ตอนที่แล้วตอนที่ 34: พร้อมเมา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 36: รางวัลปลอบใจ

โกวข่ายนั้นอารมณ์ไม่ดีในวันนี้ เมื่อเขาดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เขาก็จะเมาหัวราน้ำ ถึงแม้ว่าพนักงานเสิร์ฟได้อธิบายสถานการณ์ให้เขาแล้ว เขาก็ยังพูดจาไม่เหมาะสมอยู่อีก หญิงสาวที่ชื่ออันเฟยนั้นถึงกับน้ำตาคลอเบ้า แม้ว่าเธอจะไม่ได้ยินสิ่งที่โกวข่ายพูดออกมา แต่เธอก็ยังสามารถอ่านริมฝีปากของเขาได้ แม้แต่คนหูหนวกก็ยังสามารถเข้าใจความหมายของคำนั้นได้

 

“หนู…ไม่ใช่…คนใบ้…นะคะ !” อันเฟยพูดออกมาในตอนนั้น ดูเหมือนว่าเธอไม่ค่อยได้พูดเท่าไหร่ เสียงของเธอนั้นแห้งและฟังไม่ค่อยชัด

 

“ถ้าพูดจะอย่างนั้น เงียบปากไปเลยยังจะดีกว่านะน้อง” ตัวของโกวข่ายโยกเยกไปมา เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเมาอยู่

 

ลูกค้าในภัตตาคารหลายคนรู้ว่าพนักงานเคาเตอร์หญิงคนนี้มีปัญหาเรื่องการได้ยิน เธอมักจะสวมเครื่องช่วยฟังสีแดงไว้ในหูของเธออยู่เสมอ ทุกคนเห็นอกเห็นใจผู้หญิงคนนี้มาก

 

เพราะฉะนั้นเมื่อทุกคนได้ยินสิ่งที่โกวข่ายพูดออกมา ทุกคนก็มองโกวข่ายด้วยความแค้นเคือง

 

อีกมุมหนึ่ง เหยินปาเชียนไม่สามารถทนเห็นได้อีกต่อไป เขาดึงโกวข่ายไปอีกด้านหนึ่งและพูดกับอันเฟย “พวกผมต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีเขากำลังเมาอยู่น่ะ”

 

“เหยินปาเชียน ทำงี้หมายความว่าไงวะ ? กูแค่ถามเธอนิดหน่อยเอง กูพูดอะไรให้มึงไม่พอใจรึไง ? มึงกำลังจะสวมบทเป็นพระเอกหรอวะ ?” โกวข่ายนั้นโกรธจัดเมื่อเขาได้รู้ว่าเหยินปาเชียนลากเขาออกไปและทำให้เขาเดินโซเซ

 

“สูลี่ พาเขาออกไปจากตรงนี้ก่อน” เหยินปาเชียนบอกกับสูลี่ โกวข่ายนั้นไม่สบอารมณ์เขาเลย และได้ผลักตัวเขาออกไปด้วยแขนข้างเดียว

 

เมื่อต่งไห่ฉิงและเฉินบิงได้เห็นฉากนี้จากข้างหลัง พวกหล่อนก็ดึงโกวข่ายออกจากภัตตาคารไปรับอากาศบริสุทธิ์

 

“เห้ย อย่าลากกูไป ปล่อยกูเดี๋ยวนี้ กูจะไปคุยกับมัน เหยินปาเชียน มึงเป็นอะไรของมึงวะ ? พอเรียนจบแล้วก็เห็นหอสระอีดีกว่าเพื่อนหรอวะ ? กูไปทำอะไรให้มึง ? ทำไมมึงต้องลากกูออกไปด้วยวะ ?”

 

เหยินปาเชียนไม่ได้สนใจเขาและได้หันกลับไปมองอันเฟย ในตอนนี้ เธอกำลังเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเธออยู่ แถมดวงตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดงอีกด้วย

 

“พวกผมขอโทษจริง ๆ นะครับ เขากำลังเมาอยู่ โปรดอย่าถือสาเขาเลยนะครับ” เหยินปาเชียนพูดออกมา แล้วเขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นคนหูหนวก เขาจึงหยิบกระดาษจากเคาน์เตอร์และเขียนใส่กระดาษ “พวกผมขอโทษจริง ๆ นะครับ เขากำลังเมาอยู่” แล้วก็ยื่นให้กับเธอ

 

เธอเขียนตอบกลับด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ”

 

เหยินปาเชียนยิ้มให้เธอ จากนั้นเขาก็ถามพนักงานเสิร์ฟข้างเขาว่า “ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ ?”

 

“632 หยวนครับผม” พนักงานเสิร์ฟตอบกลับหลังจากไปดูบิลที่เคาน์เตอร์แล้ว

 

เหยินปาเชียนจ่ายเงินไปและเขียนใส่กระดาษ “อย่าไปสนใจว่าคนอื่นจะกล่าวหาคุณยังไง ในโลกนี้มีคนที่ดูน่ากลัวอยู่ก็จริง แต่ก็มีจิตใจดีเหมือนกันนะ คุณทำได้ดีที่สุดแล้วล่ะครับ”

 

เมื่ออันเฟยได้เห็นคำพูดเหล่านี้ แม้ว่าดวงตาของเธอจะยังคงเต็มไปด้วยน้ำตา แต่เธอก็ยังยิ้มให้เหยินปาเชียน แล้วเธอก็เขียนลงบนกระดาษ “ขอบคุณมากค่ะ !”

 

เมื่อเหยินปาเชียนได้เห็นรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ของผู้หญิงคนนี้ เขาก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างสัมผัสเข้าที่จุดอ่อนในหัวใจของตัวเอง

 

เหยินปาเชียนโบกมือให้เธอและออกจากภัตตาคาร ในตอนที่เขาเดินออกไปจากภัตตาคาร เขาก็ได้ยินเสียงพนักงานเสิร์ฟด่าออกมาเบา ๆ “ไอ้กากเอ๊ย” ใช่แล้ว เขาด่าโกวข่ายนั่นเอง

 

 

 

เมื่อเขาเดินออกจากภัตตาคารแล้ว เขาก็เห็นทุกคนยังรออยู่ข้างนอก โกวข่ายนั่งอยู่ตรงบันไดด้วยอาการมึนงง แล้วก็อ้วกแตกเต็มพื้น

 

“พอมีลมพัดเข้ามา เขาก็อ้วกแตกเลย” เฉินบิงหันกลับไปพูดกับเหยินปาเชียน

 

“ใครรู้บ้างว่าเขาพักอยู่ไหน ? เรียกแท็กซี่มารับเขากลับไปที”

 

“เราพอจะรู้ว่าเขาพักอยู่ไหน” ฉีคายตอบกลับ

 

“เฟยเฟย เธอกำลังจะไปส่งจางเสี่ยวถงกลับหรอ ?” ต่งไห่ฉิงถามเหมียวเฟยเฟย

 

เมื่อพวกเขาส่งฉีคายและโกวข่ายขึ้นแท็กซี่แล้ว สูลี่ เหมียวเฟยเฟย และจางเสี่ยวถงก็ขึ้นแท็กซี่อีกคันไป

 

เหลือแค่ต่งไห่ฉิง เฉินบิง และเหยินปาเชียนเท่านั้น

 

เมื่อเห็นแท็กซี่ทั้งสองคันขับออกไป ต่งไห่ฉิงก็หันไปบอก “เราไม่คิดเลยว่านายจะดื่มได้ขนาดนั้นเลยนะเนี่ย”

 

“ก็ธรรมดานะ” เหยินปาเชียนยิ้มออกมา ความอดทนต่อแอลกอฮอล์ที่ยอดเยี่ยมของเขานั้น เป็นผลโดยตรงจากการที่เขาไปดื่มเหล้ากับเฉินชิ่งบ่อยมากนั่นเอง

 

“ปกติโกวข่ายก็ดูเป็นเพื่อนที่ดีนะ เราไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นแบบนั้นตอนเมาอ่ะ”

 

“เรารู้ดี”

 

“เอ้อ แล้วช่วงนี้นายได้ติดต่อกับเฉินชิ่งเพื่อนรักของนายบ้างมั้ยอ่ะ ?” ต่งไห่ฉิงถาม

 

“เราเพิ่งจะกลับมาถึงเสิ่นเชิงน่ะ พอเราได้รับสายจากเธอ เราก็ตรงมาที่นี่เลย เราไม่ได้ติดต่อกับเฉินชิ่งเลย “เหยินปาเชียนตอบกลับ ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วเขาได้ติดต่อเฉินชิ่ง แต่เขาก็จะไม่บอกเธอ ก็รู้กันอยู่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเธอกับเฉินชิ่ง

 

นอกจากนี้ เฉินชิ่งนี่ก็หน้าหอสระอีจริง ๆ หาหญิงใหม่แม่งเกือบทุกวัน

 

เหยินปาเชียนไม่อยากถูกลากเข้าสู่ความสับสนอลหม่าน

 

“เอาล่ะ เราควรจะกลับกันได้แล้ว ที่พักของบิงบิงอยู่ค่อนข้างไกล นายควรไปส่งเธอนะ นายควรจะทิ้งรถไว้ที่นี่ไม่ก็หาคนขับรถมาขับแทน เมาไม่ขับนะจ๊ะ” ต่งไห่ฉิงเตือนเหยินปาเชียนแล้วก็กอดเฉินบิง

(บิงบิง คือชื่อเล่นของเฉินบิง)

 

ถึงแม้ว่าต่งไห่ฉิงจะเป็นผู้หญิงเจ้าเล่ห์ แต่เหยินปาเชียนก็เห็นว่าเธอนั้นค่อนข้างเฟรนลี่เมื่อไปเที่ยวกับเธอ

 

“ถ้างั้น แล้วเจอกันนะ”

 

 

 

ในที่สุดก็เหลือแค่เหยินปาเชียนและเฉินบิงเท่านั้นที่ยังอยู่

 

เหยินปาเชียนหยิบมือถือขึ้นมาและเรียกคนขับรถ เขาได้รับแจ้งว่าคนขับรถจะมาถึงในอีกครึ่งชั่วโมง

 

“รอแป๊บนึงนะ” เหยินปาเชียนหันไปบอกกับเฉินบิง

 

เฉินบิงได้ทัดหูแล้วก็มองไปที่เหยินปาเชียนและพูดออกมา “เธอเปลี่ยนไปเยอะเลยนะเนี่ย”

 

“ห้ะ ?” เหยินปาเชียนสัมผัสหน้าของตัวเองแล้วก็พูดออกมา “เราไม่ได้เจอกันแค่ปีเดียวเอง เราไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปมากหรอก”

 

“ลักษณะภายนอกของเธอไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่หรอก แต่บุคลิกของเธอต่างหากที่เปลี่ยนไปมาก” เฉินบิงมองเข้าไปในดวงตาของเหยินปาเชียนแล้วก็พูดออกมา “เมื่อก่อนน่ะ ถ้าเรามองเธอแบบนี้ เธอก็มักจะหันหน้าหนีไปจากเราตลอดเลย”

 

เหยินปาเชียนเกาจมูก เขาเป็นอย่างนั้นในอดีตจริง เขาไม่ชอบการสบตากับคนอื่นและมักจะหันหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว

 

“แล้วก็นะ เมื่อก่อนเราก็ไม่เคยมองเธอเป็นคนที่ดูสมชายขนาดนี้” เฉินบิงขยับริมฝีปากและยิ้มให้ “เกินกว่าที่เราคิดไว้นะเนี่ย”

 

“เธอหมายถึงอะไรหรอ ?”

 

“ก็ตอนที่เราเห็นเธอดึงโกวข่ายไว้แล้วก็บอกให้ฉีคายพาเขาออกไปน่ะ การที่เธอแสดงออกด้วยความมั่นใจอย่างนั้นน่ะเกินกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก ถ้าเราจำไม่ผิดนะ ที่ผ่านมาเธอไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย ตอนนี้น่ะ เราได้มองเธอแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เธอเป็นคนที่ค่อนข้างไว้ใจได้คนนึงเลยแหละ”

 

เมื่อเฉินบิงพูดจบแล้ว เธอก็เงียบไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นและพูดต่อ “ถ้าเธอเป็นคนที่ไว้ใจได้ในตอนที่พวกเรายังเป็นนักศึกษาอยู่ล่ะก็ เราอาจจะไล่ตามเธอก็ได้นะ”

 

เหยินปาเชียนก้มหน้าลง ต่อมาเขาก็มองไปที่ดวงตาที่ใสแจ๋วและงดงามของเฉินบิง แล้วก็หันหน้าหนี แล้วเขาก็พูดออกมา “ดูเหมือนว่าในตอนนั้นเราก็ไม่น่าไว้ใจจริง ๆ นั่นแหละ”

 

เมื่อเฉินบิงเห็นเหยินปาเชียนหันหน้าหนี เธอก็หันหน้ามองไปยังที่ห่างไกลแล้วก็พูดขึ้นมา “ก็จริงนะ พอคิดถึงเรื่องนั้นแล้ว ถ้าคนที่เอาแต่เงียบมาตลอดไม่ได้มีส่วนร่วมกับใครและไม่ยอมเปิดเผยตัวเองเลย ทุกคนจะรู้ว่าเขาคนนั้นเป็นคนที่ไว้ใจได้หรือเปล่านะ ?”

 

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เหยินปาเชียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับว่าเฉินบิงพูดออกมานั้นเป็นความจริง

 

เขาประพฤติตนเช่นนั้นมาตลอด

 

ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งจะเริ่มต้นทำสิ่งต่าง ๆ ในโลกนั้น

 

ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาได้เห็นรางวัลที่แท้จริงสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำในโลกนั้น

 

นอกจากนี้ เขายังเป็นบุคคลที่พิเศษกันในโลกนี้ ไม่มีผู้ใดในโลกนั้นเลยที่มีสิ่งที่เขานำเสนอ

 

และอาจเป็นเพราะเหตุผลเหล่านี้ เขาจึงสามารถแสดงออกถึงสิ่งที่เขาต้องการได้และได้เริ่มต้นทำสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา

 

 

 

ทั้งสองคนพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย เมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมง ในที่สุดคนขับรถก็มาถึงแล้ว

 

คนขับรถขับไปส่งเฉินบิงที่บ้านของเธอก่อน เมื่อเฉินบิงลงจากรถ เธอหันไปมองเหยินปาเชียนแล้วก็กัดริมฝีปากล่าง เธอพูดออกมาด้วยความลังเลเล็กน้อย “แล้วเจอกันนะ”

 

เมื่อเฉินบิงเข้าบ้านไป คนขับรถก็หัวเราะและพูดขึ้นมา “คุณน่าจะตามเธอไปนะ เธออยากจะชวนคุณไปที่ห้อง แต่เธอก็อายที่จะพูดออกมา คุณเองก็อายเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ ?”

 

“ที่ผ่านมาน่ะ ผมก็เหมือนคุณนั่นแหละ ผมเอาแต่รอให้อีกฝ่ายเริ่มต้นเสมอ” คนขับรถถอนหายใจขณะที่เขาพูดเรื่องนี้

 

คนขับรถอายุมากกว่าห้าสิบปี และผมก็ร่วงไปกว่าครึ่งหัว เหยินปาเชียนเหลือบมองเขาและเกือบจะหัวเราะออกมา เหยินปาเชียนไม่ได้คิดจะให้เขาเป็นคนเล่าเรื่องออกมา

 

 

 

เมื่อเหยินปาเชียนกลับมาถึงบ้าน เขานอนบนเตียงและคิดถึงงานเลี้ยงรุ่น เขาไม่ได้คิดอะไรกับเฉินบิงเลย

 

จากนั้น เขาก็นึกถึงสิ่งที่เขาต้องเตรียมก่อนที่จะกลับไปยังโลกนั้น เขาควรจะหาพ่อครัวแล้วก็เรียนรู้ทักษะการทำอาหารมั้ย ?

 

ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถทำอาหารได้บ้าง แต่หน้าตาของอาหารก็ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ที่สำคัญที่สุด อาหารที่เขาทำนั้นต้องเป็นอาหารที่แปลกใหม่ด้วย

 

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ละทิ้งความคิดนี้ไป ยังไงซะ เป้าหมายของเขาก็ไม่ใช่การเป็นพ่อครัวชั้นนำซะหน่อย

คะแนน 3.9
กรุณารอสักครู่...