ตอนที่แล้วตอนที่ 55: เหตุการณ์ในอดีต
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 57: ไม่ว่าอะไรก็ตาม การได้เลื่อนต่ำแหน่งเป็นสิ่งที่ดีเสมอ

เหยินปาเชียนอินไปกับเรื่องราวโดยสมบูรณ์ เขานึกถึงความฉลาดปราดเปรื่องของที่ปรึกษาทางการทหาร ไม่ว่าจะเป็นวิธีการที่เขาในการทำลายแคว้นด้วยตัวคนเดียว และวิธีการที่เขาเดินเกมด้วยการหลอกลวงทุกคน เหยินปาเชียนรู้สึกชื่นชมในตัวเขาอย่างอดไม่ได้

 

“แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นล่ะ ?” เหยินปาเชียนถามออกมา เขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่ปรึกษาทางการทหาร แน่นอนว่าบุคคลที่ยอดเยี่ยมอย่างเขาจะต้องมีทางออกสิ แล้วทำไมเขาถึงทำอย่างนั้นล่ะ ?

 

การที่เขาเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ปรึกษาทางการทหารที่กำลังยิ้มได้ฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษท่ามกลางความเกลียดชังของผู้คน เมื่อที่ปรึกษาทางการทหารเสียชีวิตลงแล้ว หยาเผิงก็พบกระดาษหลายแผ่นในห้องของเขา ซึ่งระบุรายละเอียดแผนการและเหตุผลของเขา

 

เหยินปาเชียนไม่คิดว่าจะลงเอยเช่นนั้น ที่ปรึกษาทางการทหารได้ฆ่าตัวตายด้วยยาพิษ

 

“แต่ก็มีบางคนอ้างว่าได้พบเห็นเค้าที่อื่น ใครจะรู้ล่ะ บางทีเค้าอาจจะแกล้งทำเป็นตายก็ได้” เถ่เตายักไหล่

 

เหยินปาเชียนเชื่อว่านี่แหละคือบทสรุปที่แท้จริง ยังไงซะ คนเราจะพิถีพิถันในการวางแผนการตายได้ยังไงกัน ? บางทีเขาอาจแกล้งทำเป็นตายเพื่อที่จะหลบหนีและเดินทางไปทั่วโลกโดยการปกปิดตัวตนก็เป็นได้

 

“ท่านผู้ดูแลเหยิน ท่านรู้มั้ยว่าทำไมแซ่ของพระองค์ถึงเป็นฉี ?” เถิงหูหลุหัวเราะออกมา

 

เหยินปาเชียนเชื่อว่าคำถามของเถิงหูหลุอาจมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาได้ฟังก็เป็นได้ เขามีแรงบันดาลใจขึ้นมาทันที “เป็นไปได้มั้ยว่าที่ปรึกษาทางการทหารมีแซ่เดียวกันกับพระองค์ ?”

 

“ใช้ได้หนิ จักรพรรดิองค์แรกไม่มีอะไรจะเสียหลังจากการสวรรคตของทั้งราชวงศ์ และไม่ได้คิดว่าพระองค์เองจะได้เป็นจักรพรรดิ หลังจากที่ปรึกษาทางการทหารเสียชีวิตลง พระองค์ก็ได้เปลี่ยนแซ่เป็นฉี บางคนเชื่อว่าพระองค์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงแซ่ เนื่องจากเอกสารที่พระองค์ค้นพบนั่นเอง

 

“มีอะไรเขียนอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นหรอ ?” เหยินปาเชียนถามด้วยอยากรู้อยากเห็น เขาพยายามที่จะรู้ให้ได้ว่าทำไมที่ปรึกษาทางการทหารถึงได้กระทำการเช่นนี้ แม้กระทั่งการจบชีวิตของเขาลงด้วยสาเหตุนี้

 

ไม่ได้เป็นเพราะเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นคนชั้นสูง หรือเป็นผู้มีศีลธรรมที่ได้ข้ามเกินกว่ากิเลศทางโลกไปแล้ว เขาไม่น่าจะวางแผนได้อย่างง่ายดายเพื่อให้ชนเผ่าได้รับผลประโยชน์ไม่ใช่เหรอ ?

 

“ไม่รู้สิ ในตอนนี้องค์จักรพรรดินีน่าจะเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องนี้นะ” เถิงหูหลุส่ายหน้า “มีข่าวลือว่าเค้าเป็นลูกครึ่งชาวเฮ่าและชนเผ่าล่ะ”

 

“พวกท่านรู้เรื่องมากมายเหล่านี้ได้ยังไง ?” เหยินปาเชียนถามออกมาด้วยความอยากรู้ ว่ากันตามเหตุผล ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรเป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลายไม่ใช่เหรอ ?

 

“บรรพบุรุษของข้าได้ต่อสู้อยู่ในกองทัพที่ล้อมโจมตีพระราชวัง” เถิงหูหลุตอบ “เค้าได้บอกปู่ของข้า และปู่ของข้าก็ได้เล่าให้ข้าฟังอีกทอดหนึ่ง”

 

“เหมือนกับข้าเลย” เถ่เตาพยักหน้า

 

“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับชาวเฮ่า และเหล่าทหารกบฏล่ะ ?” เหยินปาเชียนถามต่อ

 

“บางส่วนไปยังแคว้นหยูน แคว้นเฉิน และมหาจักรวรรดิเซี่ย ส่วนที่เหลือก็ไปอาศัยอยูทางใต้น่ะ” เถิงหูหลุตอบ

 

“อยู่ทางใต้เหรอ ? พวกเค้านับว่าเป็นพลเมืองต้าเย่ามั้ย ?” เหยินปาเชียนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาไม่มีอะไรจะต้องปิดบัง เนื่องจากทุกคนรู้ว่าเขาเป็นคนนอกที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับต้าเย่าเลย เพราะฉะนั้น เขาจึงถามออกไป

 

“ที่ราบขนาดใหญ่ใกล้เทือกเขาหกหมื่นเป็นของต้าเย่า ที่นั่นมีประชากรที่คล้ายกับชนเผ่าของต้าเย่า ถึงแม้พวกเค้าจะเป็นคนต้าเย่าก็จริง แต่พวกเค้าก็ไม่พอใจกับการเป็นอย่างนั้น” เถิงหูหลุไม่มั่นใจเล็กน้อยในตอนแรก แต่สายตาของเขาแสดงออกถึงความเกลียดชังอันขมขื่นในตอนที่เขากล่าวถึงความไม่พอใจของพวกเขา เถ่เตาหัวเราะอย่างขมขื่นอยู่ด้านข้าง

 

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เหยินปาเชียนได้เห็นการแสดงออกทางสีหน้าของพวกเขาเป็นเช่นนี้

 

ดูเหมือนว่าจะมีความขัดแย้งกันระหว่างชนเผ่ากับประชาชนที่มาจากแคว้นเฮ่า

 

ถึงแม้ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ดังที่จักรพรรดิเฮ่าเป็นเผด็จการที่โหดเหี้ยม พวกเขาก็ยังเป็นอาณาจักรที่มีอารยธรรม แน่นอนว่าการถูกกลุ่มคนเถื่อนทำลายยับเยินจะทำให้พวกเขาไม่พอใจอย่างถึงที่สุด

 

เช่นเดียวกับที่เห็นในจีนยุคโบราณ มีการลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ชิงอยู่หลายแห่ง

 

เหยินปาเชียนรู้สึกสงสารพลเมืองของแคว้นเฮ่า แต่ตอนนี้เขาได้อยู่ข้างชนเผ่าแล้ว นอกจากนี้ เขาเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่สังคมของชนเผ่า

 

สิ่งที่เหยินปาเชียนทำได้คือรู้สึกเสียใจแก่พวกเขาอยู่เงียบ ๆ ในใจ เนื่องจากทั้งสองมีประวัติศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ เขาไม่ได้คิดว่าเหมือนกับแคว้นเฮ่า แต่กลับสนับสนุนชนเผ่ามากกว่านิดหน่อย

 

เหยินปาเชียนนับอยู่ในใจ ต้าเย่ามีพลเมืองประมาณ 30,000 – 40,000 คน แต่เขาไม่แน่ใจว่าจำนวนดังกล่าวรวมถึงพลเมืองแคว้นเฮ่าที่เหลืออยู่ด้วยหรือไม่ เมื่อถามไปแล้ว เขาพบว่าพวกเขาถูกรวมด้วยแล้ว ซึ่งหมายความว่ามีพลเมืองประมาณ 10,000 – 20,000 ที่เป็นลูกหลานของชนเผ่า ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีที่อาศัยอยู่ในภูเขาอีกมาก

 

ไม่มีใครแน่ใจว่าในวันนี้ชนเผ่าทั้งหลายยังคงอาศัยอยู่ในภูเขาหกหมื่นหรือไม่ เทือกเขานั้นกว้างใหญ่ไพศาล และยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งลาดชันมาก นอกจากนี้ สัตว์ป่าก็แข็งแกร่งขึ้นและมีจำนวนมากอีกด้วย ไม่มีใครเคยข้ามเทือกเขาและเห็นอีกฝากหนึ่งมาก่อน

 

ชนเผ่าที่นับได้วันนี้นับรวมเฉพาะคนที่มาจากฐานที่มั่นที่ได้เข้าร่วมสงคราม

 

 

 

เหยินปาเชียนได้ถามคำถามอีก และขอคำตอบจากเถ่เตากับเถิงหูหลุ ตอนนี้เหยินปาเชียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับต้าเย่าดีขึ้นแล้ว

 

ทั้งฝ่ายกบฏและพลเมืองของแคว้นเฮ่าได้เข้าร่วมกองกำลังและต่อสู้กับชนเผ่าถึงสามครั้งด้วยกัน พวกเขาพ่ายแพ้การต่อสู้ใหญ่ทั้งสามครั้ง พ่ายแพ้ในความสามารถการต่อสู้เกือบทุกครั้ง หลังการต่อสู้ที่เกิดขึ้น มหาจักรวรรดิเซี่ยก็ได้ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์และเอาชนะเมืองชายแดนหลายแห่งได้ทันที หากไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าชนเผ่าได้รับบาดเจ็บสาหัสและแคว้นอื่น ๆ เริ่มเกิดความวุ่นวาย ทุกคนที่มาจากแคว้นเฮ่าอาจถูกทำลายได้เลย

 

ภายใต้เหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งสองฝ่ายถอยหลังคนละก้าว ฝ่ายกบฏและพลเมืองของแคว้นเฮ่าอาศัยอยู่ทางตอนใต้ในฐานะเขตปกครองตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ที่ปรึกษาทางการทหารได้แนะนำไว้ในกระดาษของเขา

 

ภูมิภาคนั้นถูกปกครองโดยคนของตัวเอง และพวกเขาได้รับอนุญาตให้มีกองทัพขนาดเล็ก อุปกรณ์ทางการทหาร และข้อจำกัดของกองทัพมีการบังคับใช้อย่างเข้มงวด และพื้นที่ที่พวกเขาสามารถควบคุมดูแลได้จำกัดขอบเขตไว้แค่ในเมืองเท่านั้น

 

ชนเผ่าปฏิบัติกับพวกเขาในรูปแบบที่ค่อนข้างเสรีนิยมในประเด็นอื่น ๆ และไม่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎอื่น ๆ

 

โดยรวมแล้ว ในทางปฏิบัติ ต้าเย่ายังคงรักษาวัฒนธรรมพื้นบ้าน ปฏิบัติกับผู้ที่มาจากแคว้นเฮ่าอย่างดี อย่างไรก็ตาม พวกเขาเพียงแค่ไม่พอใจจักรพรรดิของแคว้นเฮ่า และผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองทั่วไป

 

กลายเป็นเหตุการณ์ที่พวกเขาถูกทิ้งให้ปกครองตนเอง ชนเผ่าไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องภายในของพวกเขา ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาหรือลองเล่นตลก ถ้าหากชาวเฮ่าพยายามจะทำอะไรบางอย่าง กองทัพชนเผ่าจะจู่โจมพวกเขาเหมือนฝูงตั๊กแตนทีเดียว

 

แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังมีคนที่ไม่ยอมแพ้และเล่นเกมสกปรกเป็นครั้งคราว คู่กับความบาดหมางในช่วงเวลานั้น ความขัดแย้งยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มีจุดสำคัญที่สุดประการหนึ่งในทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่พลเมืองของแคว้นเฮ่าเพียงคนเดียวที่เป็นข้าราชการในพระราชวังหลวงเท่านั้น ตำแหน่งที่สูงที่สุดที่พลเมืองที่เหลือของแคว้นเฮ่าสามารถบรรลุได้จะได้เป็นขุนศึกของเมือง ซึ่งปกครองที่ดินที่มีขนาดประมาณ 1 หมู่ พลเมืองแคว้นเฮ่าที่เหลือไม่ค่อยอาศัยอยู่ในส่วนอื่นของต้าเย่า และทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง ดูเหมือนว่าชนเผ่าไม่ได้มีความกังวลเกี่ยวกับมันเลย และไม่ได้มีแผนการที่จะควบรวมอีกฝ่ายไว้ด้วย นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขายังไม่สงบกับอีกฝ่าย

 

อย่างไรก็ตาม มักจะมีคนที่มีความทะเยอทะยานผู้ที่ไม่พึงพอใจที่ได้ตำแหน่งขุนศึก ทั้งหมดทั้งมวล ขุนศึกมักจะยังคงอยู่ในที่ดิน 1 หมู่ และมักจะมีคนที่ต้องการโอกาสที่กว้างออกไป

 

ถึงยังไงก็เถอะ นี่เป็นสิ่งที่เหยินปาเชียนไม่จำเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด

 

จากเหตุการณ์ที่ผ่าน ๆ มา เหยินปาเชียนอาจคาดเดาได้ว่าทำไมองค์จักรพรรดินีถึงมีปฏิกิริยาอย่างมากหลังจากได้ฟังเรื่องห้องสิน

 

มันมีความคล้ายคลึงกันมากกับสิ่งที่ชนเผ่าเคยประสบมาในอดีต

 

 

 

ทั้งสามคนนั่งคุยกัน เมื่อชายร่างกำยำสามคนที่สวมชุดทหารหลวงได้เดินเข้าทางพวกเขา พลทหารคนแรกคือฉีหู่ ในขณะที่เหยินปาเชียนกำลังลุกขึ้นต้อนรับ เขาก็ได้ยินฉีหู่พูดออกมา “เหยินปาเชียน รับคำสั่งจากพระราชวัง !”

 

เหยินปาเชียนรู้สึกสับสนเมื่อได้ยินคำพูดของฉีหู่ เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี เขาควรจะคุกเข่าลงข้างหนึ่ง สองข้าง หรือยืนรับคำสั่งจากพระราชวัง ? เขาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

 

“ผู้ดูแลเหยิน คุกเข่าลงข้างนึงเพื่อรับคำสั่งจากพระราชวัง” ฉีหู่เข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ของเหยินปาเชียนและกระซิบกับเขา

 

เหยินปาเชียนทำตามทันที

 

จากนั้นฉีหู่ก็ดึงม้วนที่มีขอบสีดำและตรงกลางสีขาว “พระราชกฤษฎีกาจากจักรพรรดินีแห่งต้าเย่า ! เหยินปาเชียนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เล่าเรื่องแห่งพระราชวังชิงซิน ! สิ้นสุดพระราชกฤษฎีกา !”

 

สีหน้าที่ว่างเปล่าปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหยินปาเชียนเมื่อได้ยินสิ่งที่ฉีหู่กล่าว

 

นักเล่าเรื่องแห่งพระราชวังชิงซินที่ฉีหู่บอกมาหมายถึงอะไรกัน ?

 

อย่าบอกนะว่ามีตำแหน่งข้าราชการที่รับผิดชอบในการเล่าเรื่องให้จักรพรรดินีฟังด้วย ?

 

“ผู้ดูแลเหยิน ทำไมถึงยังไม่รับคำสั่งจากพระราชวังไปล่ะ ?” ฉีหู่พูดด้วยเสียงโทนต่ำ

 

“ข้า..ขอน้อมรับคำสั่งด้วยความภักดีต่อฝ่าบาท” เหยินปาเชียนรีบยกมือขึ้นทั้งสองข้างตามที่พวกเขาทำ

 

เมื่อได้รับม้วนหนังสือแล้ว เหยินปาเชียนก็ยังคงสับสน เขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในตอนนี้

 

แน่นอนว่าเราได้รับการเลื่อนตำแหน่งแล้ว

 

ในตอนแรก เรายังเป็นเว่ยยู่หลิวอยู่เลย แต่ตอนนี้เรายังได้รับคำสั่งจากพระราชวังด้วย

 

นี่ต้องเป็นการได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นข้าราชการอย่างแน่นอน

 

แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ? เราควรจะทำยังไง ? เราจะไปอยู่ที่ไหน ?

 

“เซอร์เหยิน ข้าขอแสดงความยินดีกับเจ้า” ฉีหู่กำมือไว้ข้างหนึ่ง และเปลี่ยนวิธีเรียกเหยินปาเชียน

 

“ท่านฉี โปรดอย่าเรียกข้าอย่างนั้นเลย เรียกข้าท่านเหยินยังจะดีกว่านะ” เหยินปาเชียนพาฉีหู่ออกมาข้าง ๆ ในขณะเดียวกัน เขาก็ถามออกมา “ท่านฉี ข้าราชการตำแหน่งนี้คืออะไรเหรอ ?”

 

ฉีหู่ส่ายหน้าด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาด “ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน”

 

เหยินปาเชียนรู้สึกแปลกใจและตกใจอย่างมาก แม้แต่ฉีหู่ก็ยังไม่รู้หรอเนี่ย ? ไม่ใช่ว่าจักรพรรดินีได้ตั้งชื่อสำหรับการเล่าเรื่องให้โดยเฉพาะ เพียงเพราะนางต้องการฟังเรื่องเล่าอีกเนี่ยนะ ?

คะแนน 3.9
กรุณารอสักครู่...