ตอนที่แล้วตอนที่ 78: ตระกูลจาง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 80: ผมควรจะทำยังไง ในเมื่อพวกคุณทุกคนเป็นบ้ากันไปหมดแล้ว

“ใต้เท้าเหยินทำงานในสำนักหงหลูมานานกี่ปีแล้วรึ ? ข้าเคยมาที่เมืองหลานมาก่อนหน้านี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นชาวต่างแคว้นในต้าเย่าที่ดำรงตำแหน่งข้าราชการ พระองค์ต้องทรงโปรดปรานใต้เท้าเหยิน และไว้วางใจท่านเป็นแน่แท้” จางจุนเจิ้งยิ้มแล้วถามออกมาพร้อมกับเดินตามเหยินปาเชียนเข้ามาในสำนักหงหลู พร้อมกับหลานชายสองคนของเขาที่อยู่ข้างหลัง

 

“ข้าเพิ่งเข้ารับตำแหน่งนี้ยังไม่นานน่ะ” เหยินปาเชียนกางแขนแล้วตอบกลับ เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะปิดบังข้อมูลนี้ได้ เนื่องจากผู้คนสามารถหาความจริงได้เพียงแค่ถามคร่าว ๆ

 

“โอ้ว ?” ดวงตาของจางจุนเจิ้งกระพริบ

 

“ข้ารบกวนทุกท่านกรอกแบบฟอร์มนี้หน่อย” เหยินปาเชียนหยิบกระดาษออกมา 3 แผ่น แล้วส่งให้กับทั้ง 3 คน เมื่อชี้แจงข้อมูลที่เขาต้องการแล้ว เหยินปาเชียนก็นั่งลงข้างหลังโต๊ะ แล้วสังเกตทั้ง 3 คนอย่างเงียบ ๆ

 

จางจุนเจิ้งอาจจะเป็นหัวหน้า แต่ตัวละครหลักน่าจะเป็นหนุ่มหล่อสองคนที่อยู่ด้านข้างเขา

 

“ท่านต้องการพักที่ไหนหรอ ? ท่านได้จัดการที่พักไว้แล้วรึยัง ?” เหยินปาเชียนถามออกมาในตอนที่เขาเห็นพวกเขากรอกแบบฟอร์มเสร็จ

 

“ข้าต้องรบกวนให้จัดการที่พักให้พวกเราแล้วล่ะ” จางจุนเจิ้งกำมือไว้แล้วตอบกลับ

 

“สงผี พาพวกเค้าไปยังที่พักว่าง 2 ที่ข้างหนิงไฉ่เฉิน” เหยินปาเชียนสั่งการสงผี

 

“ขอรับ ท่านผู้รักษาการ ! ทุกท่านตามข้ามา !” สงผีตะโกนออกมา

 

“ขอบคุณมากขอรับท่าน” จางจุนเจิ้งและอีกสองคนกำมือคำนับให้เหยินปาเชียน

 

เหยินปาเชียนพยักหน้าให้ เมื่อพวกเขาจากไป เขาก็จมอยู่ในความครุ่นคิด

 

ทั้งสามคนนี้ดูเหมือนจะมาจากตระกูลผู้มีอิทธิพล พวกเขาแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ทุกคำพูด ท่าทางการพูด และการกระทำมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติกับเหยินปาเชียนด้วยความเคารพนับถือ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีอะไรกับพวกเขาเลย

 

การเปลี่ยนแปลงในความคิดของเขาในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้เขาเกิดมีลางสังหรณ์ขึ้นมา

 

ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้นึกถึงคำถาม ถ้าหากว่าเขาสามารถเป็นข้าราชการในต้าเย่าได้ล่ะก็ ชาวต่างแดนคนอื่นก็อาจทำเช่นนั้นได้ด้วยสินะ ?

 

เนื่องจากในอดีตไม่เคยมีชาวต่างแดนที่เคยเป็นข้าราชการของต้าเย่ามาก่อน ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่มีใครเป็นได้สักหน่อย ตัวเขาเองก็เป็นตัวอย่าง

 

 

 

บ่ายวันนั้น มีคนอีกกลุ่มมาถึง กลุ่มแรกมาจากมหาจักรวรรดิเซี่ย แซ่เหลียน กลุ่มที่สองมาจากแคว้นหยูน แซ่หง

 

เช่นเดียวกับตระกูลจาง คนทั้งสองกลุ่มนี้มาพร้อมฝูงม้าและรถม้าขนาดใหญ่ พวกเขาได้นำของขวัญมาด้วย

 

เหยินปาเชียนสั่งการให้สงผีพาพวกเขาไปยังที่พัก เมื่อสงผีกลับมา เขาก็เริ่มบ่น “ท่านเหยิน ข้าไม่รู้ว่าที่ไหนถึงจะดีสำหรับไอ้พวกบ้านั่น พวกมันตำหนิเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกที่ธรรมดาและล้าสมัย ที่พักทุกที่ก็เหมือนกันหมด โดยส่วนตัวแล้ว ข้าคิดว่าสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นไม่เลวเลยนะ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกมันยังกล้าตำหนินั่นตำหนินี่อีก”

 

เหยินปาเชียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขารู้ว่าสงผีกำลังพูดถึงตระกูลเหลียน นายน้อยของตระกูลเหลียนถูกล้อมรอบด้วยบรรยากาศแห่งความเย่อหยิ่ง ความเย่อหยิ่งของเขาที่เหยินปาเชียนได้เห็นราวกับว่ามันโผล่ขึ้นมาบนหัวอย่างไรอย่างนั้น

 

“ถ้าพวกเค้ายังตำหนิอยู่อีกล่ะก็ บอกให้พวกเค้าหาที่พักกันเอาเองก็แล้วกัน” เหยินปาเชียนตอบส่งเดช

 

 

 

ในคืนนั้น เหยินปาเชียนได้มอบหมายงานให้กับคนอื่น ๆ เขากลับไปยังดาวโลกในคืนนั้น

 

ในช่วงสามวันบนดาวโลก เขาเก็บตัวอยู่ภายในห้องของตัวเองเพื่อท่องบทกวี แล้วก็ครุ่นคิดถึงชีวิตของเขาในโลกนั้น จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับโลกนั้นทั้งหมด

 

มีอยู่หลายสิ่งที่เขาต้องพิจารณา ในอดีต ตัวเขานั้นเปรียบเสมือนลูกข่าง เขาจะหมุนได้ก็ต่อเมื่อดึงสาย นอกเหนือจากการคิดว่าจะทำให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรแล้ว เขาก็ได้คิดเกี่ยวกับการทำวัตถุบนดาวโลกและวิธีการหาเงินด้วย เขาไม่เคยคิดถึงสิ่งที่เขาอยากทำจริง ๆ และเขาจะทำมันได้อย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างสามวันนี้ เขาได้คิดถึงอนาคตของตัวเอง

 

ข้อได้เปรียบที่เขามีก็คือการสนับสนุนจากโลกที่เจริญแล้ว ซึ่งก็คือดาวโลกนั่นเอง ตัวเขาไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว นับประสาอะไรกับความสามารถในการต่อสู้ เขาเชื่อว่าทุกคนในต้าเย่าที่มีอายุมากกว่า 10 ขวบนั้นแข็งแกร่งกว่าเขาเสียอีก ตัวเขาเป็นแค่คนธรรมดา เขาไม่ใช่คนช่างคิดหรือคนรอบรู้สักหน่อย

 

สิ่งที่เขามีคือเทคโนโลยี ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และความรู้ทางวัฒนธรรมจากดาวโลก นี่คือสิ่งเดียวที่แสดงถึงคุณค่าของตนต่อผู้อื่น

 

ถึงแม้ว่าผู้คนในอีกโลกจะมีพลังมากก็จริง แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะมองข้ามเทคโนโลยีจากดาวโลกได้ เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขาเช่นกัน ในทำนองเดียวกัน ความรู้ทางวัฒนธรรม และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็มีความสำคัญกับต้าเย่าด้วย

 

ในอดีต เขาคิดเพียงแค่ว่า เขาสามารถทำสิ่งของจากดาวโลกสิ่งใดได้บ้าง จะหาเงินเพิ่มได้อย่างไร และจะประจบสอพลอจักรพรรดินีได้อย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญกับเขาเลย ถ้าหากว่าเขาอยากให้คนอื่นเห็นคุณค่าในตัวเขาจริง ๆ ล่ะก็ เขาต้องยกระดับต้าเย่าในแง่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หากทำเช่นนั้นแล้วตำแหน่งของเขาจะมั่นคงและปลอดภัย

 

แน่นอนว่าการกอดต้นขาขององค์จักรพรรดินีเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

 

เขาไม่รู้อะไรและไม่มีอะไรในโลกนั้นเลย เขาไม่ได้มีบ้านเกิด ในระหว่างนี้ เขาทำได้แค่กอดต้นขาขององค์จักรพรรดินีไว้แน่น ๆ หากทำเช่นนั้นแล้ว เขาก็สามารถทำให้ตนเองปลอดภัยและมั่นคง และทำในสิ่งที่แสดงถึงคุณค่าของตนได้

 

เหยินปาเชียนคิดถึงสิ่งต่าง ๆ มากมาย ถึงแม้ว่ากระบวนการคิดของเขาจะยังขาดอะไรไปบางอย่าง แต่เขาก็มีเป้าหมายชัดเจนแล้ว สำหรับสิ่งที่เขาขาดไป เขาก็สามารถปรับปรุงอย่างช้า ๆ ได้

 

 

 

ในตอนที่เขากลับไปยังโลกนั้น ความคิดของเขาก็ชัดเจนมาก เขารู้แล้วว่าเขาต้องการทำอะไรและจะทำมันอย่างไร

 

“อ้ะอ้าว ? ท่านเหยิน วันนี้ท่านดูแปลกไปนะ” ผู้ดูแลฉีถามด้วยความอยากรู้เมื่อได้เห็นเหยินปาเชียนในตอนเช้า

 

“ในที่สุดข้าก็คิดอะไรบางอย่างที่ข้าไม่เข้าใจในอดีตออกแล้วล่ะ” เหยินปาเชียนยิ้มแล้วตอบกลับ

 

“ถ้าหากท่านไม่เข้าใจอะไร ให้โยนมันทิ้งไปก่อน แล้วท่านจะรู้ว่าจะทำอะไรเมื่อถึงเวลา” ผู้ดูแลฉีตอบอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เหยินปาเชียนขำเบา ๆ

 

เมื่อเหยินปาเชียนมาถึงสำนักหงหลู เขาก็เห็นฉีเหิงกับฉีเซิ่งยังคงยืนอยู่ตรงทางเข้า เมื่อพวกเขาเห็นเหยินปาเชียน พวกเขาก็กล่าวทักทาย

 

“เมื่อวานมีใครมาบ้างมั้ย ?” เหยินปาเชียนถามง่าย ๆ

 

“มีรถม้าและชายขี่ม้า 3 คน ข้าเห็นสงผีพาพวกเค้าออกไป ที่พักของพวกเค้าน่าจะตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว” ฉีเหิงตอบ

 

เหยินปาเชียนพยักหน้ารับทราบ เมื่อเข้าไปในห้องผู้รักษาการแทน เขาก็เห็นชายร่างใหญ่นั่งอยู่ข้างหลังโต๊ะ หน้าของเขาดูมึนงง ถ้าหากตอนนี้เขาน้ำลายไหล เขาก็จะดูคล้ายกับคนที่มีความสามารถทางจิตใจทีเดียว

 

เหยินปาเชียนตบโต๊ะแล้วพูดออกมา “นายทะเบียนซี”

 

ชายคนนั้นกระโดดแล้วกลับมารับรู้อีกครั้ง เมื่อเขาเห็นว่าเป็นเหยินปาเชียน เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดออกมา “กลับมาแล้วเหรอ ท่านผู้รักษาการเหยิน ท่านจัดการงานของท่านเรียบร้อยแล้วงั้นรึ ?”

 

“เรียบร้อยแล้ว” เหยินปาเชียนตอบอย่างชัดเจน “เมื่อวานนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้างมั้ย ?”

 

ชายร่างใหญ่คนนี้คือข้าราชการนายทะเบียนแห่งสำนักหงหลู เขามาแทนเหยินปาเชียนเมื่อวานนี้ มันเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับเหยินปาเชียนที่จะคิดข้ออ้าง เขาบอกเพียงแค่ว่าองค์จักรพรรดินีได้ทรงจัดงานอย่างอื่นให้เขาทำ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นายทะเบียนซีไม่สามารถไปหาองค์จักรพรรดินีเพื่อตรวจสอบข้ออ้างของเหยินปาเชียนได้ นอกจากนี้ จักรพรรดินีก็รู้อยู่แล้วว่าเหยินปาเชียนจะหายตัวไปเป็นครั้งคราว

 

“ข้าได้จัดเตรียมที่พักสำหรับคนทั้งสองกลุ่มที่มาเมื่อวานนี้แล้ว” ชายร่างใหญ่พูดออกมา

 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นข้าขอตัวก่อน”

 

“ขอบคุณมาก” เหยินปาเชียนยิ้มให้เขา

 

ชายร่างใหญ่ยิ้มกลับให้เหยินปาเชียน เขาออกจากอาคารโดยไม่ได้พูดอะไรเลย

 

เหยินปาเชียนเดินไปรอบ ๆ อาคารแล้วเดินมาที่สนามหลังบ้าน สงผีกำลังเล่นกับก้อนหินยักษ์ เมื่อเขาได้เห็นเหยินปาเชียน เขาก็โยนก้อนหินออกไปราวกับว่ามันเป็นลูกบอลยางอย่างไรอย่างนั้น

 

“ท่านฝึกต่อได้เลย ข้าแค่มาดูเฉย ๆ น่ะ” เหยินปาเชียนพูดออกมา เขารู้สึกสั่นสะเทือนเมื่อก้อนหินยักษ์ตกลงบนพื้น

 

 

 

บ่ายวันนั้น ในตอนที่เหยินปาเชียนกับสงผีกำลังพักอยู่ในห้อง ทันใดนั้น ข้าราชการรุ่นเยาว์จากสถานีถ่ายทอดได้เข้ามารายงานเหยินปาเชียน “มีการต่อสู้เกิดขึ้นขอรับ”

 

แต่ทว่า ดูไม่เหมือนว่าเขากำลังตื่นตระหนกเลย ราวกับว่าเขามาที่นี่เพื่อแจ้งให้เหยินปาเชียนทราบถึงเหตุการณ์นี้

 

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเขาทุกคนเป็นชาวต่างแคว้น ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ทำลายสถานีถ่ายทอด ผู้คนจากสำนักหงหลูก็ไม่สนใจพวกเขา

 

“มีใครถูกซ้อมจนตายบ้างมั้ย ?” เหยินปาเชียนเอนหลังอย่างเหนื่อยล้า

 

“ในตอนที่ข้ามาถึงที่เกิดเหตุ ก็ยังไม่มีใครตายเลยขอรับ” ชายคนนั้นยิ้มออกมา ลักษณะการพูดของเหยินปาเชียนในตอนนี้มีความคล้ายคลึงกับอดีตผู้รักษาการแทนฉีจี้

 

“เรื่องเป็นยังไงบ้าง ?” เหยินปาเชียนถามออกมา

 

“ข้าไม่แน่ใจมากนัก พวกเค้าเริ่มต่อสู้กันหลังจากโต้เถียงกันนิดหน่อย” ชายคนนั้นตอบกลับ

 

“เกิดขึ้นที่ไหน ?”

 

“ที่ลานหมายเลข 2 และหมายเลข 8 ขอรับ”

 

เหยินปาเชียนนึกขึ้นได้ว่าที่พักทั้งสองที่นี้เป็นของนายว่างเปล่าและตระกูลเหลียน

 

“ออกไปดูกัน”

คะแนน 3.9
กรุณารอสักครู่...