ตอนที่แล้วภาค 1 ตอนนี้ 21 โอ้ ฉิบหาย
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปภาค 1 บทที่ 23 เมื่อผลเก็บเกี่ยวได้รับความเสียหาย

ภาค 1 ตอนที่ 22 เหตุใดเงินเดือนของข้าจึงหายไป


ตอนที่ 22 เหตุใดเงินเดือนของข้าจึงหายไป

ความจริงแล้ว ภาพเขาเขียวทะเลครามตรงหน้าหวังลู่มิใช่ทิวทัศน์ที่แท้จริงของขุนเขาวายุน้ำแข็ง ขุนเขาวายุน้ำแข็งคือถ้ำพำนักบนยอดเขาเร้นลับที่สร้างขึ้นจากพลังของยอดฝีมือสำนักกระบี่วิญญาณ ดูเหมือนกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่แท้จริงแล้วมันมีขอบเขตของตัวเอง วัตถุประสงค์ของที่แห่งนี้คือให้ยอดเขาเร้นลับทดสอบศิษย์ที่ไม่เคยบำเพ็ญตนมาก่อน สัตว์ปิศาจแข็งแกร่งที่สุดส่วนใหญ่ก็ไม่ถึงขั้นสาม ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงมิได้แข็งแรงทนทานมากนักเพื่อประหยัดต้นทุน ใครเล่าจะคิดว่าจะมีคนปลดปล่อยพลังอาวุธศักดิ์ศิษย์ระดับสามอย่างเต็มพิกัดที่นี่?

ดังนั้น รูโบ๋ขนาดยักษ์ที่ปรากฏตรงหน้าหวังลู่จึงดูสมเหตุสมผลอย่างมาก ภายใต้การโจมตีของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์อย่างเต็มพิกัด เมื่อขุนเขาวายุน้ำแข็งแตกกระจายเป็นเสี่ยง จึงเผยให้เห็นทิวทัศน์ของยอดเขาเร้นลับ

หลังสะบั้นกระบี่จนถึงตอนนี้ กระทั่งหวังลู่เองก็ยังคาดคิดไม่ถึงเช่นเดียวกัน มองไปยังภาพเบื้องหน้าอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก สีหน้าเต็มไปด้วยความมึนงง

ตอนที่หีบสมบัติของหมู่บ้านดอกท้อเปิดออก เขามั่นใจว่าสิ่งที่อยู่ข้างในต้องเป็นพวกอาวุธของทหารเทพอย่างแน่นอน ไหนๆ ก็เป็นรางวัลของภารกิจซ่อนเร้นที่ทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบนี่นา... แต่เขาเป็นแค่คนที่กำลังจะผ่านเข้าไปในด่านต่อไปเท่านั้น จะอาวุธของทหารเทพหรืออาวุธของเทพทหารก็ไม่น่าจะมีได้ อย่างมากที่สุดก็น่าจะได้อาวุธเทพเล็กๆ ระดับต่ำสักชิ้นสองชิ้น หากจะมีมหาอาวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างกระบี่เซวียนหยวนโผล่ออกมา นั่นคงเป็นการฝันกลางวันแล้ว

ครั้นเมื่อเข้าสู่ขุนเขาวายุน้ำแข็งจริง เขาก็พบว่าตนไม่ได้ฝันกลางวัน เขาก้าวข้ามภูเขาและแม่น้ำพันลูกร้อยสาย ข้ามผ่านอุปสรรคและความยากลำบากทั้งหมดด้วยก้าวเดียว มิหนำซ้ำกำราบสัตว์ปิศาจกลายพันธุ์ให้ตายด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว หวังลู่รู้สึกราวกับตนเองกำลังสวมชุดเกราะมหัศจรรย์ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้บนเส้นทางบรรลุเซียนนี้

อย่างไรก็ตาม หวังลู่ต้องลำบากสาหัสจนเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะได้มาซึ่งคะแนนประเมินที่สุดแสนสมบูรณ์แบบจากหมู่บ้านดอกท้อ หมายมาดว่าจะงัดกระบี่ออกมาใช้ในด่านต่อไปให้สะใจไปเลย แต่เหมือนว่าทุกอย่างจะดูรวดเร็วไปหน่อย เขายังไม่ทันได้สะใจอะไรเลย!

หรือนี่จะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางบรรลุเซียน? ตั้งแต่อดีตกาล...ปราชญ์ล้วนโดดเดี่ยว หรือนี่จะเป็นการให้คนได้ลองสัมผัสความโดดเดี่ยวอย่างแสนสาหัสเพื่อขัดเกลาจิตใจเพื่อเข้าสู่ทางเต๋า? อืม เช่นนั้นแล้ว ยิ่งสูงก็จะยิ่งโดดเดี่ยว โดดเดี่ยวจนคนไม่อาจทนไหว เฮ้อ!

คิดถึงตรงนี้ ภายในใจของหวังลู่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย เพียงแค่คลายมือจากด้าม กระบี่น้ำค้างแข็งนิลก็ร่วงลงพื้นดังโครม

ทันใดนั้นกระบี่ก็กระทบกับแผ่นน้ำแข็งอันแข็งแกร่ง ชั่วอึดใจต่อมา กระบี่วิญญาณไร้เทียมทานเล่มนั้นก็แตกสลายกลายเป็นเศษกระจายเต็มพื้นดิน

หวังลู่ตกตะลึงอย่างที่สุด ก้มลงมองเศษซากกระบี่น้ำค้างนิล ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพยักหน้าขึ้นลง

ตระหนักได้ว่าสำนักไม่น่ามอบอาวุธวิเศษที่สามารถทำลายล้างโลกันต์พรรค์นั้นให้เขาจริงๆ แต่หลังสังหารสัตว์ปิศาจ อานุภาพของมันก็หมดลงทันที พร้อมกับแตกสลายกลายเป็นซากเศษ ชัดเจนว่านี่เป็นอาวุธใช้แล้วทิ้งเพื่อให้เขาผ่านด่านภารกิจนี้ได้อย่างราบรื่นโดยเฉพาะ

แม้ว่าการออกแบบนี้จะค่อนข้างสุดโต่งไปหน่อย แต่ก็แยบยลและฉลาดจนเหลือเชื่อ ผู้ออกแบบเป็นคนอัจฉริยะ ไม่เพียงแต่จะมีความคิดสร้างสรรค์เท่านั้นแต่ยังใจกล้าและห้าวหาญมากยิ่ง

ลองคิดดู กล้าวางใจมอบอาวุธที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ได้ให้กับผู้ทดสอบ ไม่กลัวระหว่างทางจะเกิดเหตุเภทภัยรึ? โห ใจถึงจริงๆ  ข้าชอบ!

ในขณะที่กำลังคิดอยู่ ทันใดนั้นก็มีแสงสีทองพุ่งทะยานลงมาจากขุนเขาทะเลครามเบื้องหน้าด้วยความเร็ว พริบตาเดียวดวงแสงเล็กๆ จากขอบฟ้าก็กลายเป็นร่างของคนหยุดอยู่ตรงหน้าหวังลู่

หวังลู่กะพริบตาปริบๆ เห็นหญิงสาวอายุราวยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดที่ดวงหน้าสดใสหมดจดในชุดคลุมสีขาว ดูไร้เดียงสาดุจสาวน้อยแรกแย้มแต่ก็กลับมีท่าทางกิริยางดงามมีเสน่ห์ราวกับสตรีที่เป็นผู้ใหญ่ แม้จะไม่ได้งามล่มเมือง แต่ก็เป็นหญิงงามที่หาตัวจับยาก...

หวังลู่เพิ่งจะประเมินและชื่นชมหญิงสาวอาภรณ์ขาวในใจได้เพียงครึ่ง ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอันน่าขนพองสยองเกล้าดังขึ้น

“เวรระยำ! มันแตกละเอียดหมดแล้วจริงๆ ด้วย!”

หวังลู่เห็นเพียงหญิงสาวชุดขาวที่นั่งคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเขา ประคองเศษซากกระบี่น้ำค้างแข็งเร้นลับในมือเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

“สวรรค์ต้องลงทัณฑ์ข้าจนตายแน่!”

เสียงครวญครางเสียใจนี้แทบจะทำให้หวังลู่คุกเข่าลงกับพื้น “เวรระยำ? ดูไม่ออกเลยว่าจะเป็นสตรีห้าวหาญเยี่ยงบุรุษโดยแท้!?”

ไม่ทันได้คิดอะไรมากกว่านี้ สตรีอาภรณ์ขาวผู้นั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วคว้าคอเสื้อของหวังลู่ทันทีก่อนว่า “บอกมาว่าเจ้าสำนักงี่เง่าไร้สมองผู้นั้นให้เจ้ามาแกล้งข้าใช่หรือไม่!?”

ในหัวของหวังลู่มีแต่คำหยาบคายและคำสาปแช่งเป็นร้อยวิ่งวนไปมา ในใจคิด สตรีนางนี้ไม่เพียงห้าวหาญแต่ยังดุร้ายยิ่ง เขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่นางพล่ามได้ แต่พูดจาราวกับเป็นสตรีบ้าที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก... อย่าบอกนะว่านางก็คือส้วมสาธารณะของสำนักกระบี่วิญญาณ?

เมื่อเห็นหวังลู่นิ่งงันไปไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร หญิงสาวก็ไม่อยากพูดอะไรมากอีก จึงปล่อยมือจากเขาแล้วจ้องไปยังซากกระบี่น้ำค้างแข็งนิล สีหน้าโศกเศร้าระทมทุกข์ของนางพลันเปลี่ยนเป็นยินดีทันที

“มารดาเถอะ เรื่องนี้ต้องขยาย...ใช่ ก็บอกไปว่าหลิวเสี่ยนเป็นคนทำเรื่องงามหน้านี้ ส่วนเหตุผลนั้นขอข้าคิดก่อน...”

หวังลู่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ของนาง ถามไปว่า “ขอเรียนถามผู้อาวุโส สัตว์ปิศาจแห่งขุนเขาวายุน้ำแข็งถูกสังหาร เส้นทางสู่ยอดเขาเร้นลับถูกเปิด ข้า...ถือว่าผ่านด่านแล้วใช่หรือไม่?”

หญิงสาวชะงักแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ “ถูกต้อง ผ่านด่านแล้ว... ไม่เพียงแต่เจ้า ครั้งนี้ทุกคนผ่านด่านเวรนี่หมดเลย!”

ในขณะที่กล่าวอยู่นั้น ก็มีเสียงปริแตกดังขึ้นจากภูเขาเขียวทะเลครามที่ตั้งอยู่ไกลลิบๆ ต่อเนื่องไม่หยุด อึดใจต่อมาก็ปรากฏรูจำนวนหนึ่งขึ้นข้างๆ รูเดิม เผยให้เห็นทะเลลาวาร้อนระอุใต้หมอกเมฆสีครามที่เต็มไปด้วยวิญญาณน่าสะพรึงกลัว...

นั่นคือสันเขาผาชาด ยอดเขาเมฆาคราม และแดนอเวจี หรือจะพูดอีกอย่างว่าเป็นทางแยกอื่นๆ อีกหลายเส้นในด่านสุดท้ายของเส้นทางบรรลุเซียน บัดนี้ถูกเชื่อมเป็นทางเดียวทอดยาวไปจนถึงสุดปลายทาง

หญิงสาวอาภรณ์ขาวพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “ไม่เลวจริงๆ! สามารถเจาะทั้งสี่ดินแดนทะลุได้ด้วยกระบี่เดียว ตอนนี้เจ้ามีชื่อเสียงแล้วนะเนี่ย”

กล่าวถึงตรงนี้ หวังลู่ก็รู้สึกเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างผิดพลาด เอ่ยถามอย่างฉงน “เมื่อครู่ที่ข้าใช้กระบี่แบ่งพิภพแยกสวรรค์ มิได้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบแสนประณีตที่ผู้ออกแบบสร้างขึ้นหรือ?”

ทันทีที่กล่าวจบ หญิงสาวอาภรณ์ขาวก็ระเบิดออกมา “ให้ตายเถอะ จิตข้าต้องป่วยขนาดไหนถึงออกแบบสิ่งที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเช่นนี้!?”

หวังลู่ตะลึงพรึงเพริดอีกครั้ง สตรีนิสัยเหมือนบุรุษที่เป็นเจ้าแม่แห่งการกรีดร้องผู้นี้แท้จริงแล้วก็คือผู้ออกแบบเส้นทางบรรลุเซียนนี้ที่ตนรู้สึกเหมือนมีจิตสื่อถึงกันได้!? บนเส้นทางสู่การมีอายุวัฒนะเราไม่อาจตัดสินคนจากภายนอกโดยแท้!

ทว่าหลังจากนั้นเขาก็ถามขึ้นอย่างสงสัยอีกครั้งว่า “หากท่านมิได้จงใจออกแบบ แล้วนี่...มันคืออะไรกัน?”

ใบหน้าของหญิงสาวอาภรณ์ขาวเต็มไปด้วยความพ่ายแพ้และเหนื่อยล้าจนปัญญา

“ใครจะไปรู้ว่าเจ้าเต่าโง่ตัวไหนมันโยนตราทองคำของเจ้าสำนักไปในคลังเก็บของ แล้วใครจะไปรู้ว่าเจ้าจะเป็นคนโชคดีเดินเข้าประตูไปแล้วดึงป้ายประกาศิตแผ่นนั้นออกมา”

ฟังถึงตรงนี้หวังลู่ก็กลอกตาแล้วดึงตราทองคำออกมาจากเอวก่อนถามว่า “ท่านหมายถึงสิ่งนี้หรือ?”

หญิงสาวชุดขาวสะท้านไปทั้งตัว “มารดาเถอะ เป็นตราทองคำของเจ้าสำนักจริงๆ ด้วย... ข้าว่าแล้วว่าเจ้าจะควบคุมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไรกัน ที่แท้เจ้ามีตราทองคำของเจ้าสำนักนี่เอง!”

ใครก็ตามที่ถือครองตราทองคำของเจ้าสำนัก คนผู้นั้นก็จะมีอำนาจเทียบเท่าเจ้าสำนัก นอกจากนี้ยังสามารถสั่งคนทั้งสำนักได้ไม่มีข้อยกเว้น

อาวุธศักดิ์สิทธิ์ทุกชิ้นมีจิตวิญญาณ สำหรับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่วิญญาณนั้น คนที่ใช้ได้แน่นอนว่าต้องเป็นคนของสำนักเท่านั้น ต้องมีตราทองคำรับรองจึงจะสามารถใช้ได้ ดังนั้นเมื่อตราทองคำอยู่ในมือของหวังลู่ กระบี่น้ำค้างแข็งนิลที่ยอมรับตราทองคำเท่านั้นย่อมต้องทำตามคำสั่งแม้จะมิได้ถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป เมื่อถูกสั่งให้ฟันก็ต้องฟัน และต้องฟันอย่างสวยงาม ฟันให้สง่า ฟันจนแบ่งพิภพแยกสวรรค์!

กระบี่น้ำค้างแข็งนิลเป็นกระบี่จงรักภักดี แม้ว่าผู้ถือครองจะประสงค์ให้มันทำเรื่องไร้สาระขนาดไหน แม้จะสร้างหายนะและความเสียหายให้กับตัวมันเองอย่างแสนสาหัสก็ตาม มันก็จะยังคงทำตามคำสั่งต่อไป และเมื่อขุนเขาวายุน้ำแข็งหายไป กระบี่น้ำค้างแข็งนิลก็แตกเป็นเสี่ยงแล้วมลายหายไปเช่นกัน

เมื่อความจริงเปิดเผย ทุกอย่างล้วนมิได้มีอะไรซับซ้อน สตรีอาภรณ์ขาวฟื้นคืนสติจากอาการตกใจอย่างรวดเร็ว

การที่หวังลู่มีป้ายทองคำในมือได้นั้น แสดงให้เห็นว่าคะแนนรวมในด่านหมู่บ้านดอกท้อของเขาต้องสูงลิ่วอย่างไม่อาจคาดถึงได้ ทั้งหมดทั้งมวลก็คือเด็กคนนี้โชคดี... และแน่นอนที่ขาดไม่ได้คือความผิดพลาดเล็กน้อยตอนออกแบบสูตรคำนวณของตน นางน่าจะออกแบบเพดานสูงสุดของคะแนนรวมจึงจะถูก

แต่เวลานี้ปัญหาเหล่านี้ล้วนมิได้สลักสำคัญอะไรแล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือตราทองคำเจ้าสำนักกำลังส่องประกายวิบวับอยู่ตรงหน้านาง!

แล้วมันหมายความว่าอะไรล่ะ? ง่ายมาก ก็หมายความว่า ขอเพียงมีตราทองคำในมือ นางก็คือเจ้าสำนัก!

แน่นอนว่าเจ้าสำนักโง่เง่าตัวจริงนั่นยังไม่ตาย แต่แล้วอย่างไร ใครจะสน? ร้ายที่สุดก็แบ่งการปกครองเป็นสองกลุ่ม! เรื่องอื่นไม่พูด อย่างน้อยตนก็สามารถแย่งอำนาจบริหารเงินในสำนักได้

ถึงนางจะไม่อาจยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ แต่นางสามารถใช้ตราทองคำนี้ไปยกเค้าเงินของสำนักก่อนที่เจ้าสำนักโง่เง่านั่นจะจับได้ หากคำนวณคร่าวๆ เงินสะสมของสำนักกระบี่วิญญาณต้องมากมายนับไม่หวาดไม่ไหวราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าแน่ ก้อนศิลาวิญญาณชั้นสูงต้องมหาศาลดุจเม็ดทรายในท้องคงคานที เพียงแค่ได้ครอบครองมัน ชีวิตในอีกหลายร้อยปีของตนหลังจากนี้จะเสรีอิสระขนาดไหน!

ในสายตาของหญิงสาวอาภรณ์ขาว ตราทองคำกลายเป็นภาพชีวิตสดใสในอนาคตที่กำลังกวักเรียกนางอย่างสนิทสนม

และในขณะนั้นเอง หวังลู่ก็อุทานออกมาคำหนึ่งอย่างตกใจเมื่อตราทองคำในมือเปลี่ยนเป็นแสงลำหนึ่งพุ่งออกไปอย่างเร็ว

หญิงสาวอาภรณ์ขาวเลิกคิ้ว “คิดจะหนีรึ!? ฝันไปเถอะ! เจ้าเป็นของข้า!”

อึดใจต่อมา แสงขาวลำหนึ่งก็วาดผ่านแผ่นดินที่เคยเป็นทุ่งหิมะ ไล่กวดตามแสงสีทองที่พุ่งตรงไปยังยอดเขาเร้นลับ

——

“มารดาเถอะ! เป็นแค่ตราทองคำ บังอาจบินเร็วขนาดนี้ เจ้าอยากกบฏรึ?”

เหนือยอดเขาเร้นลับขึ้นไป สตรีอาภรณ์ขาวกระโดดขึ้นเหยียบกระบี่เหิน ร่างของนางเปลี่ยนเป็นลำแสงสว่างจ้าทะยานไล่ตามหลังตราทองคำของเจ้าสำนักไปติดๆ ตราทองคำอันเป็นสัญลักษณ์ของอนาคตที่สดใสของนางอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือเท่านั้นแต่กลับแตะไม่ถึง!

หญิงสาวแค้นจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เนื่องจากพลังตบะ ทำให้ความเร็วกระบี่เหินของนางไม่เร็วนัก แม้แต่ตราทองคำยังเอาชนะไม่ได้ ช่างเป็นเรื่องน่าอับอายโดยแท้

แน่นอนว่าหญิงสาวมิได้ใส่ใจกับเรื่องนี้แม้แต่นิด สิ่งที่นางสนใจมีเพียงตราทองคำแผ่นนั้นเท่านั้น หากปล่อยมันหลุดมือไป นางต้องเสียใจอย่างถึงที่สุดไปอีกยี่สิบปีแน่

สิ่งหนึ่งบินหนีด้วยพลังที่มีอยู่ทั้งหมด ขณะที่อีกหนึ่งไล่ตามอย่างสุดชีวิต ไม่นานก็บินออกจากเขตแดนของยอดเขาเร้นลับ...บินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ผ่านไปนานเท่าใดมิอาจทราบได้ ตราทองคำที่บินอยู่ด้านหน้าดูเหมือนจะชะลอความเร็วลงเล็กน้อย หญิงสาวชุดขาวคล้ายถูกกระตุ้นอีกครั้ง คิดในใจ มนุษย์ย่อมเอาชนะธรรมชาติได้โดยแท้ แม้ว่าตราทองคำนี้จะบินได้เร็วจนน่าตกใจปานใด แต่ก็ยังต้องศิโรราบให้กับความเพียรพยายามของนาง!

ฮ่าๆ ไม่มีใครสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าสำนักได้ตลอดกาล วันนี้ถึงคราวข้าแล้ว!

