ตอนที่แล้วWoD ตอนที่ 15-(1) หมอบซุ่มจำศีล (5)
ทั้งหมดรายชื่อตอน

ตอนที่ 15-(2) หมอบซุ่มจำศีล (5)

 

ทางด้านลู่เซิ่งและลุงเจ้านั้นก็ก้าวเดินเคียงข้างกัน มุ่งตรงไปยังทางเท้าด้านข้างเพื่อตรวจสอบร่องรอยการต่อสู้

 

“ชิงชิงไม่ได้ออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกนานมากแล้ว ทั้งนิสัยของนางก็เป็นคนอารมณ์ร้อน เอะอะก็ระเบิดอารมณ์ออกมาได้ง่ายๆ อยู่แล้ว เมื่อต้องมาถูกพวกอันธพาลพูดจาจาบจ้วงล่วงเกินในสถานที่แบบนี้ นางจะตอบโต้เช่นนี้ก็ไม่แปลกอะไรเลย” ลู่เซิ่งตรวจสอบรอยเลือดบนพื้นอย่างรอบคอบ

 

รอยเลือดมีอยู่ไม่น้อยเลย แต่เขาเองก็ไม่ได้กังวลว่านั่นจะเป็นเลือดของชิงชิงเลยแม้แต่น้อย ด้วยกำลังความสามารถของนาง ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะจัดการกับบุรุษสองคนนั้น ในเมื่ออีกฝ่ายถูกพ่อค้าผู้นั้นจ้างวานมาเป็นผู้คุ้มกันได้ ก็คงมีระดับไม่สูงมากนัก

 

โลหิตสีแดงคล้ำเข้มฉาบย้อมพื้นหินสีเทาขาวจนเป็นด่างดวง ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบลงมา ยิ่งดูแล้วสะดุดตาเป็นพิเศษ

 

ลู่เซิ่งโค้งกายลงตรวจสอบไปรอบๆ จากนั้นก็แตะปลายนิ้วลงไปในกองเลือดหย่อมหนึ่ง ยกขึ้นสูดดมเล็กน้อย จากนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันแน่นทันที

 

“มีเรื่องอันใดหรือ เจ้าค้นพบสิ่งใดเข้าแล้ว?” ลุงเจ้าเดินเข้ามาหาอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็เลียนแบบตามเย่เฉิน แตะปลายนิ้วลงไปบนกองเลือดแล้วยกขึ้นสูดดม “นี่เป็นเพียงเลือดคนธรรมดาเท่านั้น มิมีสิ่งใดแปลกประหลาดนี่นา”

 

“ที่ทำให้ข้าสงสัยขึ้นมาก็คือ….” ลู่เซิ่งสั่นศีรษะ “ข้ากำลังคิดว่ากองโลหิตเหล่านี้ดูค่อนข้างใหญ่ ปริมาณเลือดที่หลั่งออกมาก็ดูจะไม่ใช่น้อยๆ แม้ว่าชิงชิงจะนิสัยไม่ค่อยดีนัก ทว่านางก็ไม่ใช่คนที่จะทำร้ายคู่ต่อสู้ให้บาดเจ็บสาหัสอย่างจงใจ การโจมตีให้โลหิตหลั่งไหลออกมามากถึงเพียงนี้…. ดูไม่เหมือนกับว่านางกระทำไปตามอารมณ์เสียแล้ว”

 

ชั่วขณะนี้เอง ผู้คุ้มกันคนหนึ่งซึ่งเป็นคนไปจัดการเรื่องวุ่นวายต่างๆ ในบริเวณนั้นก็พลันหวนกลับมารายงาน

 

“คุณชายใหญ่ขอรับ มีรายงานเพิ่มเติมขอรับ มีบางคนสังเกตเห็นว่าคุณหนูสองพกพากระบี่เล่มหนึ่งต่อสู้กับบุรุษสองคน ไล่ล่าพวกมันไปตามถนนจนออกไปถึงนอกเมือง! ยังมีคนผู้หนึ่งกล่าวว่าบุรุษทั้งสองที่นางไล่ตามไปนั้นเป็นฆาตกรที่อยู่ในใบประกาศจับ หาใช่ผู้คุ้มกันของพ่อค้าธรรมดาๆ คนหนึ่งแต่อย่างใด!”

 

“เป็นเช่นนี้เอง” ลู่เซิ่งผงกศีรษะรับ “มาเถอะ มุ่งตรงไปยังประตูเมืองแล้วตรวจสอบดู ประตูเมืองฝั่งที่อยู่ใกล้บริเวณนี้ที่สุดคือประตูเมืองทิศตะวันตก พวกเขาสมควรจะออกจากเมืองในทิศทางนั้น”

 

กลุ่มคนพากันติดตามเขาไปยังประตูเมืองทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากผ่านไปสิบกว่านาที กลุ่มคนก็มาถึงยังประตูเมืองทิศตะวันตก ยามเฝ้าประตูเมืองคนหนึ่งกระวีกระวาดออกมาทักทายเหล่าคนรับใช้ประจำจวนตระกูลลู่ เห็นได้ชัดว่าพวกมันรู้จักกันเป็นอย่างดี

 

“คุณหนูสองตามไล่ล่าพวกมันไปทางเทือกเขาเฮยเฟิงขอรับ” ยามเฝ้าประตูผู้นั้นได้มอบเบาะแสชิ้นสำคัญให้แก่พวกเขา

 

ลู่เซิ่งรวมรวมกำลังคนที่พอใช้ได้มาเรียบร้อยแล้ว ขณะที่เพิ่งจะก้าวออกไปจากประตูเมืองเพื่อตามหานางได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นเงาร่างอรชรอ้อนแอ้นของลู่ชิงชิงปรากฏกายขึ้นที่สุดขอบสายตาเสียก่อน

นางควบม้ากระโจนทะยานกลับมายังประตูเมืองอย่างคล่องแคล่ว ที่ใช้อาชาฉุดลากมาด้วยยังมีชายสองคนนั้นที่ถูกจับมัดไว้ด้วยกัน

 

ทันใดที่มองเห็นลู่เซิ่ง สีหน้าท่าทางของลู่ชิงชิงก็กลายเป็นปลื้มปีติยินดีขึ้นมาอย่างฉับพลัน

 

“ท่านรีบร้อนออกมาที่นี่ทำไมกันเล่า ต้าเกอ(พี่ใหญ่) พวกมันก็แค่หัวขโมยต่ำทรามสองคนเท่านั้นมิใช่หรือ ท่านไม่เชื่อถือในกำลังความสามารถของข้าหรืออย่างไร”

 

นางเปลี่ยนไปแต่งกายในชุดรัดกุมราวกับยอดวีรบุรุษผู้หนึ่ง กระบี่ยาวถูกสอดเก็บไว้ในฝักเงิน กุมกระชับแน่นไว้ในมือเรียวขาวสะอาดของนาง เข็มขัดฉลุลายสีทองรัดแน่นเข้ากับช่วงเอวคอดกิ่ว เส้นผมถูกเกล้าขึ้นสูงเหนือศีรษะ เช่นนี้จึงทำให้ภาพลักษณ์ของนางดูห้าวหาญกร้าวแกร่ง

 

ลู่เซิ่งยืนชะงักอยู่หน้าประตูเมือง รอจนม้าของลู่ชิงชิงควบขับมาจนถึงตรงหน้าเขา และหญิงสาวพลิกกายลงจากหลังม้าเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

 

“ต่อไปอย่าได้กระทำการบุ่มบ่ามตามอำเภอใจเช่นนี้อีก”

 

แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ลู่เซิ่งคนเดิมคนนั้นอีกต่อไปแล้ว ทว่าก็เคยได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่ด้วยน้ำใสใจจริงจากท่านแม่สองมาหลายครั้ง เขาเองก็ไม่ใช่คนเลือดเย็นถึงขนาดจะเพิกเฉยและไม่อาจแยกแยะได้ว่าผู้ใดสัตย์ซื่อจริงใจและผู้ใดเสแสร้งกับตน

 

เนื่องเพราะความดีงามของท่านแม่สอง เขาจึงรู้สึกอยู่เล็กน้อยว่าเป็นภาระความรับผิดชอบของตนที่จะต้องให้การดูแลต่อลู่ชิงชิงเป็นอย่างดี

 

“อย่าได้กังวลไปเลย เรื่องที่ท่านไม่สมควรกังวลที่สุด ก็คือเรื่องพวกหัวขโมยต่ำต้อยไร้ความสามารถที่อาละวาดอยู่ในเมืองจิ่วเหลียนพวกนี้นั่นแหละ!” ลู่ชิงชิงกล่าวอย่างไม่เก็บเอามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

 

ลู่เซิ่งเหลือบมองไปยังฆาตกรที่อยู่ในประกาศจับสองคนนั้น ยามนี้พวกมันถูกมัดติดกันไว้ด้วยเชือกเส้นหนึ่ง ทำได้เพียงนอนกองอยู่กับพื้น ใบหน้าของทั้งสองล้วนซีดขาว เห็นได้ชัดว่าเป็นผลกระทบมาจากอาการเสียเลือดมากเกินไป ยามนี้ก็ยังสลบไสลไม่ได้สติ ดูราวกับตายไปแล้วครึ่งตัว ยากจะบ่งบอกได้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

 

ทว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่ชวนให้งุนงงอย่างยิ่ง นั่นคือมุมปากของพวกมันกลับยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเลือนรางสายหนึ่ง ดูแล้วคล้ายกับว่าพวกมันกำลัง…. หัวเราะ?

 

ลู่เซิ่งลอบจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าไว้ในใจ

 

เมื่อเห็นว่าลู่ชิงชิงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เขาก็ไม่ได้กล่าวคำใดออกมาอีก บางทีเขาอาจจะตื่นตูมจนเกินเหตุ เห็นจอมปลวกก็คิดว่าเป็นยอดเขาไปเสียได้

 

หลังจากสั่งสอนลู่ชิงชิงไปอีกสองสามคำแล้ว ทั้งเขาและท่านลุงเจ้าก็พาคนที่เหลือกลับจวน

 

วิถีชีวิตพลันกลับมาสู่ครรลองดังเดิมอีกครั้ง

 

ในทุกๆ วัน บุรุษหนุ่มจะตื่นแต่เช้ามาฝึกฝนกระบวนดาบเป็นเวลาหกชั่วโมงติดต่อกัน หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จเรียบร้อยก็จะเริ่มฝึกฝนกระบวนท่าเคลื่อนไหวและฝ่ามือทลายใจ เมื่อตกยามค่ำคืน เขาก็จะกลับเข้าไปในห้องเพื่อฝึกฝนวิชากระเรียนหยก

 

สำหรับเคล็ดวิชาอสูรทมิฬ เขาตัดสินใจว่าจะหยุดฝึกฝนมันไปก่อน

 

เมื่อเห็นว่าเขาฝึกตนเป็นวัฏจักรซ้ำๆ เช่นนี้ ลุงเจ้าก็พยายามให้คำแนะนำว่าเขาควรจะทุ่มเทแรงกายแรงใจไปที่เคล็ดวิชาหนึ่งวิชาใดโดยเฉพาะไปเลยจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ลู่เซิ่งนั้นมีแนวคิดของตัวเองอยู่แล้ว

 

หลังจากเขาเรียนรู้วิชายุทธ์ต่างๆ และใส่มันลงไปบนหน้าจอระบบปรับแต่งได้สำเร็จจนครบถ้วนแล้ว เขาก็เริ่มต้นด้วยการเลื่อนระดับวิชากระเรียนหยกขึ้นไปอีกครั้ง

 

ยามวิกาลอันดึกสงัด

 

ลู่เซิ่งนอนเอนกายอยู่บนเตียง ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ

 

เขาหยัดกายลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังเหยียดตรงราวกับลำไผ่ มองไปยังกระดาษฉลุลายที่ตรงหน้าต่าง แสงจันทร์นวลตาทอดส่องผ่านช่องว่างลงมา ทิ้งตัวเป็นเส้นสายสีขาวอยู่บนพื้นเรือนนอน

 

ที่ด้านนอกหน้าต่าง เสียงกรนแผ่วเบาของยามเฝ้าจวนกะกลางคืนดังแว่วมาให้ได้ยิน

 

กระแสลมพัดโหมกรรโชกแรง พาให้ยอดไม้สูงชันที่ปลูกไว้ในลานกว้างแกว่งไกวไปมาพร้อมส่งเสียงใบไม้กิ่งไม้เสียดสีกันดังแสกสากกระหึ่มไปทั่วทั้งบริเวณ

 

ลู่เซิ่งค่อยๆ ขยับจัดท่าทาง นั่งไขว้ขาขัดสมาธิอยู่บนเตียง

 

‘เกือบได้เวลาแล้ว’

 

ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังสุ้มเสียงอันแผ่วจางรอบๆ กายอย่างตั้งอกตั้งใจ จวบจนมั่นใจว่าไม่อาจค้นพบสิ่งใดที่จะกลายมาเป็นอุปสรรคระหว่างการเลื่อนระดับของเขาได้

 

‘หลังจากที่ได้ทำการบ่มเพาะมาพักใหญ่ ทั้งพลังชีวิต พลังปราณและพลังวิญญาณในร่างกายของข้าต่างก็เก็บสะสมมาจนถึงระดับสูงสุดแล้ว ยามนี้ ก็ได้เวลาเลื่อนระดับวิชากระเรียนหยกเสียที!”

 

ตลอดช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ลู่ชิงชิงได้ออกไปแสดงความห้าวหาญจนทั่วทุกหนแห่ง นางก่อให้เกิดคลื่นลมในทุกๆ ที่ บริเวณใดก็ตามที่นางเยื้องย่างผ่านไป ก็จะมีบรรดาฆาตกรที่อยู่ในประกาศจับถูกจับกุมตัวไว้รอลงโทษ ทั้งยังมีโจรผู้ร้ายและหัวขโมยที่ได้รับบาดเจ็บอีกมากมาย

 

เห็นว่าสภาพการณ์กลายเป็นเช่นนี้ ในใจลู่เซิ่งกลับรู้สึกได้ถึงความกระวนกระวายวิตกกังวลอย่างอธิบายไม่ได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขานึกย้อนไปถึงยามที่ได้ยินเรื่องราวจากปากคำของอาจารย์จางฉวิน ผู้ที่เคยเป็นถึงหัวหน้ามีปราบมาก่อน

ชายชราได้กล่าวไว้ว่า ยามนั้นเขาก็เคยได้ประสบพบเจอกับคดีแปลกประหลาดบางอย่างเช่นกัน ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดแลคดีความเหล่านั้นจะไม่ได้ถูกไขปริศนาแต่อย่างใด ทว่าทุกคดีต่างก็ทิ้งร่องรอยประทับไว้ในใจเขาอย่างลึกล้ำ

 

ขณะที่ตั้งสติขึ้นมาได้ ลู่เซิ่งก็ส่งเสียงเรียกขึ้นในใจ

‘เชินหลาน’

 

ทันใดนั้น หน้าจอสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

 

ชายหนุ่มกดลงไปบนปุ่มปรับแต่งอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางนั้นดูคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง พลางตั้งสมาธิกำหนดจิตทั้งปวงไปยังตัวอักษรเคล็ดวิชากระเรียนหยก

 

‘เลื่อนระดับขึ้นหนึ่งขั้น!’

 

หน้าจอระบบพลันขยับสั่นไหวในพริบตา จากนั้นก็เลื่อนระดับจากขั้นที่หนึ่งไปเป็นขั้นที่สอง ง่ายดายราวกับกำลังเดินเล่นในสวนก็ไม่ปาน

 

ฉับพลันนั้น ความรู้สึกราวกับว่าข้างในร่างกายถูกสูบกลืนออกไปจนกลวงเปล่าก็ถาโถมเข้ามาใส่ คล้ายกับว่าได้ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดไปหลายครั้งในช่วงเวลาเพียงชั่วเสี้ยววินาที

 

ภาพเบื้องหน้าสายตาก็กลายเป็นพร่าเลือน สมองหมุนงุนงงอยู่บ้าง กระแสพลังอันอุ่นร้อนก็คล้ายจะสาดซัดขึ้นมาอีกเช่นเคย

 

——————————————-

Fanpage  “มรรคาพญามาร Way of the Devil”

https://www.facebook.com/WOD.ThaiTranslate

——————————————-

 

คะแนน 4.8/5. จาก 4 ผู้ให้คะแนน
กรุณารอสักครู่...