ตอนที่แล้วตอนที่ 57: ไม่ว่าอะไรก็ตาม การได้เลื่อนต่ำแหน่งเป็นสิ่งที่ดีเสมอ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 59: อยู่ในสวน

เหยินปาเชียนอดกล่าวไม่ได้ว่าคุณภาพขั้นพื้นฐานทางการศึกษาในต้าเย่านั้นน่าเป็นห่วง ไม่ว่าผู้คนจะพูดกันอย่างไร นี่ก็ 70 ปีแล้วนับตั้งแต่แคว้นต้าเย่าก่อตั้งขึ้น ซึ่งทำให้ใครบางคนแปลกใจ มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่อ่านออกเขียนได้ ลองดูประเทศจีนสิ อัตราผู้ที่อ่านออกเขียนได้ช่วงก่อนที่ประเทศก่อตั้งขึ้นนั้นไม่ถือว่าสูงเลย แต่ใน 70 ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่ตัวเลขนี้ก็ไม่ได้เบี่ยงเบนไปมากนัก

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ดูแลฉีคือผู้ดูแลคนสำคัญในสวนสัตว์ และตำแหน่งของเขาคือตำแหน่งสำรองระดับ 9 เขามีลูกน้องเป็นสิบคน ซึ่งรวมไปถึงสมาชิกในครอบครัวของคนงานในสวนสัตว์ พวกเขามีจำนวนรวมกันกว่า 100 คน เขาอ่านหนังสือไม่ออกจริงเหรอ ? นอกจากนี้ ฉีหู่เมื่อสักครู่นี้ยังได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสำรองระดับ 5 เขาเป็นถึงทหารหลวง แต่เขากลับอ่านหนังสือไม่ออก

 

เหยินปาเชียนสงสัยในความสามารถในการถ่ายทอดข้อความหนังสือราชการของพวกเขาอย่างจริงจัง พวกเขาไม่สามารถพึ่งพาผู้ที่อ่านหนังสือออกให้เขียนข้อความตามที่เขาบอกได้ตลอด

 

 

 

เมื่อถึงตอนเที่ยง คนของพระราชวังสองคนก็ได้นำชุดข้าราชการของเหยินปาเชียนมาส่ง

 

มันเป็นเสื้อคลุมที่มีปกเสื้อเอียงเล็กน้อย ซึ่งส่วนหลักมีสีดำ ส่วนคอและแขนเสื้อมีสีแดง แถมยังมีลายนกบนเสื้อคลุม และวัสดุนั้นนุ่มนวลกว่าชุดที่เหยินปาเชียนสวมอยู่อีกด้วย นอกจากนี้ เนื้อผ้ายังมีสัมผัสที่นุ่มนวลคล้ายคลึงกับผ้าไหมอีกด้วย

 

รูปแบบของเสื้อคลุมนี้แตกต่างจากเสื้อคลุมจีนตัวใหญ่ที่มีแขนเสื้อขนาดใหญ่ที่มักจะสวมใส่กันในช่วงจีนยุคโบราณ ถึงแม้ว่าเสื้อคลุมนั้นจะมีความยาวมากกว่าเล็กน้อยและสุดที่หัวเข่า แต่แขนเสื้อก็ความกว้างมากกว่าชุดทั่วไปที่เขาเคยใส่บนดาวโลกเพียงเล็กน้อย

 

เมื่อสวมเสื้อคลุมแล้ว เหยินปาเชียนก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเขาดูดีขึ้นหรือไม่ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การระบายอากาศและความอบอุ่นของเสื้อคลุมนั้นมีช่องว่างมากกว่าชุดที่เขาสวมก่อนหน้านี้

 

สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายก็คือ เขาเป็นคนที่มีไขมันน้อยนั่นเอง

 

ทุกคนในต้าเย่าทั้งตัวสูง แข็งแกร่ง และมีแขนที่ใหญ่พอที่จะใช้เดินเป็นขาได้ ร่างกายของเหยินปาเชียนนั้นเทียบกับพวกเขาไม่ติดเลย และเสื้อคลุมก็ไม่ค่อยเหมาะกับเขาเท่าไหร่

 

ผู้ดูแลฉีมองไปที่เหยินปาเชียนในตอนที่เขาก้าวออกมาหลังจากที่เปลี่ยนชุดแล้ว หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หัวเราะออกมา

 

เหยินปาเชียนรู้สึกหนักใจจากเสียงหัวเราะของเขา เขาสวมเสื้อคลุมผิดด้านรึไงกัน ?

 

“มาหาข้าคืนนี้นะ ข้าจะให้คนมาแก้ชุดของท่านให้พอดีตัว” ผู้ดูแลฉีหัวเราะเสียงดังขึ้นไปอีก

 

เหยินปาเชียนชี้ไปที่ชุดข้าราชการที่หลวมและโป่งพองของเขา เขารู้ในทันทีว่าผู้ดูแลฉีกำลังหัวเราะอะไรอยู่

 

เมื่อสวมเสื้อคลุมที่ใหญ่เทอะทะแล้ว เหยินปาเชียนก็คิดว่าเขาต้องมีลักษณะเหมือนลิงที่ได้สวมเสื้อคลุมจีนไม่ผิดแน่

 

แต่เหยินปาเชียนต้องเดินทางไปพระราชวังชิงซินในช่วงบ่ายวันนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องแก้ชุดเมื่อกลับมาแล้วล่ะ

 

 

 

ในตอนเที่ยง เขารับประทานอาหารกับทุกคนเพื่อฉลองให้กับการเลื่อนขั้นของเขา ถึงแม้ว่าจะเป็นการฉลองแก่เขา แต่อาหารที่จัดเตรียมนั้นไม่ต่างจากอาหารประจำวันของพวกเขาเลย พวกเขาเพียงแค่ใส่เครื่องเทศเพิ่มขึ้น เพื่อให้อาหารมีกลิ่นหอมและมีรสชาติมากขึ้น

 

ในทางตรงกันข้าม งานเลี้ยงกลับคึกคักด้วยเสียงดังและความตื่นเต้น ถึงแม้ว่าเหยินปาเชียนนั้นอยู่ที่นี่มาไม่ได้นานเท่าไหร่ แต่เขาก็ได้ปรับตัวเข้าหาทุกคนในช่วงแรกที่เขามายังโลกนี้

 

เหยินปาเชียนรู้สึกอบอุ่นใจเมื่อได้รับการแสดงความยินดีอย่างจริงใจจากทุก ๆ คน

 

ผู้คนกลุ่มนี้น่าชื่นชมมากจริง ๆ

 

เหยินปาเชียนซึ่งกำลังรู้ซึ้งเมื่อสักครู่นี้ เขายกเก้าอี้ขึ้นเพื่อป้องกันบริเวณหน้าอกของตัวเองและตะโกนออกมาทันที “ใครมันตบข้าด้วยเล็บสกปรกเนี่ย ?”

 

เขาแสดงสีหน้า ‘ใครที่บังอาจตบกูด้วยกรงเล็บที่เลอะน้ำมันอีก กูจะเอาเก้าอี้ไม้ฟาดหน้าแม่งให้แตกเลย’ ออกมา

 

 

 

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ เหยินปาเชียนก็คำนับให้ทุกคน และเข้าไปในพระราชวังพร้อมกับรอยเล็บทั่วร่าง เหยินปาเชียนไม่มีทางเลือกเพราะพวกเขามอบชุดข้าราชการให้เพียงชุดเดียวเท่านั้น เพราะงั้นต่อให้เขาอยากเปลี่ยนชุด เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ มิหนำซ้ำ เวลาก็หมดลงแล้ว เหยินปาเชียนกัดฟันและมุ่งหน้าไปยังพระราชวัง

 

โชคดีที่รอยเล็บเปื้อนน้ำมันที่อยู่บนเสื้อยืดสีดำนั้นชัดเจนมากขึ้นเมื่อโดนแดด พวกเขามองเห็นได้ไม่ชัดในร่มหากไม่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด

 

เหยินปาเชียนยื่นเหรียญตราให้กับผู้คุ้มกันที่ทางเข้าพระราชวังเพื่อทำการตรวจสอบ และพวกเขาทั้งสองคนก็รอเขาอยู่ ผู้คุ้มกันคนหนึ่งนำเหรียญตราเข้าไปในพระราชวังราวสองสามนาทีก่อนที่จะยื่นกลับมามือเปล่า

 

เหยินปาเชียนและผู้คุ้มกันทั้งสองคนรออยู่ข้างนอก พวกเขาส่งสายตาให้กันเป็นครั้งคราว

 

ผู้คุ้มกันทั้งสองคนสะกิดกันขณะที่พวกเขามองไปที่เหยินปาเชียน พวกเขาเห็นเหยินปาเชียนที่สวมชุดข้าราชการขนาดใหญ่กว่าตัว แถมยังมีรอยเล็บเปื้อนน้ำมันบนใบหน้าซึ่งสะท้อนแสงภายใต้แสงแดด

 

หากพวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นภาพลักษณ์ของพระราชวังและต้องควบคุมพฤติกรรมไว้ พวกเขาคงจะขำกลิ้งบนพื้นไปแล้ว

 

เหยินปาเชียนไม่สามารถมองเห็นได้ว่าตัวเขาเป็นอย่างไร เขาจึงไม่สนใจพวกนั้น เสื้อผ้าชุดนี้ก็ยังใส่สบายอยู่ดี

 

เมื่อรอไปได้สักครู่ คนวัยสามสิบกลาง ๆ ถึงสี่สิบปี ซึ่งดูเหมือนข้าราชการหญิงรีบออกมาจากพระราชวัง เธอมองดูเหยินปาเชียนและเกือบจะหัวเราะออกมา

 

“ท่าน..ตามข้ามา” ข้าราชการหญิงพูดออกมา เธอส่งเหรียญตรากลับคืนเหยินปาเชียนขณะที่เธอกำลังพยายามกลั้นหัวเราะอยู่

 

ในตอนที่เหยินปาเชียนเข้าประตูไป เขาได้ยินเสียงทั้งสองคนหัวเราะอยู่ข้างหลัง

 

พวกคุณคงจะรอให้ผมเดินออกไปก่อนถึงจะหัวเราะออกมาสินะ ?

 

ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมถึงต้องกลั้นไว้จนถึงเมื่อกี้ล่ะ ?

 

เพราะงั้นคงจะหัวเราะออกมาได้เมื่อผมหันหลังไปสินะ ?

 

ถ้าเราหันหลังให้พวกเค้าตั้งแต่แรก พวกเค้าก็จะได้ไม่ต้องกลั้นหัวเราะไว้นาน

 

“คุณผู้หญิง ข้าควรเรียกท่านว่ายังไง ?” เหยินปาเชียนหันไปถามอย่างระมัดระวัง เขาไม่รู้ในตัวตนของคนที่อยู่ข้างหน้าเขา อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการโดยจักรพรรดินี เขาอาจต้องเข้ามาพระราชวังบ่อยขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้น มันคงจะดีกว่าถ้าเขารักษาความสัมพันธ์ที่ดีไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

 

“กรุณาอย่าเรียกข้าว่าคุณผู้หญิง ให้เรียกข้าว่าเลขานุการฉี เลขานุการคือตำแหน่งของข้าเอง” สมุห์บัญชีฉีตอบพร้อมกับมองกลับไปที่เหยินปาเชียน

 

“เข้าใจแล้ว” เหยินปาเชียนพยักหน้า ดูเหมือนว่า ‘ฉี’ จะเป็นแซ่ที่ค่อนข้างใช้กันโดยทั่วไป

 

เพราะเขาไม่รู้ถึงลักษณะนิสัยของอีกฝ่าย เหยินปาเชียนจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก ทั้งคู่เดินอย่างเงียบ ๆ มาถึงห้องโถงหนึ่งของพระราชวัง เลขานุการฉีก็หยุดเดินแล้วหันมาพูด “พวกเรามาถึงแล้ว ถือเหรียญตราเข้าไปได้เลย”

 

“ขอบคุณมาก” เหยินปาเชียนคำนับแล้วเดินไปที่ห้องโถงพระราชวัง

 

ห้องโถงพระราชวังนี้สูงสองชั้น ดูเหมือนว่ามันค่อนข้างสูงและใช้พื้นที่มากทีเดียว

 

เมื่อเขาผลักประตูให้เปิดออก และเดินเข้าไปในห้องโถงพระราชวัง เหยินปาเชียนก็ได้เห็นเด็กสาวอายุราว 16-17 ปีนั่งอยู่หลังโต๊ะ เธอสวมชุดที่คล้ายคลึงกับชุดที่ข้าราชการหญิงสวมเมื่อสักครู่นี้ และถือหนังสือไว้ด้วยนิ้ว

 

เธอดูจริงจังมากทีเดียว

 

นั่นคงจะเป็นเฉพาะในกรณีที่น้ำลายไม่ไหลออกจากปากของเธอล่ะก็นะ

 

เหยินปาเชียนรู้สึกว่าเด็กผู้หญิงคนนี้มีพรสวรรค์ เพราะเธอสามารถนั่งหลังตรงพร้อมกับถือหนังสือไว้ในมือ และนอกจากนั้น เธอยังสามารถนอนหลับสนิทได้โดยที่ไม่รู้ว่ามีใครเข้ามาในห้องโถง

 

สิ่งที่ทำให้เหยินปาเชียนประหลาดใจคือ เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นข้าราชการหญิงทั้งที่ยังเด็กอยู่เนี่ยนะ ?

 

เมื่อเห็นว่าเธอหลับสนิท เหยินปาเชียนจึงไม่รบกวนเธอ เขามองไปที่เธออย่างรอบคอบ และสังเกตเห็นว่าเธอค่อนข้างดูดีทีเดียว เมื่อเทียบกับเด็กผู้หญิงต้าเย่าที่เขาเห็นได้ทั่วไปแล้ว เด็กผู้หญิงคนนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนเล็กน้อย

 

เขาไม่รู้ว่าเกิดจากการขาดการรับแสงแดดหรือเปล่าที่ทำให้โทนผิวของเธอดูกระจ่างใส นอกจากนี้ หน้าผากของเธอยังดูไม่เหมือนผู้ชายและคนเกเรอีกด้วย

 

หลังจากนั้น เหยินปาเชียนก็ตรวจสอบห้องโถงอีกครั้ง เขาเห็นว่ามีห้องภายในห้องโถงพระราชวังเรียงรายเป็นแถว ตำแหน่งที่เขายืนอยู่ในตอนนี้อยู่ในทางเดินกว้าง 3 เมตรซึ่งกว้างกว่าเล็กน้อย

 

ห้องพักทั้งสองด้านถูกสร้างขึ้นจากไม้สัก เหยินปาเชียนสามารถมองเห็นได้ว่ามีชั้นวางอยู่มากมาย และมีม้วนกระดาษหลายเล่ม และหนังสือจำนวนหนึ่งที่ทำจากกระดาษหรือหนังสัตว์ เขาคิดว่าทั้งหมดน่าจะเป็นบันทึก

 

ตามที่พูดไว้ ที่นี่คือห้องสมุด

 

เมื่อดูสถานที่แล้ว เหยินปาเชียนก็ไม่มีอะไรจะทำอีก เขาพิงผนังและมองขึ้นไปด้วยความว่างเปล่า

 

 

 

เมื่อเวลาผ่านไปไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ หนังสือในมือของเด็กสาวก็ตกพื้น

 

เด็กสาวตื่นขึ้นจากการนอนหลับ เธอรีบเช็ดน้ำลายและแอ่นตัวเพื่อเก็บหนังสือ และหายใจออกเต็มที่ โชคดีที่ไม่มีใครเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ

 

หลังจากนั้น เธอก็เห็นชายคนหนึ่งที่ยิ้ม “แบบเป็นมิตร” ให้กับเธอ

 

“เอ๊ะ !” เด็กผู้หญิงคนนั้นลืมตากว้างราวกับเธอเป็นแมวที่หวาดกลัว

 

เหยินปาเชียนรีบหยิบเหรียญตราออกมา และแสดงให้อีกฝ่ายเห็น “ข้าเป็นคนมาใหม่ในวันนี้”

 

“โอ้ว ข้าจำได้แล้ว” เด็กสาวก็ตระหนักแล้วต่อมาเธอก็ทุบหัวตัวเอง “เดี๋ยวก่อนนะ ข้าลืมเรื่องนี้ไปแล้วล่ะ”

 

“เจ้าคือผู้เล่าเรื่องคนใหม่ของพระราชวังชิงซินที่จะเริ่มทำหน้าที่ในวันนี้ใช่มั้ย ?” เด็กสาวพูดออกมา จากนั้น เธอก็เงยหน้าขึ้นแล้วพูดต่อ “ทำไมเจ้าถึงไม่เรียกข้าตอนที่มาถึงแล้วอ่ะ ?”

 

ดูเหมือนว่าเธอจะรู้สึกอับอายกับการนอนน้ำลายไหลเมื่อสักครู่นี้

 

“พอดีข้าเห็นท่านนอนหลับสบายมาก ข้าเลยไม่กล้าเรียกท่านน่ะ” เหยินปาเชียนยิ้มกว้าง

 

เด็กสาว “มองแรง” ใส่เขา

 

ยังไงซะ เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว การขู่ของคนที่ “มองแรง” ตรงหน้าเขาดูเหมือนลูกแมวไม่มากก็น้อยเลยล่ะ

คะแนน 3.8
กรุณารอสักครู่...