และในขณะที่นางกำลังยื่นมือออกไปหมายตะครุบตราทองคำมาไว้ในอุ้งมือ

ฝ่ามืออันแข็งแรงทรงพลังข้างหนึ่งก็คว้าตราทองคำไว้ก่อน

คิ้วของหญิงสาวชุดขาวกระตุกขึ้นทันทีพร้อมคำรามออกมาด้วยความเดือดดาล “ฮ่า คิดจะปล้นสมบัติของข้า!? กล้าหาญยิ่ง! มารปิศาจตัวไหนมันช่างกะ...กล้า... เอ่อ ท่านเจ้าสำนัก มะ..ไม่เจอกันนานเลยนะเนี่ย”

เจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่วิญญาณมองไปยังหญิงสาวชุดขาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เอ่ยขึ้นเบาๆ “ไม่เจอกัน ‘นาน’ มากจริงๆ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้ารับใช้หรือไม่?”

หญิงสาวอาภรณ์ขาวหัวเราะแหะๆ ยื่นมือออกไปหมายคว้าตราทองคำแผ่นนั้นอย่างช้าๆ พลางกล่าวว่า “ข้ากำลังตามหาของที่ทำหายชิ้นหนึ่งอยู่น่ะ แหม คิดไม่ถึงว่าศิษย์พี่ท่านจะอุตส่าห์ช่วยข้าหาจนเจอ ต้องขอบคุณท่านจริงๆ ฮ่าๆๆ ต่อไปข้าจะระวังให้มาก ไม่ทำของหายอีกแน่นอน”

เจ้าสำนักถอนหายใจเฮือก เก็บตราทองคำลงในกระเป๋าเสื้อพลางว่า “ของที่เจ้าทำหายคือศีลธรรมสินะ?”

“…”

“เอาเถอะ ตอนนี้ข้ากำลังยุ่ง ไม่อยากพูดอะไรมาก ดังนั้นขอพูดสั้นๆ ง่ายๆ สักสองสามประโยค”

“ท่านหมายความว่า...”

“จากการคำนวณคร่าวๆ เนื่องจากความผิดพลาดจากการออกแบบหมู่บ้านดอกท้อของเจ้า ความเสียหายของสำนักกระบี่วิญญาณมีดังต่อไปนี้ สถานที่สำคัญทั้งสี่ ซึ่งก็คือขุนเขาวายุน้ำแข็ง สันเขาผาชาด เทือกเขาเมฆาคราม และดินแดนอเวจี ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างกระบี่น้ำค้างแข็งนิลถูกทำลายสาหัสเกินเยียวยา รองเท้าเยียบเมฆาที่เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าถูกกระแทกเสียหายรุนแรงไม่อาจซ่อมแซมได้... เมื่อรวมกับอุบัติเหตุน้อยใหญ่ต่างๆ ในครั้งนี้ ความเสียหายทั้งหมดเมื่อคิดเป็นก้อนศิลาวิญญาณชั้นสูงจะตกอยู่ที่ประมาณสองแสนก้อน นี่คือราคาพิเศษสำหรับคนใน ดังนั้นอย่าต่อรองราคากับข้า หากพิจารณาจากเงินเดือนของเจ้าในปัจจุบันน่าจะราวยี่สิบปี ฉะนั้นเจ้าจะไม่ได้รับเงินเดือนไปอีกยี่สิบปี”

“...ศิษย์พี่ เรื่องล้อเล่นของท่านน่ากลัวเกินไปแล้ว”

“จริงหรือ? เช่นนั้นเจ้าก็จงใช้เวลานี้ตั้งใจบำเพ็ญเข้าล่ะ เพราะข้าไม่ได้ล้อเล่น”

“ศิษย์พี่ ท่านกำลังบังคับให้ข้าต้องกลายเป็นโจร”

“ศิษย์น้อง ถามใจตัวเองดูดีๆ ข้าเป็นคนบังคับให้เจ้าตกอยู่ในสภาพนี้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?”

“...อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่แจกเงินเดือน ระวังข้าจะลงเขาไปปล้นแล้วกัน”

“โอ้โห ก็เอาสิ ศิษย์น้องหากเจ้ามีใจที่จะเพิ่มแหล่งรายได้ให้กับสำนักเราจริงๆ ศิษย์พี่ยินดีอย่างยิ่ง และหากต้องการ เดี๋ยวข้าออกใบผ่านการจี้ปล้นให้เจ้าเอง”

“บัดซบ ศิษย์พี่ก็ทำศีลธรรมหายไปเหมือนกันนั่นแหละ!?”

..............................................

 

 

 

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด