ตอนที่แล้วบทที่ 120 ไม่สามารถต้านทานของล่อใจ!
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 122 เดิมพัน

บทที่ 121 พนัน  


 

ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่าอันกว้างไพศาล

เหวยเสิ้งยืนเผชิญหน้ากับบุรุษชุดขาว

“เจ้าเป็นใคร? ไฉนลอบเข้าไปในภูเขาสุญตา? มีเป้าหมายอะไรกันแน่?” เหวยเสิ้งถามเสียงหนัก กระบี่ผ่าสายรุ้งของมันพร้อมจู่โจมทุกขณะ คนผู้นี้ที่มาไม่แน่ชัด ลอบเข้าไปในเขตภูเขาสุญตาของมัน มันพอดีค้นพบเข้าโดยบังเอิญ พลังบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่ายเหนือล้ำกว่ามันอยู่บ้าง มันเพิ่งออกมาจากการฝึกปรือในค่ายกลกระบี่ หลังจากการต่อสู้บุกฝ่าถ้ำกระบี่อย่างยาวนาน จนทะลวงผ่านไปยังด่านหนิงม่าย ความคิดจิตวิญญาณของเหวยเสิ้งอยู่ในสภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุด สัมผัสทางจิตเฉียบคมกว่าที่เคยเป็นมา หากเป็นสภาพของมันในกาลก่อน ย่อมไม่มีทางตรวจพบการคงอยู่ของคนผู้นี้ เป็นที่คาดคำนวณได้ว่าฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งถึงเพียงไหน ในใจมันบังเกิดระลอกแห่งความพรั่นพรึงไม่สิ้นสุด!

เหวยเสิ้งไล่ตามอีกฝ่ายเกือบหกร้อยลี้ แทบจะหลุดรอดไปได้สองสามครั้ง สิ่งที่ทำให้มันรู้สึกย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมก็คือ คนชุดขาวผู้นี้คล้ายยังไม่ได้เอาจริงเสียด้วยซ้ำ

แต่เหวยเสิ้งขวัญกล้าบังอาจ  แม้จะทราบดีว่าอีกฝ่ายฝีมือเข้มแข็ง แต่มันไม่มีความคิดล่าถอย ในดวงตาดุจพยัคฆ์ร้าย จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ลุกโชนขึ้น

“ฟังว่าคุณชายเหวยก่อเกิดนิมิตแห่งฟ้าดินยามเข้าสู่ด่านจู้จี เป็นปราณกระบี่ทะลวงฟ้า ได้พบหน้ากันวันนี้ ยังเหนือกว่าคำร่ำลือเสียอีก ดูท่าหลังออกจากถ้ำกระบี่ คุณชายเหวยฝีมือรุดหน้าก้าวไกล เคล็ดกระบี่สุญตาของสำนักในที่สุดก็หวนคืนสู่โลกหล้า เป็นที่น่ายินดีน่าอวยพร” บุรุษชุดขาวสุ้มเสียงอ่อนโยนเป็นกันเอง ใสกระจ่างดุจน้ำพุไหลริน รวมกับรูปโฉมหล่อเหลาสุดฟ้าสุดดิน ท่วงท่าสภาวะสง่างาม รอบรู้ เปี่ยมมารยาท ยากจะคิดว่ามันเป็นคนชั่วร้ายได้

เหวยเสิ้งพอฟังยิ่งวิตกกังวลกว่าเดิม เรื่องที่มันเข้าไปในถ้ำกระบี่ นอกเหนือจากศิษย์ในสำนักแล้ว ไม่มีคนนอกทราบ คนผู้นี้คล้ายรู้ชัดเกี่ยวกับถ้ำกระบี่ หากทีแรกมันยังไม่แน่ใจว่าคนผู้นี้จงใจลอบเข้าไปในภูเขาสุญตาหรือไม่ ในเวลานี้มันก็ได้รับการยืนยันแล้ว คนผู้นี้เมื่อลอบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสำนักมัน ย่อมมีจุดประสงค์ที่เป็นอันตราย

