ตอนที่แล้วบทที่ 53 - ฉันแบกเอง (1) [อ่านฟรีวันที่ 01/10/61]
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 55 - ฉันแบกเอง (3) [อ่านฟรีวันที่ 05/10/61]

บทที่ 54 - ฉันแบกเอง (2) [อ่านฟรีวันที่ 03/10/2018]


บทที่ 54 - ฉันแบกเอง (2)

 

เมื่อคิดถึงการที่เธอพูดไปถึงยูนากับพี่ชายของเธอโดยไม่เสริมอะไรขึ้นมาอีกแล้ว... ยูอิลฮานก็ได้หัวเราะออกมาเมื่อคิดว่านี่มันเป็นข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจ

"ดูเหมือนว่าเธอจะได้ยินเรื่องจากพวกนั้นมาสินะ"

[ฉันก็อยากจะขอบคุณหลังจากที่คุณได้ช่วยพวกนั้นเอาไว้ แต่ว่าเนื่องจากว่าฉันคิดว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมที่จะทำมันผ่านโทรศัพท์ฉันก็เลยลังเลนะ]

มันดูเหมือนว่าเธอจะต้องการพบกับเขาและขอบคุณเขาตรงๆ ยูอิลฮานได้ตอบกลับไปด้วยความคิดที่ว่าเธอน่าสนใจ

"ถ้าหากว่าเธอจะให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมงั้นฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธ แต่ว่าฉันไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องเวทมนตร์นัก แต่ฉันก็ไม่มีควาคิดที่จะไปขยายพลังศักดิ์สิทธิ์ด้วย"

[เรื่องนี้ฉันจะไปคุยกับยูนะ เบร์ย่านั่นคือโลกที่เธอได้ไปและมันก็น่าจะมีวัสดุที่จะเพิ่มพลังศักดิ์สิทธิ์ได้]

"ถ้างั้นฉันก็จะขอช่างตีเหล็กให้ในทันทีที่ฉันได้รวบรวมวัสดุสำหรับเธอ คุณคังมิเรย์ ฉันคิดว่าเธอก็น่าจะต้องการรายละเอียดเจาะจง"

[อะแฮ่ม ถ้าคุณมีเวลางั้นมันจะดีกว่าถ้าหากเขาได้มาคุยกันเรื่องนี้ ในตอนนี้ฉันว่างแล้ว]

ยูอิลฮานได้คิดเรื่องนี้ก่อนพักหนึ่งก่อนจะหยักหน้า เขาไม่ได้ยุ่งกับการวิวัฒนาการสกิลพักผ่อนและการเลื่อนไปคลาส 2 อีกแล้ว

"ถ้างั้นก็ดีเลย"

หลังจากที่ได้คุยกันจบลงไปแล้วยูอิลฮานก็ได้เข้าไปอาบน้ำแต่งตัว เขาได้สวมกางเกงยีนและแจ๊คเก็ตหนังเหมือนอย่างเคยเสมอ จากนั้นเขาก็ใส่หน้ากากหมาป่าที่เพิ่งจะได้รับซ่อมแซมลงไป ในตอนที่ลิต้าได้เห็นแบบนี้ เธอก็ได้รีบถอนหายใจออกมา

[ฟูววว มันดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ไปเดทอะไรแบบนั้นสินะ]

"ฉันไม่มีทางจะไปเดทแน่นอน แต่ว่าภายในตัวฉันมันรู้สึกเหมือนจะเดือดขึ้นมาแล้วนะเมื่อได้ยินคำแบบนี้"

ยูอิลฮานนั่นยังไม่เคยออกไปไหนข้างนอกกับผู้ยิ่งเลยสักครั้งในชีวิตนี้ มันยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องเดทเลย มันไม่มีใครที่รู้ถึงตัวเขาเลยดังนั้นเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องเปลื่ยนเสื้อผ้าในทุกๆวันเลย ภาพลักษณ์ของเขาที่ใส่แต่ชุดแบบเดิมๆในทุกๆวันมันให้ความรู้สึกเหมือนเขาเป็นตัวละครในเกม RPG

แต่ถึงแม้แบบนั้นตัวละครในเกมมันก็ยังมีเพื่อน แต่ว่ายูอิลฮานกลับไม่มีใครเลย

ในขณะเดียวกันคังมิเรย์ก็ได้แสดงความใส่ใจโดยเริ่มต้นจากการเลือกสถานที่ซึ่งนั่นเป็นร้านน้ำช้าหรูที่ซึ่งมีห้องส่วนตัวเอาไว้และเป็นที่ที่ยูอิลฮานไม่เคยได้ก้าวเท้าเข้าไปมาก่อน ไม่สิ จริงๆแล้วไม่ว่าจะเป็นร้านหรูหรือแค่ธรรมดาตัวยูอิลฮานที่ไม่มีเพื่อนเลยก็คงไม่มีทางไปในที่แบบนี้แน่นอน

ยูอิลฮานได้มาถึงที่นี่แล้ว แต่ว่าเนื่องจากพนักงานหาตัวเขาไม่เจอดังนั้นพนักงานจึงไม่มีทางพานำทางเขาได้แน่ แต่เนื่องจากว่ายูอิลฮานชินกับมันไปแล้วทำให้เขาไม่โกรธเลย หลังจากที่เขาได้กดกริ่งไปหลายต่อหลายครั้งในที่สุดเขาก็ได้รับการนำทางไปหาคังมิเรย์ที่รอเขาอยู่

"สวัสดี ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"

"อ่า... สวัสดี"

น่าทึ่งที่คังมิเรย์ได้มาเผชิญหน้ากับเขาโดยที่เธอไม่ใส่หน้ากากเลย เธอดูสวยงามถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่านายูนาที่เทียบได้เกือบจะเท่ากับสิ่งมีชีวิตชั้นสูง แต่ว่าเธอก็มีออร่าของความสง่างามน่าภาคภูมิออกมา แน่นอนว่าด้วยสภาพจิตใจของยูอิลฮานแล้วมันไม่ได้ส่งผลอะไรกับเขาเลย

"คุณไม่จำเป็นต้องถอดหน้ากากก็ได้ ฉันก็แค่ถอดหน้ากากของฉันออกเพื่อแสดงให้คุณได้เห็นว่าฉันไม่ได้มีอะไรที่ปิดบังคุณเอาไว้ ยังไงก็ตามฉันก็เชื่อใจคุณและคุณไม่จำเป็นจะต้องเชื่อใจฉันในระดับเดียววกันก็ได้ นอกไปจากนี้ฉันก็ยังมอบความเคารพให้กับคุณ"

"ตามที่เธอต้องการเลย"

ทูตสวรรค์ได้ที่อยู่กับยูอิลฮานได้ระแวงในตัวของเธอ แต่ว่าคังมิเรย์ก็ไม่ได้สนใจ เธอได้เริ่มพูดถึงหัวข้อหลักในทันที

"คุณว่าอาวุธของจอมเวทย์มันจะต่างกันไปตามวัสดุใช่ไหม?"

"ใช่"

จริงๆแล้วเขาก็ไม่รู้เลย แต่ว่าเขาก็ได้ถามทูตสวรรค์ได้ตลอดดังนั้นเขาก็ไม่ต้องคิดมาก เธอได้หยักน่าเชื่อในคำพูดของยูอิลฮานและพูดต่อไป

"จริงๆแล้ว ฉันก็กำลังต้องการที่จะทำอาวุธใหม่อยู่เลย แต่ยังไงก็ตามแทนที่จะเป็นสกิลในการตีเหล็กหรือสกิลผลิตอื่นๆ การจะทำอาวุธเวทย์นั่นความสามารถในการทำหัตถกรรมมานานั่นจำเป็นกว่ามาก ด้วยตัวฉันในปัจจุบันมันเป็นการยากที่จะหาคนที่มีหัตถกรรมมานาถึงเลเวล 20 หรือสูงไปกว่านั้น"

"29"

เลเวล 20 มันไม่นับเป็นอะไรเลย ความสำเร็จนี่มันแค่เขาสร้างกับดักแห่งการทำลายมันก็เพิ่มขึ้นมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ในตอนที่คังมิเรย์ได้ยินคำตอบนี้หมัดที่อยู่ใต้โต๊ะของเธอได้กำแน่น ปากของเธอก็ยังโค้งเป็นรอยยิ้ม

"พื้นฐานการเพิ่มในพลังโจมตีเวทย์และเพิ่มเวทย์สายฟ้า ทั้งสองอย่างนี้เป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับฉัน นอกเหนือไปจากนั้นถ้าหากว่ามันมีออฟชั่นอื่นติดมาอีกงั้นมันก็น่าจะมีส่วนช่วยในอนาคต..."

"หรือก็คือเธอก็ยังอยากได้ออฟชั่นเบต้าสินะ?"

"มันไม่ได้เป็นข้อบังคับ ออฟชั่นเบต้ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้มา"

ถึงแม้ว่าเธอจะพูดแบบนั้นแต่สายตาของคังมิเรย์ไม่ใช่แบบนั้นเลย เธอได้คาดหวังอย่างมากหลังจากได้ยินว่ายูอิลฮานรู้จักกับคนที่มีเลเวลหัตถกรรมมานาถึง 29

ยูอิลฮานได้ตอบกลับไปด้วยความคิดที่ว่ามุมนี่ก็ดูน่ารักซึ่งต่างไปจากมุมที่สงบของเธอ

"ถ้างั้นฉันก็ฉันก็ควรจะได้ยินเรื่องนี้ด้วยสินะ? ถ้าหากว่ามีออฟชั่นเบต้าเธอจะอยากให้มันเป็นยังไง"

"ลดดีเลย์ในการร่ายเวทย์"

ในตอนนี้ได้กลายเป็นเกมการพูดคุยไปแล้ว

"หัวหน้าจอมเวทอย์ของจักรวรรดิเพลลาเดียได้มีคทาระดับยูนีคและมีออฟชั่นเสริมที่ติดมากับคทาซึ่งจะลดดีเลย์ในการร่ายเวทย์ ด้วยความสามารถนี้เขาสามารถที่จะฆ่ามอนสเตอร์คลาส 4 ได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง... ฉันยังไม่เคยลืมในฉากที่น่าอัศจรรย์นั้นเลย"

"อ่า โอเค"

"แน่นอนว่ามันก็เป็นแค่ความปรารถนา ฉันไม่ได้ต้องการออฟชั่นที่มากไปถึงขนาดนั้น ดังนั้นก็แค่ลองคิดดูเฉยๆก็ได้"

ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านอารมณ์และการแสดงออกของเธอมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย แต่ว่ายูอิลฮานก็ไม่ได้ขัดอะไรออกไป นอกไปจากนี้เขาก็ยังคิดเกี่ยวกับออฟชั่นเพต้าในฐานะพื้นฐาน เขามั่นใจว่าเขาสามารถทำให้ความปรารถนาของเธอเป็นจริงได้

ในขณะที่ยูอิลฮานกำลังจดในความต้องการของคังมิเรย์ลงไปเธอก็ถามเขาด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวัง

"คุณก็เคยพูดในโทรศัพท์อีกด้วยใช่ไหมว่าคุณก็ยังทำชุดคลุมจอมเวทย์ได้"

"แน่นอน"

"วัสดุจะเป็นผ้าหรือหนังก็ได้ แต่ว่าถ้ามันเป็นไปได้ฉันก็อยากจะให้มันมีออฟชั่นเพิ่มพลังเวทย์ เสื้อคลุมที่ฉันใส่อยู่ก็ยังมีพลังนั้นด้วยและหากว่าผลลัพธ์มันน้อยกว่าเสื้อคลุมตัวนี้ ฉันก็ต้องขอโทษด้วยที่จะต้องปฏิเสธการค้า"

"นั่นมันก็แน่นอนอยู่แล้ว แต่ว่าถ้ามันมีออฟชั่นเบต้าด้วยมันจะเป็นยังไงล่ะ...?"

"ผ้าคลุมก็ด้วยหรอ!? ตามตำนานของจักรวรรดิเวทย์อิลทา ผ้าคลุมที่ฮีโร่ใส่อยู่นั้นมีออฟชั่นในการเพิ่มการฟื้นฟูพลังเวทย์ ไม่สิ มันไม่ใช่ว่าฉันต้องการออฟชั่นที่เกินไปแบบนี้นะ...!"

ยูอิลฮานได้ฟังคำพูดที่ชมความยอดเยี่ยมของเธอเป็นเวลากว่าห้านาที บางทีจริงๆแล้วการที่เธอกลายมาเป็นจอมเวทย์สสายฟ้าอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับลักษณ์ความถนัดของเธอเลย แต่ว่ามันเป็นหัวใจของสาวน้อยที่ชื่นชมในฮีโร่ก็ได้ แต่ไม่นานนักยูอิลฮานก็ได้โยนความคิดนี้ทิ้งไป

ต่อมาก็คือการเจรจาในราคา ควรจะเรียกเนเท่าไหร่ดีนะ? ล้านวอนสำหรับราคาของคทาและผ้าคลุมรวมกันมันจะแพงไปไหมนะ? แต่ว่านี่มันไม่ใข่สิ่งที่เลเวลของการตีเหล็กของยูอิลฮานจะมองออกได้ง่ายๆทำให้เขาไม่สามารถจะตีราคาถูก? เธออาจจะไม่มีเงินสดจำนวนนี้ด้วยก็ได้ แล้วเขาควรจะขออะไรอีกด้วย? ในขณะที่ยูอิลฮานกำลังหัวหมุนอยู่นี้เองคังมิเรย์ก็เอ่ยขึ้นมา

"เริ่มที่ 3 ล้านสำหรับอาวุธที่มีออฟชั่นอัลฟ่าในขั้นพื้นฐาน"

"ว่าไงนะ?"

"ถ้าหากว่ามีออฟชั่นเบต้าที่เป็นการลดดีเรย์ในการร่ายเวทย์ด้วยงั้นฉันจะให้ 10 ล้านต่อให้ความสามารถเวทย์จะบกพร่องนิดหน่อยก็ตาม แน่นอนว่าฉันจะให้มากกว่านี้อีกตามออฟชั่นที่มีมา"

ยูอิลฮานได้หมดคำพูดลงไปเมื่อได้ยินถึงความแตกต่างขนาดใหญ่ เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เธอจะต้องไม่ธรรมดา เขาได้คิดแบบนี้มานานแล้วแต่ว่าเขาไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะสามารถให้เงิน 10 ล้านวอนเพื่ออาวุธชิ้นหนึ่ง

คังมิเรย์ไม่ใช่แค่พิเศษธรรมดาแล้ว แต่ว่าเธอพิเศษมากๆ

"2 ล้านสำหรับผ้าคลุม แต่ว่าหากว่ามันมีออฟชั่นเบต้าที่ฉันต้องการด้วยฉันก็จะใช้ 7 ล้าน มันน้อยไปไหม? ฉันไม่ได้มีเงินมากนักที่ฉันจะใช้ได้แต่ว่าถ้าคุณคิดว่ามันน้อยไปงั้นฉันจะให้อย่างอื่นเพิ่มลงไปเช่นกัน"

"ไม่ล่ะมันพอแล้ว"

เขาไม่ได้คิดจะปอกลอกเธอซักหน่อย ข้อเสนอของเธอที่ให้มามันก็สูงมากเกินไปแล้วดังนั้นความโลภของเขาเลยไม่ได้ถูกกระตุ้นอะไรขึ้นมา อะไรคือเอกลักษณ์ของเธอคนนี้กัน? เขาได้พบว่ามันไร้สาระมาก

"ฉันจะติดต่อไปอีกครั้งเกี่ยวกับอุปกรณ์ของยูนาแล้วก็พี่ชายของฉันนะ"

"โอเค งั้นฉันจะจัดการคำขอของเธอก่อนเป็นอย่างแรกคังมิเรย์ มันไม่นานนักหรอก"

หลังจากกล่าวลากันแล้วทั้งสองคนก็ได้แยกกันไปคนละทาง ยังไงก็ตามในตอนที่พวกเขาแยกกันยูอิลฮานก็รู้สึกซับซ้อนมากๆภายในหัว

"ความสามารถของฉันมันน่าทึ่งหรอ?"

[การที่คุณมาคิดได้ในตอนนี้นี่มัน คุณนี่มันน่าทึ่งได้เสมอเลย] (เอิลต้า)

[แม้กระทั่งฉันที่ได้เห็นผลลัพธ์ที่คุณได้ทำมาจนถึงตอนนี้... แต่แล้วคุณกลับยอมรับเองในตอนที่มีการเสนอเงินงั้นหรอ?] (ลิต้า)

การกระทำนี้ของยูอิลฮานได้เปลื่ยนไปอย่างรวดเร็วในตอนที่เขาได้รู้ว่าจะได้เงิน 15 ล้านวอน

มีดันเจี้ยนอยู่สองแห่งที่ตอนนี้เขาได้พิชิตไปแล้ว มีดันเจี้ยนที่เควงเน่ที่ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในเรื่องการเก็บกักพลังเวทย์ไว้ในกระดูกที่มีชีวิตและดันเจี้ยนที่มีสายพันธ์กลายพันธ์ที่เกิดขึ้นมาจตากการที่มีพลังสายฟ้ารวมอยู่ในนั้นปรากฏขึ้นมา

กระดูกของเควงเน่ในปัจจุบันคือวัตถุดิบในระดับสูงที่ใช้มาทำเป็นคทาบนโลกในตอนนี้ แต่ว่าโชคร้ายที่ดันเจี้ยนนั้นมันอยู่ที่ประเทศจีน

แต่โชคดีที่ดันเจี้ยนที่มีสายพันธ์กลายพันธ์นั่นมันอยู่ในเกาหลีดังนั้นเขาจึงเลือกมุ่งหน้าไปที่นั่นเป็นที่แรก

"ถึงแม้ว่าฉันจะกังวลกับคำว่ากลายพันธ์นิดๆ แต่มันก็น่าจะไม่เป็นไรใช่ใหม่"

[ถ้ามนมีดันเจี้ยนใดที่เชื่อมต่อกับโลกที่ถูกทอดทิ้งอยู่ งั้นโลกก็จะต้องพังทลายไป] (เอิลต้า)

[แม้กระทั่งในรายงานจากทูตสวรรค์คนอื่นๆต่างก็บอกว่าไม่มีดันเจี้ยนที่เชื่อมต่อกับโลกที่ถูกทอดทิ้งเหลืออีกแล้ว สบายใจเถอะ] (ลิต้า)

ทูตสวรรค์กำลังช่วยกันเองอยู่ แต่ว่ายูอิลฮานยิ่งได้กังวลมากขึ้นเมื่อเห็นพวกเธอมั่นใจแบบนี้ เขาเลือกที่จะเชื่อการคาดเดามากกว่าทูตสวรรค์ไปแล้ว! ไม่ว่าเธอจะรู้ในสิ่งที่เขาคิดไหมก็ตามแตลิต้าก็เร่งให้เขาวิ่งไปเร็วขึ้นด้วยการจับผมของเขา

สายพันธ์กลายพันธ์นั่นอยู่ในกังวอนโด เมื่อยูอิลฮานได้มาถึงภูเขาที่ซึ่งมีดันเจี้ยนอยู่ท้องฟ้าก็มีดลงไปแล้ว

ยูอิลฮานได้เจอเข้ากับดันเจี้ยน ตรวจสอบขนาดของน้ำวนและยืนยันว่ามันไม่ได้มีร่องรอยอะไรรอบๆดันเจี้ยนก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

"เยี่ยม ฉันได้เห็นมันแล้ว"

[ฉันบอกคุณไปแล้วว่าคุณคงไม่ได้เจอมันอีก] (เอิลต้า)

[ชีวิตมันต้องเศร้าแค่ไหนกันจนถึงจุดที่ยูอิลฮานยินดีเมื่อได้เห็นกับดันเจี้ยนปกตินะ? เธอทำอะไรไปนะ?] (ลิต้า)

[ขอล่ะอย่าพูดเรื่องนี้เลยนะลิต้ามันมีแต่จะทำให้ฉันเศร้าแทนนะ] (เอิลต้า)

ระดับความต้องการในการเข้าไปในดันเจี้ยนก็คือ 70 แต่ว่ายูอิลฮานในตอนนี้มีทูตสวรรค์อยู่กับเขา 2 ตน เมื่อเขาได้เห็นข้อความนั่นมันก็เปลื่ยนเป็น 50 ไปทันที

[เปลื่ยนมันหลังจากที่อิลฮานเข้าไปด้วยและ... เสร็จแล้ว] (ลิต้า)

[เมื่อเทียบกับอัตระการพัฒนาที่กำลังดำเนินอยู่ ความจริงที่ว่ามีดันเจี้ยนเลเวลสูงปรากฏขึ้นมานี่มันไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ มันเป็นเส้นทางที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยกับโลกอื่น]

"ฉันได้ตัดสินใจที่จะไม่คิดไอ้เรื่องบ้าอย่าง ค่าเฉลี่ย ตั้งแต่ในตอนที่ฉันสู้กับเสือดาวแล้ว"

หลังจากที่ยูอิลฮานได้เข้าไปในดันเจี้ยนพร้อมกับทูตสวรรค์ทั้งสองคนแล้ว ความต้องการขั้นต่ำเลเวล 50 ก็ได้เปลื่ยนกลับไปเป็นเลเวล 70 อีกครั้ง นี่มันเป็นการพิสูจน์ว่าจะไม่มีการแทรกแซงภายนอกเข้ามารบกวนเขาได้อีก ดันเจี้ยนนี้่คือที่ที่เขาสามารถล่าได้โดยไม่ต้องเป็นกังวลล

ยังไงก็ตามในตอนนี้เองในประเทศจีนก็เป็นสิ่งที่ทำให้ยูอิลฮานจะต้องเกิดขึ้นอีก สถานที่ที่ยูอิลฮานจะต้องตรงไปหลังจากจัดการกวาดล้าวพวกกลายพันธุ์

"ครับท่านดากี้ ดันเจี้ยนกลายพันธุ์ได้เป็นไปตามคำสั่งของท่าน ข้าของรับประกันในความสำเร็จในครั้งนี่ มันจะไม่มีเหตุการณ์รบกวนเหมือนครั้งที่แล้วแน่นอน"

[แกรู้ไหมว่าเจ้าเมล็ดพันธ์เวรนั่นเป็นใคร? โลกคือดินแดนที่มีค่า แม้แต่ข้าก็ยังไม่อยากจะให้พวกโลกที่ถูกทอดทิ้งเข้ามารุกราน]

"มีโลกจำนวนมากที่เชื่อมต่อเข้ากับโลก มันอาจจะมีคนงี่เง่าคิดอะไรบ้าๆก็ได้"

[ในตอนนี้เจ้าที่เจ้าได้ยื่นยนถึงการเชื่อมต่อเสร็จแล้วงั้นก็ปิดดันเจี้ยนไปในทันที เพื่อให้การเชื่อมต่อกับมิติสมบูรณ์พวกเราจำเป็นต้องมีเวลา พวกเรายังต้องทำอีกมากใช่ไหม?]

"แน่นอน พวกเขามีพันธมิตรที่โดดเด่นในด้านนี้"

หลังจากที่การพูดคุยข้ามมิติที่ผ่านอาร์ติแฟคได้สิ้นสุดลง เจ้าของเสียงที่ระมัดระวังก็ได้ลุกขึ้นยืนและบ่นออกมา

"ให้ตายสิ ฉันไม่รู้เลยว่าฉันจะต้องผ่านอะไรที่ลำบากแบบนี้"

ที่แห่งนี้มีมนุษย์อยู่คนหนึ่งอย่างแน่นอน แต่ว่าเสียงที่ตอบเสียงเขามันเป็นเสียงที่มาจากสิ่งที่บินอยู่บนอากาศด้านหลังของเขานั่นก็คือทูตสวรรค์

[แม้ว่าเขาจะอยู่บนเรือลำเดียวกันในฐานะพลังแห่งสวรรค์ด้วยการสนับสนุนของจักรวรรดิ แต่ว่าจอมเวทย์ที่อ่อนแอแต่กลับมาคิดว่าเขาเป็นศูนย์กลางของโลกนี่มัน มนุษย์นี่น่าขยะแขยงจริงๆ]

"นายกำลังจะบอกว่าจอมเวทย์คลาส 4 ในประวัติศาสตร์เป็นคนที่อ่อนแอ?"

[ฮ่า! พวกเราสิ่งมีชีวิตขั้นสูงอยู่เหนือกว่าคลาส 4 ซะอีก]

มันดูเหมือนว่าคำโม้ของสิ่งมีชีวิตขั้นสูงต่างก็มีด้วยกันในทูตสวรรค์ทุกๆตน ยังไงก็ตามชายคนนั้นได้สบถออกมาเมื่อได้ยินคำนี้

"นายก็ไม่ได้ต่างอะไรหรอกในเมื่อนายที่เป็นสิ่งมีชีวิตขั้นสูงไม่สามารถจะทำอะไรด้วยตัวเองได้นะ ยังไงก็ตามนายปิดดันเจี้ยนลงไปจริงๆแล้วใช่ไหม?"

[ฉันบอกให้ผ่อนคลายไง ในครั้งล่าสุดที่มันเกิดแบบนั้นขึ้นมันเป็นเพราะเกิดในสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นมา แต่ว่าการปกปิดด้วยมอนสเตอร์คลาส 1 มันไม่มีอะไรเลย เว้นเสียแต่ว่าทูตสวรรค์ระดับสูงจะมาอยู่ใกล้ๆนี้]

ถึงแม้ว่าจะมีคำยืนยันจากทูตสวรรค์ ชายคนนั้นก็ยังตะโกนออกมาอย่างตกตะลึง

"ทูตสวรรค์ระดับสูง? นายกำลังจะบอกว่าเราปกปิดพวกนั้นไม่ได้"

[ไม่ต้องห่วงน่า]

ทูตสวรรค์คนนั้นได้พูดขึ้นอย่างภูมิใจ

[มันไม่มีทูตสวรรค์ระดับสูงที่จะลงมาบนโลกกับอีแค่โลกที่เกิดหายนะครั้งแรกขึ้นหรอกน่า!]

"นั่นมันก็จริง ไม่ว่าจะมีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นบนโลกยังไง นี่มันก็แค่โลกระดับต่ำในโลกจำนวนมากเท่านั้นเอง"

โลกนี่มันก็เล็กมากจริงๆ มันก็แค่ว่ามีการเชื่อมต่อกับโลกอื่นๆจำนวนมากทำให้มันพิเศษขึ้นนิดหน่อย โลกๆเล็กๆนี่ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร จากมุมมองจากโลกที่ใหญ่กว่า ในมุมมองจากคนที่อยู่ในดลกที่ใหญ่กว่านี้นี่มันก็เป็นแค่โลกที่ไว้ใช้หาประโยชน์เท่านั้น

เนื่องจากว่าพวกเขารู้แบบนี้ทำให้พวกเขาต้องการโลกที่ใหญ่กว่านี้ ชายคนนี้ได้เชื่อมต่อกับจอมเวทย์จากอีกโลกหนึ่ง ในวันที่การเชื่อมต่อถูกเติมเต็ม ชายคนนี้จะเป็นเจ้าของโลก

แน่นอนว่ามีเรื่องที่พวกเขาไม่รู้....

....นั่นมันก็คือมีทูตสวรรค์ที่ทำงานขัดกับสวรรค์อยู่ และทำให้ชายคนนึงเข้าไปในดันเจี้ยนได้ถึงแม้ว่าระดับจะไม่ถึงก็ตามที

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด