ตอนที่แล้วตอนที่ 58: พระราชวังชิงซิน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 60: การเรียนรู้ความรักชาติ

เมื่อเหยินปาเชียนเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สนใจเขา เขาจึงถามออกมา “บอกข้าหน่อยว่าข้าควรจะเรียกท่านยังไง ?”

 

หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง เธอก็รู้สึกว่ามีแนวโน้มที่จะต้องเจอกับชายคนนี้ทุกวัน จากนั้น เธอจึงตอบกลับ “ข้าชื่อหลินเฉี่ยวเล่อ เจ้าเรียกข้าว่าบรรณารักษ์หลินก็แล้วกัน”

 

บรรณารักษ์ ? นั่นก็เหมือนกับผู้ดูแลห้องสมุดใช่มั้ย ? เหยินปาเชียนคิดกับตัวเอง จากนั้นเขาก็ถามคำถามที่เขากังวลอยู่

 

“ยินดีที่ได้รู้จัก บรรณารักษ์หลิน บอกข้าหน่อยว่าข้าต้องทำอะไรบ้าง ?”

 

“ข้าไม่รู้หรอก หาจุดยืนของตัวเองแล้วก็อย่ามารบกวนข้าล่ะ รอให้พระองค์เรียกตัวเจ้าก็แล้วกัน” หลินเฉี่ยวเล่อตอบส่งเดช

 

“เอ่อะ…” เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เหยินปาเชียนก็หาจุดยืนด้วยตัวเอง เมื่อยืนได้สักพัก เขาก็เริ่มเบื่อและนั่งลงบนพื้น

 

พื้นที่นี่ค่อนข้างสะอาดเลยล่ะ คงจะมีคนทำความสะอาดพื้นที่นี่ทุกวันสินะ ถึงทำให้พื้นสะอาดและแวววาว

 

หลินเฉี่ยวเล่อไม่สนใจเขาและนั่งลงเพื่ออ่านหนังสือ หลังจากนั้นไม่นาน เหยินปาเชียนก็สังเกตเห็นว่าหัวของเธอค่อย ๆ ล้มลงที่โต๊ะทีละนิด ๆ

 

เมื่อเหยินปาเชียนได้เห็นแบบนี้ เขาก็เห็นว่ามันตลกมากทีเดียว เธอเป็นตัวอย่างคนขี้เกียจ เขาไม่อาจเชื่อได้ว่าคนที่ดูแลรับผิดชอบห้องสมุดจะนอนหลับอยู่หลังหนังสือเล่มนี้ทุกวัน นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวังในตัวบรรณารักษ์

 

“ตุบ” เหยินปาเชียนเห็นหน้าของเธอยุบลงบนโต๊ะ บรรณารักษ์หลินนี่ตลกจริง ๆ เขาสามารถดูการนอนหลับของเธอได้ตลอดทั้งบ่าย

 

“อ๊ะ !” หลินเฉี่ยวเล่อถูจมูก ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตาที่ดูราวกับว่ากำลังจะไหลลงมาได้ตลอดเวลา

 

เมื่อเธอเห็นเหยินปาเชียนมองไปที่เธอ เธอก็คว้าผมมาปิดหน้าด้วยความรำคาญ

 

เราจะควบคุมความขี้เซายังไงดี ? ตอนนี้มีคนได้เห็นเราเป็นแบบนี้ซะแล้วสิ…

 

ในไม่ช้า เธอก็กลายเป็นเหมยเชาฟง

[เหมยเชาฟง คือตัวละครที่มีพลังมากในนิยายเรื่องมังกรหยก]

 

“เจ้ามองอะไรอ่ะ ! ไม่เคยเห็นคนหลับในรึไง ?” หลินเฉี่ยวเล่อหัวร้อนสุดขีด

 

เหยินปาเชียนกลั้นขำแล้วหันหน้าไปหา

 

ไม่เคยเห็นใครที่จูบโต๊ะด้วยหน้ามาก่อน โดยเฉพาะคนที่น้ำลายไหลย้อยเต็มไปหมด

 

หลังจากนั้นอีกสามถึงสี่นาที เหยินปาเชียนก็คิดว่าหลินเฉี่ยวเล่อน่าจะหัวเย็นลงแล้วและหันหน้ากลับไป เขาเห็นเธอทำหน้ามุ่ยในขณะที่จ้องมองไปข้างหน้าด้วยความงุนงง เมื่อหลินเฉี่ยวเล่อสังเกตเห็นว่าเหยินปาเชียนกำลังมองมาที่เธอ เธอก็หันหน้าไปมองไปอีกด้านหนึ่ง

 

“อารมณ์ของสาวน้อยสินะ” เหยินปาเชียนพูดกับตัวเอง เขาอยากรู้ว่าเธอมาทำงานเป็นบรรณารักษ์ที่นี่ได้อย่างไร

 

“บรรณารักษ์หลิน ท่านเป็นผู้รู้หนังสือใช่มั้ย ?” เหยินปาเชียนถามออกมา

 

“แหงอยู่แล้วสิ !” หลินเฉี่ยวเล่อเงยหน้าขึ้นทันที คล้ายกับแม่ไก่ทะนงตน

 

“ท่านสอนวิธีอ่านให้ข้าหน่อยได้มั้ย ?” เหยินปาเชียนหัวเราะเบา ๆ เขาไม่รู้ว่าเขาจะได้มาโลกนี้อีกกี่ครั้ง เขาคงจะไม่ได้เป็นคนอ่านหนังสือไม่ออกไปตลอดหรอกเนอะ ?

 

มีหนังสืออยู่ที่นี่มากมาย เมื่อเขาได้เรียนรู้วิธีการอ่านแล้ว เขาก็สามารถอ่านหนังสือเหล่านี้ได้ อาจจะมีหนังสือบางเล่มที่เขาสนใจก็ได้

 

“เจ้าไม่รู้วิธีอ่านรึ ?” หลินเฉี่ยวเล่อทำตาโตด้วยความประหลาดใจ มันเป็นเรื่องตลกที่สุดที่นักเล่าเรื่องของพระราชวังชิงซินอ่านหนังสือไม่ออก

 

เหยินปาเชียนกางแขนออกและตอบกลับ “ข้าไม่รู้วิธีอ่านจริง ๆ ท่านสอนข้าหน่อยได้มั้ย ?”

 

“ไม่เอาอ่ะ ข้าไม่อยากสอน” หลินเฉี่ยวเล่อหันหน้าไปอีกครั้ง

 

เหยินปาเชียนยิ้มเฉย ๆ หลินเฉี่ยวเล่อแสดงอารมณ์ของสาวน้อยออกมา เขาคิดว่าเธอยังคงรู้สึกโกรธอยู่

 

เขาตัดสินใจที่จะคุยเรื่องนี้อีกครั้ง หลังจากความโกรธของเธอลดลงแล้ว

 

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เขาก็ไม่ต้องเร่งรีบในการเรียนรู้ภาษาเขียนเท่าไหร่

 

 

 

หลังจากอยู่ที่นั่นอีกหนึ่งชั่วโมง มีคนรับใช้สองคนกำลังถือเครื่องมือทำความสะอาดเดินเข้ามา พวกเขากำมือคำนับต่อหลินเฉี่ยวเล่อ และกล่าวทักทายเธอ “บรรณารักษ์หลิน”

 

ดูเหมือนว่าการกำมือของผู้คนที่นี่เป็นมารยาททั่วไปของแคว้นต้าเย่า ใช้ได้โดยไม่คำนึงถึงเพศ ยกเว้นเมื่อเห็นองค์จักรพรรดินีแล้ว พวกเขาก็ต้องคุกเข่าลงหนึ่งข้าง

 

หลินเฉี่ยวเล่อซ่อนใบหน้าของเธอและพยักหน้าให้คนรับใช้ทั้งสอง เมื่อทำหน้าแปลก ๆ ใส่เหยินปาเชียนแล้ว คนรับใช้ก็เริ่มทำความสะอาด

 

ในตอนที่ทั้งสองเริ่มทำความสะอาดที่นี่ ผู้คุ้มกันก็มาถึงทางเข้า “ผู้เล่าเรื่องแห่งพระราชวังชิงซินอยู่ที่นี่มั้ย ?”

 

“อยู่ ข้าเอง” เหยินปาเชียนกระโดดขึ้นจากพื้น เขาปัดก้นทั้งที่ไม่มีฝุ่นแล้วก้าวไปข้างหน้า

 

“พระองค์ทรงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า” ผู้คุ้มกันตอบกลับและได้พาเขาออกไปข้างนอก

 

ในตอนแรก เหยินปาเชียนคิดว่าเขากำลังจะได้ไปที่พระราชวังเดียวกัน ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เมื่อเดินเลี้ยวไปมา เขาก็ได้รู้ว่าเส้นทางนั้นแตกต่างกัน เสียงเครื่องดนตรีลึกลับโผล่ขึ้นมาจากที่ไกล ๆ เสียงนั้นเยือกเย็นและมืดมน เสียงเหมือนเครื่องดนตรีของชนเผ่าโบราณ มันเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ

 

 

 

เมื่อตามเสียงจากเครื่องดนตรีลึกลับนี้ไป พวกเขาก็ได้มาถึงสวน

 

ทุกที่ในสวนเต็มไปด้วยดอกไม้ที่ดูแปลกตา ซึ่งขัดกับกลิ่นหอมและความน่าหลงใหล แถมยังมีต้นไม้ที่มีความสูงแตกต่างกันไป ซึ่งไม่เหมือนกับสวนที่เรียบร้อยในประเทศจีน พืชในสวนแห่งนี้มีสะเปะสะปะทั่วทุกที่ แต่ก็เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา

 

มีแม่น้ำที่แลดูตื้นไหลผ่านสวน ด้านบนแม่น้ำมีสะพานหินอยู่

 

ที่ที่ไม่ไกลจากสะพานหินนัก จักรพรรดินีในชุดสีแดงนั่งอยู่ในศาลา ด้านข้างจักรพรรดินีมีใครบางคนกำลังเป่าเครื่องดนตรีแปลก ๆ ชิงยวนกับหงหยวนกำลังยืนอยู่ไม่ห่าง

 

ไม่ว่าองค์จักรพรรดินีจะอยู่ที่ไหน สองคนนี้ก็จะยืนอยู่ใกล้ ๆ สิ่งนี้ทำให้เหยินปาเชียนรู้ว่าทุกคนในสถานที่แห่งนี้อาจถูกรุกรานได้ ยกเว้นองค์จักรพรรดินีและคนสองคนนี้

 

พวกเธอคือคนวงในขององค์จักรพรรดินี

 

ไม่มีขันทีในพระราชวังหลวงแห่งต้าเย่า มีเพียงข้าราชการหญิง และคนรับใช้หญิงเท่านั้น ชิงยวนกับหงหยวนต้องเป็นผู้ช่วยที่เชื่อถือได้มากที่สุดขององค์จักรพรรดินีไม่ผิดแน่

 

“กราบถวายบังคมฝ่าบาท” เหยินปาเชียนทำความเคารพจักรพรรดินีด้วยการคุกเข่าลงข้างหนึ่ง

 

“เจ้าเรียนรู้ได้เร็วดีหนิ” จักรพรรดินีขยับสายตามองไปที่เหยินปาเชียน หลังจากนั้น นางก็จ้องค้างเสี้ยววินาที นางยักคิ้วขึ้นและหลังจากนั้นสักครู่ก็ลดระดับลงอย่างช้า ๆ

 

“เจ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร ?” เสียงอันเยือกเย็นขององค์จักรพรรดิดังขึ้นมา

 

“เมื่อซักครู่มีเหตุบังเอิญเกิดขึ้นกับข้าขอรับ ฝ่าบาท โปรดประทานอภัยให้ข้าน้อยด้วยเถิด” เหยินปาเชียนรีบพูดออกมา

 

“ถึงต้าเย่าจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับมารยาทเท่าที่มหาจักรวรรดิเซี่ย แต่เจ้าก็ต้องให้ความสำคัญกับมันเนื่องจากเจ้าเป็นข้าราชการ ครั้งต่อไปหากเจ้าทำให้ข้าเห็นเจ้าแบบนี้อีก…เจ้าจะต้องได้รับความทรมานทางร่างกายอย่างแน่นอน” คำพูดของจักรพรรดินีทำให้เหยินปาเชียนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

 

“ขอรับ ข้าตระหนักถึงความผิดพลาดในตัวข้าแล้ว” เหยินปาเชียนกล่าวอย่างรวดเร็ว ลึก ๆ แล้ว เขากำลังด่าพวกที่อยู่ที่สวนสัตว์ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขา เขาก็จะไม่ได้อยู่ในสภาพแบบนี้

 

จักรพรรดินียักคิ้วขึ้นแล้วพูดออกมา “เจ้าเรียนรู้คำพูดแบบนี้มาจากที่ไหน ?”

 

เหยินปาเชียนหัวเราะเบา ๆ เขาไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเรียนรู้จากทีวี ดังนั้น เขาจึงพูดได้แค่ “พวกเราพูดกันแบบนี้ในประเทศจีนขอรับ”

 

“เจ้าเป็นข้าราชการในประเทศจีนด้วยรึ ?” จักรพรรดินีถามอย่างเรียบง่าย

 

เหยินปาเชียนไม่เคยแม้แต่จะได้เป็นหัวหน้าห้องเลยด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นข้าราชการเลย ลึก ๆ แล้ว เขาคิดว่าเขาควรจะโอ้อวดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองหรือไม่ ถึงยังไงก็เถอะ คำโกหกของเขาไม่สามารถยืนยันจากใครได้เลย

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นและได้เห็นดวงตาอันเยือกเย็นของจักรพรรดินีแล้ว เขาก็เกิดกลัวขึ้นมา ขณะที่คำพูดกำลังจะออกจากปากของเขา เขาก็กลืนมันลงไป จากนั้น เขาก็ส่ายหน้าแล้วตอบกลับ “เปล่าเลยขอรับ ข้าน้อยไม่เคยเป็นข้าราชการมาก่อน”

 

เขารู้สึกวิตก การจ้องมองของจักรพรรดินีนั้นดูคม และดูราวกับว่าสามารถมองเห็นความคิดอ่านของเขาได้ เขากลัวมากจนไม่กล้าพูดเรื่องโกหกที่เขาคิดไว้เลย

 

“เล่าเรื่องของเจ้าต่อสิ” จักรพรรดินีเอนหลังแล้วพูดออกมา

 

เหยินปาเชียนกระแอมไอ เขารู้สึกยินดีมากที่ได้เล่าเรื่องห้องสินประกอบกับเพลงที่เยือกเย็นนี้

 

ขณะที่เหยินปาเชียนกล่าวถึง “หากพระราชาอยากให้ข้าตาย ข้าก็จะต้องตาย” จักรพรรดินีก็ถามออก “คนในประเทศจีนเป็นแบบนี้เหรอ ?”

 

สมองของเหยินปาเชียนบิดตัวพร้อมกับตอบออกมาด้วยความรอบคอบ “มีอีกคำพูดนึงในประเทศจีน ‘ในขณะที่น้ำสามารถทำให้เรือลอยได้ น้ำก็สามารถทำให้เรือจมได้เหมือนกัน’ “

 

เมื่อองค์จักรพรรดินีพูดคุยเกี่ยวกับคำพูดนี้แล้ว นางก็นึกขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าและพูดออกมา “มันทำให้รู้สึกว่า ในฐานะผู้ปกครอง เค้าต้องดูแลคนของเค้า ถ้าผู้คนไม่มีแม้แต่อาหารกิน ผู้ปกครองแบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร ? มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะเริ่มการก่อกบฏ”

 

เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่าองค์จักรพรรดินีทรงพระปรีชายิ่ง ถึงแม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่นางได้ยินคำพูดดังกล่าว แต่นางก็รู้ทันทีว่าพวกเขาต้องการจะสื่ออะไร นางสามารถเติมเต็มคำเหล่านี้ได้ด้วยคำพูดที่เหนือกว่า

 

“ความหยั่งรู้ของฝ่าบาท คือพรของผู้คนขอรับ” เหยินปาเชียนพบโอกาสในการประจบสอพลอองค์จักรพรรดินีแล้ว

คะแนน 3.8
กรุณารอสักครู่...