ตอนที่แล้วบทที่ 27 ข้าจะทำให้มันรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!!
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปประกาศ.......(ต่อบทที่ 29 หญิงสาวผู้พิชิตสายฟ้าผ่า!)
บทที่ 28 ดาบเลือดมังกร!
 
ภายในห้องฝึก หลานหยู, เฉิงฉาน และศิษย์คนอื่นๆ เดินออกมาด้านนอก….จากนั้นหลานหยูก้าวออกมาด้านหน้าแม้ร่างกายของนางจะสะบักสะบอมไปด้วยอาการได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ในที่สุด…..พวกเขาก็มีอาวุญจิตวิญญาณของตัวเองเสียที!
 
แต่อาวุธที่เป็นของพวกเขานั้นไม่ได้มีคุณภาพมากนัก ซึ่งพวกเขาทั้งหมดก็อยากรู้เกี่ยวกับอาวุธจิตวิญญาณของตัวเอง!
 
“เอ๊ะนั่น! กล่องไม้?” 
 
หลานหยู และเหล่าศิษย์คนอื่นๆต่างประหลาดใจกับกล่องไม้ที่สูงเกือบสองเมตร หรือแม้แต่ซ่งหยูเองก็ตาม
อาวุธจิตวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นโดยอาจารย์ปู่นั้น เป็นกล่องไม้ที่แกะสลักด้วยตัวอักษรสีแดง และถูกวางไว้ด้วยความสูงถึงหน้าอกของพวกเขา
 
พื้นผิวของกล่องไม้ถูกแกะสลักด้วยสัญลักษณ์มังกรคล้ายกับเครื่องหมายบนเสาสัญลักษณ์แห่งสวรรค์
แตกต่างกันแต่เพียงสัญลักษณ์ของมังกรนั้นหาได้มาจากการแกะสลักของมนุษย์ไม่! ทั้งหมดล้วนมาจากลวดลายบนเนื้อไม้ทั้งสิ้น!
 
“นี่คือ … ไม้เลือดมังกร!” 
 
หลานหยูร้องอุทานออกมาเสียงดังโดยไม่ตั้งใจ “นี่แหละคือไม้เลือดมังกร! ผู้อาวุโสของตระกูลของข้าเคยกล่าวว่าป่าไม้เลือดมังกรนั้นอยู่ที่ใดสักแห่งของหุบเขาที่ตั้งของนิกายฯ ของเรานี่แหละ มีเรื่องเล่าว่านับหมื่นปีมาแล้วมีมังกรตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส และเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ ณ ป่าแห่งนั้นจนในที่สุดมันก็ตายลง เลยกล่าวขานกันมาตั้งแต่นั้นว่าป่าเลือดมังกรนั่นเอง…..”
 
โดยป่าที่มีต้นกำเนิดตามธรรมชาตินั้นจะสามารถแกะสลักมังกรบนเสาสัญลักษณ์แห่งสวรรค์ได้ แต่อายุของพวกมันต้องไม่เกินไปกว่าร้อยปี ดังนั้นส่วนใหญ่ของผู้อาวุโสก็คงเห็นว่ามันไม่สมควรที่จะนำมาสร้างอาวุธจิตวิญญาณจากไม้เลือดมังกร พวกเขาจึงปฏิเสธที่จะสร้างมัน!
 
แม้เหล่าผู้อาวุโสของนิกายฯต่างก็ไม่อยากที่จะสร้างมัน? ซ่งหยูได้ยินเช่นนั้นถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ยินคำกล่าวของหลานหยู
 
แต่ทว่า…เขาไม่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ปู่ แต่ท่านก็ได้สร้างอาวุธจิตวิญญาณให้กับเขาด้วยวัสดุที่ล้ำค่ามหาศาลซึ่งนับเป็นความโชคดีของเขามากแล้ว!
อาจารย์ปู่กอดกล่องไม้เอาไว้ในมือเขาพลางยิ้มให้และกล่าวว่า”ไม้เลือดมังกรข้านี้ได้รับมอบมาจากผู้อาวุโสของนิกายฯคนหนึ่งเพื่อเป็นการตอบแทนจากที่ที่ข้าทำภารกิจได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับการบำรุงจิตวิญญาณ และอาวุธจิตวิญญาณก็จริง แต่ทว่า….มันไม่ค่อยมีประโยชน์กับข้าสักเท่าใดนัก มันจึงเป็นเหตุผลที่ข้าไม่เคยคิดที่จะสร้างมันขึ้นมาเป็นอาวุธจิตวิญญาณเพื่อใช้เอง ข้าจึงคิดอยากจะมอบมันให้แก่ศิษย์ของข้า แต่….ข้าก็ยังไม่เห็นว่าจะมีศิษย์คนใดที่จะเหมาะสมกับมัน ดังนั้น มันจึงถูกแยกออกเป็นส่วนๆ ต่อหน้าพวกเจ้าอย่างที่เห็น!
อาจารย์ปู่ยิ้มอย่างพึงพอใจในขณะที่เขาเดินต่อไปด้วยรอยยิ้ม”ซ่งหยูเม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่ศิษย์ของข้า แต่ก็เพราะโชคชะตาที่นำพาเจ้ามาที่นี่ มาพบกับข้า! ด้วยสัญลักษณ์แห่งมังกรก็ของเจ้า…..ไม้เลือดมังกรนี่ก็โชคชะตา เพราะฉะนั้นข้าจะมอบดาบให้แก่เจ้า!”
ซ่งหยูรู้สึกประหลาดใจและมีความสุขในเวลาเดียวกันกับคำกล่าวของอาจารย์ปู่เขากล่าวว่า
“ตะ…แต่ว่ามันมีค่ามากเกินไป……”
อาจารย์ปู่หัวเราะและกล่าวว่า”มีค่าเช่นนั้นรึ! เจ้าจงอย่ากังวลไปเลยมันหาได้มีค่าดั่งเจ้าคิดไม่!
แค่ที่เจ้าช่วยเหลือเหล่าศิิษย์ของข้าจากปีศาจร้ายที่ซากปรักหักพังในครั้งก่อน ข้าเองต่างหาก
ที่ต้องขอบคุณเจ้า! เพราะฉะนั้นเจ้าสมควรแล้วที่จะได้รับดาบเลือดมังกรเล่มนี้!”
 
“ขอบคุณขอรับ!”
 
ซ่งหยูขอบคุณอาจารย์ปู่และเขาดึงดาบออกจากฝัก………….
 
“ฉิ้งงง!”
 
เสียงเบาๆที่เกิดขึ้นเมื่อดาบออกจากฝักขณะที่เขาจับด้ามไม้ของดาบและชูขึ้น…………..
 
เขาหยิบดาบไม้เลือดมังกรออกมาจากฝักซึ่งมันมีขนาดความยาวประมาณเกือบสองเมตร และมีรูปแกะสลักที่ดูแปลกตาบนใบของมีด และน้ำหนักของมันนั้นประมาณหนึ่งร้อยกิโลกรัมเลยทีเดียว…….
 
รูปแบบของอาวุธจิตวิญญาณนั้นมีลักษณะเป็นสีดำ แต่มันสามารถสะท้อนเป็นแสงสีทองเข้ม เห็นได้ชัดว่ามีโลหะและทองผสมอยู่ด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและคมชัดของอาวุธจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังผสานพลังการทำงานร่วมกันเพื่อเสริมจุดแข็งและข้อบกพร่องของกันและกัน!
 
การแกะสลักนั้นสามารถมองเห็นความสมบูรณ์ได้ราวกับว่ามันถูกตราตรึงด้วยสายฟ้าที่แท้จริง แต่ทว่ามันเป็นเพียงการสลักโดยอาจารย์ปู่เท่านั้น!
 
ส่วนดาบเลือดมังกรนั้นถูกแกะสลักเป็นภาพมังกร! เมื่อซ่งหยูดึงดาบออกมาจากฝักเขาจะได้ยินเสียงมังกรร้องคำรามแสดงให้เห็นถึงการมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่อยู่ภายในดาบ………..
เขาตรวจตราและศึกษาถึงคุณสมบัติของมันอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ซึ่งมันทำให้จิตวิญญาณของเขาสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน!
 
