ตอนที่แล้วตอนที่ 18 อนาคตอยู่ในมือ (อ่านฟรี)
ทั้งหมดรายชื่อตอน

 

 

พวกเขาพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมหนึ่งวัน ตอนเช้าของอีกวัน กลุ่มคนออกเดินทางไปที่เมืองอันหนาน แต่คราวนี้มีป๋ายจื่อเยว่เพิ่มขึ้นอีกคน

 

ม้ามีเพียงสามตัว ป๋ายจื่อเยว่และมู่ขวางจึงนั่งด้วยกัน

 

“นายน้อย เจ้าหนุ่มคนนั้นดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลย”

 

มู่จงและมู่เฟิงขี่นำหน้า มู่จงไปคุยกับมู่เฟิง

 

“โอ้ ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดายังไง?”

 

มู่เฟิงถามด้วยความสงสัย

 

“เมื่อวาน ข้าใช้ปราณหยวนใส่ในร่างกายของเขาเพื่อตรวจสอบกระดูกหยวน ข้าพบว่าเขาสามารถดูดซับปราณหยวนของข้าได้ แม้ว่าจำนวนที่น้อยนิดมาก แต่ ข้ารู้สึกได้จริงๆ”

 

มู่จงกล่าวพร้อมขมวดคิ้ว

 

“มีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วย!”

 

มู่เฟิงหันไปมองด้วยความประหลาดใจ จ้องมองไปมู่ขวางและป๋ายจื่อเยว่ที่ตามอยู่ข้างหลังเขา

 

“สามารถดูดซับปราณหยวน … “

 

มู่เฟิงขมวดคิ้ว เขาอยู่ข้างกายบิดามาตลอด มีนายทหารในกองทัพจำนวนมาก พบเจอกับผู้คนที่มีความรู้นับไม่ถ้วน

 

เขาจึงเคยได้ยินผู้คนพูดว่า นอกจากกระดูกหยวนและกระดูกหลิง ยังมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างบนโลกใบนี้ พวกเขาเหล่านั้นจะถือครองความสามารถพิเศษที่คนธรรมดาไม่มี

 

บางคนมีความสามารถในการควบคุมเปลวไฟได้ บางคนสามารถสร้างสายฟ้า ยังมีบางคนที่สามารถสื่อสารกับสิงสาราสัตว์ เป็นต้น

 

คนเหล่านี้หาได้ยากมาก ได้ยินว่าในเส้นทางฝึกฝนจะได้รับความสำคัญเป็นพิเศษ และถูกเรียกว่าอัจฉริยะ

 

“หรือป๋ายจื่อเยว่จะมีคุณสมบัติพิเศษ?”

 

มู่เฟิงแอบพูดคนเดียว แต่คุณสมบัติที่สามารถดูดซับปราณหยวนได้ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

ปราณหยวนคือพลังของผู้ฝึกตน โดยทั่วไปแล้วคนนอกไม่สามารถดูดกลืนแล้วกลั่นมาเป็นพลังของตัวเองได้

 

“ช่างก่อน ไปถึงอันหยางก่อนค่อยว่ากัน”

 

มู่เฟิงส่ายหัว ไม่คิดให้มากความ พวกเขายังคงขี่ม้า

 

เวลาเกือบเที่ยงวัน ภาพเมืองปรากฏรางๆไกลออกไป กำแพงที่สร้างจากหินแร่มีร่องรอยของมีดดาบ เป็นที่ประจักษ์ถึงประวัติอันยาวนาน

 

“ฮ่าฮ่า พี่เฟิง นั่นคือเมืองอันหนานใช่หรือไม่”

 

มู่ขวางหัวเราะลั่น

 

“ใช่ นั่นคือเมืองอันหนาน”

 

มู่เฟิงก็แสดงรอยยิ้ม ขี่ม้ามาหลายวัน ในที่สุดก็สามารถพักผ่อนดีดีได้เสียที

 

“เมืองอันหนาน ข้าเคยได้ยินคนอื่นเอ่ยถึง แต่ยังไม่เคยมาที่นี่มาก่อน”

 

ป๋ายจื่อเยว่ตื่นเต้น

 

ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็มาถึงที่ประตูเมือง ตรงประตูเมืองมีทหารสวมเกราะอารักขา แต่พวกเขาไม่ได้ตรวจสอบอะไร

 

ที่นั่นมีมากกว่าสิบคนกำลังยืนอยู่ที่ประตูเมือง ผู้ที่ดูท่าทางเหมือนเป็นผู้นำคือชายชราสวมเสื้อคลุมสีดำ ผมเผ้าสีเทามีหงอก แต่ดูมีชีวิตชีวากระปรี้กระเปล่า

 

ส่วนคนอื่นๆเป็นชายวัยกลางคนและยังมีชายหนุ่มกับเด็กสาวคนหนึ่ง

 

เมื่อคนกลุ่มนี้เห็นกลุ่มของมู่เฟิงสามคนบนหลังม้า จึงรีบออกมาต้อนรับ ชายชราหัวเราะ ทักทายว่า: “นายน้อยมู่เฟิง พวกท่านกลับมาแล้ว”

 

“ฮ่า ๆ ลุงฝู ไม่ได้เจอกันมานาน ยังกระฉับกระเฉงเหมือนเดิมเชียว”

 

มู่เฟิงลงจากม้าทันที แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม

 

ชายชราผู้นี้ชื่อมู่ฝู เป็นตระกูลสาขาของตระกูลมู่ที่อาศัยในเมืองอันหนาน มู่เฟิงเคยเจอตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก

 

“ดีจริงๆที่นายน้อยยังจำผู้เฒ่าคนนี้ได้ แต่ตอนนี้ตัวข้าแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายอ่อนแอลงทุกวัน มา นายน้อยเฟิง คนเหล่านี้ล้วนเป็นเป็นกระดูกสันหลังของตระกูล.”

 

ลุงฝูแนะนำคนเหล่านี้ให้มู่เฟิงรู้จัก เมื่อเขาแนะนำเด็กสาวและเด็กหนุ่มนั้น เขาชะงักเล็กน้อย

 

เด็กหนุ่มอายุมากกว่าหมู่เฟิงสองปี ผิวของเขาค่อนข้างดำ ร่างกายแข็งแรงกำยำ และสวมเสื้อคลุมสีเขียว

 

ส่วนเด็กสาวดูสวยงามและน่ารัก แต่งกายกระโปรงสีเขียว

 

“ทั้งสองคนนี้คือมู่ชางและมู่หลาน?”

 

มู่เฟิงมองไปที่คนสองคนด้วยรอยยิ้มแล้วเอื้อมมือออกไป

 

“นายน้อยเฟิงยังจำพวกเราได้”

 

มู่หลานยิ้มและจับมือมู่เฟิง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ดูช่างขี้อาย

 

“มู่เฟิง ไม่เจอกันนาน ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสูญเสียพลัง เป็นเรื่องจริงหรือไม่?”

 

มู่ชาวตั้งคำถามบางอย่างมีเจตนาร้าย

 

เมื่อตอนที่ยังเป็นเด็ก เขาเคยชกต่อยกับมู่เฟิง แต่เขาถูกเย่เฟิงจัดการเสียทุกครั้ง

 

เมื่อมู่เฟิงได้ยินเขาก็ยิ้มอย่างเชือดเฉือน

 

“มู่ชาง!”

 

ชายวัยกลางคนตะโกนว่า “เจ้าพูดคุยกับนายน้อยมู่เฟิงเช่นนั้นได้อย่างไร?”

 

“ก็ปกติ เรื่องนี้เป็นที่รู้ไปทั่วอาณาจักรหนานหลิง ข้าไม่ได้กล่าวอะไรผิด”

 

มู่ชางกล่าวอย่างเย็นชา

 

“เจ้า ……”

 

ชายวัยกลางคนยกมือจะตบมู่ชาง แต่เขาถูกมู่เฟิงจับแขนรั้งเอาไว้

 

“ช่างเถิดลุงเจียง มู่ชางพูดไม่ผิด จุดชีพจรหยวนของข้าแตกซ่านจริง”

 

มู่เฟิงยิ้มเบา ๆ และไม่โกรธเคือง

 

“นายน้อยเฟิงอย่าได้ถือโทษ เจ้าเด็กนี่พูดจาวางท่า ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง.”

 

มู่เจียงขออภัยและยิ้มแย้ม แต่ก็มีความรู้สึกเสียใจในดวงตาของเขา

 

“ทุกคนต่างเป็นคนตระกูลมู่ ไม่มีใครสูงหรือต่ำ ไม่เป็นไรหรอก ลุงฝู เข้าเมืองกันเถอะ”

 

หมู่เฟิงไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงเริ่มเดินเข้าไปในเมือง

 

“หึ อย่างเจ้า หากครั้งต่อไปยังกล้าพูดจาเช่นนี้ ข้าจะอัดเจ้าจนฟันร่วงจากปาก”

 

มูขวางเดินมาด้านหน้าของมู่ชางและพูดอย่างเย็นชา

 

“เจ้าจะลองดูหน่อยไหม”

 

มู่ชางพูดด้วยใบหน้าเย็นเยียบ

 

กลุ่มคนเดินเข้าไปในเมือง มู่เฟิงและลุงฝูพูดคุยเกี่ยวกับตระกูลมู่ เมื่อกล่าวถึงพ่อของมู่เฟิง ลุงฝูจึงถอนหายใจ

 

กลุ่มคนเดินบนถนน แต่มีม้าวิ่งอย่างรวดเร็วผ่านทางถนน ม้าตัวหน้าเป็นม้าสีดำปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำ คนที่นั่งบนหลังม้าเป็นบุรุษหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีเหลือง .

 

ม้าเกร็ดดำ ระดับต่ำสุดยังเป็นสัตว์อสูรระดับแปด

 

ผู้คนที่เดินเท้าบนถนนต่างหลบหลีก แต่มีเด็กอายุเจ็ดหรือแปดปีที่หลบไม่ทัน เขาสะดุดล้มลงกับพื้น ม้าเกล็ดดำวิ่งผ่านไปพอดี

 

“ง้าา ……”

 

เมื่อเด็กน้อยเห็นภาพนี้เขาก็กลัวจนร้องไห้

 

“ระวัง!”

 

มู่เฟิงอยู่ด้านหน้าสุด เมื่อเขาเห็นภาพนี้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป มือของเขากระพริบแสงวาบ ดาบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของเขา เขาจับดาบโยนไปทางม้าเกร็ดดำ

 

ซัว!

 

ดาบเฉือนเข้าที่ขาของม้าเกล็ดดำ เกือบจะทำให้ขาม้าขาด

 

“รรรร …… !”

 

ม้าส่งเสียงกรีดร้องและล้มลงกับพื้นซึ่งห่างจากเด็กน้อยออกไปประมาณห้าหรือหกเมตร ชายหนุ่มร้องอุทาน ก่อนจะตกจากจากหลังม้ากระแทกแผงลอยด้านข้าง สภาพอดสู

 

“นายน้อย”

 

คนคุ้มกันสองสามคนที่อยู่ด้านหลังรีบไปช่วยชายหนุ่มคนนั้น

 

เด็กหนุ่มจ้องเขม็งไปทางมู่เฟิงที่กำลังช่วยพยุงเด็กชายตัวน้อย

 

“เจ้าหนู ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

 

มู่เฟิงพยุงเด็กน้อยแล้วไถ่ถาม

 

“ไม่เป็นไร ขอบคุณพี่ชาย”

 

เด็กน้อยเช็ดน้ำตาและกล่าวขอบคุณเขา จากนั้นก็วิ่งหนีไป

 

ในเวลานี้ ชายหนุ่มเสื้อคลุมสีเหลืองเดินมาพร้อมกับลูกน้องจำนวนหนึ่งด้วยท่าทางวางก้าม และกล่าวว่า “ไอ้หนู รนหาที่ตาย ถึงกับกล้าทำร้ายม้าของข้า.”

 

มู่เฟิงมีอารมณ์เย็นชาบนใบหน้า เขามองชายหนุ่ม: “เจ้าไม่เห็นหรือว่าเกือบจะทำให้คนๆหนึ่งต้องตาย?”

 

“ถูกชนตายก็ตายไปสิ ก็แค่ชีวิตของพวกขยะ จะเทียบกับม้าเกร็ดดำอันล้ำค่าของข้าได้อย่างไร วันนี้เจ้ากล้าทำร้ายม้าของข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? ข้าจะตัดขาของของเจ้าเป็นการชดเชย”

 

ชายหนุ่มเสื้อคลุมสีเหลืองโบกมือ คนคุ้มกันทั้งห้าคนล้อมรอบหมู่เฟิง

 

“เจ้าหนู กล้าทำร้ายม้าของนายน้อย เจ้าคงไม่ต้องการชีวิตแล้วสินะ”

 

คนคุ้มกันทั้งหลายยิ้มเยาะและมาล้อมตัวมู่เฟิง และแล้ว ชายคนหนึ่งออกหมัดต่อยไปทางมู่เฟิง

 

แต่มู่เฟิงยืนนิ่งไม่ขยับ สายตาจ้องมองกำปั้นที่พุ่งเป้ามาที่ตัวเอง

 

เมื่อกำปั้นนี้อยู่ห่างจากมู่เฟิงไม่กี่ฟุต ร่างกำยำล่ำสันก็มาขวางด้านหน้าของมู่เฟิง เขาใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งจับกำปั้นนั้นไว้ ในเวลาเดียวกันเขาก็เตะหน้าอกของคนคุ้มกัน

 

ฉึก… !

 

พรวด …… !

 

“อ้ากกกก…..”

 

คนคุ้มกันได้แต่กรีดร้องและกระเด็นลอยออกไปมากกว่าสิบเมตร แขนถูกจับอยู่จึงขาดท่อน

 

“กล้าลงมือกับนายน้อยของพวกข้า พวกเจ้า คงไม่ต้องการที่จะมีชีวิตอีกต่อไปสินะ!”

คะแนน 5.0/5. จาก 1 ผู้ให้คะแนน
กรุณารอสักครู่...