“เจ้าเมื่อไม่ยอมเปิดเผยที่มา เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดต้องสนทนาอีก” ดวงตาดุจพยัคฆ์ร้ายสาดประกายแหลมคมเช่นกระบี่ ตวาดเสียงทุ้มต่ำ อากาศธาตุรอบกายพลันพลุ่งพล่านทั้งที่ไม่มีลม ค่อยๆ หมุนควงรอบตัวมัน กระบี่ผ่าสายรุ้งปรากฏขึ้นในมือ จ่อจี้ใส่บุรุษชุดขาวแต่ไกล

คนชุดขาวรู้สึกรอบข้างมืดมิดลง ราวกับว่ามันอยู่ในช่องว่างมิติอันลี้ลับ

เวิ้งว้าง บีบคั้น ไร้ซึ่งสรรพสิ่ง

บุรุษชุดขาวดวงตาทอประกายประหลาด อุทานอย่างชื่นชม “คุณชายเหวยพรสวรรค์เลิศล้ำสมคำร่ำลือโดยแท้ เคล็ดกระบี่สุญตาจะต้องเจิดจรัสในมือคุณชายอย่างแน่นอน!”

ปากกล่าววาจา แต่ร่างของบุรุษชุดขาวกลับค่อยๆ เลือนหายไป คำสุดท้ายยังไม่ทันจะขาดเสียง ร่างกายมันก็อันตรธานไปโดยสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงหางเสียงอันรางเลือน

ดวงตาพยัคฆ์ของเหวยเสิ้งในที่สุดก็เผยแววตะลึงพรึงเพริด!

จิตสำนึกของมันกวาดผ่านรอบด้านซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ไม่พบร่องรอยใดๆ อีกฝ่ายคล้ายหายไปเฉยๆ ภายใต้การถูกตรึงไว้ด้วยเจตจำนงกระบี่ของมัน คนชุดขาวยังหายตัวไปในอากาศธาตุอันเบาบาง! มันได้แต่ครางฮึม จากนั้นก้าวขึ้นไปบนกระบี่ผ่าสายรุ้ง เปลี่ยนเป็นลำแสงสีแดงสายหนึ่ง เหินลิ่วไปในทิศทางของสำนักกระบี่สุญตา

เมื่อร่างของเหวยเสิ้งหายลับไปตรงเส้นขอบฟ้า ตรงจุดที่บุรุษชุดขาวหายตัวไป เงาร่างสง่างามค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่ใช่มัน?” บุรุษชุดขาวจ้องไปยังขอบฟ้า พึมพำกับตัวเอง

 

เรือนนภาจันทร์เป็นที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในตงฝู ตั้งอยู่บนเนินเขา สร้างทับบนเส้นชีพจรปราณปฐพี มีถ้ำเซียนทั้งสิ้นสี่สิบเจ็ดห้อง เพียบพร้อมด้วยยุทธภัณฑ์เวทอำนวยความสะดวกมากมาย ภายในถ้ำเซียนอุดมไปด้วยปราณธรรมชาติหนาแน่น ซิวเจ่อผ่านทางสามารถเพลิดเพลินกับการพักผ่อนที่นี่ แต่แน่นอนว่าราคาแพงไม่น้อย สิบชิ้นจิงสือระดับสามต่อหนึ่งวัน อย่าเห็นว่าจั่วม่อเวลานี้สามารถทำกำไรจิงสือมากมาย แต่หากมันต้องพักอาศัยในเรือนนภาจันทร์ แค่ค่าเช่าในแต่ละวันมันก็แทบกระอักเลือดแล้ว นับประสาอะไรกับบริการอื่นๆ