นี่คือความแตกต่างระหว่างอาวุธจิตวิญญาณที่มีคุณภาพสูงและอาวุธจิตวิญญาณธรรมดา…
จิตวิญญาณของคนไม่สามารถออกจากร่างกายได้นานเกินไป เพราะมันก็จะได้รับความเสียหายหากมันต้องเจอกับผู้ที่มีอาวุธจิตวิญญาณ!
แต่อาวุธจิตวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นนั้นก็เปรียบเสมือนร่างกายที่ฝังจิตวิญญาณไว้ในนั้น ซึ่งจะรู้สึกราวกับว่าได้ครอบครองร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียว และมันก็จะไม่มีผลกระทบใดๆกับจิตวิญญาณแม้กระทั่งเมื่อ
จิตวิญญาณจะออกจากร่างกายที่แท้จริงเป็นระยะเวลานานก็ตาม…….
 
ในขณะที่หากอาวุธจิตวิญญาณนั้นมีระดับที่ต่ำเกินไปก็จะไม่สามารถปกป้องจิตวิญญาณได้ดีนัก
ถ้าหากวิญญาณอยู่ภายในอาวุธจิตวิญญาณเป็นเวลานานแล้วมันจะตกอยู่ในอันตราย ณ จุดนั้นมันจะต้อง กลับคืนสู่ร่างกายเพื่อพักฟื้นอย่างรวดเร็ว 
 
เมื่อซ่งหยูผสานดวงวิญญาณของเขาไว้ในดาบ…เขาก็รู้สึกราวกับว่าได้เข้าสู่อีกร่างหนึ่งของเขาเอง!
ซึ่งสำหรับซ่งหยูแล้วมันเป็นอาวุธจิตวิญญาณที่มีประสิทธิภาพสูงสุด!
 
“ดาบเลือดมังกรจะช่วยในการหนุนพลังลมปราณภายในร่างกายของเจ้า และมันจะสามารถเพิ่มขนาดของดาบให้เหมาะสมกับผู้ถือครองมัน!”
 
อาจารย์ปู่กล่าวอย่างช้าๆว่า ” อาวุธสองชนิดนี้เสริมซึ่งกันและกัน และยังช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายของเจ้า
มันยังสามารถช่วยในการบ่มเพาะของเจ้าอีกด้วย อาวุธจิตวิญญาณนั้นต้องกินอาหารบ่อย ๆ จากดวงวิญญาณ! เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงระหว่างจิตวิญญาณและอาวุธจิตวิญญาณนั้นยิ่งแข็งแกร่งเท่าไหร่พลังที่ปล่อยออกไปก็จะรวดเร็วและร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น! เจ้ารู้สึกอย่างไรกับอาวุธจิตวิญญาณสองชิ้นนี้?”
 
จากนั้นจิตวิญญาณของซ่งหยู่ก็กลับคืนไปที่ร่างเดิม และเขาก็รู้สึกมีความสุขมากกับอาวุธจิตวิญญาณ
ทั้งสองชิ้นของเขามาก จากนั้นเขาได้แกะสลักไว้ที่ดาบเลือดมังกรและฝักด้วย
ข้อความว่า”สายเลือดแห่งการต่อสู้!”  
 
