ตอนที่แล้วบทที่ 9 ผู้กล้ากับเจ้าหญิง (2)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 11 ผู้กล้า สต้อล์กเกอร์ ยมทูต (0)

บทที่ 10 ผู้กล้ากับอันธพาล


บทที่ 10 ผู้กล้ากับอันธพาล

 

เมื่อผมมาถึงทางออก มันมีกำแพงอิฐอยู่ตรงปลายทาง ผมจึงผลักกำแพงอิฐออกไป และเดินออกมามายังพื้นที่โล่งกว้าง มีทั้งแสงแดด และอากาศอันบริสุทธิ์

 

「ในที่สุด ฉันก็เป็นอิสระ!!」

 

ดั้นด้นเดินผ่านทางใต้ดินอันมืดมิด เส้นทางนั้นช่างยาวไกล แต่ผมก็มาถึงที่นี่จนได้ ที่ที่ผมสามารถชื่นชมแสงอาทิตย์ ผมปล่อยเสียงร้องดังกึกก้องออกมา พร้อมกับยืดเส้นยืดสาย และนอนอาบแดดภายใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมา

 

นี่คือบริเวณป่าเล็กๆซึ่งตั้งอยู่รอบนอกเมืองหลวง

 

เมื่อได้สูดหายใจเข้าไปลึกๆ ก็สามารถได้กลิ่นอันสดชื่นจากต้นไม้ใบหญ้าอันเขียวขจี

 

ผมได้เห็นแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน ถ้าคุณนับรวมครั้งแรกของผมเข้าไป(ไม่อาจจะยังไม่ถึงวัน แต่ชีวิตในครั้งที่สองของผมก็ได้เริ่มต้นแล้ว) ภายหลังที่ได้หนีออกมาจากสถานที่ที่ผมถูกฆ่า เรียวโดเด็น ผมพยายามซ่อนตัว ก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยซาบซึ้งอิ่มเอมไปกับแสงอาทิตย์ แต่ตอนนี้มันทำให้ผมตื้นตันจนน้ำตาไหลออกมา

 

「อ้า~, แสงอาทิตย์… มันช่างดีอะไรเช่นนี้……」

 

หลังจากชื่นชมความงามตามธรรมชาติของโลกภายใต้ท้องฟ้าสีคราม สักพัก ในหัวของผม เหมือนมีสวิตช์อยู่ข้างใน เมื่อได้รับการกระตุ้น

 

ผมได้ตัดสินใจเป้าหมายเอาไว้แล้ว ต้องทนทุกข์ทรมานจากคนพวกนี้ ทั้งถูกหลอกและหักหลัง เกียรติและศักดิ์ศรีของผมถูกย่ำยีจนเกินจะทนไหว ผมจะต้องล้างแค้นให้จงได้

 

สิ่งที่พูดไปเมื่อกี้ ผมยังขาดพลัง เวลาและการเตรียมการ

 

เมื่อคุณมีเลเวล 1 ทุกอย่างดูไม่ค่อยราบรื่นสักเท่าไหร่ ปลายทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุกลาบ ผมมีสไตล์การเล่นที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องมาจากทักษะที่เหลือน้อย ประกอบกับพลังกายของผมไม่ได้ใกล้เคียงพอที่จะจัดการกับพวกอัศวินทั้ง 500 นายได้

 

เมื่อเวลาผ่านไป มีเพียงแค่เจ้าหญิงกับพวกอัศวินในวัง พวกเขาจำใบหน้าของผมได้ ผมคงไม่ต้องกังวลอะไรมากนักถ้าผมจะออกจากเมืองนี้ มันไม่เหมือนกับตอนที่ผมถูกไล่ล่าจากใบหน้าอันโด่งดังที่สามารถปราบจอมมารได้

 

อย่างน้อย มันก็ไม่น่าจะมีสถานการณ์ที่ผมไม่สามารถเข้าไปในร้านอาหารหรือโรงแรม แม้กระทั่งในเมืองก็ด้วย ได้ที่ปราศจากการสวมชุดคลุมเพื่อปกปิดใบหน้าของผม

 

ผมเหลือบมองไปดูพระอาทิตย์อีกครั้ง ผมเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าไปทีละนิด มันเลยเวลาเที่ยงไปแล้วประมาณหนึ่งชั่วโมง ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ผมถูกอัญเชิญมาครั้งแรกเลยแหะ

 

「ดัวยทักษะของสภานักเวทย์แห่งเมืองหลวง มันน่าจะใช้เวลาประมาณทั้งวันเลยได้มั้ง จนกว่าสถานการณ์ภายในปราสาทจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ แล้วค่อยมีการรายงานรายละเอียดเกี่ยวกับผมอีกที อืม ดูเหมือนว่าผมจะมีเวลาเหลือเยอะเลย ถ้าเกิดว่าผมไม่ได้เดินอ้อมไปนะ」

 

ผมเดินเตร็ดเตรอย่างสบายใจ มุ่งหน้าสู่ถนนหลักของเมืองหลวง และมองไปที่ภาพทิวทัศน์ของเมืองหลังจากไม่ได้เห็นมันมานาน

 

ให้พูดตามตรงเลยนะว่าพวกประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองหลวงคือพวกที่เชื่อในแถลงการณ์ของอาณาจักรและทางวิหาร ทำให้พวกเขาหันมาเป็นปรปักษ์กับผม

 

ผมเคยคิดอยู่นะว่าเมื่อผมเห็นหน้าคนพวกนี้ ผมอยากจะตะบันหน้าใส่พวกมันแรงๆ เหมือนที่ผมทำกับเจ้าหญิงและพวกอัศวิน แต่นั่นก็ไม่ได้เกิดขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง คนธรรมดาจำนวนไม่ได้ปลุกระดมให้มีการทรยศเกิดขึ้น

 

แน่นอน ผมไม่ชอบไอ้พวกที่มีระดับความคิดแบบนี้: “อ้า~, มันคงจะดีถ้าคนพวกนี้ไม่มีความสุข ถ้าพวกมันล้มหัวกระแทกกับก้อนหิน กลายมาเป็นพวกพิกลพิการในวันถัดมา หรืออะไรแบบนั้น” แต่แทนที่ผมจะสิ้นเปลืองทรัพยากรไปกับพวกมัน ผมมีคนที่อยากฆ่าอยู่แล้ว

 

สั้นๆเลย มันคือการจัดลำดับความสำคัญ

 

ผมหยุดคิดเรื่อยเปื่อย สิ่งแรกที่พวกเราต้องพิจารณาก่อนเลย คือ เงินทุนในการเปิดสงคราม

 

เมื่อคำนึงถึงสิ่งนั้น ผมมีบางอย่างที่ทำให้ผมรวยได้

 

สร้อยคอโคตรหนักที่ผมปล้นมาจากเจ้าหญิง มันถูกเก็บเอาไว้ในกระเป๋าชุดนักเรียน

แม้เราจะไม่สนใจความจริงเกี่ยวกับไอเท็มชิ้นนี้ว่ามันมาจากราชวงศ์ ตัวแร่มิธริล อัญมณีเวทย์ และความสามารถในการเพิ่มความไวให้กับเจ้าของ มูลค่าของมันถือว่าดีมาก..

 

ถ้าขายเจ้าสิ่งนี้ มันจะทำให้เราเข้าใกล้เงินทุนที่เพียงพอได้อย่างรวดเร็ว

แน่นอน มันต้องระมัดระวังในการค้าขายไอเท็มชิ้นนี้ด้วย

รูปลักษณ์ของผมที่ไม่ใช่ขุนนาง มันคงไม่มีสถานที่ใดจะรับซื้อไอเท็มชิ้นนี้ หรือว่าสามารถขายไอเท็มชิ้นนี้ได้ตามตลาดด้วยเหตุผลพวกนี้ ทำให้ผมไม่เข้าไปในร้านต่างๆตามถนนในเมืองหลวง

 

แต่มันเป็นย่านสลัมที่อยู่มุมสุดของเมืองหลวงในอาณาจักร มันเป็นสถานที่ผู้คนอาศัยอยู่ในเงามืด

 

ผมจำได้ว่า ถ้าผมเข้าไปในตรอกซอกซอยแคบๆ และตรงไปยังทางที่มันเปลี่ยวๆ สกปรกๆ จะปรากฏให้เห็นสถานที่ที่ไม่เหมือนกับในเมืองก่อนหน้านี้

 

รอยแตกและความเสียหายบนกำแพง บ้านโทรมๆที่กำลังจะพังได้ทุกวินาที และกลิ่นอันเน่าเหม็นจากอุจจาระ ปัสสาวะ สิ่งปฏิกูลทั้งหลาย รวมถึงขยะมูลฝอย ที่ลอยมามาตามสายลม ราวกับสถานที่ที่ปฏิเสธความสะอาดทางสาธารณูปโภค

 

ผู้คนนั่งอยู่ตามริมถนน ดวงตาของคนพวกนี้ดูมืดมนและสิ้นหวัง หรือไม่ก็เป็นสายตาของนักล่าที่จ้องมองมาทางเหยื่อ

 

สังเกตไปที่ดวงตา ท่าทางการมอง และสายตาตลกๆ มันต้องเป็นพวกที่เข้ามาใหม่ในย่านสลัมแห่งนี้

ไม่ว่าจะย่านสลัมในเมืองไหนๆ ต่างก็เป็นสถานที่ที่การตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก มิอาจทำให้มีชีวิตยืนยาวได้เลย

 

「เฮ้ พี่ชายที่ใส่ชุดแปลกๆนั่นนะ ทำไมพี่มาอยู่ในสถานที่แบบนี้คนเดียวล่ะ?」

 

「………」

 

「โฮ่ย~, ดูท่าคุณพี่จะโชคไม่ดีนะ ฉันเกรงว่าทางข้างหน้าและข้างหลังเป็นทางตัน ถ้าอยากจะผ่านล่ะก็ ทำไมไม่ลองจ่ายค่าผ่านทางสักหน่อย?」

 

ทั้งเสียงหัวเราะ ตลกขบขัน มีคนอยู่ 5 หรือ 6 คน มาล้อมตัวผม

 

「ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ไอ้คำพูดน่าเบื่อพวกนี้…ไม่สิ มันดีออก เพราะมันทำให้การสนทนาเร็วขึ้น」

 

มันช่วยไม่ได้ที่คนพวกนี้จะคิดว่าคนที่อยู่ตรงหน้า เป็นเป้าหมายที่ง่ายมาก เห็นผมมาคนเดียวและรูปร่างแบบนี้ แต่ดูเหมือนมันเป็นเรื่องปกตินะ ที่ไม่ว่าเรื่องไหนๆ ไอ้แก๊งพวกนี้ก็จะโผล่มาเวลาผมเข้าไปในย่านสลัมตามเมืองต่างๆ?

 

ผมคุ้นเคยกับย่านสลัมตามเมืองต่างๆพอสมควรในฐานะที่เป็นผู้ลี้ภัย ผมรู้ว่าคนพวกนั้นมีเยอะมากและพื้นที่ข้างหลังมันค่อนข้างสะดวก การจะไม่ใช้ประโยชน์จากย่านสลัมในชีวิตที่สองของผมนี้ ผมคงทำไม่ได้หรอก แม้ผมจะรู้สึกเบื่อนิดๆกับการที่ต้องมาฟังคำพูดน่าเบื่อพวกนั้นซ้ำไปซ้ำมาตามเมืองต่างๆ

 

ในเมื่อผมตัวคนเดียวกับชีวิตครั้งที่สองนี้ ผมคิดว่ามันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การพัฒนาจิตใจที่สั่นคลอน ก็มีขีดจำกัดที่สามารถทำได้เพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น

 

ไม่ว่าจะยังไงมันก็น่าเบื่อยู่ดีนั่นแหละ

 

ผู้คนที่อยู่ในสลัมตรงบริเวณนั้น ต่างก็รีบพากันวิ่งหนีด้วยความกลัวว่าจะถูกดึงมาเกี่ยวข้องด้วย ผู้ที่สามารถมีชีวิตยืนยาวในสลัมได้นั้น จำเป็นต้องมีทั้งสติปัญญาและความแข็งแกร่ง

 

「ฉันจะถามเพื่อไว้ก่อน ว่าพวกแกเป็นศัตรูของฉันมั้ย?」

 

「ห๊า? ไอ้ห่านี่พูดอะไรของมันวะ?」

 

「ฟังนะเว้ย แค่ตอบฉันมา พวกแกไม่ใช่เป้าหมายในการแก้แค้นของฉัน ฉันจะทำเป็นไม่สนใจ ถ้าพวกแกรีบไปให้พ้นๆทางฉันซะ เพราะว่ามันจะเป็นปัญหาได้ ถ้าเกิดฉันเผลอลงมือฆ่าพวกแกที่อยู่ที่นี่」

 

「อะไรฟะ เอ็งปัญญาอ่อนรึไง เข้ามาในเขตสลัมตัวคนเดียว แล้วแค่ยังทำตัวหยิ่ง คิดว่าตัวเองเจ๋งนักหรอ? มันไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้เลยรึไงวะ ไอ้นี่น่าจะป่วยแหะ!!」

 

เมื่อผู้ชายหัวโล้นผิวสีน้ำตาล ดูแล้วน่าจะเป็นหัวหน้า เขาส่งเสียงดังพร้อมกับหัวเราะ ไอ้พวกลูกน้องก็หัวเราะตามเขาด้วย

 

「ส่งของมีค่ามาให้หมดซะ แล้วฉันจะไว้ชีวิตแก ฉันจะส่งแกไปขายเป็นทาส!!」

 

「เข้าใจละ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคำตอบของแกสินะ」

 

ในเมื่ออันธพาลพวกนี้ดาหน้าเข้ามาโดนกระทืบ ผมคงต้องจัดให้พวกมันซะหน่อย ผมก้าวไปข้างหน้า แล้วใช้【ดาบขาแมงมุมเพลิง】ตัดไปที่ข้อเท้าของพวกมัน

 

「อ๊า? อ้ากกกกกก ว้ากกกก อ้ากกกกก!?」

 

ทันใดนั้น เท้าทั้งสองข้างก็หายไป พวกมันทั้งกลุ่มสูญเสียเท้า ไม่มีอะไรพยุง พวกมันก็ล้มลงไปกองกับพื้น

 

「อะ-อะไรวะเนี่ย, มันเจ็บ, เจ็บโว้ยยยยยย!!」

 

「กุอักกกกก อะไรว- กุอ้ากกกก!!!!」

 

เพราะผมไม่ชอบให้ตัวเองเปื้อนเลือดของผู้เคราะห์ร้าย ผมจึงใช้ 【ดาบขาแมงมุมเพลิง】ที่สามารถสร้างอุณหภูมิสูงจากตัวดาบ เมื่อใช้ดาบตัดไปที่บริเวณข้อเท้า บาดแผลจะเกิดการแข็งตัวและเลือดก็จะไม่พุ่งออกมา อีกคุณสมบัติหนึ่งก็คือ ดาบเล่มนี้จะปล่อยความร้อนออกมาอย่างรวดเร็วทันทีที่มันสัมผัสกับวัตถุ

 

ชุดนักเรียนที่ผมใส่อยู่นี้ ผมจำเป็นต้องใช้มันทุกวันในชีวิตแรกของผม แต่ไม่นานนัก หลังจากที่ผมออกเดินทาง ผมถูกโจรป่าโจมตีในตอนกลางคืน ผลสุดท้าย มันจบลงที่ชุดของผมขาดจนไม่เหลือชิ้นดี แต่ก็สามารถไล่พวกมันให้หนีไปได้

 

ผมได้ดาบมาหนึ่งเล่มและเศษผ้า หลังจากนั้นผมก็ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เป็นความทรงจำที่ขมขื่นมาก

 

「ฮืมมม ครั้งนี้ มันสำเร็จด้วยแหะ เปิดหน้าต่างสเตตัส」

 

ผมไม่สนใจเสียงตะโกนของพวกอันธพาลที่อยู่ด้านหลัง ผมตรวจสอบสเตตัสของผม

 

อุเคย์ ไคโตะ | อายุ 17 ปี  | เพศชาย
พลังชีวิต: 531/545 มานา: 75/412
เลเวล: 1
ความแข็งแกร่ง: 224

พลังกาย: 324

ความอดทน: 545

ความไว: 587

พลังเวทย์: 117

ต้านทานเวทย์มนต์: 497

ทักษะประจำตัว: 「ดาบแห่งดวงวิญญาณ▽」 「ความเข้าใจในภาษาอื่น」
ทักษะ: 『ต่อย เลเวล 1』 『ควบคุมเวทย์มนต์ เลเวล 1』『เหินเวหา เลเวล 1』『ราตรีทัศนะ เลเวล 2』『เร่งความเร็ว เลเวล 1』
สถานะปัจจุบัน: ยอดเยี่ยม

 

อย่างที่คิดไว้ ผมได้รับทักษะ『เร่งความเร็ว』 ผมคงได้ทักษะ 『ราตรีทัศนะ』 เมื่อตอนที่ผ่านเส้นทางใต้ดิน

 

ตามชื่อมันเลย ทักษะ『ราตรีทัศนะ』ช่วยให้ผมมองเห็นในตอนกลางคืน และทักษะ『เร่งความเร็ว』ช่วยให้ผมเพิ่มระดับความไวได้ชั่วคราวโดยการส่งพลังเวทย์ให้ไหลเวียนไปที่ขาของผม

 

อันที่จริง เมื่อตอนที่ผมเริ่มชีวิตที่สองนี้ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ตอนที่ผมคว้าคอของเจ้าหญิงและตอนที่ผมใช้มันให้เคลื่อนไหวผ่านพวกอัศวิน ผมล้มเหลวและรู้สึกได้ถึงผลสะท้อนกลับเล็กน้อยตรงบริเวณเท้า

 

ถ้ามันสำเร็จ ค่าพลังชีวิตที่ลดลงไปคงไม่เกิดขึ้น ผมก็เลยคิดว่าน่าจะยังไม่ได้ทักษะ『เร่งความเร็ว』

 

แม้ผมจะไม่สามารถฟื้นฟูพลังชีวิตได้เพราะผมยังไม่ได้พักผ่อน มานาของผมจะฟื้นฟูเองตามระยะเวลา ตอนนี้มันฟื้นฟูได้ประมาณ 30% น่าจะประมาณนั้นแหละ แต่เมื่อตอนที่ใช้ 『เร่งความเร็ว』 มานาถูกใช้ไป 20%

มันยากที่จะฝึกทักษะ 『เร่งความเร็ว』ไปพร้อมกับอัตราการใช้มานาที่มากโข

 

「อย่างไรก็ตาม…」

 

ในเมื่อพลังเวทย์ของผมไม่ได้ถูกใช้ไปทีเดียวจนหมด มันก็ไม่ได้แย่นักหรอก แต่กระนั้น เซนส์ของผมมันบอกว่า มันยังไม่ถึงครึ่งวันเลยนะ หลังจากที่เริ่มชีวิตที่สองนี้

 

แม้ว่าในหัวของผมจะเข้าใจ การไร้ความสามารถในการใช้ทักษะ นั่นทำให้ผมต้องขยายประสาทสัมผัสการรับรู้ไปที่ร่างกาย ซึ่งผมเองก็ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับมันสักเท่าไหร่

 

「อ่า, โห่ย~, อย่าวิ่งสิ แกเป็นหัวหน้าไม่ใช่เหรอ?」

 

「อ้ากกกกกกกกกกกกกกก!!!」

 

เมื่อเขาเสียเท้าไปแล้ว ผมใช้ 【ดาบขาแมงมุมเพลิง】แทงไปที่แขนของอันธพาลที่กำลังจะคลานหนีอย่างสุดชีวิต

 

「อั้ก อ้า อ๊า ร้อน มันร้อน กุ อ้ากกก!!」

 

「หืม แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกน่า ดีกว่าปล่อยให้ฉันชุ่มไปด้วยเลือด」

 

ในขณะที่ผมพูดไปแบบนั้น ผมสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ยังคงกรีดร้องจนถึงตอนนี้

 

ไม่เหมือนกับตอนที่เขาถูกตัดเท้า ชายคนนั้น แผลของเขาแข็งตัวแล้ว ในขณะที่ถูกแทง เขาก็ปล่อยน้ำตาออกมา ร้องไห้ น้ำลายไหลฟูมฟาย น้ำมูกก็พุ่งออกมาไม่หยุด เนื่องจากความเจ็บปวดทางร่างกายที่เขาได้รับ

 

「ถ้าฉันไม่สร้างบอลเพลิงล่ะก็ ฉันก็คงไม่ต้องใช้มานาเยอะขนาดนี้ ใบดาบไม่ได้ยาวนัก มันน่าจะจัดการได้ไม่ยาก เหนือสิ่งอื่นใด เขาเสียเลือดไปนิดหน่อย เขาคงไม่ตายง่ายๆหรอกมั้ง กระทั่งตอนนี้ ฉันเคยใช้มันเผาถ่านมาก่อน แต่คิดว่ามันน่าจะสะดวกขึ้นเยอะเลยด้วยดาบแห่งดวงวิญญาณ」

 

「สะ สัตว์ สัตว์ประหลาด…..」

 

「อ้า อ้า อ้ากกกก…..」

 

「ฮ๊า ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า…..」

 

ผมหัวเราะดังลั่น พวกอันธพาลตัวแข็งทื่อ ฉี่แตกใส่กางเกง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น

 

「อ้า ช่างเป็นภาพที่สกปรกซะจริงๆ มันแตกต่างจากพวกนั้น ต่อให้ฉันได้เห็นสีหน้าที่แสดงออกของพวกแก ก็เถอะ」

 

แต่ก็นะ เป้าหมายของผมในการแก้แค้นก็ยังคงเป็นพวกมัน พวกที่ทรยศผมเมื่อครั้งที่แล้ว

ต่อให้ผมอัดพวกที่อยู่ตรงหน้านี้จนน่วม ผมก็ไม่ได้มีความสุขเลย

 

「โอ้ ไงก็เหอะ บ๊าย บาย」

 

เมื่อพูดไปแบบนั้นเลย ผมใส่พลังเวทย์เข้าไปใน 【ดาบขาแมงมุมเพลิง】และสะบั้นไปที่คอของพวกมันอย่างไร้ความปราณี

 

ตวัดดาบเพียงครั้งเดียว กลิ่นเหม็นไหม้ก็ลอยมา และเสียงอึกทึกอื้ออึง

 

「งั้นก็ ฉันเดาว่ามันถึงเวลาที่ต้องไปแล้วสินะ?」

 

ผมบ่นพึมพำแล้วก็เดินหายไป ภายในซอยเล็กๆ เหลือทิ้งไว้แต่ร่างกายที่ไม่สมประกอบ ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย เท้าที่ไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร หัวที่กลิ้งไปมาอยู่บนพื้น พร้อมกับสีหน้าชวนขนหัวลุก รอยแผลไหม้จนเป็นสีดำ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด