ตอนที่แล้วตอนที่ 66: การสั่งการให้ตบคนอื่น
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 68: การกลับมาของเจได

เมื่อเหยินปาเชียนตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ เมื่อได้เห็นแสงสลัวแว้บแรกข้างนอกหน้าต่าง เหยินปาเชียนก็นอนเอนหลังลงบนเตียงเป็นเวลานานกว่าจะลุกขึ้น

 

วันนี้เป็นวันสมรสกันระหว่างเฉินชิ่งกับเจียงหนาน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เขาก็ต้องไปร่วมงานแต่งงานให้ได้

 

ข้างในตู้เสื้อผ้า ชุดสูทที่เขาสวมใส่ได้ก่อนหน้านี้ไม่สามารถสวมใส่ได้อีกแล้ว เหยินปาเชียนทำการวัดร่างกาย แล้วได้รู้ว่าเขาหนักขึ้นอย่างน้อย 6 กิโลกรัม เขาเคยชั่งน้ำหนักได้ 71 กิโลกรัม ในตอนนี้ เขาชั่งน้ำหนักได้ประมาณ 77 กิโลกรัม

 

เขากินเนื้อเกือบทุกมื้อในโลกนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยที่เขาตัวหนักขึ้น

 

บนดาวโลก ร่างกายของเขาดูสมส่วน ไม่โทรมจนเกินไป ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ในต้าเย่า เขากลับดูบอบบางและอ่อนแอเหมือนลูกไก่ ตามที่ผู้ดูแลฉีพูดออกมา

 

 

 

เขาสุ่มเสื้อใส่ เดินออกไปรับประทานอาหารเช้า แล้วไปซื้อชุดสูทสีน้ำเงิน เขาใช้เงินพันกว่าหยวนไปกับเสื้อผ้าชุดใหม่ ซึ่งไม่ถือว่าแพงจนเกินไป และพอดีตัวเขามาก

 

เมื่อนั้น เขาก็โทรหาเฉินชิ่ง แล้วถามเวลางานแต่งงาน

 

เมื่อเขาได้รู้ว่ากำหนดการอยู่ในช่วงกลางคืน เขาก็ไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วซื้อลูกอมครีมตรากระต่ายขาวและช็อกโกแลตยี่ห้อต่าง ๆ มากเป็นกอง เขาใช้เงินประมาณ 2,000 หยวนไปกับลูกอมครีมตรากระต่ายขาวและช็อกโกแลตหนักรวม 8 กิโลกรัมด้วยกัน

 

เมื่อนำสิ่งเหล่านี้ขึ้นรถแล้ว เหยินปาเชียนก็ไปซื้อหนังสือ 300 บทกวีสมัยราชวงศ์ถัง และหนังสือ 300 บทกวีสมัยราชวงศ์ซ่งฉบับคัดลอก

 

องค์จักรพรรดินีได้มอบงานให้เขา และตัวเขาเองก็ไม่กล้าละเลยเรื่องนี้ เขาต้องจดจำบทกวีเพื่อที่เขาจะสามารถเล่นงานใครก็ตามที่กล้ามาโชว์เหนือกับเขาได้

 

 

 

เมื่อขับรถกลับบ้านแล้วนำสิ่งของที่เขาซื้อมาลงจากรถ เหยินปาเชียนนอนลงบนโซฟาแล้วก็บ่นพึมพำ เขารู้สึกว่าโซฟาบนดาวโลกรู้สึกนุ่มสบายกว่าม้านั่งในโลกนั้น

 

เขายังไม่สามารถผลิตโซฟาได้ ยังไงซะ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าเครื่องหนังจะพร้อมใช้ เครื่องหนังจะใช้เวลาประมาณ 8-10 วันกว่าจะพร้อม เมื่อหนังเสร็จแล้ว เขาก็จะทำโซฟาสักตัวมอบเป็นของขวัญแด่องค์จักรพรรดินี จากนั้น เขาจะผลิตโซฟาสักตัวให้ตัวเอง แล้ววางไว้ที่บ้านของเขา [บ้านในอีกโลก] การมีโซฟาในบ้านสักตัว จะทำให้เขามีนอนเหยียดตัวในเวลากลางคืน

 

เมื่อลุกขึ้นนั่งบนโซฟาได้สักพัก เขาก็ลุกขึ้นแล้วไปชาร์จแบตกระบองช็อตไฟฟ้า ต่อจากนั้น เขาก็โอนย้ายรูปถ่ายจากกล้องถ่ายรูปไปยังคอมพิวเตอร์ แล้วเขาก็ลงทะเบียนแอคเคาท์เวย์ปั๋วใหม่ โดยตั้งชื่อว่า “ชีวิตใหม่ในต่างโลก” แล้วก็อัปโหลดรูปของเถียนเถี่ยนและกุ๋นกุ่นลงในนั้น

[เกร็ดความรู้: เวย์ปั๋ว (เว็บไซต์: weibo.com) คือเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ครูปแบบไมโครบล็อกของจีน เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คลูกผสมระหว่างทวิตเตอร์ กับเฟซบุ๊ก มีผู้ใช้คิดเป็นร้อยละ 30 ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดในประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ยอดนิยมที่สุดของประเทศจีน]

 

มีรูปถ่ายตอนที่พวกมันนอนหลับ วิ่งเล่น กลิ้งไปกลิ้งมา แล้วก็ตอนที่กอดขาของเขา เขาอัปโหลดรูปทั้งหมดรวม 30 รูป

 

แถมเขายังได้อัปโหลดรูปทิวทัศน์หลายรูปที่เขาคิดว่าดูดีด้วย

 

เขาไม่สนใจว่าผู้คนจะสนใจรูปที่เขาได้อัปโหลดไว้บนเวย์ปั๋วหรือไม่ รูปถ่ายเหล่านี้คือบันทึกชีวิตประจำวันของเขาในต่างโลก

 

เมื่ออัปโหลดรูปถ่ายลงในเวย์ปั๋วแล้ว เหยินปาเชียนก็ได้นำหนังสือ 300 บทกวีสมัยราชวงศ์ถังออกมาเริ่มท่องบทกวีเงียบ ๆ ถ้าหากว่าเขาต้องการเอาหน้าคนเหล่านั้น เขาก็ต้องจำบทกวีเหล่านี้ไว้ในใจ

 

เวลาหนึ่งเดือนไม่นานและไม่สั้นมากนัก 1 วันในโลกนั้นเท่ากับ 3 วันบนดาวโลก เขาจะได้กลับมายังดาวโลกจากโลกนั้นประมาณ 7 ครั้งต่อเดือน ดังนั้น เวลาที่เขามีในทั้งสองโลกเพิ่มขึ้นประมาณครึ่งเดือน

 

อย่างไรก็ตาม เขายังมีเวลาไม่มาก เขาต้องทำงานหนักเพื่อเอาหน้าคนเหล่านั้น

 

เดี๋ยวก่อนนะ เขาจำอะไรผิดไปรึเปล่า ? มีแสงสะท้อนผ่านความคิดของเหยินปาเชียน เขาได้ตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง

 

ประการแรก ยังคงเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดินี ผู้ดูแลฉีบอกว่าประมาณหนึ่งเดือนจะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดินี แต่เขาก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเวลาหนึ่งเดือนซักหน่อย

 

ประการที่สอง สังคมศักดินาไม่เหมือนกับสังคมสมัยใหม่ นั่นหมายความว่าระบบการคมนาคมขนส่งในโลกนั้นยังไม่พัฒนา คนธรรมดามักจะไม่เดินทางไกลจากบ้านบ่อยนัก ทุกครั้งที่พวกเขาต้องเดินทางไกล พวกเขาก็จะใช้เวลา 10 วันจนถึงครึ่งเดือนในการเดินทาง นอกจากนี้ การเดินทางภายในประเทศ สำหรับงานใหญ่อย่างวันเฉลิมพระชนมพรรษาของจักรพรรดินี พวกเขาก็จะออกเดินทางก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน มีโอกาส 80 เปอร์เซ็นต์ที่พวกเขาจะมาถึงก่อน เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะมาถึงใน 10 วัน จนถึงครึ่งเดือน

 

เหยินปาเชียนไม่มีเวลาเหลือมากแล้ว ถ้าหากว่าพวกเขามาถึงเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เขาก็จะมีเวลามากพอที่จะอ่านหนังสือบทกวีได้อย่างรวดเร็ว

 

เวลาน้อยลงเรื่อย ๆ เขาอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังโดยแท้จริง

 

เมื่อเหยินปาเชียนนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็กระโดดขึ้นจากโซฟา ตลอดช่วงบ่าย เขาพยายามจดจำบทกวีในหนังสือ เขาไม่ได้ทำงานหนักมากในช่วงปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย

 

ครั้งล่าสุดที่เขามีความรู้ความสามารถระดับนี้ ก็คือตอนที่เขากำลังเรียนหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย

 

 

 

หลังจากผ่านไปแล้วครึ่งวัน เหยินปาเชียนก็วางหนังสือเล่มนี้ไว้ด้วยความหัวหมุน หลังจากพักได้ครู่หนึ่ง เขาก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมุ่งไปที่ภัตตาคารซึ่งจัดงานแต่งงานระหว่างเฉินชิ่งกับเจียงหนาน

 

เมื่อเขามาถึงประตูทางเข้าแล้ว เขาก็เห็นเฉินชิ่งสวมสูทสีแดงและเจียงหนานสวมกี่เพ้าสีแดง ทั้งสองคนต่างพากันต้อนรับแขกที่ประตูทางเข้า

 

เฉินชิ่งมาจากตระกูลที่ร่ำรวย ถึงแม้ว่าตระกูลเจียงหนานไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเฉินชิ่ง แต่พ่อแม่ของเธอก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แถมเธอยังมาจากตระกูลวรรณกรรมอีกด้วย เมื่อยืนอยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนดูเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม

 

ใช่แล้ว เจียงหนานเองก็ไม่ได้สวยเลิศเลออะไรหรอก แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็มีเสน่ห์ที่สุขุมมาก

 

เมื่อเฉินชิ่งเห็นเหยินปาเชียน เขาก็ยิ้มให้แล้วก้าวไปกอดเขา

 

“ถือว่าการมาร่วมงานของเราเป็นของขวัญสำหรับนายนะ สิ่งที่เรามี นายก็มี แต่สิ่งที่เราไม่มี นายก็มีแล้ว” เหยินปาเชียนกางแขนแล้วพูดออกมา เขาไม่คิดจะมอบของขวัญอะไรให้กับเฉินชิ่ง

 

“ทุกวันนี้ การจะได้เห็นหน้านายนี่มันยากจริง ๆ แค่นายมาร่วมงานก็พอแล้วล่ะ” เฉินชิ่งตบไหล่ของเหยินปาเชียนแล้วพูดออกมา

 

เหยินปาเชียนแสดงความเจ็บปวด เฉินชิ่งไม่ได้ลงแรงมากเลย แต่ไหล่ของเหยินปาเชียนกลับรู้สึกเจ็บปวด ไหล่ของเขาบวมตั้งแต่ถูกผู้ดูแลฉีตบหลายต่อหลายครั้งแล้ว

 

 

“ยินดีด้วยนะ เจียงหนาน” เหยินปาเชียนทักทายเจียงหนาน “ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง”

 

หน้าของเจียงหนานเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข เธอทำปากจู๋แล้วยิ้มออกมา “ขอบคุณนะ ว่าแต่นี่ก็นานมากแล้วนะที่ชั้นเห็นนายครั้งล่าสุดน่ะ”

 

“ช่วงนี้เราค่อนข้างยุ่งน่ะ เธอก็น่าจะรู้หนิ” เหยินปาเชียนหัวเราะแล้วโบกมือให้

 

“ยุ่งอยู่กับการกินหรอ ? แกดูอ้วนขึ้นมากเลยนะเนี่ย”

 

เหยินปาเชียนหัวเราะลั่นออกมา

 

หลังจากทักทายกันแล้ว เหยินปาเชียนก็ถูกพาไปที่โต๊ะถัดจากโต๊ะหลัก

 

ทั้งสองตระกูลไม่ได้จัดงานแต่งงานนี้โดยไร้ข้อจำกัดแต่อย่างใด เฉพาะคนในครอบครัวใกล้ชิดและเพื่อนสนิทเท่านั้นที่ได้รับเชิญ มีประมาณ 4-5 โต๊ะ

 

“เจ้าเหยิน มาแล้วเหรอ” พ่อของเฉินชิ่งทักทายเหยินปาเชียนเมื่อเห็นเขา

 

“คุณพ่อ เรียกผมว่าปาเชียนก็ได้ครับ ไม่งั้นผมคงจะรู้สึกว่าคุณพ่อกำลังดุผมทุกครั้ง” เหยินปาเชียนพูดอย่างหมดหนทาง

 

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ พ่อของเฉินชิ่งก็หัวเราะอย่างเบิกบาน

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันนี้เป็นวันแต่งงานสำหรับทั้งสองตระกูล พ่อของเฉินชิ่งไม่ได้มีเวลามากพอที่จะต้อนรับเหยินปาเชียน เขาให้ความสำคัญกับการทำความคุ้นเคยกับตระกูลเจียงหนาน

 

เหยินปาเชียนนั่งนั่งจิบชาอยู่ด้านหนึ่ง เขากำลังท่องบทกวีจากหนังสือ 300 บทกวีสมัยราชวงศ์ถังอยู่ในใจ เพื่อเป็นการเสริมความจำ

 

ต่อจากนั้น เหยินปาเชียนก็เข้าไปในโลกส่วนตัว ดูเหมือนว่าดวงวิญญาณของเขาได้ทิ้งร่างกายไว้ ในบางครั้ง เขาก็จะกลับไปสู่ความรู้สึกนึกคิดของเขา และมองไปที่ใบหน้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขของเฉินชิ่งกับเจียงหนาน เขารู้สึกมีความสุขไปกับทั้งสองคนด้วย

 

หลังจากที่เข้าร่วมงานแต่งงาน เหยินปาเชียนก็คิดว่าทำไมแม่ของเขาถึงผลักดันให้เขาไปนัดบอดและส่ายหน้าเบา ๆ

 

ถ้าสถานการณ์ไม่เปลี่ยนไป เขาก็ไม่สามารถหาแฟนที่มั่นคงได้

 

 

 

เหยินปาเชียนเดินออกจากภัตตาคาร และลมหนาวก็พัดผ่านใบหน้าของเขา ทำให้คอสั่นและหดลง วันนี้อากาศหนาวมากทีเดียว

 

เขารีบขึ้นรถแล้วเปิดฮีตเตอร์ ในเวลาสั้น ๆ เขาก็รู้สึกอุ่นขึ้น

 

เขาขับรถกลับบ้าน เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วตรวจสอบแอคเคาท์เวย์ปั๋วที่เพิ่งสร้างใหม่ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยสนใจว่ามีใครตรวจสอบแอคเคาท์เวย์ปั๋วของเขาหรือเปล่า แต่เขาก็ยังหวังว่าจะมีใครเห็นและสังเกตรูปที่เขาอัปโหลด

 

ยังไงซะ ก็มีรอยเท้าของเขาในต่างโลกแล้ว

 

เมื่อเหยินปาเชียนล็อกอินแอคเคาท์เวย์ปั๋วแล้ว เขาก็ได้รู้ว่าอัลบั้มของเขามีเพียงไม่กี่ร้อยไลค์ และ 10 คอมเมนต์ เขารู้สึกมีความสุขเล็กน้อย

 

เขาเปิดส่วนคอมเมนต์แล้วอ่านมัน คอมเมนต์ส่วนใหญ่กำลังถามเขาว่าเขาทำงานอยู่ในสวนสัตว์หรือเปล่า เขาทำงานอยู่ส่วนสัตว์แห่งไหน เป็นต้น มีเพียง 2 คอมเมนต์เท่านั้นที่ถามไปที่รูปถ่ายทิวทัศน์ของเขา คอมเมนต์ทั้งสองได้ถามเขาเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายรูป เพื่อที่พวกเขาจะได้ไปเที่ยวที่แห่งนั้นด้วย

 

อันที่จริง สมบัติประจำชาติมีพลังที่น่าหลงใหลที่สุด

[หมีแพนด้า ถือเป็นสมบัติประจำชาติของประเทศจีน]

 

 

 

วันที่สอง เหยินปาเชียนได้อ่านหนังสือบทกวีตลอดทั้งวัน ในช่วงบ่าย เขารู้สึกเวียนหัวและจิตใจของเขาก็ยุ่งเหยิง เขาโยนหนังสือบทกวีลงไปชั้นล่าง เขาขึ้นรถ แล้วก็ออกไปข้างนอกเพื่อพักผ่อน

 

เขาขับรถผ่านตัวเมืองอย่างไร้จุดหมาย เมื่อเขาหันไปที่มุมหนึ่ง เขาก็เห็นหญิงสาวที่ไม่แต่งหน้าถือของไว้หลายอย่างพร้อมกับเดินไปข้างหน้าด้วยความพยายามอย่างมาก เขาถอนหายใจในใจเงียบ ๆ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาก็เหมือนกับเธอ ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอดในเมือง

 

ความเร็วของรถของเขานั้น ทำให้เขาไม่สามารถพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเขาขับผ่านเธอ เขาหันไปมองเธอ เธอดูงดงามและอ่อนช้อย วินาทีต่อมา เขาก็พบว่าค่อนข้างคุ้นเคยในตัวเธอ

 

หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็ยังจำไม่ได้ว่าเธอคือใคร เมื่อเขาสังเกตเห็นเครื่องช่วยฟังที่หูของเธอ เขาก็นึกออกแล้วว่าเธอคือใคร

 

เธอคือสาวเคาน์เตอร์ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งเคยเจอมาก่อนหน้านี้ในภัตตาคาร เขาคิดว่าเธอต้องพัฒนาความบกพร่องทางการได้ยินเมื่อเธอยังเด็กมาก ทำให้เธอไม่สามารถพูดได้ ถึงแม้ว่าเธอจะได้ยินเสียงคนพูดด้วยเครื่องช่วยฟัง แต่เธอก็ยังสูญเสียความสามารถในการพูดออกไปบ้าง ทำให้เสียงของเธอค่อนข้างน่ากลัว และคำพูดของเธอก็ไม่ชัดเจน ดังนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะสามารถพูดได้ แต่เธอก็จะเลือกที่จะไม่พูด

คะแนน 3.8
กรุณารอสักครู่...