“ซึ่งฝักของดาบนั้นจะสามารถเก็บดาบเลือดมังกรได้ถึง 9 เล่ม แต่ตอนนี้มันมีเพียงเล่มเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นเจ้าจะต้องหาดาบอีกถึงแปดเล่ม!”
อาจารย์ปู่ยิ้มและกล่าวว่า” ที่ยิ่งไปกว่านั้นแล้วหลังจากที่เจ้าสามารถสำเร็จการบ่มเพาะ และได้ใช้ดาบเล่มนี้แล้วมันก็จะสามารถเก็บเข้าฝักเองได้ในทันที! และจะมีดาบอีกจำนวนมากที่จะโผล่ขึ้นมาจากฝักของดาบซึ่งนับว่ามีอานุภาพที่ร้ายแรงกว่าอาวุธจิตวิญญาณธรรมดามากกว่าหลายเท่านัก! “
หลานหยู, เฉิงฉาน และคนอื่นๆ ต่างพากันอิจฉาซ่งหยู ต่างพากันซุบซิบอยู่เงียบๆว่า
“อาจารย์ปู่หมายถึงดาบพลังลมปราณเช่นนั้นรึ!”
“การสร้างอาวุธจิตวิญญาณด้วยทองคำเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่หัวใจที่สำคัญของมันก็อย่างที่พวกเจ้าว่ามันคือดาบพลังลมปราณ!”
อาจารย์ปู่กล่าวด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมว่า”สำหรับผู้ฝึกฝนบ่มเพาะนั้นเราจะมีประตูดาบ ที่สามารถการฝึกฝนดาบพลังปราณโดยเฉพาะ เมื่อเจ้าสามารถบรรลุเป้าหมายสำเร็จแล้วเจ้าจะสามารถใช้จิตวิญญาณเพื่อรวบรวมทักษะต่างๆ เข้าด้วยกัน และเมื่อนั้นมันก็จะหลอมรวมกันเป็นดาบพลังลมปราณของเจ้า และการที่จะใช้ฝักดาบนี้นั้นสามารถใส่อาวุธจิตวิญญาณได้เพียง 9 ชิ้นนั้น หากเจ้าฝึกมันสำเร็จเมื่อนั้นฝักของดาบนี้มันจะสามารถจัดเก็บดาบได้เป็นร้อยๆเล่มก็ว่าได้!
 
ซ่งหยูถึงขนาดอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง”หลายร้อยเล่ม!”
 
ด้วยฝักเพียงแค่นี้มันสามารถเก็บดาบพลังลมปราณได้ถึงหลายร้อยเล่ม?
“เอาเป็นว่าข้าจะไม่สอนทักษะให้กับเจ้าก็แล้วกัน….เจ้าจงใช้เคล็ดวิชาที่ข้าเคยสอยไว้ครั้งก่อน ด้วยทักษะเหล่านั้นข้าคิดว่ามันคงจะช่วยให้พวกเจ้าอยู่ในอันดับต้นๆของประลองปลายปีนี้”
อาจารย์ปู่สอนเหล่าศิษย์ของเขาและหันไปทางซ่งหยู และกล่าวว่า” ก่อนหน้านี้เจ้าเองก็เคยได้เรียนรู้ทักษะและเคล็ดวิชาที่ข้าเคยสอน ซึ่งตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น สิ่งที่เจ้าต้องทำในตอนนี้ก็คือเรียนรู้ทำความคุ้นเคยกับดาบเลือดมังกรของเจ้าจะดีกว่า!”
สำหรับการใช้ฝักดาบและดาบเลือดมังกรนั้น ความแข็งแกร่งของเจ้าจะไม่เพิ่มขึ้นเลยหากเจ้าใช้เวลาในการฝึกดาบมากเกินไป สำหรับการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีนั้นเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวในการต่อสู้ แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่เข้าประลองนั้นนับว่าเป็นหัวกะทิจากตระกูลใหญ่ทั้งสิ้น ดังนั้นอาวุธจิตวิญญาณของพวกเขาเหล่านั้นแทบไม่ต้องกล่าวถึงประสิทธิภาพที่นับว่าดีเยี่ยมที่สุด! ดังนั้นแม้โอกาสที่เจ้าจะชนะพวกเขาด้วยเทคนิคต่างๆนั้นจะเป็นไปได้น้อย แต่หากอาวุธจิตวิญญาณของพวกเจ้านั้นมีประสิทธิภาพที่ดีมันก็พอจะมีโอกาส!”
ซ่งหยูรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เขาก็คิดว่าจากการที่เขาได้ไปเรียนรู้จากลานฝึกนั้นมันก็สามารถทำให้เขาเรียนรู้ทักษะของดาบอัสนี และมังกรหมื่นลี้ได้สำเร็จ แต่จากคำกล่าวของอาจารย์ปู่ก็มีความถูกต้อง เพียงสองเดือนที่เหลือก่อนจะถึงวันประลองนั้นหากจะต้องมาเรียนรู้ทักษะใหม่ๆจะเป็นการเร่งรัดเกินไป จะทำให้เป็นผลเสียต่อร่างกายเสียมากกว่า!
 
นอกจากนี้เขายังต้องการเวลาในการทำความคุ้นเคยกับอาวุธจิตวิญญาณทั้งสองชิ้นของเขา แต่ทว่า…มันจะเป็นการดีสำหรับเขาที่จะมุ่งความสำคัญไปที่สัญลักษณ์แห่งมังกร และดาบอัสนี ด้วยวิธีนี้จะทำให้เขามีโอกาสที่จะชนะเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง!
“แต่เจ้าต้องระวัง!”
 
“จากการต่อสู้ระหว่างเจ้ากับชุ่ยเฉิงอี้นั้น มันทำให้คนอื่นได้เห็นถึงความพลังความแข็งแกร่งของเจ้า…
เจ้าต้องระมัดระวังใครบางคนที่ไม่หวังดีคิดร้ายต่อเจ้าเพื่อไม่ให้เจ้าขวางเส้นทางของพวกเขาได้
หากเจ้าได้รับบาดเจ็บก่อนการประลองมันก็จะเพิ่มโอกาสให้กับคนอื่นได้ชนะเพิ่มมากขึ้น”
 
ใบหน้าของซ่งหยูเปลี่ยนไปเรื่อยๆขณะฟังคำกล่าวของอาจารย์ปู่ที่ยังกล่าวต่อว่า”แม้เจ้าอาจจะไม่ติดอันดับหนึ่งในสิบ แต่ทว่า…พลังความแข็งแกร่งของเจ้าก็ยังคงเป็นภัยสำหรับคนที่คิดไม่ดีอย่างแน่นอน…ดังนั้นเจ้าจะต้องตระหนักถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมีใครบางคนหาโอกาสด้วยเหตุผลนี้ แล้วต่อไปอาจจะนำหาไปสู่ความขัดแย้งต่อตระกูลผู้มีอำนาจก็เป็นได้”
 
“ขอบคุณขอรับที่ชี้แนะข้า!”
 
ซ่งหยูกล่าวขอบคุณอาจารย์ปู่สำหรับคำเตือนเขายิ้มและกล่าวว่า”ข้าจะฝึกซ้อมให้มากขึ้น!”
 
อาจารย์ปู่มองตามหลังซ่งหยูขณะที่เขาเดินออกไปพลางคิดในใจว่า” ชายหนุ่มผู้นี้นับวันเขาจะยิ่งเพิ่มความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว….หากเขาสามารถกลับมาในการประลองคงจะต้องต่อสู้กับผู้ที่มีพรสวรรค์ของเหล่าตระกูลใหญ่อย่างแน่นอน อีกทั้งเขายังเป็นปรปักษ์กับตระกูลเทียนเฟิงซึ่งเป็นตระกูลมหาอำนาจอีกด้วย อีกทั้งยังมาเพิ่มความเป็นปรปักษ์กับตระกูลชุ่ยถูอีก และด้วยความเก่งกาจของเขาเช่นนี้มีแต่จะเป็นภัยแก่ตัวเองในภายภาคหน้าอีกเป็นแน่….โอ้สวรรค์”
 
