ตอนที่แล้วตอนที่ 69: คนเราควรรอคอยจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมเพื่อหาทางล้างแค้น !
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 71: ฉีปาตรงทางเข้าสำนักงานการต่างประเทศ

เหยินปาเชียนเพิ่งจะเริ่มเรียนได้ไม่นาน แล้วทหารหลวงนามว่าซินเจ๋อก็เข้ามา เธอส่งยาขึ้นไปที่ชั้นสองก่อนที่จะลงมาหาเหยินปาเชียน “ตามข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเดี๋ยวนี้”

 

เหยินปาเชียนวางปากกากับกระดาษไว้ด้วยกัน เขาทิ้งงานไว้แล้วก็เดินตามเธอไป

 

หลินเฉี่ยวเล่อซึ่งอารมณ์ฉุนเฉียวขณะที่เธอเหลือบมองไปที่เงาของเหยินปาเชียน เธอเก็บเครื่องเขียนหลังจากที่ทำเสียง “หึ” สองครั้งเนื่องจากลูกอมครีมตรากระต่ายขาว ซึ่งเป็นของฝากประจำวันของเหยินปาเชียน

 

เส้นทางที่คุ้นเคยที่พวกเขาเดินไปได้พากลับไปยังพระราชวังตามปกติ เมื่อเข้ามาแล้ว เหยินปาเชียนก็สังเกตเห็นชายร่างโตคนหนึ่ง สวมชุดข้าราชการยืนอยู่ข้างใน

 

เสื้อคลุมของชายร่างโตนั้นแตกต่างจากของเหยินปาเชียนเล็กน้อย ชุดของทั้งสองคนมีสีดำเหมือนกัน แต่ของชายร่างโตจะมีลายสัตว์ป่าและมีปกเสื้อสีเหลือง

 

“กราบถวายบังคม ฝ่าบาท” เหยินปาเชียนหยุดอยู่ข้างหลังชายร่างโตเพียงหนึ่งก้าว และทำความเคารพองค์จักรพรรดินี

 

ชายร่างโตหันไปมองดูเหยินปาเชียนแล้วถามออกมา “ฝ่าบาท ชายคนนี้ใช่หรือไม่ขอรับ ?”

 

“ชายคนนี้คือนักเล่าเรื่องแห่งพระราชวังชิงซิน เค้านี่แหละที่จะไปรับมือคนเหล่านั้นพร้อมกับเจ้า” เสียงอันเยือกเย็นและไร้ความปรานีขององค์จักรพรรดินีเบาลง

 

“เอาล่ะ ข้าน้อยรำคาญคนเหล่านั้นมานานแล้ว คนพวกนั้นไม่มีความสามารถ แถมยังมีเรื่องไร้สาระให้ปวดหัวมากมาย ข้าจะสับหัวพวกมันเล่นถ้าหากพวกมันไม่ได้มาที่นี่เพื่อมอบของขวัญ” ชายร่างโตหัวเราะลั่น

 

“เหยินปาเชียน ชายคนนี้คือพนักงานศาลหงหลู เจ้าจะต้องรายงานให้เค้าฟังตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เพราะงั้นเจ้าจึงไม่ต้องไปที่พระราชวังชิงซินแล้ว ส่วนตำแหน่งของเจ้า เจ้าจะอยู่ภายใต้สำนักหงหลูในตอนนี้ กู่ต้าสง มีตำแหน่งที่ว่างบ้างมั้ย ?” จักรพรรดินีถามออกมา

 

รูปลักษณ์ของกู่ต้าสงมีความจริงอยู่ในชื่อของเขา ด้วยร่างกายอันใหญ่โตและเคราที่ดกหนาของเขา ทำให้ชายคนนี้ดูไม่ต่างจากหมีเท่าไรนัก (กู่ต้าสง (谷大熊: Gǔ Dàxióng) มีความหมายว่าหมีใหญ่)

 

