากคนพฤติกรรมย่ำแย่ไร้คุณธรรมอย่างนางมีอาวุธวิเศษจริงก็น่าจะถูกขายทิ้งเอาไปแลกสุรานานแล้ว!

“แต่อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ข้าแพ้แล้ว เสี่ยวหลิงเอ๋อร์ พี่สาวอย่างข้าอยู่ใต้อาณัติของเจ้าแล้ว โปรดเมตตาด้วย!”

ขณะที่พูดผู้อาวุโสห้าก็แสดงท่าทางยินยอมพร้อมตายอย่างจริงใจ แต่ดูก็รู้ว่าเสแสร้งทั้งเพ

เถ้าแก่เนี้ยก็เก็บสีหน้าไม่อยู่อีกต่อไป ถอนหายใจเฮือก “เจ้านี่มันจริงๆ เลย...ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ทั้งๆ ที่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ แต่เหตุใดจึงยังหาเรื่องใส่ตัว?”

 

เมื่อถูกนางถามผู้อาวุโสห้าก็รู้สึกงงงวยเล็กน้อย “ใช่ ข้านี่มันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเอาชนะเจ้าไม่ได้แต่ก็ยังจะสู้...โอ๊ะ ใช่แล้ว เพื่อสร้างความประทับใจกระมัง? เสี่ยวหลิงเอ๋อร์ตอนนี้เจ้าตกหลุมรักข้าหรือยัง?”

เสี่ยวหลิงเอ๋อร์ตอบกลับเสียงเย็น “ข้ารู้สึกว่าหมัดเมื่อครู่นี้ดูเหมือนจะเบาเกินไป อีกอย่างตามที่พนันกันไว้ คนที่จะจัดการเจ้ามิใช่ข้า แต่เป็นศิษย์รักของเจ้า”

เมื่อพูดถึงศิษย์ของตน ในที่สุดผู้อาวุโสห้าก็ตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ล้วนเป็นอุบายของเขาตั้งแต่แรก! สะ...สมเป็นศิษย์ของตนจริงๆ ถึงว่าเจ้าสำนักปัญญาอ่อนคนนั้นถึงบอกอะไรสักอย่างที่ว่าเจ้าทั้งสองมีวาสนาเป็นศิษย์อาจารย์อย่างแท้จริง ศิษย์ชั่วร้ายพรรค์นี้เป็นผลกรรมของข้าโดยแท้!

จะเจ็บใจก็แต่หลายวันก่อนดื่มหนักเกินไป สมองวิงเวียนจนรู้สึกมึนงงไม่มีสติสัมปชัญญะ ทำให้ตกหลุมพรางอันชั่วร้ายของเด็กคนนั้น! มิเช่นนั้นต่อให้ใช้ระดูคิดพิจารณาก็ไม่มีทางเพลี่ยงพล้ำเสียทีให้กับการยั่วยุของเขาแน่นอน!? แล้วตอนนี้ควรทำอย่างไร ต้องยอมเป็นส้วมบำบัดใคร่จริงๆ หรือ!? ฉิบหาย! ไม่มีทาง! เจ้าเด็กนั่นเพิ่งจะสิบสี่ ร่างกายก็ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ต้องไม่มีสินทรัพย์และทักษะแน่ๆ เช่นนี้ก็ไม่สะใจและสมใจน่ะสิ...เอ่อ ถึงแม้ว่าตนจะยังไม่เคยทำอะไรแบบนั้นกับใคร แต่แค่จินตนาการก็เพียงพอที่จะคาดเดาอนาคตได้แล้ว!

“ท่านอาจารย์ อันที่จริงท่านไม่ต้องกลัวหรอก ข้ามิได้พิศวาสในตัวท่านแม้แต่นิด”

เมื่อได้ฟังคำพูดของหวังลู่ อาจารย์ก็คลายความกังวลลงทันที “ดีแล้ว ดีแล้ว เรื่องแบบนี้เจ้าไม่ต้องรีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไปน่ะดีแล้ว”

“อืม ข้าก็รู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ทว่าเรื่องบางเรื่องไม่รีบตัดสินใจก็มิได้เหมือนกัน ท่านอาจารย์ เรื่องอื่นข้าจะไม่เรียกร้อง แต่มีเพียงสิ่งเล็กๆ สิ่งหนึ่งเท่านั้นที่อยากขอ ท่านได้โปรดจริงจังสักนิดและสอนทักษะให้ข้าบ้างเถิด”

พูดถึงตรงนี้ อาจารย์ก็เลี่ยงไม่ได้ต้องตอบไปอย่างจริงจัง “เจ้าน่ะ...ไม่เข้าใจในความทุ่มเทและพยายามของข้าจริงๆ เจ้าคิดว่าข้ารับศิษย์คนหนึ่งเข้ามาเพื่อเอาไว้เป็นสัตว์เลี้ยงอย่างนั้นหรือ? เจ้าสำนักไร้สมองคนนั้นทำข้อตกลงกับข้าไว้ หากข้าสามารถสอนเจ้าให้ประสบความสำเร็จจนผู้คนเคารพนับหน้าถือตา ข้าจะได้เงินและสาวงามมากมายเป็นกอบเป็นกำ...”

พูดไม่ทันจบเถ้าแก่เนี้ยก็ขัดขึ้นเสียงเย็น “ตาแก่ที่มุ่งใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวนั่นไปเอาสาวงามมาจากไหน?”

อาจารย์ก็พลันตกอยู่ในห้วงความคิด ใคร่ครวญไตร่ตรองทันที

หวังลู่ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ลากกลับเข้ามาเรื่องเดิม “มาพูดเรื่องการศึกษาก่อนหน้าต่อเถอะ อาจารย์ได้โปรดอธิบายอย่างละเอียดว่าท่านทุ่มเทสอนข้าอย่างไร”

อาจารย์เงยหน้าขึ้น “เจ้าช่วยข้าคิดก่อนว่าเจ้าสำนักโง่เง่าคนนั้นไปหาสาวงามมาจากไหน?”

“…ช่างเถอะ”

............................................

สามารถติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่  fictionlog

 

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด