ตอนที่แล้วWOD ตอนที่ 12-(2) หมอบซุ่มจำศีล (2)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปWod ตอนที่ 13-(2): หมอบซุ่มจำศีล (4)

ตอนที่ 13-(1): หมอบซุ่มจำศีล (3)

 

“เพียงแต่ จำต้องย้ำเตือนกงจื่ออีกครั้งว่า ศาสตร์วิชาที่จะทำให้ก้าวย่างเข้าสู่เน่ยกง(บ่มเพาะพลังภายใน)ทั้งสามนี้ ล้วนแต่เป็นเพียงเคล็ดวิชาเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงยั่งยืนเท่านั้น แม้หลังจากนั้นจะฝึกฝนบ่มเพาะจนบรรลุผลสำเร็จ หากจะใช้มันไปประมือต่อยตีกับผู้คนนั้น อาจจะไม่แข็งแกร่งทรงพลังสักเท่าไหร่ เหมาะสมจะใช้สืบทอดเพื่อฝึกฝนกันในตระกูลมากกว่า ไม่เหมาะนำไปใช้สู้รบ อีกทั้งขั้นสูงสุดที่เป็นไปได้ก็คือระดับขั้นที่สอง”

 

ตวนมู่หว่านเอ่ยเน้นย้ำ

 

“เคล็ดวิชาเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ทั้งยังมีเพียงสองขั้น…. ไม่มีวิชาเน่ยกงสำหรับกลุ่มผู้บ่มเพาะพลังภายในโดยเฉพาะอะไรจำพวกนั้นหรอกหรือ” ลู่เซิ่งต้องขมวดคิ้วขึ้นมาบ้าง

 

“ย่อมมีอยู่… เพียงแต่วิชาเน่ยกงจำพวกนั้น ส่วนมากจะเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของแต่ละสำนัก…. ต่อให้นำมาให้กงจื่อ แต่กงจื่อท่านจะกล้าหาญชาญชัยไปฝึกฝนมันหรือ”

 

ดวงตาอันงดงามของตวนมู่หว่านชำเลืองมองมา มีประกายขบขันอันบางเบาสายหนึ่งแฝงเร้นอยู่ภายในขณะที่จ้องมองลู่เซิ่ง

 

ลู่เซิ่งนิ่งขรึมลงไป แล้วจึงหัวเราะออกมาเช่นกัน

 

“เป็นเช่นนั้นจริง วิชาเน่ยกงจำพวกนั้น ข้าย่อมไม่กล้าฝึกฝน หากเคล็ดวิชาในสำนักรั่วไหลออกมาแม้เพียงน้อยนิด ย่อมต้องเป็นความแค้นเคืองถึงขนาดไม่ตายก็ไม่เลิกราเป็นแน่”

 

“หากกงจื่อทำความเข้าใจได้ก็ประเสริฐ แน่นอนว่าก็ยังมีตำราลับเน่ยกงที่มีลำดับขั้นต่ำสุดอยู่บ้าง ทว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับทั้งสามเล่มที่ได้กล่าวถึงเมื่อครู่ ตำราลับเหล่านั้นจำต้องอาศัยระยะเวลายาวนานอย่างยิ่งยวด อีกทั้งพลังก็หาได้โดดเด่น มิได้ดีเลิศเท่าสามเล่มที่คุ้มค่าแก่การต่อรองเหล่านี้”

 

เพราะก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งยอมรับออกมาโดยทันทีว่าตนเองหวาดกลัวจนไม่กล้าฝึกฝน นี่อยู่เหนือความคาดหมายของตวนมู่หว่าน นางจึงอดไม่ได้ต้องมองประเมินอีกฝ่ายเสียใหม่ อยู่ต่อหน้านางที่เป็นโฉมงามล้ำเลิศถึงเพียงนี้ บุรุษแทบทุกผู้ในเมืองต่างก็รู้สึกว่าในจิตใจมีความห้าวหาญฮึกเหิมพลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ล้วนต้องแสดงท่วงท่าอันกล้าหาญทรงพลังของตนเองออกมาสักฉากหนึ่ง

 

ทว่าลู่เซิ่งกลับสามารถกระทำการโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย เขาเอ่ยคำว่า ‘ข้าไม่กล้า’ สามพยางค์นี้ออกมา นี่หาใช่สิ่งที่บุรุษทั่วไปจะสามารถยอมรับได้

 

“ศาสตร์เปิดทางเข้าสู่เน่ยกงทั้งสามของเจ้านี้ ไม่ตรงกับความต้องการของข้าเท่าใดนัก”

