ตอนที่แล้วภาค 1 ตอนที่ 2  ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากบ้านเกิด
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปภาค 1 ตอนที่ 4  หัวไชเท้าของเถ้าแก่เนี้ย

ภาค 1 ตอนที่ 3 รากวิญญาณของข้าใหญ่เท่าหัวไชเท้า


มนุษย์ปุถุชนและเซียนมีวิถีต่างกัน นี่คือคำกล่าวที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลของอาณาจักรเก้าแคว้นและถูกพูดกันมายาวนานนับหมื่นนับพันปี บนเส้นทางแห่งเซียน มนุษย์ที่ไม่มีชะตาวาสนาเซียนก็ทำได้เพียงแหงนมองดูเท่านั้น และการที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งบำเพ็ญเซียน เป็นเรื่องที่เพิ่งจะมีเมื่อราวพันปีมานี้เท่านั้น โดยหนึ่งพันปีก่อนผู้ที่อยู่ในโลกแห่งเซียนอมตะสร้างปาฏิหาริย์ทลายกำแพงระหว่างปุถุชนและเซียนด้วยสองมือ

ปาฏิหาริย์ที่ว่าก็คือ ‘รากวิญญาณหกประสาน’ อันเลื่องชื่อลือชา

รากวิญญาณหกประสาน ถือกำเนิดขึ้นเมื่อพันปีก่อนโดยปฐมาจารย์เลี่ยวเหอแห่งสำนักเซียนเซิ่งจิง ซึ่งได้ใช้วิชาพลังภายในของสำนักและวัตถุดิบล้ำเลิศของแผ่นดินและสวรรค์กลั่นออกมาเป็นผงรากวิญญาณหกประสาน เมื่อกินต่อเนื่องเป็นเวลาสี่สิบห้าวัน แม้นปุถุชนธรรมดาก็สามารถมีรากวิญญาณแห่งการบำเพ็ญเซียนได้ ทำลายกฎเหล็กด้านคุณสมบัติของผู้บำเพ็ญเซียน

เพียงแต่น่าเสียดายที่รากวิญญาณหกประสานมีอานุภาพด้อยกว่ารากวิญญาณเบญจธาตุ[1] สำหรับรากวิญญาณเบญจธาตุต่อให้ฝึกวิทยายุทธ์พื้นฐาน อย่างดีฝึกซักห้าสิบปีก็มีโอกาสบรรลุถึงขั้นสร้างฐาน แต่รากวิญญาณหกประสานนั้น แม้จะฝึกหนักเป็นร้อยปีก็จะหยุดอยู่ที่ขั้นฝึกปราณระดับแปดหรือเก้าเท่านั้นไม่มีไกลกว่านี้ ดังนั้นจึงมักถูกเรียกแบบตลกๆ ว่า ‘รากวิญญาณชุดทดลอง’ หรือ ‘รากวิญญาณชุดใสซื่อบริสุทธิ์’ ไม่ก็ ‘รากวิญญาณหมัน’

รากวิญญาณเช่นนี้ทำลายกฎที่มีมายาวนานนับหมื่นปี สร้างความฮือฮาและตื่นเต้นสุดขีด แต่ท้ายที่สุดแล้วตัวรากวิญญาณเองไม่ได้ดีเด่ขนาดนั้น และต่อให้โลกบำเพ็ญเซียนมีศิษย์ใหม่เข้ามามากมายนับหมื่นนับพันด้วยวิธีการนี้ แต่การรับเอาพวกขยะที่กระทั่งขั้นสร้างฐานยังมิอาจไปถึงได้เข้าสำนักจะไปมีประโยชน์อะไร? ขนาดคนรับใช้ยังไม่อาจเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย ดังนั้นกระแสความตื่นเต้นของผู้คนจึงค่อยๆ แผ่วลงด้วยประการฉะนี้

ทว่าท่านเลี่ยวเหอเองกลับไม่เคยถอดใจ รากวิญญาณหกประสานเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือโอกาสอันยิ่งใหญ่ ซึ่งข้อนี้คนอื่นไม่มีใครมองเห็น แต่ปฐมาจารย์เลี่ยวเหอผู้คิดค้นกลับเข้าใจถ่องแท้

ขณะนั้นปฐมาจารย์เลี่ยวเหออยู่ในขั้นหลอมรวมช่วงปลาย ห่างจากขั้นมหายานเพียงก้าวเดียวเท่านั้น และอายุไขของตบะขั้นมหายานก็แทบจะยืนยาวไม่มีวันหมด แค่เพียงครึ่งก้าวก็จะเข้าสู่ประตูเซียน ทว่าปรมาจารย์แห่งเต๋าอย่างเลี่ยวเหอหาได้ทำเช่นนั้นไม่ เขาอุทิศชีวิตร้อยปีสุดท้ายให้กับการสร้างรากวิญญาณให้แก่มนุษยชาติ

ดังนั้นจึงมีรากวิญญาณเจ็ดชำนาญ รากวิญญาณแปดวิเศษ รากวิญญาณเก้ารังสรรค์ และรากวิญญาณทศทิศ...  ผลลัพธ์ที่ได้คือพลังที่แกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถเทียบได้กับรากวิญญาณธาตุคู่บริสุทธิ์ ระดับคุณภาพต่ำกว่ารากวิญญาณชั้นยอดอย่าง รากวิญญาณสวรรค์ รากวิญญาณปฐพี และรากวิญญาณแปลกๆ บางชนิดเท่านั้น เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ ในที่สุดรากวิญญาณเทียมจึงถูกยอมรับในโลกบำเพ็ญเซียน ค่อยๆ ได้รับความนิยม และท้ายที่สุดก็เปลี่ยนแปลงโลกบำเพ็ญเซียนทั้งใบตลอดกาล ชื่อเสียงของปฐมาจารย์เลี่ยวเหอจึงโด่งดังขจรขจาย เทียบได้กับจักรพรรดิเซียนฉินผู้รวบรวมแผ่นดินเก้าแคว้นให้เป็นหนึ่งเดียว และผู้นำทัพในสงครามเทวะอสูรอย่างปฐมกษัตริย์เต๋อเซิ่ง กลายเป็น ‘ปรมาจารย์แห่งเต๋า’ เพียงคนเดียวที่มิได้บรรลุเป็นเซียนอมตะของโลกบำเพ็ญเซียน[2]

และหนึ่งพันปีต่อมา รากวิญญาณเทียมกลายเป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดาของโลกบำเพ็ญเซียน ผู้บำเพ็ญแปดถึงเก้าในจำนวนสิบคนล้วนเป็นรากวิญญาณเทียม นอกจากนี้ผู้บำเพ็ญที่มีตบะขั้นสร้างแกนลมปราณและขั้นกำเนิดใหม่ก็พบเจอไม่ยาก แม้กระทั่งขั้นเปลี่ยนวิญญาณ พันปีมานี้ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่บำเพ็ญสำเร็จ

แต่ก็มิได้หมายความว่าผู้บำเพ็ญจะเดินกันควักไขว่บนถนน สำนักเซียนเซิ่งจิงเป็นแกนนำให้โลกบำเพ็ญเซียนพัฒนารากวิญญาณเทียมมานานกว่าพันปี ทว่าต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อวัตถุดิบวิเศษของรากวิญญาณนั้นมหาศาลจนไม่อาจนับไหว

รากวิญญาณเทียมเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาให้มนุษย์ธรรมดาสามารถบำเพ็ญเซียนได้เท่านั้น ส่วนจะจ่ายไหวหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่อง แน่นอนว่าการพัฒนาอย่างยาวนานพันปี ราคาของรากวิญญาณเทียมก็ยังคงทะยานพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ หากแต่ก็ไม่ได้พุ่งจนถึงขึ้นต้องซื้อในราคาหลายแสนตำลึงเงิน ซึ่งราคานี้คือรากวิญญาณหกประสานเท่านั้น

