ตอนที่แล้วตอนที่ 1: ตัดหัวมันซะ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 3: การกลับมา

รถม้าได้หยุดตรงหน้าเหยินปาเชียนแห่งเพียงแค่ก้าวเดียว แม่ทัพหญิงสั่งการ และเหยินปาเชียนก็ถูกลากไปทางกิเลนโดยทหารสองนาย ทันใดนั้น เขาก็พบว่าดาบเหล็กได้จ่อมาที่คอของเขาอีกครั้ง

 

ประตูรถม้าถูกผลักออกมา แต่ด้วยความที่ม่านไข่มุกนั้นบดบังอยู่ ทำให้ผู้คนไม่สามารถมองเห็นภายในได้อย่างชัดเจน ใครคนหนึ่งดูเหมือนจะกำลังนอนอยู่ ล้อมรอบด้วยคนที่ยืนอยู่อีกจำนวนหนึ่ง

 

เขาตระหนักถึงความตายที่ใกล้เข้ามา เหยินปาเชียนลบล้างความคิดที่กวนใจเขาทั้งหมดออกจากหัวของเขา

 

“ระบุตัวตนของเจ้ามา” เสียงที่ฟังดูเฉยเมยดังออกมาจากภายในรถม้า ฟังดูเหมือนจะเป็นเสียงของผู้หญิง

 

เมื่อได้ยินเสียงนั้น เหยินปาเชียนรู้สึกกดดันอย่างมาก เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะดาบเหล็กที่จ่อคออยู่ หรือเสียงของผู้หญิงกันแน่ที่ทำให้เขารู้สึกกดดัน

 

“ข้าชื่อเหยินปาเชียน มาจากจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน และได้หลงทางอย่างไม่ทราบสาเหตุ ข้ามีความชำนาญในวิชาฟิสิกส์ เคมี เกษตรกรรม การหลอม บทกวี การแสดงละคร และเป็นนักชิมอาหารด้วยเช่นกัน ข้าเชื่อว่าข้าสามารถเป็นเครื่องมือให้แก่ฝ่าบาทได้” เหยินปาเชียนกล่าวในขณะที่เขาพยายามอย่างหนักเพื่อสงบสติอารมณ์ เขาไม่ทราบว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นใคร สิ่งที่เขาทำได้ก็คือบอกรายละเอียดให้มากเข้าไว้ และอธิษฐานขอให้คิดอะไรดี ๆ ออก

 

“หืม ? ประเทศจีนหรอ ? ไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ที่ว่ามามันคืออะไร ? บทกวีหรอ ? ไหนขอฟังสักท่อนสิ” เสียงนั้นยังคงดูหยิ่งยโสและดูเฉยเมย

 

เหยินปาเชียนรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูจะไม่สนใจในสิ่งที่เขาเสนอเลยแม้แต่น้อย

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอีกฝ่ายได้เรียกร้อง เขาร่ายบทกวีวรรคแรกที่เข้ามาในหัวของเขาทันที

 

“แสงจันทร์ส่องเจิดจ้าที่หน้าเตียง

เผลอว่าเพียงคือรองเท้าอยู่บนพื้น

เงยหน้ามองจันทรายามค่ำคืน

คอตกสะอื้นนึกถึงบ้านเกิดเอย”

 

บทกวีสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ของเขาในตอนนี้; เขาดูอยากกลับบ้านมาก ๆ

 

อย่างน้อยก็ได้กลับมาอยู่ในโลกของตัวเอง ในโลกที่ไม่มีคนมาคอยเร่งสั่งให้ตัดหัว

 

สิ่งที่เขาพลาดไปก็คือบทกวีที่เขาร่ายนั้นให้ผลตรงกันข้าม… (วรรคสองเป็นสิ่งที่ผิด)

 

“เป็นชายที่กวนประสาทอะไรเช่นนี้ ลากมันออกไปแล้วตัดหัวมันซะ !” คราวนี้ เสียงอันเย็นชาไร้ซึ่งความรู้สึกได้เปลี่ยนไปเพราะถูกเยาะเย้ย

 

เหยินปาเชียนนั้นตกตะลึง เขากำลังจะถูกตัดหัวหลังจากท่องบทกวีไปหนึ่งบทเนี่ยนะ ? ตอนนี้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมทหารคนก่อนนั้นจึงรีบสั่งให้ตัดหัว

 

ดูเหมือนว่าเขากำลังเลียนแบบหัวหน้าของพวกเขาเท่านั้นเอง เมื่อพิจารณาถึงการวางตัวที่ดูสูงส่ง ก็ไม่มีความแปลกใจเลยว่าทำไมทหารถึงหัวร้อนแบบนั้น

 

ป่าเถื่อน คนเหล่านี้ป่าเถื่อนเกินไปแล้ว

 

“ข้ามีความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมและโลหกรรมอยู่มาก ข้าสามารถออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเพิ่มอัตราการผลิตให้ได้ แล้วข้าก็มีความเชี่ยวชาญในการหลอมเหล็กด้วยนะ ข้ามีความรู้เกี่ยวกับอาวุธต่าง ๆ เป็นอย่างดี ซึ่งเก่งกว่าทหารเป็นล้านคนเชียวนะ !” เหยินปาเชียนตะโกนด้วยความสิ้นหวัง

 

ชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังได้คว้าตัวเขาไว้ที่บ่าแล้ว

 

เหยินปาเชียนรู้ตัวว่าเขาอยู่ระหว่างความเป็นความตายเมื่อเขาถูกลากออกไปในตอนท้าย

 

“หยุด” เสียงอันเฉื่อยชาได้หยุดพวกนั้นไว้ ทหารสองคนหยุดลงด้วยความภักดี

 

“เจ้ามีความรู้มากมายอะไรเช่นนี้ !” หญิงสาวจากด้านในรถม้ากล่าวออกมาในลักษณะที่ค่อนข้างแดกดัน

 

“ใช่แล้ว ข้าศึกษามาเยอะ แถมข้าเองก็เล่าเรื่องเก่งด้วย อาหารแปลกใหม่แหวกแนวข้าก็ทำได้นะ ข้าสอนท่านเล่นไพ่นกกระจอก โดมิโน่ และเกมไพ่อื่น ๆ เพื่อให้ท่านหายเบื่อได้นะ เรื่องเกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณข้าก็รู้นะ” เหยินปาเชียนรีบพูดพรวดออกมา คนที่พูดจากภายในรถม้าเหมือนจะเป็นหญิงสาว ดังนั้นเขาจึงรีบโยนความรู้ของเขาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพื่อแลกเปลี่ยนกับการไว้ชีวิตเขา

 

ราวกับว่าประโยคสุดท้ายจะพูดได้ตรงจุด ม่านไข่มุกได้เปิดออกมา

 

เหยินปาเชียนแอบมองเข้าไปในรถม้าและเห็นคนที่อยู่ข้างใน

 

ผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีแดงเข้มดูหรูหรานอนอยู่ข้างใน ด้านข้างเธอมีผู้หญิงสองคนสวมชุดสีขาวยืนอยู่ คนหนึ่งกำลังโบกพัดให้นาง ในขณะที่อีกคนหนึ่งกำลังป้อนองุ่นให้นาง

 

ดูเหมือนนางจะอายุประมาณยี่สิบกว่าปีหรือมากกว่านั้น ประกอบกับมีคิ้วที่คมกริบอยู่เหนือดวงตาคู่ที่ดูสว่างไสวยิ่งกว่าดาวฤกษ์เสียอีก ใบหน้าที่ดูกลมกลืนของเธอ เมื่อรวมกับคิ้วของเธอแล้ว ทำให้เธอดูงดงามอย่างเหลือเชื่อ

 

คำว่า “เยือกเย็น” นั้นดูจะไม่พอที่จะบรรยายในสิ่งที่เหยินปาเชียนคิด เขารู้สึกเย็นยะเยือกสะท้านเข้ากระดูกเลยทีเดียว

 

สำหรับเขา ใบหน้าของนางคือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไร้ซึ่งอารมณ์และคำพูดที่ดูเฉยเมยได้อย่างดี เขาดูสีหน้าหรืออารมณ์ไม่ออกเลย

 

ความจริงที่ว่า “พระองค์ “ที่คนพวกนั้นกล่าวถึงนั้นเป็นผู้หญิง ก็ทำให้เหยินปาเชียนประหลาดใจ เขานึกว่าจะเป็นจักรพรรดิองค์ชายเสียอีก

 

ดูเหมือนว่าคำนำหน้าชื่อที่ใช้กันในโลกนี้มีความแตกต่างจากที่ใช้กันในดาวโลกที่เขารู้จักอยู่ไม่มากนัก

 

สายตาที่ดูสดใสของหญิงสาวได้มองดูเหยินปาเชียนผ่าน ๆ ก่อนที่เธอจะมองหน้าเขา

 

เหยินปาเชียนรู้สึกว่าสายตาของเธอเปลี่ยนไปชั่วขณะ แต่เขาเองก็ไม่แน่ใจในสิ่งที่เห็น

 

จากนั้นก็ถูกถามต่อทันที

 

“เจ้ามาจากที่ไหน ?” เธอถามออกมาอย่างเยือกเย็น

 

“มาจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนขอรับ” เหยินปาเชียนรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย เขาเชื่อว่าเขาอาจจะรอดได้

 

การที่เขาถูกถามว่าเขามาจากไหน นั่นหมายความว่าเธอได้เกิดความสนใจอีกครั้ง

 

“มันคือที่ไหนกัน ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ที่นั่นคือชนบทเล็ก ๆ ในเขตชานเมืองใช่มั้ย ?” ผู้หญิงคนหนึ่งถามออกมาด้วยท่าทีที่เฉยเมยพร้อมกับคว้าถ้วยไวน์เล็ก ๆ จากนางทาสของเธอ

 

“ข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ท่านฟังได้อย่างไร ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้ามาที่นี่ได้อย่างไร” เหยินปาเชียนตอบอย่างตรงไปตรงมา เขารู้ดีว่าคำพูดของเขาจะเป็นตัวตัดสินว่าเขานั้นจะได้อยู่หรือตาย เหยินปาเชียนตัดสินใจที่จะพูดความจริงหากอีกฝ่ายเปิดเผยตัวตนออกมา

 

“เจ้าชื่ออะไร ?”

 

“เหยินปาเชียนขอรับ !”

 

นางครุ่นคิดขณะที่กำลังจิบไวน์อยู่ เหยินปาเชียนเสมือนเป็นนักโทษที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน ขณะที่เขารอการตัดสิน เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อราวกับว่าเขาเพิ่งไปว่ายน้ำมา

 

“ฝ่าบาท พวกเราควรตัดหัวมันเลยไหมเพคะ ?” แม่ทัพหญิงคนก่อนหน้านั้นได้พูดขึ้นหลังจากผ่านไปแล้วสิบนาที

 

เหยินปาเชียนเกือบจะสติแตกด้วยความหงุดหงิดเมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูด

 

ทำไมทุกคนที่นี่ถึงเอาแต่พูดเรื่องตัดหัวกันนักหนา ?

 

เมื่อดูจากคำนำหน้าชื่อที่ใช้กันในดาวโลก หญิงสาวคนนี้ต้องเป็นจักรพรรดิ ไม่ก็เป็นจักพรรดินีไม่ผิดแน่ ?

 

หรืออาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองโลกมีคำที่คล้ายคลึงกัน แต่มีความหมายที่ต่างกัน ?

 

“เอามันไปทิ้งไว้ที่เดิม” หญิงสาวในรถม้าพูดออกมาพร้อมกับดึงม่านไข่มุก

 

เหยินปาเชียนถูกแบกไปทิ้งที่ด้านข้างถนน ในที่สุดเขาก็หนีรอดพ้นจากการสอบสวน เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอด หัวใจของเขาเต้นแรงตลอดเวลา เขาคิดว่ามันอาจจะระเบิดออกมาจากอกของเขาได้ทุกเมื่อ

 

อย่างน้อยเขาก็ยังคงมีชีวิตรอดไปอีกสักพัก

 

รถม้าได้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า สิ่งที่เหยินปาเชียนคิดได้ทั้งหมดเป็นสีแดงไปแล้ว

 

เป็นเวลาชั่วขณะหนึ่งก่อนที่เขาจะได้สติกลับคืนมา และเริ่มทำการตรวจสอบสิ่งรอบตัวเขา

 

ถนนที่อยู่ปลายเท้าของเขาเป็นดินโคลน แต่มันกลับดูกว้างและดูเท่ากันอย่างน่าประหลาดใจ ในโลกที่ไม่มีปูนซีเมนต์ นี่อาจจะเป็นถนนสายหลักก็เป็นได้

 

สิ่งที่เขาสามารถมองเห็นได้ตลอดหลายไมล์ก็คือพื้นที่ราบที่เต็มไปด้วยพืชคล้าย ๆ ข้าวสาลี

 

เขาได้จากโลกของเขามาเมื่อเดือนกรกฎาคม และดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงเวลาเวลาเดียวกันกับที่นี่เช่นกัน

 

 

 

หลังจากออกเดินทางเกือบครึ่งวันแล้ว เขาก็ได้เห็นเมือง

 

“อลังการงานสร้างมาก” เป็นคำที่เหยินปาเชียนใช้บรรยายสภาพเมืองนี้

 

เป็นเมืองที่ใหญ่โตมโหฬารมากเลยทีเดียว

 

เขาคาดว่ากำแพงเมืองมีความสูงประมาณ 20 สูงประมานแฟลต 6 ชั้น มันถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ด้วยก้อนหินขนาดมหึมา แสดงให้เห็นว่ากำลังคนและทรัพยากรที่นี่ถูกใช้กันอย่างบ้าพลัง

 

ทหารสวมชุดเกราะที่ดูเปล่งเปลั่งระยิบระยับอยู่ตามถนนสายหลัก ข้างหลังพวกเขาคือฝูงชนที่คุกเข่าลงพร้อมกับก้มศีรษะลงกับพื้น ไม่มีใครกล้าที่จะส่งเสียงแม้แต่นิดเดียว

 

เมืองนี้ดูใหญ่ยิ่งกว่าเมื่อมองดูจากข้างใน ร้านค้าเรียงรายอยู่ตามท้องถนน แสดงให้เห็นถึงความฟุ่มเฟือย ถ้าไม่ใช่เพราะคนจำนวนมากที่คุกเข่าอยู่ตามถนน สภาพเมืองอาจจะดูดีกว่านี้มาก

 

เดินต่อไปอีกสองชั่วโมง เขาเดินผ่านปราสาทชั้นใน เหยินปาเชียนสามารถมองเห็นอาคารที่ซับซ้อน ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้เห็นกลุ่มพระราชวังอยู่ในระยะสายตา เขาเฉลียวใจว่านี่อาจเป็นจุดหมายปลายทางของเขา

 

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาพลาดอย่างรุนแรง ขณะที่เดินกำลังจะถึงพระราชวัง เหยินปาเชียนถูกลากไปกลางลาน และถูกโยนเข้าไปในห้องขังที่มืดโดยฉับพลัน

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

ตอนนี้เรามีแฟนเพจให้ติดตามนิยายตอนใหม่ล่าสุดกันแล้วน้า

Facebook Fanpage: R-Zan Fanpage

คะแนน 3.8
กรุณารอสักครู่...