เรือนนภาจันทร์ซึ่งปกติมักว่างอยู่เกือบครึ่ง เวลานี้กลับเต็มทุกห้อง ราคาค่าเช่าในแต่ละวันยังทะยานขึ้นจากสิบชิ้นจิงสือระดับสาม ไปเป็นห้าสิบชิ้นจิงสือระดับสาม แต่กระนั้น ก็ยังไม่มีถ้ำเซียนเหลือว่าง ยอดฝีมือทั้งหมดที่มาจากส่วนอื่นๆ ของอาณาจักรนภาจันทร์ล้วนพำนักอยู่ที่นี่

เรือนนภาจันทร์ สุรามาจากเหลาสุราหวังโส่ว ส่วนกระยาหารปราณย่อมมาจากภัตตาคารของอาจารย์เส้า

เก๋งดาวพร่างฟ้า เป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของเรือนนภาจันทร์ เนื่องจากเพดานตกแต่งด้วยหินดารากับเศษผลึกจำนวนมาก สรรค์สร้างหลังคาดาวขึ้นมาผืนหนึ่ง จึงได้ชื่อนี้

ภายในห้องพิเศษภายในเก๋งดาวพร่างฟ้า เถาไม้เลื้อยสีฟ้าอ่อนไต่พันขึ้นไปทั่วทุกแห่งหน ส่องแสงสีฟ้าเรื่อเรืองเพิ่มร่องรอยความลึกลับอันเงียบงันชนิดหนึ่ง

“พี่เฉาช่างโชคดีจริงๆ!” ที่โต๊ะหิน คนผู้หนึ่งอดกล่าวออกมาไม่ได้

ผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะล้วนเป็นผู้เข้าประลองทั้งหมด แต่ละคนมีสีหน้าอิจฉาเลื่อมใส ไม่ต้องสงสัยเลย ในหมู่พวกมัน เฉาอันโชคดีที่สุดในการจับคู่ประลองรอบแรก

เฉาอันในใจภาคภูมิ แต่ปากกล่าวว่า “ข้าต้องอิจฉาพวกเจ้าจึงจะถูก พวกเจ้าสามารถต่อสู้ได้อย่างสาสมใจ แต่ข้าเล่า ชนะไปก็ไม่มีผู้ใดชื่นชม” มันถือกำเนิดจากป้อมตระกูลเฉา ฝึกปรือยอดวิชาลี้ลับนามค้อนเพลิงดาวเหนือคะนอง ทั้งดุร้ายทรงพลัง ทั้งละเอียดอ่อนปราณีตในวิชาเดียว

“พี่เฉาได้เปรียบถึงเพียงนี้ก็อย่าได้แสร้งเป็นถ่อมตนแล้ว” หนึ่งในกลุ่มคนหัวร่อ พลางกล่าวสืบต่อ “ลองถามทุกคนที่นี่ดู ผู้ใดไม่อยากเปลี่ยนตัวกับพี่เฉา? ชื่อเสียงจับต้องไม่ได้ แต่รางวัลสิของจริง”

ผู้ร่วมโต๊ะล้วนหัวร่อเห็นพ้องเป็นเสียงเดียว โหวกเหวกโวยวายไปหมด

เฉาอันได้แต่ขอให้ทุกคนละเว้นมัน ท้ายที่สุด เมื่อมันรับปากเป็นเจ้ามือค่าอาหารมื้อนี้แล้ว เหล่าสหายจึงได้ยินยอมปล่อยปละละเว้นมัน

ภายในมุมหนึ่งในอาณาบริเวณของเก๋งดาวพร่างฟ้า เก๋งเล็กๆ แขวนม่านแสงบางเบาล้อมรอบ ด้านในนั่งไว้ด้วยเงาร่างสองคนที่แทบมองไม่เห็นจากด้านนอก หากเลิกม่านขึ้น ผู้คนจะพบในทันทีว่านี่คือผู้ที่ถูกคาดหมายว่าจะคว้าชัยในการประลอง กู่หรงผิง ส่วนผู้นั่งอยู่ตรงข้ามกับมัน เป็นบุคคลเงียบสงบในผ้าคลุมหน้าสีดำ

“ข้าต้องการหาที่เงียบๆ สนทนากัน แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะพบคนเหล่านี้” กู่หรงผิงขมวดคิ้วนิ่วหน้า กล่าวอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อสายตามันทอดลงบนผ้าคลุมหน้าสีดำของบุคคลตรงข้าม สุ้มเสียงก็อ่อนโยนลง “นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้พบกับศิษย์น้องหญิงที่นี่ ข้าคิดว่ากว่าจะได้พบเจ้าคงไม่ต่ำกว่าสามปีห้าปี”

มันไม่ได้ปิดบังความในใจ ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าบุคคลสวมหมวกแพรดำ ซิวเจ่อซึ่งแข็งแกร่งและลี้ลับที่เรียกว่าซู่ ที่แท้เป็นอิสตรีนางหนึ่ง

ข้อมือเปล่งปลั่งของนางยื่นออกไปหยิบถ้วยชาตรงหน้า ค่อยๆ เลิกมุมตาข่ายแพรดำ ริมฝีปากแดงอิ่มชุ่มชื้นแตะถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวเรืองรองอย่างแผ่วเบา กู่หรงผิงทันใดนั้นดวงตาเปลี่ยนเป็นร้อนระอุดุจเปลวไฟ

“ศิษย์น้องหญิงจะไม่ยอมแม้แต่ให้ข้าได้เห็นหน้าเจ้าสักหน่อยหรือ?” กู่หรงผิงทอดตามองซู่ กล่าวอย่างสงบ แต่ในสุ้มเสียงเปิดเผยความว้าวุ่นใจออกมา

“ศิษย์พี่ หัวใจท่านยุ่งเหยิงแล้ว” ซู่กล่าวแผ่วเบา แพรคลุมหน้าสีดำไม่ขยับแม้แต่น้อย “หากหัวใจท่านยุ่งเหยิง กระบี่หัวใจทะเลสาบของท่านไปยังที่ใด?”

กู่หรงผิงดวงตาสาดประกายขุ่นข้อง แต่มันไม่ได้รุกต่อ ทันใดนั้นหลับตาลง อึดใจต่อมาค่อยลืมตา ดวงตากลับเป็นกระจ่างใส “ศิษย์น้องหญิงกล่าวถูกต้อง ไม่ทราบว่าหลังงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่เสร็จสิ้นลง ศิษย์น้องหญิงคิดไปยังที่ใด?”

“หลอมสร้างกระบี่”

“อ้อ” กู่หรงผิงดวงตาทอแววประหลาดใจ “ศิษย์น้องหญิงค้นพบแม่เหล็กเย็นแล้วหรือ?”

สุ้มเสียงสงบราบเรียบของซู่ค่อยเปิดเผยอารมณ์ตื่นเต้นออกมาเล็กน้อย “อืม ทั้งยังตัดแบ่งแล้วเสร็จ มีสี่ชิ้น”

“ยินดีด้วยศิษย์น้องหญิง!” กู่หรงผิงปากกล่าวยินดี แต่ในใจยิ่งหงุดหงิดกลัดกลุ้มกว่าเดิม หากศิษย์น้องหญิงเข้าสู่การหลอมสร้างกระบี่ เกรงว่าภายในสามปีห้าปี นางอาจไม่ออกมาอีกเลย ยิ่งคิดมันก็ยิ่งสะท้านใจ “หากเราผู้พี่จดจำไม่ผิด คิดหลอมสร้างแม่เหล็กเย็นเป็นกระบี่ ขั้นแรกต้องแปรสภาพเป็นท่อนกระบี่เล็กๆ เสียก่อน  ไม่ทราบว่าการแปรสภาพนี้...”

“ข้าพบใครบางคนที่สามารถกระทำได้” สุ้มเสียงของซู่กลับมาแผ่วเบาดุจสายน้ำรินเหมือนเช่นปกติ “ไม่ต้องรบกวนศิษย์พี่กังวลสนใจแล้ว”

ในเวลานี้เอง ที่โต๊ะของเฉาอัน เสียงหัวร่อระเบิดดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง

“เฮ้ วันนี้สมควรเตรียมตัวสำหรับการประลองให้ดี!”

“ใช่แล้ว มีเพียงพี่เฉาสามารถเกียจคร้านได้”

“เจ้าหนูด่านจู้จีผู้หนึ่ง หากพี่เฉาลงมือมากกว่าสามกระบวนท่า ข้าผู้นี้ขอเหยียดหยามท่านแล้ว

“ไฉนเราไม่มาพนันกัน? พนันว่าพี่เฉาจะเอาชัยได้ในกี่กระบวนท่า”

“กล่าวได้ประเสริฐ ข้าเดิมพันว่าสามกระบวนท่า!”

“ข้าเดิมพันหนึ่งกระบวนท่า!”

“เอาละ เอาละ คุณชายคุณหนูทั้งหลาย โปรดละเว้นข้าเถอะ อย่าได้ล้อเลียนข้าแล้ว” เฉาอันประสานมือคำนับไปรอบวง “เห็นใจข้าบ้าง ลองนึกดู ต่อให้ข้าชนะ ข้าก็ไม่ได้ประโยชน์อันใด”

สหายร่วมโต๊ะหัวเราะครืนอีกรอบ

กู่หรงผิงเพิ่งจะถูกคมเล็บอ่อนๆ ของศิษย์น้องหญิงสะกิดเป็นแผล ในใจเปี่ยมล้นด้วยไฟโทสะ ได้ยินการสนทนาของผู้คน ยิ่งขุ่นเคืองกว่าเดิม ดวงตาสาดประกายเย็นชา มันยังเยาว์วัย พลังฝีมือสูงล้ำ ชื่อเสียงโด่งดัง อยู่ในสำนักได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่มีผู้ใดกล้าอุกอาจอวดดีต่อหน้ามัน ดังนั้นใบหน้ามันมืดคล้ำลงอย่างฉับพลัน

มันเพิ่งคิดลุกขึ้นสั่งสอนบทเรียนให้แก่คนกลุ่มนี้ ทันใดนั้นในสายตาพร่าเลือนวูบหนึ่ง ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด ศิษย์น้องหญิงลุกขึ้นยืนจังก้า

นางคิดทำอะไร?

“ข้าพนันว่าสิบกระบวนท่า” ซู่ยืนอยู่หลังม่านตาข่ายแสง หันหน้าไปทางเฉาอันกับพวก กล่าวแผ่วเบา สุ้มเสียงของนางไม่ดัง แต่สามารถผ่านม่านแสงออกไปด้านนอกได้อย่างง่ายดาย ควรทราบว่าบนม่านแสงมีค่ายกลวิเวกแฝงอยู่ แต่ต่อหน้านางค่ายกลคล้ายไม่ได้มีผลอันใด

กลุ่มคนรอบโต๊ะเงียบกริบในบัดดล เฉาอันใบหน้าเขียวคล้ำอย่างน่ากลัว

“ท่านที่นับถือเป็นใคร? โปรดแจ้งนามออกมา” เฉาอันหัวร่ออย่างเสแสร้ง พลางประสานมือทักทาย ถูกตบหน้าต่อหน้าเหล่าสหาย เฉาอันจะทานทนได้อย่างไร? เนื่องจากค่ายกลวิเวกบนม่านตาข่ายแสง พวกมันเห็นเพียงว่ามีบุคคลสองคนอยู่ภายใน แต่ไม่สามารถมองเห็นโฉมหน้า หรือได้ยินการสนทนาของคนด้านในได้

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้าเป็นใคร พนันหรือไม่พนัน?” ซู่ถามอย่างไม่แยแส

กู่หรงผิงคาดไม่ถึงอยู่บ้าง ศิษย์น้องหญิงเย็นชาไร้น้ำใจ เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดทราบกระจ่างยิ่งกว่ามัน นางไม่ควรสนใจเรื่องเช่นนี้! แต่ตอนนี้นางกำลังเดิมพันเพื่อคนอื่น นี่...