ถูกต้อง ผงบรรลุเซียนอันล้ำค่าที่นายท่านหวังซื้อให้บุตรชายต้องเป็นผงรากวิญญาณหกประสานอย่างแน่นอน เมื่อมีรากวิญญาณหกประสานอยู่ในมือ หลังจากที่กินเข้าไปก็เตรียมบอกลาการบำเพ็ญเซียนได้เลย นอกจากสำนักใต้ดินไก่กาอย่างสำนักเจ็ดดารา สำนักอื่นที่น่าเชื่อถือล้วนไม่มีใครยอมรับรากวิญญาณหกประสานเลย กระทั่งกรรมกรยังมิอาจเป็นได้!

นอกจากนี้สำนักกระบี่วิญญาณยังเป็นสำนักเก่าแก่ที่เข้ายากที่สุดในโลกบำเพ็ญเซียน ดูจากชื่อแล้วน่าจะยังคงธรรมเนียมและปฏิบัติตามกฎดั้งเดิม แต่การอธิบายวิถีปฏิบัติโบราณนี้ยุ่งยากซับซ้อนยิ่ง พูดง่ายๆ ก็คือ รากวิญญาณเทียมไม่มีสิทธ์เข้าสำนัก

ถูกต้อง สำนักกระบี่วิญญาณไม่รับศิษย์ที่มีรากวิญญาณเทียม ต่อให้เป็นรากวิญญาณธาตุคู่ในตำนาน หรือกระทั่งรากวิญญาณปฐพีที่เทียบเท่ารากวิญญาณระฟ้าก็ยังไม่รับ ศิษย์ในสำนักต้องเป็นคนที่มีรากวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นผู้บำเพ็ญที่มีชะตาวาสนาที่ฟ้าดินประทานให้ พูดสั้นๆ ว่าวาสนาผู้บำเพ็ญ

หากจะพูดถึงสาเหตุนั่นก็ง่ายมาก กล่าวคือ รากวิญญาณเทียมถือว่ามีความบกพร่อง ด้อยกว่ารากวิญญาณบริสุทธิ์ ในแผ่นดินเก้าแคว้นทุกวันนี้ปรากฏยอดฝีมือที่มีรากวิญญาณเทียมจำนวนมาก ทว่าสุดยอดฝีมือระดับสูงกลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ดังนั้นสำนักอันดับต้นๆ จำนวนมากจึงหลีกเลี่ยงสิ่งนี้

อย่างไรก็ตาม ความแน่วแน่ยึดมั่นของสำนักกระบี่วิญญาณในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชมในโลกบำเพ็ญเซียนแต่กลับกลายเป็นเรื่องประหลาดน่าขบขัน เนื่องจากมีหลักความจริงอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า คุณภาพไม่พอก็เอาปริมาณเข้าสู้! ต่อให้พลังอำนาจของรากวิญญาณเทียมจะด้อยกว่าคนในขอบเขตเดียวกัน ทว่าปริมาณจำนวนสิบเท่าสามารถชดเชยข้อบกพร่องในเรื่องคุณภาพได้ ในโลกบำเพ็ญเซียนนั้นคนแข็งแกร่งก็อยู่รอดส่วนคนอ่อนแอก็ตายไป รากวิญญาณเทียมกองอยู่ตรงหน้า ผู้อื่นใช้แต่เจ้าไม่ใช้ หากถึงคราวินาศนั่นก็เป็นผลจากการเลือกของตัวเอง แต่ละสำนักส่วนใหญ่จะใช้ระบบแบ่งศิษย์ออกเป็นสองกลุ่ม นั่นคือศิษย์ที่มีวาสนาบำเพ็ญเซียนจะอยู่ในสำนักชั้นใน ส่วนศิษย์ที่เป็นรากวิญญาณเทียมจะอยู่ชั้นนอก แต่หากสำนักนั้นปฏิเสธพวกเขาเพียงเพราะเป็นรากวิญญาณเทียม นั่นก็เป็นความเชื่อที่ล้าสมัยไร้เหตุผลสิ้นดี

ดังนั้นความตกต่ำของสำนักกระบี่วิญญาณในช่วงหลายปีมานี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนแม้แต่นิด แม้จะเป็นถึงหนึ่งในสุดยอดห้าสำนักใหญ่ ทว่าพลังอำนาจที่แท้จริงอาจจะเลวร้ายกว่าสำนักหมื่นลักษณ์หรือสำนักเคลื่อนเมฆาหนึ่งระดับ และหากไม่ใช่เพราะนับวันสำนักต่างๆ จะเปิดประตูรับศิษย์ลดลงเรื่อยๆ งานชุมนุมคัดเลือกเซียนของสำนักกระบี่วิญญาณก็คงไม่ได้รับความสนใจขนาดนี้

อย่างไรก็ตามในบรรดาหนุ่มสาวผู้มีพรสวรรค์ที่มารวมตัวกันในหมู่บ้านธาราวิญญาณขณะนี้ มากกว่าครึ่งเป็นรากวิญญาณเทียม เนื่องจากสำนักกระบี่วิญญาณระบุเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า อายุไม่เกินสิบสองปี ไม่เคยบำเพ็ญเซียนมาก่อน อย่างอื่นไม่จำกัด ดังนั้นคนจำนวนมากจึงคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า ในที่สุดกำแพงกฎอันคร่ำครึของสำนักกระบี่วิญญาณได้ทลายลงแล้ว

แต่หวังลู่กลับรู้สึกไม่เชื่อว่าจะมีเรื่องดีลักษณะนี้เกิดขึ้น หากสำนักกระบี่วิญญาณคิดเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงต้องจัดงานชุมนุมคัดเลือกเซียนอะไรนั่นเพื่อสรรหาศิษย์สำนัก ไม่หาคนฉลาดปัญญาดีสักสองสามคน กรอกโอสถวิเศษใส่ปากสักกำมือ จากนั้นดาวดวงใหม่ของสำนักก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละดวงเอง

นอกจากนี้...

“ข้าบอกตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา?”

เด็กรับใช้อย่างหวังจงไม่ได้โง่ เมื่อได้ยินคุณชายกล่าวออกมาเช่นนี้ แม้จะเหลือเชื่อเพียงใดอย่างไรก็ต้องคิดได้...

“คุณชาย ท่าน...มีรากวิญญาณ?”

หวังลู่ทำเสียงแค่นเสียงไม่ตอบ

หวังจงรู้สึกมึนงงอย่างยิ่งยวด กลิ่นหอมของโอสถจากรากวิญญาณในห้องโชยมาแตะจมูก เขารู้สึกเหมือนตนเป็นคนโง่โดยแท้

——

ในเวลาเดียวกันนั้น ณ ห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม บรรดาองค์ชายที่มาจากทั่วสารทิศ ทั้งจากเหนือจรดใต้จากฟากฟ้าจรดทะเลสีครามที่สยบอยู่ภายใต้อำนาจของเถ้าแก่เนี้ยยังคงอยู่ในความเงียบไม่กล้าหืออือ และตอนนั้นเอง เกวียนที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเล่มหนึ่งก็หยุดลงที่นอกประตู ชายแก่เจ้าของพาหนะเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม ยิ้มพรายทั่วใบหน้าพลางกล่าวว่า “เถ้าแก่เนี้ย นี่คือฟืนที่ท่านสั่ง”

เถ้าแก่เนี้ยตอบอย่างไม่แยแส “ได้ ข้ารู้แล้ว ขนไปไว้หลังครัว คิดบัญชีตอนสิ้นเดือน” พูดจบก็โบกมือไล่ การบริการของแม่ค้าท่านนี้ช่างน่าประทับใจอย่างยิ่ง

ทว่าชายชรากลับเดินไปยังไปโต๊ะจ่ายเงินอย่างไม่สนใจ “เถ้าแก่เนี้ย เหล้าอุ่นสองชามกับถั่วจานหนึ่ง”

เถ้าแก่เนี้ยถลึงตาใส่ สายตาอันเกรี้ยวกราดดุร้ายนั้นส่งผลให้บรรดาผู้คนที่อยู่บริเวณรอบๆ หวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ชายชรากลับยิ้มอย่างสบายอารมณ์ แล้วล้วงเงินเก้าเฟื้องวางลงบนโต๊ะ

จ้องไปยังเงินเก้าเหรียญที่เก่าผุพัง เถ้าแก่เนี้ยไม่ได้โยนชายชราออกจากร้าน ตรงข้ามกลับหยิบเงินเก็บไว้ แล้วยกเหล้าสองชามกับถั่วอีกจานหนึ่งวางลงบนโต๊ะ ราคานี้ทำให้เหวินเป่าที่ซื้อเหล้าไหหนึ่งด้วยเงินหนึ่งพันตำลึงเงินรู้สึกปวดใจเจียนตาย

ตาแก่กับเถ้าแก่เนี้ยต้องรู้จักคุ้นเคยกันดีอย่างแน่นอน เขาดื่มเหล้าไปพลางไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบไปพลาง ซึ่งก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากเรื่องราวต่างๆ ในหมู่บ้าน แม้ว่าสีหน้าของเถ้าแก่เนี้ยจะบูดบึ้งไม่สบอารมณ์ แต่นางก็ยังคงฟังอย่างสงบ ส่วนคนอื่นๆ ในห้องโถงที่รับรู้เรื่องตั๋วเทียบเชิญของหวังลู่มาก่อน ต่างก็หูตั้งเงี่ยฟังอย่างตั้งใจ เพื่อพยายามหาเบาะแสใหม่

แต่เมื่อตาแก่ดื่มสุราจนหมด เช็ดปากแล้วเตรียมลุกจากไป คนในนั้นก็ไม่มีวี่แววได้รับเบาะแสใดเลยสักคน ใบหน้าไห่อวิ๋นฟานเรียบนิ่งดุจน้ำ สีหน้าของเหวินเป่าเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ ส่วนคนอื่นแสดงท่าทีคล้ายพยายามหลอกจับปลาน้ำขุ่น[3]

“เอ๋?”

ขณะที่ชายชรากำลังหมุนตัวเตรียมเดินออกไป ก็พลันทำจมูกฟูดฟิด เงยหน้าขึ้นมองชั้นสอง “กลิ่นนี้…เด็กเปรตจากที่ไหน? กล้ากินของพรรค์นั้นอย่างนั้นหรือ!”

เถ้าแก่เนี้ยขมวดคิ้วพลางสูดจมูก “รากวิญญาณเทียม? แปลกจัง เขาเนี่ยนะ?”

“หา? ใคร?”

เถ้าแก่เนี้ยเหลือบมองชายชราอย่างเย็นชา “แขกบางคนที่พักห้องพิเศษ”

“หือ พักห้องพิเศษ? ห้องไหน?”

เถ้าแก่เนี้ยแค่นเสียงกล่าวอย่างเหยียดหยัน “ท่านคิดว่าที่นี่มีห้องพิเศษกี่ห้อง?” พูดแล้วก็ขมวดคิ้วอีกรอบแล้วเอ่ยต่อไปว่า “ไม่ได้การ ข้าต้องไปดูให้เห็นกับตา…”

ชายชราตะลึงลาน “ร้ายแรงขนาดนั้นเชียว? ...คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก?”

เถ้าแก่เนี้ยครุ่นคิด “ก็จริง ขึ้นไปโดยไร้เหตุผลอันควรเช่นนี้ไม่ได้ ดูเหมือนจะเป็นการคุกคามจนเกินไป... เช่นนี้ดีกว่า ข้าจะขึ้นไปโฆษณาสุรานารีแดง”

พูดจบเถ้าแก่เนี้ยก็เอื้อมมืออันเรียวบางราวกับหยก ยกสุราไหใหญ่แล้วเดินขึ้นบันไดตึงตัง ส่วนชายชราหลังจากที่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก็เดินตามหลังไปติดๆ

บรรดาแขกเหรื่อในห้องโถงทำหน้าเลิ่กลั่กมองกันไปมา แต่ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามตามขึ้นไป

หากถูกไหสุราขนาดสูงเท่าครึ่งตัวคนไหนั้นกระแทกหน้าเข้า มีหวังได้ตายแน่นอน

——

“คนธรรมดากลายเป็นเซียน มีเพียงหนทางเดียวจริงๆ นั่นแหละ แต่ข้าบอกตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา?”

“คุณชาย ทะ...ท่านมีรากวิญญาณ?”

เมื่อเถ้าแก่เนี้ยเดินถึงหน้าประตู ก็ได้ยินบทสนทนาภายในห้องนั้นแล้ว คิ้วที่ขมวดเป็นปมอยู่ก็คลายออก หัวเราะกับตัวเอง

ดูแล้วทั้งหมดนี้น่าจะเป็นเพียงการเข้าใจผิด เด็กหนุ่มมหัศจรรย์ที่สามารถปลดโซ่ภารกิจสิบสองด่าน คงไม่ทำลายตัวเองด้วยรากวิญญาณเทียมหรอกกระมัง ตนน่าจะคิดมากไปเองแล้วตกใจเกินกว่าเหตุ

‘ในเมื่อเป็นความเข้าใจผิด สุรานารีแดงราคาห้าพันตำลึงในมือคงเอาไปโฆษณาไม่ได้แล้วสินะ... จิ๊ ขายให้ไห่อวิ๋นฟานที่อยู่ชั้นล่างคนนั้นดีกว่า’ ดวงหน้านั้นฉาบไปด้วยความเจ้าเล่ห์ยากจะคาดเดา ‘ถ้าวันนี้ไม่ได้หลอกเงินเจ้าเด็กนั่น ชีวิตนี้ก็อัปยศแล้ว!’

เถ้าแก่เนี้ยหมุนตัวเดินออกมา แต่ก็ยังได้ยินเสียงสนทนาในห้องดังอยู่ต่อเนื่อง

“คุณชาย บ่าวขอถาม ของท่านคือ... รากวิญญาณชนิดใด?”

สองเท้าชะลอความเร็วลง ความอยากรู้อยากเห็นของเถ้าแก่เนี้ยถูกกระตุ้นทันที

“แน่นอนว่าต้องเป็นรากวิญญาณสวรรค์”

มือของนางสั่นกระตุก ไหสุราในมือแทบจะร่วงกระแทกลงบนเท้า

รากวิญญาณสวรรค์!?

ชายชราที่เดินตามหลังหันขวับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจไม่ต่างกัน อึดใจต่อมา ชายชราจ้องมองไปยังห้องเบื้องหน้า ดวงตาสีโคลนขุ่นพราวระยับ หัวเราะร่า

“สติปัญญาน่าประทับใจจริงๆ แต่…รากวิญญาณสวรรค์รึ?”

“เขาคิดว่ารากวิญญาณสวรรค์เป็นหัวไชเท้าหรืออย่างไร!”

................................................

 

 

 

 

 

[1] เบญจธาตุ = ธาตุ ไฟ ดิน ทอง น้ำ และไม้

[2] หมายถึง ถูกยกให้อยู่ในปรมาจารย์แห่งเต๋าเพื่อแสดงความเคารพนับถือ

[3] ทำมั่วนิ่มถือโอกาสหาประโยชน์ขณะเกิดเหตุการณ์ชุลมุน

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด