ตอนที่แล้วบุตรอสูรบรรพกาล ตอนที่ 15 หนี
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบุตรอสูรบรรพกาล ตอนที่ 17 หลอมยา

ตอนที่ 16

ไร้สามารถ

 

               “ถ้าอย่างนั้น กระผมขอส่งเท่านี้ขอรับนายน้อย”เถ้าแก่หวังพูดพลางก้มหัวให้ไป๋จูเหวินอย่างนอบน้อม เบื้องหน้าของมันคือเมืองเมฆาคราม เมืองที่อยู่ติดกับสำนักยอดเมฆา ที่นี่มีผู้ฝึกพลังวิญญาณมากมายและอาจจะมีนักล่าอสูรอยู่ก็เป็นได้ เถ้าแก่หวังเลยไม่อาจเสี่ยงเข้าไป แม้พวกมันจะสู้เถ้าแก่หวังไม่ได้ แต่ความเป็นอยู่ของนายน้อยที่เดินทางมาพร้อมมันคงลำบากหากต้องเปลี่ยนเมืองทุกครั้งที่มีคนรู้ว่ามันคืออสูร สุดท้ายมันก็ได้แต่ฝากนายน้อยเอาไว้กับต้าชิงและต้าเฉินต่อไป

               “ขอให้เถ้าแก่สุขภาพแข็งแรง”ต้าชิงพูดพลางประสานมือเป็นการคารวะอีกฝ่าย

               “หึๆ ข้าอยู่มานับพันปีแล้ว ไม่ต้องมาห่วงสุขภาพข้าหรอก”เถ้าแก่หวังหัวเราะ ก่อนจะกระโจนหายไปในป่าอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้าชิงพึ่งนึกได้ว่าท่าทีแก่ชราของเถ้าแก่สมัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมชมจันทร์คงเป็นการแสดงเท่านั้น เพราะอสูรมีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์มาก อีก 50 ปีคนที่ต้องเป็นห่วงสุขภาพคงไม่ใช่เถ้าแก่ แต่เป็นตัวมันเอง

               “ถ้าอย่างนั้น เราไปกันเถิดนายน้อย”ต้าเฉินว่าพลางชี้ไปที่ประตูเมืองเมฆาคราม ที่นี่เป็นเมืองใหญ่เมืองแรกที่ไป๋จูเหวินได้เห็น มันมีขนาดใหญ่กว่าเมืองเล็กๆอย่างเมืองของพวกต้าชิงราวๆ 5 เท่า เพียงแค่กำแพงเมืองก็ทำให้เห็นความแตกต่างได้แล้ว

               ที่หน้าประตูเมืองมีการตรวจค้นนิดหน่อย แต่เพราะไป๋จูเหวินมาตัวเปล่าและทหารเฝ้ายามก็ไม่มีพลังวิญญาณจึงไม่อาจมองออกว่าแหวนที่นิ้วของไป๋จูเหวินคือแหวนมิติ ส่วนต้าชิงและต้าเฉินก็ไม่มีปัญหาอะไร สามารถผ่านเข้าประตูได้อย่างง่ายดาย

               “นายน้อย สำนักยอดเมฆาอยู่บนเขาลูกนั้น หากนายน้อยอยากร่ำเรียนวิธีฝึกฝนพลังวิญญาณนายน้อยสามารถขึ้นไปทดสอบได้”ต้าชิงพูดพลางมองไปบนยอดเขา หากมองจากในเมืองพวกเขาแทบจะไม่เห็นตัวสำนักเลย เพราะสำนักยอดเมฆาตั้งอยู่บนยอดสูงสุดที่มีหมอกหนาบดบังเอาไว้ราวกับอยู่เหนือเมฆจริงๆตามชื่อ

               “ท่านบอกข้าว่าสำนักที่ใกล้ที่สุดมี 3 สำนักไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมาที่นี่ก่อนละ”ไป๋จูเหวินถามอย่างประหลาดใจ มันยังไม่ได้บอกต้าชิงเลยว่าอยากเข้าสำนักไหน แต่อีกฝ่ายกลับพามันมาที่นี่เสียแล้ว

               “สำนักธารโลหิตต้องเดินทางต่อจากเมืองนี้ไปอีกขอรับ ส่วนสำนักบุปผชาตินั้นรับเพียงศิษย์สตรีเท่านั้น”ต้าชิงตอบอย่างตรงไปตรงมาตามเคย มันเป็นคนที่มีความรู้ทีเดียว ไม่ว่าจะถามอะไรมันก็สามารถตอบได้

               “ใช่แล้ว สำนักบุปผชาติรับเพียงศิษย์สตรี ที่นั่นคงมีดอกไม้งามให้ชื่นชมไม่น้อยเลย”ต้าเฉินยิ้มพลางนึกถึงสำนักหญิงที่มีแต่ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณหญิงจำนวนมากในสำนัก แม้จะแค่ฝันแต่ภาพเช่นนั้นก็ทำให้ต้าเฉินยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้ว

               “อืม..น่าเสียดายจริงๆ”ไป๋จูเหวินว่าพลางยิ้มบางๆ ทำให้ต้าเฉินเลิกคิ้วขึ้น หรือว่านายน้อยเองก็อยากชมดอกไม้ในสำนักหญิงล้วนเช่นกัน

               “หากที่นั่นปลูกดอกไม้สวยงามไว้มากมายจริง น่าจะเปิดให้คนนอกเข้าชมบ้างนะ”ไป๋จูเหวินพูดด้วยท่าทีเสียดาย ทำให้ต้าเฉินยิ้มเจื่อนๆออกมาเพราะท่าทางนายน้อยจะเข้าใจคำว่า ดอกไม้งาม คนละอย่างกับมันเสียแล้ว

               “แล้ว สำนักยอดเมฆากับสำนักธารโลหิตละ”ไป๋จูเหวินถามพลางมองไปทางต้าชิง

               “หากนับในเรื่องฝีมือแล้ว สำนักธารโลหิตเหนือกว่าขอรับ แต่วิชาของสำนักธารโลหิตดุดันไร้ความปรานี แถมลูกศิษย์ยังชื่นชอบการต่อสู้ ข้าเลยคิดว่าสำนักยอดเมฆาที่เน้นฝึกฝนพลังวิญญาณอย่างเดียวคงเหมาะกับนายน้อยมากกว่า”ต้าชิงเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงของสำนักธารโลหิตมาบ้าง สำนักนั้นมีวิชาใช้ดาบอย่างน่าหวาดกลัว กล่าวได้ว่าเป็นสำนักที่มีความสามารถด้านการต่อสู้อย่างแท้จริง แต่ชื่อเสียงของพวกมันไม่ได้มีแค่วิชาดาบ เพราะสำนักธารโลหิตมีชื่อเสียงแย่ๆเต็มไปหมด มันเลยจะพานายน้อยมาเข้าสำนักยอดเมฆาแทน หากนายน้อยไม่ถามถึงสำนักอื่นๆมันคงไม่พูดถึงเป็นแน่

               “อืม แบบนั้นคงดีกว่า”ไป๋จูเหวินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ตัวมันเพียงต้องการฝึกฝนพลังวิญญาณ หากเป็นเช่นนั้นก็เข้าสำนักที่เน้นฝึกฝนพลังวิญญาณอย่างเดียวคงดีกว่า ต้าชิงนั้นคิดแทนให้ตนเองไม่น้อยเลย

               “จริงสิ พวกท่านจะเข้าสำนักพร้อมๆกับข้าสินะ”ไป๋จูเหวินถามอีกรอบพลางมองมาทางทั้ง 2 คน

               “เรื่องนั้น…”คราวนี้ต้าชิงกลับไม่ตอบความ ตัวมันกับต้าเฉินเคยสมัครสำนักยอดเมฆาแล้ว เพียงแต่…

               “พวกเราไม่มีพรสวรรค์เพียงพอ พวกเราจึงเข้าสำนักยอดเมฆาไม่ได้”ต้าเฉินเป็นฝ่ายตอบออกมาเอง ตอนแรกพวกมันทำใจรับไม่ได้ที่ถูกสำนักต่างๆที่มันไปสมัครปฏิเสธ ทุกสำนักต่างบอกว่าแม้พวกมันจะมีพลังวิญญาณแต่เส้นชีพจรตีบตัน โอกาสพัฒนาจึงยากกว่าศิษย์ทั่วๆไปเสียอีก

               ช่วงเวลานั้นพวกมันต่างไม่ยอมรับแล้วด่าสำนักต่างๆว่ามีตาแต่ไร้แววไม่เห็นความสามารถของพวกมัน แต่ความจริงก็ปรากฏตรงหน้าพวกมันในเวลาไม่นาน เมื่อพวกมันฝึกฝนด้วยตนเองมากว่า 5 ปีก็ยังไม่สามารถขึ้นเป็นระดับก่อกำเนิดขั้น 2 ได้เสียที ทั้งๆที่เฟยหลิงที่อายุพอๆกันยังสามารถเลื่อนขึ้นเป็นขั้น 2 และ 3 ได้ในเวลาต่อมา บัดนี้พวกมันได้แต่ยอมรับชะตากรรมจนกระทั่งเกิดเรื่องวันก่อนขึ้น

               “พวกท่านเองก็มีพลังวิญญาณไม่ใช่หรือ ทำไมพวกเขายังว่าพวกท่านไร้พรสวรรค์อีกละ”ไป๋จูเหวินถามอย่างสงสัย ในเมืองก่อนหน้าต้าชิงและต้าเฉินถูกปฏิบัติราวกับยอดฝีมือ แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าสำนักได้งั้นเหรอ?

               “เป็นเพราะร่างกายของพวกเราไม่เหมาะกับการฝึกฝนพลังวิญญาณขอรับ”ต้าเฉินตอบพลางยิ้มบางๆ พวกมันทำใจมาหลายปีแล้ว และได้แต่ยอมรับเท่านั้น

               “แบบนั้นหากเพิ่มพลังวิญญาณกับปรับสภาพร่างกายพวกท่าน ก็สามารถตามข้าเข้าสำนักไปได้สินะ”ไป๋จูเหวินว่าพลางสำรวจภายในแหวนมิติของตนเอง นอกจากของขวัญต่างๆที่พวกน้าๆมันให้มาแล้ว น้าพยัคฆ์ยังแอบใส่สมุนไพรและของมีค่าบางอย่างมาให้ด้วย

               “นี่มัน”ทั้งต้าชิงและต้าเฉินต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สิ่งที่ไป๋จูเหวินนำออกมาคือหญ้าจิตวิญญาณชนิดหนึ่งนามว่าหญ้าประกายหยก แม้ภายนอกจะเหมือนหญ้าธรรมดาแต่หากเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณย่อมสามารถสัมผัสพลังวิญญาณจากตัวมันได้ เพียงแค่นำมันมาบดแล้วกรองน้ำของมันออกมาดื่มก็จะสามารถเพิ่มพลังวิญญาณให้ผู้ดื่มได้แถมยังช่วยขยายเส้นชีพจรรวมทั้งเพิ่มพลังวิญญาณแต่เดิมของผู้ดื่มอีกต่างหาก แม้จะไม่ใช้สมุนไพรหายากที่มีอายุมานานนับพันปี แต่หญ้าประกายหยกก็เป็นของล้ำค่าที่มันทั้ง 2 ไม่มีทางได้ครอบครองแน่ๆ

               “นะ นายน้อยท่านเก็บมันก่อนเถอะ”ต้าชิงพูดพลางมองหญ้าประกายหยกในมือไป๋จูเหวิน แม้คนธรรมดาอาจจะมองไม่ออก แต่มันมีค่ามากสำหรับผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ มันจึงไม่ปรอดภัยอย่างมากที่นำหญ้าจิตวิญญาณออกมา

               “เอาไว้คืนนี้ข้าจะปรุงยาให้พวกท่านแล้วกัน”ไป๋จูเหวินยิ้มพลางเก็บสมุนไพรเข้าแหวนเช่นเดิม สำหรับมันแล้วของแค่นี้ไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจเลยแม้แต่น้อย เพราะในเขตอสูรหาของแบบนี้ได้ทั่วไปตามพื้นเลยทีเดียว แม้แต่ไป๋จูเหวินยังประหลาดใจเลยว่าทำไมมีหญ้าประกายหยกติดมาในแหวนด้วย หรือมันแค่ติดมากับสมุนไพรต้นอื่นที่ท่านน้าพยัคฆ์ถอนมากันนะ… ท่านน้าพยัคฆ์ท่านสมควรเรียนรู้วิธีเก็บเกี่ยวสมุนไพรจากท่านน้ามังกรบ้างนะ

               “นายน้อย พวกข้ารับสมุนไพรของนายน้อยไม่ได้หรอกขอรับ”ต้าชิงพูดด้วยใบหน้าลำบากใจ มันไม่รู้ว่าไป๋จูเหวินมองหญ้าประกายหยกมีค่าขนาดไหน แต่มันทำใจรับของมีค่าเช่นนี้มาเปล่าๆไม่ได้จริงๆ

               “พี่ต้าชิง ข้าไม่คุ้นชินกับเมืองมนุษย์นัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสำนักฝึกพลังวิญญาณ”ไป๋จูเหวินว่าพลางยิ้มให้ต้าชิง

               “พวกท่านเป็นมนุษย์เพียง 2 คนที่รู้ความลับของข้า ข้าคงไม่สามารถไว้ใจคนอื่นได้มากกว่าพวกท่านอีกแล้ว”ไป๋จูเหวินพูดจบมันก็ยกมือตนเองขึ้นแตะบ่าของต้าชิงที่สูงกว่ามันนิดหน่อย

               “นายน้อย……..”ต้าชิงและต้าเฉินต่างพูดอะไรไม่ออก พวกมันไม่คิดว่าตนเองจะได้รับความสำคัญถึงเพียงนี้ ภายในใจของพวกมันพลันปรากฏความอบอุ่นภายในจิตใจและแอบคิดอยู่ในใจว่าการตามนายน้อยไปอาจจะเป็นเรื่องดีแล้วก็ได้

               “เอาละ เราไปหาที่พักกันก่อนเถอะ”ไป๋จูเหวินว่าพลางมองทั้ง 2 คนราวกับจะบอกให้พวกเขานำทาง จริงๆพวกเขาไม่ต้องรีบหาที่พักก็ได้เพราะนี่ยังไม่เข้าช่วงสายด้วยซ้ำ พวกเขาสามารถขึ้นเขาไปยังสำนักยอดเมฆาได้ทันที แต่หากทำเช่นนั้นต้าชิงและต้าเฉินก็จะไม่ได้เข้าสำนักไปด้วย แผนการขั้นต่อไปของไป๋จูเหวินคือการช่วยเพิ่มพลังวิญญาณให้ทั้งคู่เสียก่อน

               “ยินดีต้อนรับขอรับ”ต้าชิงและต้าเฉินนำทางไป๋จูเหวินมาที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมือง พวกมัยทำงานในโรงเตี๊ยมมานาน มีสายตาแยกแยะได้อย่างยอดเยี่ยมว่าโรงเตี๊ยมไหนดีหรือไม่ดี

               “นายน้อยของข้าต้องการห้องพัก”ต้าชิงพูดด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย แม้ในเมืองเมฆาครามแห่งนี้จะมีผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณไม่น้อย แต่ก็ยังเป็นประชากรส่วนน้อยอยู่ดี แม้มันจะอยู่แค่ขั้น 1 ของระดับก่อกำเนิดแต่ในเมื่อมันเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณย่อมสามารถยืดอกได้ในสถานที่ทั่วไป

               “ขะ ขอรับ ไม่ทราบว่านายน้อยต้องการห้องแบบใด”เสี่ยวเอ้อที่ยืนต้อนรับอยู่ถามพลางหันไปมองไป๋จูเหวิน

               “เอาเป็นห้องที่มีพื้นที่ให้พวกข้าทั้ง 3 ก็แล้วกัน”ไป๋จูเหวินว่าพลางมองไปรอบๆ โรงเตี๊ยมที่นี่ใหญ่โตไม่เลว ท่าทางจะมีห้องพอให้พวกมันทั้ง 3 อยู่ด้วยกัน

               “ขอรับ ห้องใหญ่ราคาคืนละ 3 เหรียญเงินขอรับ”เสี่ยวเอ้อแจ้งราคาพลางก้มหัวให้ไป๋จูเหวินเล็กน้อย

               “เหรียญเงิน?”ไป๋จูเหวินขมวดคิ้วพลางหันไปมองต้าชิง

               “พี่ต้าชิง 3 เหรียญเงินนี่เท่ากับกี่ทองงั้นหรือ”ไป๋จูเหวินถามด้วยสีหน้าลำบากใจ น้าๆของมันมีเงินให้มันพกติดตัว มันจึงไม่ใช่คนกระเป๋าแห้ง เพียงแต่มันเห็นชัดเจนว่าในถุงเงินที่น้าๆมันมอบให้มีแต่ทองเท่านั้น จึงไม่ทราบว่าค่าเงินและค่าทองต่างกันเท่าใด

               “ระ เรื่องนั้น 100 เหรียญเงินจึงเท่ากับ 1 เหรียญทองขอรับนายน้อย” ต้าชิงตอบหลังจากนึกขึ้นได้ว่านายน้อยของตนอยู่ในแดนอสูรมานาน คงไม่เคยใช้เงินมาก่อน แต่คนที่ตกใจที่สุดคงเป็นเสี่ยวเอ้อที่อยู่ข้างๆพวกมัน นายน้อยท่านนี้เป็นใครกันแน่ มันถามราวกับไม่เคยแตะเหรียญเงินมาก่อน นี่ที่บ้านของมันใช้เหรียญทองจับจ่ายใช้สอยเท่านั้นหรืออย่างไร?

               “ข้าอยากจะพักสักคืนเจ้ามีเงินทอนหรือไม่”ไป๋จูเหวินถามพลางเรียกถุงเงินออกมา

               “แน่นอนขอรับ ทางเรามีเงินทอนนายน้อยไม่ต้องกังวล”แม้จะไม่ค่อยได้เห็นเหรียญทองนัก แต่ก็ใช่ว่าไม่เคยมีคนจ่ายด้วยเหรียญทอง โรงเตี๊ยมของมันแม้ไม่ใหญ่โตที่สุดแต่ก็ไม่หลุดโผ 3 อันดับแรกอย่างแน่นอน ไม่มีทางหาเงินทอนแค่ 1 เหรียญทองไม่ได้หรอก

               “ดี”ไป๋จูเหวินว่าพลางยื่นทองคำก้อนไปให้เสี่ยวเอ้อ แต่ทันทีที่เสี่ยวเอ้อรู้สึกว่าน้ำหนักบนมือมันไม่น่าจะใช่น้ำหนักของเหรียญ เสี่ยวเอ้อก็มองบนมือของตนก่อนที่ใบหน้ามันจะซีดเผือดทันที

               “ทอง..ทองก้อน!!” แน่นอนว่าในเขตอสูรไม่ได้ใช้เงิน ยิ่งเงินของมนุษย์หน้าตาเป็นเช่นไรราชาทั้ง 5 ไม่เคยรู้มาก่อน พวกมันรู้แต่ว่าทองคำมีค่าในแดนมนุษย์มันเลยหามาให้จูเอ๋อของพวกมันใช้จ่ายแทนเงิน แถมน้าราชสีห์ยังหลอมทองคำเองกับมือ เรียกได้ว่าทองก้อนที่ออกมาบริษทธิ์เกือบ 100% เลยทีเดียว

               “นะ นายน้อยข้าเกรงว่ามันจะมากเกินไป”ต้าชิงมองทองที่ไป๋จูเหวินนำออกมาด้วยท่าทีลำบากใจ เหรียญทองที่เหล่ามนุษย์ใช้กัน เป็นเพียงสกุลเงินที่สร้างขึ้นมาเท่านั้น จริงๆแล้วมันไม่ได้ทำมาจากทองจริงๆทั้งหมด แต่เป็นโลหะผสมชุบด้วยทองเท่านั้น พวกมันจึงมีค่าแค่ในฐานะของเงิน หากเทียบกับทองในมือของเสี่ยวเอ้อแล้วมันคงสามารถแลกเหรียญทองได้ไม่ต่ำกว่า 100 เหรียญเป็นแน่

               “แต่นี่ก้อนเล็กที่สุดแล้วนะ”ไป่จูเหวินว่าพลางมองในถุงเงิน ไม่สิถุงทองของมัน ก้อนที่ยืนให้เสี่ยวเอ้อนั้นเป็นทองก้อนที่เล็กที่สุดของมันแล้วจริงๆ

 

 

คะแนน 4.3/5. จาก 18 ผู้ให้คะแนน
กรุณารอสักครู่...