น้ำเสียงของลู่เซิ่งทุ้มต่ำลง

 

“ลู่กงจื่ออย่าได้รีบร้อนปฏิเสธไปเสียก่อน ต้องรู้ไว้ว่า ตำราลับเน่ยกงเหล่านี้หาใช่หัวผักกาดขาวในตลาด คิดอยากจะให้มีก็มีได้เลยเสียเมื่อไหร่” ตวนมู่หว่านเอ่ยพร้อมแย้มยิ้มกว้างขวาง

 

“ครานี้ที่ข้าพกติดตัวได้มาสองสามเล่ม ก็นับว่าเป็นเพราะโชคช่วย ช่วงเวลาต่อจากนี้ ข้ายังไม่อาจตัดสินใจได้….”

 

ลู่เซิ่งไม่อาจทำความเข้าใจได้แน่ชัดนักว่านางหมายถึงอะไร

 

“ตำราลับเหล่านี้ นำมาทำสำเนาแล้วส่งขายซ้ำไปเรื่อยๆ มิได้หรือ”

 

“กล่าวไปแล้วก็เป็นเช่นนี้ ทว่าเล่มที่อยู่กับข้านี้ สามารถขายได้เพียงครั้งเดียว ถือเป็นต้นฉบับ” ตวนมู่หว่านเอ่ยอย่างเชื่อมั่นในตนเอง

 

“ประโยคนี้เป็นความจริงหรือ?” ในใจลู่เซิ่งเริ่มโยกคลอนขึ้นมาครามครัน

 

“ย่อมเป็นความจริง สำหรับเคล็ดอสูรทมิฬเล่มนั้น ลู่กงจื่อยังคงอย่าได้ไปฝึกฝนจะดีกว่า เคล็ดวิชานี้มิเพียงแต่จะเป็นเสี้ยวตำราที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้น มันยังถูกส่งต่อเป็นทอดๆ มาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน หากต้องการจะตามหาส่วนที่เหลือทั้งหมดนั้น ความเป็นไปได้ยากเย็นจนแทบไม่มี” ตวนมู่หว่านกล่าวโน้มน้าว

 

ลู่เซิ่งจมจ่อมอยู่ในห้วงภวังค์ของตนเอง

 

“ไม่ทราบว่า ในมือแม่นางหว่านเอ๋อร์ยังมีตำราลับอื่นๆ อยู่อีกหรือไม่ ข้าเองก็ไม่ได้ต้องการฉบับดั้งเดิมอันใด เพียงฉบับสำเนาก็ใช้ได้แล้ว คิดเป็นหนึ่งร้อยตำลึงต่อเล่มเป็นอย่างไร?”

 

สีหน้าของตวนมู่หว่านยังคงเฉยชาไม่ยินดียินร้ายเช่นเดิม มีเพียงรอยยิ้มจางๆ แต่งแต้มอยู่

 

“ลู่กงจื่อลุ่มหลงในวิชายุทธ์ถึงเพียงนั้น?”

 

“เป็นเช่นนั้น ข้าเป็นผู้ลุ่มหลงคลั่งใคล้ในวิชายุทธ์จริงๆ” ลู่เซิ่งเอ่ยตอบอย่างเคร่งขรึมจริงจัง

 

ตวนมู่หว่านมองเขาไม่วางตาอย่างสนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสองต่างก็จ้องหน้ากันและกันเช่นนั้นอยู่เป็นนาน จู่ๆ หญิงสาวก็พลันแค่นหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง

 

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยกมือจ่ายเงินแลกสินค้าเถิด”

 

“ยกมือส่งสินค้าแลกเงินจะเหมาะกว่า ข้าต้องการวิชากระเรียนหยก”

 

ลู่เซิ่งสุ่มหยิบเลือกตามใจชอบมาเล่มหนึ่ง เขาหยิบตั๋วแลกเงินออกมาจากอกเสื้อ นี่จึงเป็นเงินออมก้อนสุดท้ายของเขาแล้ว หมดจากนี้ไปก็ไม่มีหลงเหลืออยู่อีก

 

ตวนมู่หว่านรับตั๋วเงินไป แม้แต่ชำเลืองมองยังไม่มองสักแวบเดียว สอดลึกเข้าไปในแขนเสื้อทันที ก่อนจะวางตำรากระเรียนหยกลง

 

“เช่นนั้นก็หวังว่ากงจื่อจะสำเร็จยอดวิชายุทธ์ได้ในเร็วๆ นี้”

 

“ขอขอบใจสำหรับคำอวยพรของเจ้า”

ลู่เซิ่งยืดกายลุกขึ้นส่งนางออกไป

 

รอจนกระทั่งส่งตวนมู่หว่านออกจากประตูใหญ่ไปแล้ว ทั้งยังมองตามนางขึ้นไปบนรถม้า ค่อยๆ เคลื่อนจากไปอย่างช้าๆ ลู่เซิ่งจึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

 

ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเพราะเหตุผลกลใด ทุกคราที่เขาได้เผชิญหน้ากับตวนมู่หว่าน ก็จะเกิดความรู้สึกตื่นตัวระแวงระวังขึ้นมาเอง

 

ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงสตรีอ่อนแอบอบบางผู้หนึ่ง คล้ายจะไม่ได้ฝึกฝนวิชายุทธ์อันใดเลยด้วยซ้ำ ทว่าเขาก็มักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่เสมอ

 

เหม่อมองตามรถม้าที่ค่อยขยับโขยกโยกเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า จนถึงปลายสุดหัวมุมถนนสายนี้ ก็ไม่อาจมองเห็นได้อีก

ยามนี้เองลู่เซิ่งจึงได้หมุนกายกลับเข้ามา

 

ในมือถือตำราศาสตร์วิชากระเรียนหยกเอาไว้ ใจของลู่เซิ่งลังเลอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังคงตัดสินใจจะทดลองดูเนื้อหาด้านในศาสตร์แรกเริ่มแห่งเน่ยกงเล่มนี้ดูก่อน จากนั้นจึงค่อยว่ากันอีกที

 

************

 

ณ ศาลว่าการหน่วยหยาเหมินแห่งเมืองจิ่วเหลียน

 

ลานกว้างของหน่วยหยาเหมินทำมุมตั้งฉากหันหน้าเข้าหาห้องพิจารณาคดี พื้นปูด้วยแผ่นหินสีขาวสะอาดไว้ชั้นหนึ่ง เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบก็พลันสะท้อนแสงเจิดจ้าเสียดแทงนัยน์ตาผู้คน

 

ในลานกว้าง ห้องพิจารณาคดีที่อยู่ด้านข้าง มีต้นเสาทรงกลมสีแดงชาดตั้งเรียงอยู่กว่าสิบต้น คอยทำหน้าที่ค้ำจุนหลังคาสีแดงสว่างเอาไว้

 

สองฟากฝั่งของห้องพิจารณาคดีมีไม้พลองชาเวย[1]วางเรียงเป็นแถวคู่ขนานกันไป ล้วนฉาบทาด้วยสีแดงสด

 

ผู้ว่าการศาลนามว่า ‘ซ่งตวนฉื่อ’ นั่งอยู่เหนือโต๊ะว่าการในห้องพิจารณาคดี คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันเป็นปมแน่น ที่เบื้องหลังของเขานั้นจัดวางไว้ด้วยภาพวาดขนาดมหึมาของท้องนภาปลอดโปร่งอันกว้างใหญ่ไพศาล มีเซียนเฮ่อ(กระเรียนมงกุฎแดง, กระเรียนอมตะ)[2]ตัวหนึ่งกำลังสยายปีกโบยบินขึ้นสู่กลางเวหา

 

ที่ด้านล่างทั้งสองฟากฝั่งยืนไว้ด้วยบุรุษฟากละสองคน นับรวมได้เป็นสี่คน

 

แต่ละคนต่างก็เป็นผู้นำตระกูลแซ่เจ้า, แซ่หลี่, แซ่ลู่ และแซ่เจิ้งทั้งสี่ตระกูลนี้ตามลำดับ

 

อำนาจของทั้งสี่ตระกูลแผ่ปกคลุมกิจการร้านค้ากว่าครึ่งของทั้งเมืองจิ่วเหลียนแห่งนี้

 

ลู่เฉวียนอันเองก็ย่อมเป็นหนึ่งในนั้น

 

เขาสวมใส่เสื้อกั๊กปักลายเป็นรูปเงินหยวนเป่า(ง้วนป๋อ) ทั้งยังสวมใส่หมวกหยกแดง มือก็ลูบเคราที่ปลายคางไม่ยอมหยุด สายตาจดจ้องไปยังนายใหญ่แห่งศาลว่าการอย่างเคร่งเครียด

 

ทั้งห้าคนล้วนพากันเงียบงัน แม้แต่ผู้ว่าการศาลก็ไม่เว้น

 

ผู้นำตระกูลเจ้า ‘เจ้าชือเต๋อ’ เป็นชายชราร่างศีรษะล้านเลี่ยนร่างกายกำยำล่ำสัน บุคลิกดูคล่องแคล่วดุดัน ตระกูลเจ้าของเขาเป็นผู้ยึดกุมกิจการเหลาสุราอาหาร, หอโคมเขียว(หอนางโลม), เรือนร้องรำและบ่อนพนันทั้งหมดในเมืองจิ่วเหลียน เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในบรรดาทั้งสี่คน

 

ยามนี้ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยอมเอ่ยปากพูดคุย เขาจึงต้องทำหน้าหนาสอดคำขึ้นก่อน

 

“ซ่งเหล่าแหย(ท่านซ่ง) ท่านสั่งการให้พวกเราค้นหาคน ค้นหาสิ่งของ ทางเราก็จัดการส่งคนลงไปดำเนินการตามนั้น เดิมทีตอนแรกก็ยังคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้น

ไหนเลยจะคาดคิด ยามนี้คนของเราได้ทยอยหายสาบสูญกันไปทีละคนๆ จนนับได้สิบกว่าคนแล้ว นี่จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของผู้คน

สถานการณ์คับขันถึงเพียงนี้แล้ว หากท่านยังไม่ยอมเอ่ยปากบอกเล่าความจริงออกมาอีก เช่นนั้นก็อย่าได้ขุ่นเคืองที่ทางเราจะไม่ขอช่วยเหลือท่านอีกต่อไป”

 

ลู่เฉวียนอันตัดสินใจแน่วแน่แล้วที่จะปิดปากเงียบ ไม่ยอมเอ่ยคำใดออกมาทั้งสิ้น คนจากอีกสองตระกูลที่เหลือก็คิดเห็นเช่นเดียวกันกับเขา

 

ผู้ว่าการซ่งตวนฉื่อยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก จากนั้นก็ทอดถอนใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง

 

“ทั้งสิ่งของ ทั้งคน ล้วนเป็นคำสั่งจากเบื้องบน ข้าเองก็ไม่อาจทำอันใดได้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวแปลกประหลาดไม่หยุดหย่อนล้วนทยอยผุดกันขึ้นมา ทั้งที่ในและนอกเมืองล้วนมีหมด ข้าเองก็ได้ขอให้ทางวัดหงเหลียนช่วยประกอบพิธีกรรมเพื่อจัดการเรื่องนี้แล้ว ทว่าก็ไร้ซึ่งผลลัพธ์อันใด”

 

บรรดาผู้กล้าในใต้หล้าที่เชื้อเชิญมา ก็ออกไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย มิอาจทราบได้แน่ชัดว่าหนีเตลิดไปแล้ว หรือ….. คดีหมู่ตึกแซ่หวางที่นอกเมืองนั่นก็ยังไม่อาจจะไขคดีกันออกมาได้จนถึงทุกวันนี้

ยามนี้ที่เรียกพวกท่านทั้งสี่มาพบ ก็เพื่อจะขอคำปรึกษาหารือดูว่าพวกท่านทั้งสี่มีความคิดดีๆ อะไรบ้างหรือไม่ เนื่องเพราะเมืองจิ่วเหลียนนี้ กล่าวถึงที่สุดแล้วก็ยังเป็นเมืองจิ่วเหลียนของพวกเราทุกคน”

 

พวกลู่เฉวียนอันสามคนยังคงเงียบขรึมไม่พูดไม่จาเช่นเดิม กลับเป็นเจ้าชือเต๋อที่แค่นเสียงออกมาคำหนึ่ง

 

“เรื่องค้นหาคน ยามนี้คงไม่อาจกระทำต่อไปได้อีก พวกเราก็หยุดพักไว้ก่อนเถอะ สำหรับเรื่องราวอื่นใด ซึ่งเหล่าแหยท่านมิอาจหาหนทางที่เหมาะสมได้ อันที่จริงข้าได้ว่าจ้างยอดฝีมือผู้แกร่งกล้าเหนือสามัญไว้แล้วตำแหน่งหนึ่ง เพื่อให้มาช่วยตรวจสอบเรื่องราว เพียงแต่ สำหรับเรื่องรางวัลที่จะมอบให้นั้น หากจะให้ตระกูลของข้าเป็นผู้จ่ายเพียงฝ่ายเดียวก็คงจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ ใช่หรือไม่?

 

“ในเมื่อเป็นยอดฝีมือ ที่มีกำลังความสามารถจะจัดการแก้ไขเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง แน่นอนว่าทางศาลว่าการจะมอบรางวัลทั้งหมดให้เขาอย่างเต็มที่” ผู้ว่าการศาลรับปากอย่างมั่นเหมาะไว้ก่อนล่วงหน้า

 

“ตระกูลของข้าจะให้การช่วยเหลือเป็นเงินหนึ่งพันตำลึง”

 

“ข้าก็เช่นกัน” ลู่เฉวียนอันส่งเสียงขึ้นอย่างไม่กล้าชักช้า

 

“ข้าก็ด้วย” ผู้นำตระกูลคนสุดท้ายก็ไหลไปตามกระแสและมอบเงินพันตำลึงออกมาเช่นกัน

 

“เอาล่ะ เช่นนั้นเรื่องของตระกูลฉูก็นับว่ามีผู้รับไปจัดการแล้วชั่วคราว ทว่า สำหรับคดีหมู่ตึกแซ่หวาง….” ผู้ว่าการศาลเริ่มรู้สึกอึดอัดขัดเขินขึ้นมาอีก

 

“หมู่ตึกแซ่หวาง…. นั่นไม่ใช่ว่าเป็นคดีที่ภรรยาน้อยกระโดดลงไปในบ่อน้ำหรอกหรือ เข้าข่ายตัวบทกฎหมายของต้าซ่งโดยตรง เช่นนั้นจัดการตามหลักกฎหมายไปก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ” ผู้นำตระกูลหลี่เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

 

“หากว่าง่ายดายถึงเพียงนั้นก็คงจะดีมากแล้ว ปัญหามีอยู่ว่า ถึงตอนนี้ก็ยังมิอาจค้นหาศพของภรรยาน้อยผู้นั้นได้เลย ซ้ำร้ายที่ก้นบ่อก็ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว ทว่าบรรดาผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่ตึกหลายคนล้วนกล้ากล่าวคำสาบานกันอย่างมั่นใจ ว่าได้มองเห็นภรรยาน้อยผู้นั้นกระโดดลงไปในบ่อด้วยตาของตนเอง อีกทั้งพวกเราก็ยังพบรอยเท้าหลายรอยอยู่ที่ข้างบ่อจริงๆ….”

 

ผู้ว่าการศาลเอ่ยพลางสั่นศีรษะอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า

 

‘ช่วงนี้ช่างเกิดเรื่องราวรุนแรงมากหลายยิ่งนัก อา….’ ลู่เฉวียนอันได้ยินได้ฟังว่าสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ ก็ทอดถอนใจเบาๆ ออกมาอย่างขมขื่น

 

จากนั้นก็ค่อยประหวัดนึกไปถึงสีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างสุดขีด ที่ประดับอยู่บนใบหน้าสหายเฒ่าแซ่ฉูของตนยามต้องเผชิญหน้ากับความตาย ในหัวใจของเขาก็พลันขมวดขึ้งตึงเครียดขึ้นมา

 

———————–

 

[1] ไม้พลองชาเวย (杀威棒) เป็นไม้พลองลงทัณฑ์ สำหรับผู้ที่โดนโทษโบย (ท่านผู้อ่านคงคุ้นเคยกันดีกับคำพูดประมาณว่า ‘ลากตัวมันออกไปโบยห้าสิบไม้’ ซึ่งถ้าเป็นที่ศาลว่าการก็จะใช้เจ้าไม้นี้เฆี่ยนตีให้นักโทษยอมรับผิด เห็นรูปทรงไม้แล้วจะเข้าใจว่าทำไมโทษโบยของจีนถึงหนักหน่วงมาก ถึงขั้นพิการได้เลย ไม้ใหญ่มากครับ รูปประกอบที่เอามานี้ให้ดูไม้ที่ถืออยู่ในมือเจ้าหน้าที่ซึ่งยืนกันอยู่ด้านข้างนะครับ ที่ส่วนปลายทาสีแดงๆ: https://goo.gl/images/Ya1Wfc

[2] เซียนเฮ่อ (仙鹤) คือนกกระเรียนมงกุฎแดง คำว่าเซียนนี้เป็นตัวอักษรที่แปลว่าเป็นอมตะ บางครั้งจึงเรียกกันว่ากระเรียนอมตะ

 

 

——————————————-

Fanpage  “มรรคาพญามาร Way of the Devil”

https://www.facebook.com/WOD.ThaiTranslate

——————————————-

 

คะแนน 4.2
กรุณารอสักครู่...