ตอนที่แล้วมารดาปีศาจ ตอนที่ 51 ญาติมิตรมาเยือนถึงหน้าประตู
ทั้งหมดรายชื่อตอน

ตอนที่ 52 อยากรู้อยากเห็นในเรื่องแปลกประหลาด

 

“ไม่มีอะไรนี่” จ้าวฉิงยกมุมปากขึ้น ขณะที่มองเข้าไปภายในห้อง มีประกายอันเย็นเยียบก็วาบผ่านเบื้องลึกในดวงตา หญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยท่วงท่าทรงเสน่ห์ เอ่ยถามขึ้นด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “คุณต้องการจะ……ไปดูสักหน่อยไหมล่ะ?”

 

หญิงผู้นั้นกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สัมผัสที่หกของหญิงผู้นั้นบอกกับเธอว่า หากเธอพยักหน้าตกลงไปแล้วล่ะก็ จะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างยิ่งยวด

 

ฝ่ายชายผู้นั้นคล้ายเพิ่งจะคิดอะไรขึ้นมาได้ กำลังจะเอ่ยปากพูด ก็ถูกฝ่ายหญิงฉุดรั้งเอาไว้เสียก่อน เธอฝืนเค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างยากลำบาก “มืดค่ำแล้วจริงๆ งั้นพวกเราก็ไม่รบกวนพวกคุณแล้ว!”

 

ผู้ชายคนนั้นดูงุนงงไม่รู้เหนือรู้ใต้อยู่บ้าง จากนั้นก็ชำเลืองมองไปทางฝ่ายหญิงแวบหนึ่ง แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะเล่นหัวพลางเดินจากไป ขณะที่เดินก็ยังจับกระเป๋าไปด้วย พวกเขากลัวว่าจ้าวฉิงจะก้าวเข้ามาแล้วก็แย่งเอาอาหารในกระเป๋านั้นกลับคืนไป

 

“เพ้ย! นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!” กู้พ่านพ่านอดบ่นออกมาไม่ได้ พูดเสร็จเธอก็ชะงักไป หันมองไปทางเหยียนฮ่านชิงอย่างอึดอัดใจอยู่บ้าง “ฉัน……ฉันไม่……ไม่ ฉันแค่คิดว่า……”

 

เหยียนฮ่านชิงสั่นศีรษะ “ผมทราบดีว่าพวกเขาเป็นคนประเภทไหน”

 

“ตอนที่พ่อผมจากไป ผู้ชายคนนั้นกังวลว่าแม่ผมจะแต่งงานใหม่แล้วก็เอาสินสอดทั้งหมดติดตัวไปด้วย เขาก็เลยต้องการให้แม่ผมมอบเงินสินสอดทั้งหมดให้กับเขา โชคยังดีที่หัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนมีหลักการชัดเจน จึงไม่ได้ทำให้เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ หลังจากนั้นพวกเขาก็ยังมาก่อกวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ตั้งใจจะเอาเงินสินสอดไปให้ได้อย่างไม่ลดละ ยังพยายามจะแย่งเอาที่ดินบ้านเราไปด้วย” เหยียนฮ่านชิงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “พวกเขาเคยให้ของเพื่อช่วยเหลือบ้านเราจริง เป็นข้าวที่กำลังจะขึ้นราชามหนึ่ง โดยพื้นฐานแล้วผมก็ไม่ต้องการจะใส่ใจพวกเขา แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว……”

 

หาได้ยากที่เหยียนฮ่านชิงจะกล่าวประโยคยาวเหยียดเช่นนี้ออกมา อาจเป็นเพราะได้กลับมายังบ้านเกิด ได้กลบฝังบิดามารดาของเขาให้อยู่เคียงคู่กันเรียบร้อยแล้ว แม้จะเป็นบุรุษที่หลอมจากเหล็ก ก็ยังมีความอ่อนโยนซึ่งไม่มีผู้ใดเคยได้พบเห็นแฝงเร้นอยู่ในนั้น

 

จ้าวฉิงตบบ่าเหยียนฮ่านชิง “ช่วงสองสามวันนี้คุณก็พักผ่อนให้สบายเถอะ ให้เอ้อร์ไตเป็นคนเฝ้ายามที่หลุมศพพ่อแม่คุณตอนกะกลางคืนก็แล้วกัน ไว้ฟ้าสางเมื่อไหร่พวกเราค่อยไปผลัดเปลี่ยนเวรยามกัน คุณไม่ต้องไปกังวลสนใจถึงพวกเขาอีกแล้ว”

 

“ครับ……” เหยียนฮ่านชิงคล้ายกับจะเพิ่งรู้สึกถึงความอ่อนล้าของตัวเองขึ้นมาบ้าง จึงปรับอารมณ์ความรู้สึก เขาไม่ใช่พวกที่ชอบเก็บคำพูดของคนทั่วไปมาฝังลึกไว้ในใจ แต่มีเพียงกลุ่มคนตรงหน้าเขาเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่เขาจะชอบ แต่เขายังถึงขั้นร่วมเป็นร่วมตายด้วยได้[1] นี่ไม่ใช่การพูดเกินเลย คงเป็นการดีกว่าที่จะบอกว่าเหยียนฮ่านชิงนั้นพูดความจริง

 

แท้จริงแล้วเขาเป็นกังวลว่าพวกจ้าวฉิงจะคิดว่าสองคนนั้นมีความสัมพันธ์ฉันท์ญาติมิตรแน่นแฟ้นกับเขามากเกินไป แล้วจะถูกเอาเปรียบบางอย่างเข้าได้ จึงรีบเล่าข้อเท็จจริงออกมา

 

หลังจากทำอาหารมื้อเย็นขึ้นมาใหม่และทานกันเสร็จเรียบร้อย จากนั้นเอ้อร์ไตก็ถูกส่งไปเฝ้ายามที่สุสาน หลังจากจ้าวฉิงกล่อมเสี่ยวเปาจื่อจนงีบหลับไปแล้ว เธอก็ตามไปยังสุสานด้วยอีกคน

 

ยามกลางคืนนั้นอันตรายกว่ายามกลางวันมาก ไม่ใช่แค่เพราะซอมบี้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักขึ้นมากกว่าเดิมเท่านั้น ยังมีพวกพืชสัตว์กลายพันธุ์ทั้งหลายแหล่เหล่านั้นที่แฝงกายอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน

 

ก่อนที่จ้าวฉิงจะตรงไปยังบริเวณสุสานของหมู่บ้าน เธอก็ย่างก้าวไปตรงสุสานของคนอื่นที่อยู่บริเวณนั้นก่อน หญิงสาวมองดูหลุมศพที่ถูกขุดขึ้นมา เพราะเมื่อตอนกลางวันเร่งรีบไปหน่อย เธอจึงไม่ได้พิจารณาให้ละเอียด ยามนี้ตรวจสอบดูอย่างระมัดระวังแล้วพบว่าสถานที่นี้ดูผิดปกติอยู่มากทีเดียว

 

อันดับแรก หลุมศพที่ถูกขุดขึ้นมานี้ ดูๆ ไปแล้วไม่คล้ายกับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาโดยสัตว์ร้าย กลับมีสภาพเหมือนกับใช้อุปกรณ์บางอย่างขุดขึ้นมา และกระดูกที่กระจัดกระจายเหล่านั้น ก็มีหลายชิ้นที่ถูกจัดวางเป็นโครงร่างของมนุษย์ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่โครงกระดูกจากหลุมศพเพียงหลุมเดียว

 

บนโครงกระดูกเหล่านี้มีร่องรอยการถูกแทะกิน แต่เพราะเหตุผลประกอบกันหลายๆ อย่าง จึงทำให้แทบจะมองไม่เห็นแล้ว แต่ก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ได้ถูกกัดแทะโดยสัตว์ร้ายขนาดใหญ่อย่างแน่นอน

 

ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีซอมบี้ซึ่งถือพลั่วมาขุดเปิดหลุมศพแล้วก็ขุดเอาซากศพออกไป?

 

จ้าวฉิงยังตรวจสอบบริเวณโดยรอบอีกหลายแห่ง และพบว่ายังมีบางหลุม ที่มีร่องรอยการขุดออกมาแล้วก็ฝังกลับลงไป สรุปได้ว่านี่มันดูแปลกประหลาดพิสดารเอามากๆ อย่างไรก็ตาม จ้าวฉิงมั่นใจอย่างยิ่งว่าไม่ใช่สัตว์ร้ายอย่างแน่นอนที่จะมาขุดหลุมศพเหล่านี้ เพื่อกินศพที่อยู่ข้างใน แล้วจากนั้นก็กลบฝังกระดูกกลับลงไปอีก

 

หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เธอก็ผละออกจากสุสานบริเวณนี้ เดินตรงไปยังสุสานของหมู่บ้าน เมื่อมาถึงสถานที่นั้น หญิงสาวก็มองเห็นเอ้อร์ไตที่ดูหมดอาลัยตายอยากกำลังนั่งหมอบอยู่หลังต้นไม้ เจ้าซื่อบื้อแต่งกายด้วยชุดทหารลายพราง ซุ่มอยู่ในพุ่มหญ้าสีเหลือง ดวงตากลมโตจ้องเขม็งตาไม่กะพริบไปยังสุสาน มองดูทั้งเคร่งขรึมจริงจังแล้วก็ยังน่ารักน่าเอ็นดูแบบทึ่มๆ

 

เมื่อจ้าวฉิงเดินเข้ามา นัยน์ตาของเอ้อร์ไตก็พลันเปล่งประกายระยิบระยับ ดูเหมือนเขาต้องการจะพุ่งถลาออกมา ทว่าหลังจากพิจารณาอยู่ชั่วครู่ เอ้อร์ไตก็ตัดสินใจหมุนศีรษะกลับไปอย่างเงียบงัน แสดงออกถึงความไม่พึงพอใจของตัวเอง

 

เพราะอะไรทุกคนถึงไปนอนกันได้ แล้วมีแค่เขาที่ต้องมาเฝ้ายามตอนกลางคืน! ที่สำคัญที่สุดก็คือไม่ได้นอนกับจ้าวฉิง! ไม่เห็นจะมีความสุขเลยซักกะนิด!

 

จ้าวฉิงมองไปยังเอ้อร์ไตด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย แล้วก็ทรุดกายลงนั่งย่อตัวข้างๆ เจ้าซื่อบื้ออย่างไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์แต่อย่างใด “หันหน้ากลับมาสิ ทำหน้าหงุดหงิดไม่ได้รับความเป็นธรรมแบบนี้ให้ใครดูกัน?”

 

เอ้อร์ไตไม่ยอมเปล่งเสียงออกมาสักแอะ แล้วก็ไม่หันหน้ากลับไปด้วย ถ่ายทอดความเศร้าโศกขุ่นเคืองในใจเขาออกมาอย่างเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น จากนั้นก็ได้ยินเสียงจ้าวฉิงกล่าวออกมาอย่างเอื่อยเฉื่อย “หันมาสิ ฉันจะจูบนาย”

 

เอ้อร์ไตพลันหันขวับกลับมาด้วยความเร็วแสง ทั้งยังเลือกเอาพวงแก้มส่วนที่ไม่มีใบหญ้าติดอยู่ยื่นเข้าไปให้จ้าวฉิงโดยเฉพาะ จ้าวฉิงอดหัวเราะออกมาไม่ได้ หญิงสาวยื่นหน้าไปจุ๊บแก้มเอ้อร์ไตทีหนึ่ง แล้วจึงเอ่ยขึ้นอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส “ไม่งอนฉันแล้วนะ?”

 

เอ้อร์ไตโน้มตัวเบียดเสียดเข้าไปติดหนึบอยู่ในอ้อมอกของจ้าวฉิงเรียบร้อยแล้ว ท่าทางเจี๋ยมเจี้ยมอย่างยิ่ง

 

ตามจริงแล้วหากนับเฉพาะเรื่อง IQ ของเขา โดยตัดเอาเรื่องอื่นๆ ออกไปให้หมด เจ้าซื่อบื้ออาจจะฉลาดพอๆ กับเด็กแค่ไม่กี่ขวบเท่านั้น ทุกๆ วันจ้าวฉิงต่างก็รู้สึกราวกับเห็นภาพหลอนว่าเธอกำลังเลี้ยงดูเด็กน้อยสามคน คนหนึ่งคือเสี่ยวเปาจื่อ อีกคนคือเอ้อร์ไต แล้วก็ยังมีจ้าวถง

 

โชคดีที่จ้าวถงนั้นเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายเป็นพิเศษ เสี่ยวเปาจื่อในยามปกติก็เป็นเด็กดีเช่นกัน มีแค่เอ้อร์ไตที่มักจะทำตัวซึนเดเระ[2]ใส่เธอเสมอ

 

แต่ถึงอย่างไร ความซึนเดเระของเอ้อร์ไตก็ยังคงทำให้บุคลิกของเขาน่ารักน่าใคร่อยู่เหมือนเดิม

 

“รู้สึกว่าจะยาวไปหน่อยนะ เดี๋ยวกลับไปแล้วหาช่างตัดเสื้อทำชุดให้นายซักหน่อยดีกว่า” จ้าวฉิงไม่ชอบชายเสื้อผ้าที่ยาวเกินตัวของเอ้อร์ไตออกมา เสื้อผ้าชุดนี้เป็นเหยียนฮ่านชิงส่งมอบให้เพื่อแสดงออกถึงมิตรภาพ เปรียบเทียบกันแล้วเหยียนฮ่านชิงยังสูงกว่าเอ้อร์ไตอยู่หลายช่วงศีรษะ ส่วนเรื่องกำยำล่ำสันกว่าเท่าไหร่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เสื้อผ้าของเขาเมื่อถูกสวมใส่อยู่บนร่างของเอ้อร์ไตแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนดั่งเด็กน้อยสวมใส่เสื้อผ้าผู้ใหญ่ทุกกระเบียดนิ้ว ดังนั้นจ้าวฉิงจึงคิดว่าต้องปรับแก้ให้พอดี หากให้เอ้อร์ไตสวมใส่เช่นนี้ ยังหลวมเกินไปอยู่บ้าง

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เอ้อร์ไตนั้นไม่มีเสื้อผ้าให้ใส่แล้ว มีเพียงชุดหนึ่งที่ได้จากกู้ชวนและชุดหนึ่งที่ได้จากเหยียนฮ่านชิง ไว้สวมใส่สลับกัน ชุดไหนสกปรกก็เอาไปซัก แล้วก็ผลัดเปลี่ยนเป็นอีกชุดหนึ่ง รอจนชุดนั้นสกปรก ชุดนี้ก็แห้งแล้ว สามารถนำชุดนั้นไปซักได้

 

สั้นๆ ง่ายๆ ….อนาถาเต็มสิบส่วน…..

 

“อันที่จริง……ใส่เสื้อผ้าของฉันไว้ก็ดีอยู่แล้ว” จ้าวฉิงพลันสัมผัสไปที่ช่วงเอวอันผอมบางของเอ้อร์ไต เอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ แล้วจึงยอมรับว่าเจ้าซื่อบื้อนั้นไร้ซึ่งไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย โดยเฉพาะบริเวณที่จ้าวฉิงกำลังบีบๆ จับๆ อยู่

 

จ้าวฉิงใช้มือวัดขนาดเรือนร่างของเอ้อร์ไต ท่าทางเคร่งขรึมจริงจังอย่างมาก “ไม่คิดว่าจะตัวหนากว่าฉันอยู่นิดหน่อยนะเนี่ย…… หรือว่าหินผลึกจำนวนมากที่กินเข้าไปพวกนั้นจะซ่อนตัวอยู่ในท้องของนาย?”

 

เอ้อร์ไตเบิกตากลมโตวิบวับสวยงามมีเสน่ห์คู่นั้น มองดูจ้าวฉิงอย่างงวยงงสงสัย ขณะที่ขนตาดกหนาพุ่มเล็กก็กะพริบปริบๆ ดูราวกับผีเสื้อที่กำลังขยับปีก

 

หลังจากจ้าวฉิงลูบๆ คลำๆ ไปทั่วทั้งตัวเอ้อร์ไตแล้ว จู่ๆ ก็พลันคิดอะไรพิเรนท์ขึ้นมาได้ “เอ้อร์ไต ฉันขอถามนายซักเรื่องสิ จุ๊ดจู้น้อยของนาย…… มันยังมีความรู้สึกอยู่รึเปล่า?”

 

เอ้อร์ไตหัวหมุนงุนงงเต็มสิบส่วน เขายังไม่สามารถทำความเข้าใจได้แม้แต่น้อยว่า ‘จุ๊ดจู้’ ที่จ้าวฉิงพูดถึงนั้นคือตัวอะไร ไม่ได้ตระหนักเลยว่านี่เป็นมุขตลกสกปรกอย่างหนึ่ง

 

จ้าวฉิงนั้นอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก ถึงอย่างไรซอมบี้ก็ถือได้ว่าเป็นคนที่ตายไปแล้ว เช่นนั้นแล้วซอมบี้……จะสามารถ……แค่กๆ ‘ตั้งขึ้น’ เช่นนั้นได้หรือไม่?

 

จ้าวฉิงจ้องมองไปยังตำแหน่งตรงกลางระหว่างขาทั้งสองของเอ้อร์ไตเป็นตาเดียว รู้สึกลังเลอยู่บ้าง มันจะใช้การไม่ได้แล้ว หรือยังใช้การได้อยู่กันแน่นะ?

 

นี่มันตัดสินได้ยากจริงๆ

———————

[1] ร่วมเป็นร่วมตายด้วยได้ (同生共死) เป็นสำนวน แสดงถึงมิตรภาพระหว่างกัน ว่าสนิทสนมกันมากขนาดร่วมเป็นร่วมตาย

[2] ซึนเดเระ (傲嬌) ทับศัพท์จากภาษาญี่ปุ่น (ツンデレ) โดยย่อหมายถึงลักษณะนิสัยของคนที่ชอบปากแข็ง ทำเป็นผลักไสแต่จริงๆ แล้วไม่อยากให้ไป

 

——————————————-

ประกาศ ตั้งแต่ตอนหน้าเป็นต้นไปจะเริ่มลงขายทางเว็บ storynovelclub ตอนละ 2 บาทเท่านั้น
https://www.storynovelclub.com/novel/15499/

หรือหรือจะซื้อแบบเหมาๆ ตอนที่ 53-100 เพียง 70 บาทเท่านั้น

Fanpage “วันโลกาวินาศของมารดาปีศาจ -นิยายจีนแปล”

——————————————-

ยังไม่มีการให้คะแนน
กรุณารอสักครู่...