เหล่าศิษย์ลานบนที่มาจากตระกูลใหญ่นั้นได้ลงมาจากหุบเขาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับศึกการประลองในครั้งนี้ ในบรรดาชนเผ่าใหญ่ๆได้ส่งบรรดาผู้มีพรสวรรค์ชั้นหัวกะทิของตนเองดั่งเช่นชุ่ยเฉิงอี้ แห่งตระกูลชุ่ยถูเพื่อเข้าร่วมฟาดฟันในการประลองครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งทุกตระกูลต่างส่งศิษย์ที่มีสถานะความสำเร็จขั้นสูงของตนเองเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้!
ชุ่ยเฉิงอี้เองก็ยังคงเหน็ดเหนื่อยจากการอยู่กับการฝึกซ้อมอย่างหนักเช่นเดียวกัน!
—————————————————-
ภายในห้องฝึกของตระกูลหลิงชาน มีหญิงสาวผู้หนึ่งนามว่า ลี่ซื่อเหนียง ซึ่งนางกำลังฝึกถอดจิตวิญญาณแสดงถึงรัศมีที่แผ่กว้างเกือบยี่สิบเมตร จากนั้นก็ปรากฏดอกไม้ขนาดใหญ่ที่มีสัตว์อสูรติดอาวุธสามขา สามหน้า กำลังลุกขึ้นยืนแสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของนางเพื่อเตรียมพร้อมที่จะลงในการประลองครั้งนี้
เสาสัญลักษณ์แห่งสวรรค์ของตระกูลหลิงชานคือ ดอกไม้อสูรนั่นเอง ในระหว่างการประเมินของห้องโถงไร้หมอกนั้นซ่งหยูได้มองข้ามถึง ดอกบัวขนาดมหึมาที่ปกคลุมดินแดนกว่าสองร้อยกิโลเมตร ซึ่งที่นั้นล้วนเป็นวิญญาณของเหล่าสัตว์อสูรตั้งแต่บรรพบุรุษของตระกูลหลิงชานนั่นเอง!”
เหล่าศิษย์ของตระกูลหลิงชานสามารถสร้างจิตวิญญาณของตนเองได้โดยการสร้างจิตวิญญาณไว้ที่
ดอกไม้อสูร… เพราะฉะนั้นแล้วระดับในการบ่มเพาะของหญิงสาวตระกูลหลิงชานผู้นี้ย่อมไม่ด้อยไปกว่า
ชุ่ยเฉิงอี้แห่งตระกูลชุ่ยถูเป็นแน่!
ลี่ซื่อเหนียง แห่งตระกูลหลิงชาน, ชุ่ยเฉิงอี้, และซ่งหยู หากทั้งสามเผชิญหน้ากันในการประลองครั้งนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้น?
ณ ห้องฝึกซ้อมของตระกูลหลิงชาน
 
ผู้ฝึกสอนได้ถามว่า “พวกเจ้าเกรงกลัวพวกเขาหรือไม่?”
 
ขณะที่ลี่ซื่อเหนียงกำลังแสดงจิตวิญญาณให้ปรากฏดอกบัวบานที่ใต้ฝ่าเท้านางยิ้มพลางกล่าวว่า
“หึ! ถ้าหากเจ้าพวกนั้นไม่แข็งแกร่งพอข้ารับรองพวกมันไม่รอดแน่! สำหรับข้านั้นหาได้ใส่ใจกับพวกตระกูลต่ำต้อยเหล่านั้นไม่ สิ่งที่ข้าต้องระวังตัวให้มากคือเหล่าตระกูลใหญ่คือ ตระกูลหยู, ตระกูลเถาหลิน,
ตระกูลจงซาน และตระกูลเล่ยหู่เท่านั้น…. แต่พวกตระกูลจงซานนั้นสามารถใช้ศิลาแลงในการฝึกการบ่มเพาะข้าเกรงว่าเราจะเสียเปรียบพวกเขา!”
 
———————————————————-
 
ในเวลาเดียวกันภายในห้องฝึกของตระกูลที่ยิ่งใหญ่อีกตระกูลหนึ่งนั้นคือ ตระกูลเล่ยหู่ พวกเขากำลังกำการฝึกจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน ซึ่งสิงที่ปรากฏขึ้นมาจากจิตวิญญาณนั้นเป็นเทพสามตาและมีเสียงฟ้าร้องปรากฏอยู่ด้านหลังและมีรัศมีการทำลายล้างที่น่าสะพรึงยิ่งนัก …..จากนั้นก็มีชายกล้ามโตร่างยักษ์ยิ้ม
และกล่าวว่า” ศิษย์ของตระกูลอื่นสามารถใช้ศิลาแลงเป็นตัวเสริมในการสะสมกลิ่นอาย…. ข้าเองก็เช่นเดียวกันใช้ศิลาแลงในการสะสมกลิ่นอายของปีศาจมันจะทำให้ข้าอยู่ยงคงกระพัน ฟัน แทงไม่เข้า!
หากข้าต้องเผชิญหน้ากับชุ่ยเฉิงอี้ ข้ารับรองว่าจะบดขยี้มันให้เป็ยผุยผงได้อย่างแน่นอน ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!”
……………………………………………………………………………………………………………

 

คะแนน 3.9
กรุณารอสักครู่...