ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 2: ลากมันออกไปแล้วตัดหัวมันซะ

ดวงอาทิตย์กำลังแผดเผา ลูกไฟขนาดมหึมาบนท้องฟ้าปรากฏขึ้นราวกับว่ามันสามารถเผาคนได้ทั้งเป็น

 

เหยินปาเชียนคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับหยดเหงื่อที่ไหลลงมาจากหน้าผาก ใบหน้าของเขาสะท้อนแสงแดด ราวกับเพิ่งลงแวกซ์มาหมาด ๆ

 

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากขยับตัว แต่มีดาบสองเล่มกำลังจ่อไปที่คอของเขาเพื่อเป็นการขู่มิให้เขาเคลื่อนไหวอย่างชะล่าใจ

 

ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมเขาถึงต้องอยู่ในสถานะเช่นนี้

 

เมื่อเขาได้เห็นคนที่อยู่รอบตัวเขาเป็นชายร่างโต สวมเสื้อผ้าโบราณซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในราชวงศ์ไหนในประวัติศาสตร์โลก และแขนของพวกเขาแข็งแรงพอที่จะใช้เดินได้ เขารู้ตัวแล้วว่าเขาน่าจะไม่ได้อยู่บนดาวโลกอีกต่อไป

 

ดังนั้นร่างกายของพวกเขาจึงดูแข็งแกร่งราวกับนักแสดงชายกล้ามโตอย่างอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ เราสามารถหานักแสดงที่สวมเกราะที่ครอบคลุมเพียงด้านซ้ายของร่างกาย พร้อมกล้ามหน้าอกที่เต้นเป็นจังหวะแบบนี้ได้จากที่ไหนบ้าง ?

 

 

 

เมื่อสามนาทีก่อน เหยินปาเชียนยังคงอยู่ในบ้านเช่า กำลังกินมาม่าและเล่นคอมไปด้วย โดยสวมเพียงกางเกงและเสื้อยืด ต่อมาเขาก็ได้ปรากฏตัวที่นี่พร้อมกับถ้วยมาม่าในมือและตะเกียบในมืออีกข้างหนึ่ง แม้แต่เก้าอี้ที่เขานั่งก็ติดก้นมาด้วย

 

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

 

ภาพบ้านของตัวเองที่คุ้นเคยได้หายไป เขาอยู่ท่ามกลางถนนที่มีกองทหารอยู่รอบ ๆ

 

การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาทำให้ผู้คนเหล่านั้นต่างตกใจ

 

มีเสียงตะโกนดังออกมา พร้อมกับเสียงดาบที่ถูกชักออกมา

 

หลังจากนั้น ดาบสองเล่มก็ได้จ่อไปที่คอของเขา

 

ต่อจากนั้น เขาจึงคุกเข่าลงในที่นี่ ถ้วยมาม่าถูกผสมเข้ากับดินบนพื้นที่ห่างออกไปประมาณครึ่งเมตร ทำให้มีกลิ่นหอมน่ากิน

 

ณ ตอนนี้ เขาได้ละทิ้งความคิดของเขาที่ว่า “ชายผู้มีเกียรติ ไม่ควรประจบสอพลอ” เราสามารถพูดได้ว่านี่คือทหารที่ตัวสูงและกล้ามโต อาวุธที่แกว่งไปมาอยู่ในมือของพวกเขา และมีกลิ่นอายความเข้มงวดของกองทัพซึ่งทำให้จิตใจของเขาว่างเปล่า

 

ทำไมจึงดูเหมือนกับว่าเขาอยู่ท่ามกลางการเดินสวนสนามของกองทัพเช่นนี้ ? เขาบังเอิญตกลงมาอยู่ท่ามกลางการเดินสวนสนามของกองทัพเสียแล้วใช่ไหม ?

 

“เจ้าเป็นใคร ?” ชายร่างโตสูงราวสองเมตร สวมชุดเกราะยืนอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาเล็ก ๆ ของเขาเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ เหยินปาเชียนรู้สึกว่าชายหนุ่มสองคนจะต้องตัดหัวเขาแน่หากเขาพูดอะไรผิดพลาดไป

 

“เหยินปาเชียน !” เขาพูดโพล่งออกมา เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดอะไรเพราะตัวเขาได้สูญเสียความคิดไปหมดแล้ว

 

“ทำไมเจ้าจึงมาอยู่ตรงนี้ ?”

 

“ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน !” เหยินปาเชียนร้องไห้อย่างน่าสังเวช ถ้าการร้องไห้สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันของเขาได้ เขาจะได้ร้องไห้ขี้มูกโป่งยิ่งขึ้นไปอีก

 

“ตัดหัวมันซะ !”

 

เมื่อเหยินปาเชียนได้ยินประโยคนี้ เขาถึงกับต้องตกตะลึงจนพูดไม่ออก ในขณะเดียวกัน เขารู้สึกตัวว่ามีดสองเล่มที่คอถูกยกขึ้น เขารู้ว่าหัวของเขาจะกลิ้งไปกับพื้นในวินาทีถัดไป ทันใดนั้น เขาจึงตะโกนว่า “หยุด !”

 

เหยินปาเชียนไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเขาสามารถตะโกนได้ดังขนาดนี้

 

ชายคนหนึ่งยกมือขึ้น และหยุดดาบเหล็กสองเล่มที่กำลังจะตัดหัวของเขา

 

“เจ้าต้องการจะพูดอะไรหรือเปล่า ?”

 

เหยินปาเชียนอาจรู้สึกได้ถึงลมจากดาบสองเล่มที่ปัดพาดลงบนคอ ทำให้เกิดอาการเจ็บแสบเล็กน้อย

 

สมองของเขาทำงานอย่างหนัก กลิ่นอายแห่งความตายทำให้เขากลืนไม่ได้คายไม่ออก จากน้ำเสียงของชายคนนั้น เหยินปาเชียนมั่นใจว่าชายคนนั้นตั้งใจจะตัดหัวเขาจริง ๆ เขารู้แม้จะไม่เห็นทั้งสองคนยกดาบอยู่ข้างหลังเขาก็ตาม

 

“ข้า…ข้าต้องการพบกับหัวหน้าของพวกท่าน ข้ามีความชำนาญด้านวรรณกรรม คณิตศาสตร์ เกษตรกรรม และการถลุงแร่ ข้าเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่ลี้ภัยอยู่ในกองทัพของท่านไง”

 

เหยินปาเชียนรีบคิดถึงสิ่งที่เขารู้และพูดออกมาเสียงดังฟังชัด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง เขามองชายคนนั้นและหวังว่าเขาจะเปลี่ยนใจ

 

ชายคนนั้นลดตัวลงเพ่งสายตาและจ้องมองเขาอย่างใกล้ชิด

 

เหยินปาเชียนได้เห็นริมฝีปากของชายหนุ่มค่อย ๆ ฉีกยิ้มออกมา แต่ทว่า ไม่ว่าจะดูยังไง ทำไมจึงดูเหมือน “รอยยิ้มของปีศาจ” แบบนั้นล่ะ ?

 

“ตัดหัวมันซะ”

 

“หยุดก่อน ข้ายังพูดไม่จบเลย” เหยินปาเชียนทำอะไรไม่ถูก ไอ้หนุ่มคนนี้รู้จักแค่คำว่า “ตัดหัวมันซะ” รึไงกัน ?

 

“เกิดอะไรขึ้น ? ทำไมพวกเราจึงไม่เคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าล่ะ ?” ทันใดนั้น เสียงผู้หญิงก็ดังขึ้นมาจากข้างหลัง เป็นหญิงสาวสวมชุดเกราะอยู่บนหลังม้า

 

“รอก่อน” ชายคนนั้นยกมือและยับยั้งป้องกันมิให้ดาบทั้งสองเล่มตัดหัวของเหยินปาเชียน

 

เขาหันกลับไปและเผชิญหน้ากับหญิงสาว จากนั้น เขายื่นมือออกไปและพูดว่า “ขอเรียนต่อแม่ทัพ ขณะที่พวกเรากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ชายคนนี้ก็พรวดลงมาจากฟ้าลงมาที่ทัพอย่างกะทันหันขอรับ ข้าสงสัยว่าเขาเป็นนักลอบสังหาร ตอนนี้ข้าจะตัดหัวเขาเพื่อเป็นการเตือนภัยแก่สาธารณชนขอรับ”

 

“ข้าไม่ใช่นักลอบสังหารนะ ! ข้าคือผู้มีพรสวรรค์ ! ข้าเป็นผู้มีพรสวรรค์จริง ๆ ! ได้โปรดอย่าตัดหัวข้าเลย !” เหยินปาเชียนตะโกนด้วยเสียงที่ดังที่สุด ณ จุดจุดนี้ เขายังไม่มีโอกาสแม้แต่จะป้องกันตัวด้วยซ้ำ หัวของเขาอาจกลิ้งไปกับพื้นในวินาทีถัดไปหากเขาไม่ได้พูดเพื่อเอาตัวรอด ดังนั้น เขาจึงคิดถึงคำที่จะทำให้เขามีโอกาสในการมีชีวิตรอดสูงสุด – “พรสวรรค์” นั่นเอง

 

แม้ว่าหญิงสาวจะไม่สนใจเรื่องผู้มีพรสวรรค์ แต่คำว่า “พรสวรรค์” อาจกระตุ้นความสนใจของเธอได้ และทำให้เธออยากจะฟังต่อว่าเขาต้องการจะพูดอะไรออกมา

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดในประวัติศาสตร์ก็ตาม ผู้มีพรสวรรค์มักได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

 

นอกจากนี้ เหยินปาเชียนตระหนักดีว่าตัวเขาเองมีความสามารถ อย่างน้อย ๆ เขาก็เคยเรียนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี และเขาก็รู้สิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งในภาควิชาอื่น ๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เขาจะต้องรู้อะไรซักอย่างที่อีกฝ่ายสนใจ

 

“น่ารำคาญเว่ย !” ชายร่างโตคนหนึ่งเตะไปที่อกของเหยินปาเชียน ทำให้เขาปลิวถอยหลังลอยไปในอากาศ เขานอนลงกับพื้นพร้อมหายใจอย่างแรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ความรู้สึกราวกับว่าเขากำลังจะตายได้ทุกเมื่อ

 

แม่ทัพหญิงควบม้าไปหาเหยินปาเชียนและจ้องมองเขาจากบนหลังม้า หลังจากนั้น เธอจึงสั่งการว่า “พาเขาไปด้านข้างถนนและตรวจสอบสภาพรอบ ๆ ด้วย ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็เดินหน้าต่อไปได้ ข้าจะกล่าวรายงานเรื่องนี้ต่อพระองค์ให้เอง”

 

“ขอรับ” ชายร่างโตขานรับและดำเนินการต่อ “ลากมันไปด้านข้างถนนและส่งหน่วยทหารไปตรวจสอบสภาพรอบ ๆ ด้วย”

 

เหยินปาเชียนถูกลากไปด้านข้างถนนเยี่ยงหมาเน่า ณ จุดจุดนี้ เขาไม่มีเวลามานั่งโกรธจากการที่เขาโดนชายร่างโตเตะปลิว เขากำลังมองดูสภาพรอบ ๆ และคิดถึงหนทางที่จะช่วยให้เขาเอาชีวิตรอดได้

 

พลทหารทุกนายรอบตัวเขาถือหอกและดาบ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทำการหลบหนี เขารู้ว่าหัวของเขาจะกลิ้งไปกับพื้นก่อนที่เขาจะวิ่งไปได้ไม่กี่เมตร

 

 

 

โอ๊ะ เขาได้ยินแม่ทัพหญิงพูดถึงเรื่อง “พระองค์” เมื่อซักครู่นี้ ? นั่นหมายถึงจักรพรรดิหรืออะไรซักอย่างใช่ไหม ?

 

เขากำลังคิดถึงวิธีการที่ช่วยให้รอดจากการโดนฆ่า

 

ก่อนอื่น เขาต้องคิดว่าทำไมเขาถึงมาที่นี่ ข้อสรุปที่เขาบอกได้เลยคือ – เขาไม่มีความคิดดี ๆ เลย

 

อย่างไรก็ตาม เขารู้ตัวดีว่าเขาซวยแค่ไหนกับการที่เขาตกลงมาท่ามกลางการเดินสวนสนามของกองทัพ เขาคิดว่าโอกาสที่จะมีชีวิตรอดจะยิ่งสูงขึ้นหากตกลงมาในที่รกร้างว่างเปล่า ในอัตรานี้ เขาถือว่าโชคดีถ้าเขาไม่ถูกฆ่าโดยบังเอิญ

 

สิ่งที่ช่วยได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือเขาพูดภาษาเดียวกันกับพวกนั้น มิฉะนั้น หัวของเขาคงหลุดออกจากบ่าและถูกโยนทิ้งไว้ข้างถนนเพื่อเป็นอาหารให้กับสัตว์ป่าไปแล้ว

 

ดูจากผู้คนเหล่านี้แล้ว เขามั่นใจว่าเสื้อผ้าของคนพวกนี้ไม่ได้เป็นของราชวงศ์ใด ๆ ที่เขารู้จัก ไม่ใกล้เคียงกับชาวจีนยุคโบราณเลยแม้แต่น้อย พวกนี้เป็นคนจากโลกอื่นงั้นเหรอ ?

 

จากท่าทีของคนพวกนั้น เหยินปาเชียนรู้ว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมศักดินา ดังนั้น ผลผลิตทางการเกษตรของพวกนั้นไม่น่าจะสูงเท่าไรนัก เขารู้หลายสิ่งที่มีค่าต่อโลกนี้

 

นอกจากนี้เขายังได้รู้จักกับบทกวี เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และ “สิ่งที่น่าสนใจ” อีกด้วย เขาน่าจะมีค่ามากกว่าการเป็นปีศาจขี้ประจบสอพลอเช่นกัน

 

เขาต้องคิดหาทางเพื่อให้แน่ใจว่า “พระองค์” รู้ถึงประโยชน์ในตัวเขา เพียงแค่ทำแบบนั้น เขาก็สามารถเอาชีวิตรอดได้แล้ว

 

 

 

เหยินปาเชียนคุกเข่าอยู่ริมถนนด้วยสมองที่มีอาการมึนงงหลังจากที่หน่วยทหารได้ตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัว พวกเขาเดินหน้าต่อพร้อมกับลากเขาไป ในตอนนั้น เขาเห็นรถม้าขนาดใหญ่เข้ามาใกล้พวกเขาจากด้านหน้า

 

เสียงของล้อหมุนกับพื้นดินนั้นเบาและเงียบ

 

เดี๋ยวก่อนนะ สิ่งมีชีวิตที่กำลังลากรถม้าอยู่นั่นมันอะไรน่ะ !

 

สายตาของเหยินปาเชียนกว้างขึ้นเมื่อได้เห็นสัตว์ร้ายสูงราวสองเมตร: มีหัวเหมือนหัวสิงโต มีเขาเหมือนเขากวาง มีตาเหมือนตาเสือ มีเกล็ดเหมือนเกล็ดมังกร และมีหางเหมือนหางวัว “ใช่กิเลนรึเปล่าน่ะ ? กิเลนของจริงงั้นเหรอ ? แต่มันกำลังลากรถม้าอยู่เนี่ยนะ ?

 

ในตอนแรก เขาคิดว่าเขาได้เข้ามาอยู่ในโลกที่เหมือนกับจีนยุคโบราณ แต่ทำไมถึงมีกิเลนอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ? แล้วทำไมมันถึงกำลังลากรถม้าอยู่ล่ะ ?

 

ให้ตายสิ ! เขาอยู่ในโลกแฟนตาซีที่เต็มไปด้วย “นักกล้าม” งั้นหรอเนี่ย ?

 

ที่นี่คือโลกที่ผู้คนสามารถทำลายได้โดยง่าย และการชกต่อยอาจทำให้ภูเขาแตกเป็นชิ้นและท้องทะเลสั่นสะเทือนสินะ ?

 

เมื่อเหยินปาเชียนคิดแบบนี้ สีหน้าของเขาก็ค่อย ๆ ขาวซีดขึ้น

คะแนน 3.9
กรุณารอสักครู่...