เหยินปาเชียนยังคงก้มหน้าลง เขารู้เกี่ยวกับสำนักหงหลูเพียงเล็กน้อย อย่างเช่น คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการต้อนรับผู้มาเยือนจากต่างแดนและการจัดการด้านกิจการภายนอก พวกเขาเทียบเท่ากับกระทรวงการต่างประเทศของโลกนี้ มันทำให้เขารู้สึกดีที่ได้รับตำแหน่งในสำนักแห่งนี้ เนื่องจากเขาจะได้เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการเรื่องของผู้มาเยือน

 

พนักงานศาลหงหลู กู่ต้าสง นึกอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเสนอแนะออกมา “ผู้รักษาการแทนหงหลูเป็นอย่างไรบ้างขอรับ ?”

 

“ล่าสุดข้าจำได้ว่าตำแหน่งนั้นไม่ว่างมิใช่รึ ?” จักรพรรดินีถามออกมา

 

“ข้าจะให้เค้าพักงาน โดยมีผลทันที เค้าหมดความสนใจในงานไปนานแล้วล่ะขอรับ” กู่ต้าสงพูดด้วยความขุ่นเคืองใจเล็กน้อย

 

เหยินปาเชียนตกตะลึงในสิ่งที่เขาได้ยิน เขาจะเสนอความคิดนี้จริง ๆ เหรอ ? ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก

 

“เค้าที่ว่านั่นคือฉีจี้ใช่มั้ย ? ข้าจำได้ว่าเค้าได้หักขาของผู้มาเยือนชาวหยูนไป 4 คนในปีที่แล้ว ผู้คนถึงกับมาร้องทุกข์กับข้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าจะทำตามแผนของเจ้าก็แล้วกัน” จักรพรรดินีแสดงความคิดเห็น แล้วทั้งสองคนก็พยักหน้ายอมรับให้กัน

 

“เรื่องก็มีแค่นี้ หากไม่มีอะไรแล้วล่ะก็ พวกเจ้าทั้งสองคนออกไปได้” จักรพรรดินีพูดอย่างเฉื่อยชา ขณะที่คำพูดของนางเงียบลง ชิงยวนก็เสิร์ฟองุ่น แล้วจักรพรรดินีก็หยิบมาใส่ปากหนึ่งชิ้น

 

“ข้าขอตัวก่อน” กู่ต้าสงพูดออกมา ในขณะที่เขาเดินจากไป กู่ต้าสงก็ยิงฟันที่ขาวกระจ่างใสสะท้อนแสงภายใต้แสงไฟในพระราชวังไปที่เหยินปาเชียน

 

“ก้าวมาข้างหน้า แล้วเล่าเรื่องของเจ้าต่อซิ” จักรพรรดินีพูดออกมาพร้อมกับเอนกายลงบนโซฟา นางมีเปลือกตาสีแดงและมีริมฝีปากสีแดงโลหิต ภาพนางหยิบองุ่นใส่ปากเป็นที่น่าหลงใหลมาก ทำให้จิตใจของเหยินปาเชียนสั่นไหว

 

เหยินปาเชียนมองลงไปอย่างลนลานหลังจากที่ได้เห็นฉากที่อยู่ตรงหน้า เขามองลงต่ำจนกว่าหัวจะมุดลงไปใต้ดินเลยทีเดียว

 

“โอ้ว ? นักเล่าเรื่องเหยิน เงยหน้าขึ้นมองข้าสิ เจ้าจะก้มหน้าลงไปเพื่ออะไร ?” จักรพรรดินีหัวเราะอย่างเฉื่อยชา

 

เหยินปาเชียนเงยหน้าขึ้นและเกือบจะก้มหน้าลงอีกครั้ง โดยปกติแล้ว การมองดูองค์จักรพรรดินีมักจะง่ายกว่านี้ ถึงแม้ว่านางจะสวยงดงามและดูน่าหลงใหล แต่ท่าทีที่เย็นชาของนางก็รุนแรงดีเหมือนกัน

 

อย่างไรก็ตาม วันนี้ท่าทางของนาง ความแดง และการแสดงออกที่มีเสน่ห์ยังคงเต็มไปด้วยความเฉื่อยชาเช่นเคย ควบคู่ไปกับลีลาการหยิบองุ่นใส่ปากของนางเป็นอะไรที่ท้าทายความอดทนของเหยินปาเชียนมากเกินไป เขาค่อย ๆ กระแอมไอออกมา “รูปลักษณ์ของฝ่าบาทนั้นส่องสว่างเหนือทุกคนดั่งเช่นดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ความสมถะของฝ่าบาททำให้ข้าน้อยรู้สึกอับอายในความต่ำต้อย ซึ่งข้าพบว่ามันยากที่จะมองตรงไปที่ฝ่าบาทขอรับ”

 

“ส่องสว่างเหนือทุกคนงั้นเหรอ ?” จักรพรรดินีถามออกมา

 

“อันที่จริง ไม่มีใครสามารถเทียบได้เลยขอรับ” เหยินปาเชียนตอบกลับพร้อมกับก้มคำนับ ถึงแม้ว่าเขาจะเคยเห็นดาราในทีวีที่มีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่สถานะของพวกเขานั้นไม่ได้ใกล้เคียงกับจักรพรรดินีแต่อย่างใด คนตรงหน้าเขาคือผู้ปกครองแคว้น สถานะของนางทำให้ภาพนี้มีพลัง เหยินปาเชียนรู้สึกกระสับกระส่ายที่หัวใจของเขากำลังเต้นตึกตักจนเกือบจะออกมาจากหน้าอกเลยทีเดียว

 

“เจ้านี่เล่นลิ้นเก่งดีนะ” จักรพรรดินียิ้มให้

 

“ไหนเล่าเรื่องห้องสินต่อซิ เรื่องเล่าจากประเทศของเจ้าน่าสนใจกว่า”

 

“เข้าใจแล้วขอรับ” เหยินปาเชียนพยายามจะสงบสติอารมณ์ลงโดยเร็ว และทำการเล่าเรื่องต่อเมื่อหาจังหวะและความพยายามได้แล้ว เขาก็เริ่มเล่าเรื่องโดยไว

 

 

 

เขาหยุดลงเมื่อเล่าถึงตอนที่ปี่กั้น [เทพเจ้าแห่งโชคลาภจากเรื่องห้องสิน] ควักหัวใจออกมา เหมือนกับครั้งที่แล้ว มันถึงเวลาหยุดพอดี น้ำมันในตะเกียงถูกเติมหลายครั้ง

 

“เอาอีกตอน การหยุดตรงนี้ทำให้ข้ารู้สึกคาใจนิดหน่อยน่ะ” จักรพรรดินีพูดออกมา

 

เหยินปาเชียนตกใจทันทีที่ได้ยินนางพูด ในวันนี้ ความเยือกเย็นของจักรพรรดินีน้อยลง และความเป็นมนุษย์ก็มีมากขึ้น

 

เขาพยักหน้าอย่างรวดเร็วเป็นการยอมรับคำพูดของนาง

 

โชคดีสำหรับเขา ห้องสินเป็นนวนิยายโบราณที่จบบริบูรณ์แล้ว ถ้าหากว่าเขาได้เล่านิยายสักเรื่องในเว็บนิยายเหล่านั้นซึ่งมักจะจบตอนแบบค้างคาล่ะก็ เขาคงจะซวยบรรลัยเลยทีเดียว

 

เขาเล่าต่อไปถึงตอนที่ครูหลวงเหวินมุ่งหน้าไปทางทะเลตะวันออกเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ เหยินปาเชียนจบตอนโดยกล่าวออกมา “หากท่านต้องการทราบผลการรบ โปรดติดตามตอนต่อไป”

 

ในที่สุด ก็เล่าจบตอนสำหรับวันนี้ เหยินปาเชียนรู้สึกเบาราวกับขนนก เขารู้สึกราวกับจะตบตัวเองทันทีที่ได้รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป

 

นี่เราหมกมุ่นไปกับบทบาทการเป็นนักเล่าเรื่องจริง ๆ เหรอเนี่ย ?

 

เราจะเป็นคนนึงที่รำคาญนักแต่งนิยายในเว็บที่จบตอนแบบค้างคา

 

ดูเหมือนว่าวิธีเล่าเรื่องนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว การจบตอนด้วยความคาใจและความสงสัย เป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องเล่ามาตั้งแต่สมัยโบราณ เว็บนิยายสมัยใหม่เป็นเพียงแค่การแสดงความคารวะต่อเทคนิคที่ได้เรียนรู้จากบรรพบุรุษ

 

เหยินปาเชียนมองขึ้นไปที่องค์จักรพรรดินี เขาพบว่านางหรี่ตามาที่เขาโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ

 

 

 

เหยินปาเชียนเล่าเรื่องต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงตอนที่จีซางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง

 

ตอนนั้นเอง องค์จักรพรรดิก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดออกมา “นี่ก็ดึกแล้ว เจ้ากลับไปได้แล้วล่ะ จงให้ความสำคัญกับงานของเจ้าที่สำนักหงหลูในอีก 2-3 วันข้างหน้า นอกจากนี้ เจ้าก็ต้องมาที่ห้องครัวหลวงเมื่อเจ้ามีเวลาสอนวิธีทำอาหารสำหรับจัดเลี้ยงให้พวกเค้าด้วย”

 

เหยินปาเชียนคำนับแล้วถามออกมา “ฝ่าบาท ท่านต้องการทานอาหารแบบไหนขอรับ ? ท่านต้องการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ ?”

 

“เจ้าหมายความว่าไง ?” องค์จักรพรรดินีตอบกลับด้วยความไม่มั่นใจเล็กน้อย

 

“ในประเทศจีน มีอาหารชั้นเลิศที่มีหน้าตาและรสชาติดี มีอาหารตั้งแต่อาหารที่กลืนได้ยากจนถึงอร่อย และอาหารอื่น ๆ อย่างเช่น อาหารที่เผ็ดจัดขอรับ” เหยินปาเชียนอธิบายอย่างนุ่มนวล

 

เขานึกถึงเรื่องนี้ทันทีที่ได้ยินคำสั่งของจักรพรรดินี

 

องค์จักรพรรดินีไม่ชอบผู้คนเหล่านั้น ถึงขนาดที่ส่งเขาไปจัดการกับคนเหล่านั้น

 

เหยินปาเชียนรู้สึกว่าเขาได้รับบทบาทหน้าที่ที่ดีขึ้นในฐานะลูกสมุนที่ชั่วร้าย

 

“ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว” จักรพรรดินีหัวเราะ “พวกเราจะคุยเรื่องนี้กันอีกครั้งเมื่อได้เห็นว่ามันเป็นใคร เจ้าได้เตรียมลูกอมครีมไว้หรือยัง ?”

 

“เตรียมไว้แล้วขอรับ ให้ข้าน้อยส่งให้ในวันพรุ่งนี้เลยไหมขอรับ ?” เหยินปาเชียนรีบถามออกมา

 

“ได้เลย ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นของเจ้าไปเถิด ข้าจะส่งคนมารับพรุ่งนี้เช้า”

 

“เข้าใจแล้วขอรับ” เหยินปาเชียนคำนับแล้วเดินออกมา

 

ในขณะที่เหยินปาเชียนออกจากพระราชวัง เขาก็คิดว่าเขาได้พูดออกไปอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งเป็นความอวดดีที่ได้คาดเดาความตั้งใจขององค์จักรพรรดินี จนถึงกับหลุดปากออกไป

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งต่าง ๆ ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

 

ข้อเสนอแนะของเขาดูเหมือนจะใช้ได้ดีกับองค์จักรพรรดินีทีเดียว

คะแนน 3.8
กรุณารอสักครู่...