ศิษย์น้องหญิงกับคนผู้นั้นมีความสัมพันธ์อันใด? แสงประกายวาบขึ้นในดวงตากู่หรงผิง สีหน้าท่าทีสนอกสนใจไม่เบา

ต่อหน้าผู้คนมากมาย หากเฉาอันไม่ยอมรับการเดิมพัน ชื่อเสียงของมันก็ไม่หลงเหลืออีกแล้ว มันจะไม่สามารถเอาชัยผู้ฝึกตนด่านจู้จีภายในสิบกระบวนท่าจริงๆ? นี่ย่อมเป็นไปไม่ได้ ผู้อื่นเห็นได้ชัดว่าต้องการหาเรื่องหยามหยันให้มันเสียหน้าเสียมากกว่า!

เฉาอันเดือดดาลเป็นที่สุด แต่สุ้มเสียงยังสงบราบเรียบ “ในเมื่อท่านที่นับถือกล่าวเช่นนั้น ข้าผู้นี้ก็ได้แต่น้อมสนอง เดิมพันเล่า?”

“อะไรก็ได้” เสียงแผ่วเบาล่องลอยออกมาจากเก๋งในม่านแสง

เฉาอันยิ่งแน่ใจกว่าเดิมว่าอีกฝ่ายหาเรื่องหยามหยันมัน ใบหน้ามันแสยะยิ้มเย็นชา นำขวดหยกออกมา และเปิดฝา ฉับพลันนั้นในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นหอมโอสถที่อุดมไปด้วยปราณธรรมชาติ

คนที่อยู่รอบตัวรู้สึกหัวใจโลดขึ้น บางคนตระหนักว่าสิ่งของนี้คือสิ่งใด กลายเป็นลุกลี้ลุกลนขึ้นมา

“เม็ดยาเพลิงเหลือคณา ระดับสาม มีทั้งสิ้นสามสิบหกเม็ด” เม็ดยาเพลิงเหลือคณาเป็นโอสถปราณพิเศษเฉพาะของป้อมตระกูลเฉา พลังไฟที่อยู่ภายในเหนือล้ำเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นโอสถปราณธาตุไฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอาณาจักรนภาจันทร์

ทันใดนั้นสิ่งของชิ้นหนึ่งก็ลอยออกมาจากเก๋งน้อย เฉาอันเพ่งมอง ตวัดมือคว้าเอาไว้

“คลื่นอาสัญจันทร์ทรงกลด ระดับสาม”

เท่านั้นเอง ผู้คนที่นั่งอยู่พลันแตกตื่นสุดระงับ ผุดลุกขึ้นยืนถ้วนหน้า แต่ละคนยืดคอเพื่อดูขวดผลึกแก้วในมือเฉาอัน ขวดผลึกแก้วใสกระจ่างไร้ตำหนิ เพียงตัวขวดเองก็ราคาไม่ใช่น้อยๆ ภายในขวดผลึกแก้ว เห็นของเหลวคล้ายเมฆหมอกสีเงินจางๆ ขนาดเท่าเล็บมือ

คลื่นอาสัญจันทร์ทรงกลด ว่ากันว่าทุกๆ สิบปี จะมีอยู่ราตรีหนึ่งกลางฤดูใบไม้ร่วง จันทร์เต็มดวงสุกสว่างยิ่งกว่าค่ำคืนใด คลื่นอาสัญจันทร์ทรงกลดหลอมกลั่นขึ้นมาจากแสงจันทร์ในราตรีนั้นเอง มันทั้งล้ำค่าและหายากถึงที่สุด!

เพียงแค่คลื่นอาสัญจันทร์ทรงกลดขวดเล็กๆ นี้ ก็ล้ำค่ากว่าเม็ดยาเพลิงเหลือคณาของเฉาอันไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร

เฉาอันใบหน้าเขียวคล้ำ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด