ตอนที่แล้วบทที่ 43 พ่อแม่มาแล้ว (อ่านฟรี)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 45 เลือกซื้อของที่ห้าง (อ่านฟรี)

บทที่ 44 เลือกซื้อห้องชุด (อ่านฟรี)


 

 

ในตอนเย็น ทุกคนในครอบครัวทุกคนพากันไปประทานอาหารในร้านอาหาร พ่อแม่ของ หลี่ซื่อเฉียงก็มาทานด้วยเช่นกัน

 

พวกเขาไม่ได้ซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลอีกต่อไปแล้ว และหลี่ซื่อเฉียงมีเงินกับตัวมากกว่า 110,000 หยวน ทั้งสองครอบครัวจึงแบ่งกันอย่างเท่าเทียมกัน คุณหลี่ต้องการให้หลี่ซื่อเฉียงกลับไปทำงานที่ในที่ทำการไปรษณีย์ เพราะในช่วงสองสามเดือนนี้พวกเขามีรายได้หลายหมื่นหยวน นี่เป็นจำนวนเงินที่ไม่เลวเลย เพียงพอต่อการซื้อบ้านหลังใหญ่แล้ว คุณหลี่พ่อของหลี่ซื่อเฉียงจึงไม่ต้องการให้ลูกชายตกงาน

 

"ลุงหลี่ครับ พี่หลี่ยังต้องทำงานให้บริษัทนะครับ บริษัทขาดพี่หลี่ไม่ได้ อีกอย่าง พี่หลี่ยังเป็นผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัท จึงถือว่าเป็นเจ้านายคนหนึ่ง" เฝิงหยู่กล่าว

 

"เจ้านายอะไรกัน บริษัทเป็นของครอบครัวของเธอไม่ใช่หรือ?" พ่อของหลี่ซื่อเฉียงถามอย่างประหลาดใจ

 

เฝิงหยู่จึงได้รู้ว่าหลี่ซื่อเฉียงไม่ได้บอกครอบครัวของเขาว่าเขาถือครองหุ้น10%ของบริษัท การขายพัดลมยี่ห้อเฟิงหยู่นี้กำไรที่จะได้รับในกรณีที่อิงจากยอดขายต่ำสุด จะได้ผลกำไรมากกว่า3ล้านหยวน หลี่ซื่อเฉียงน่าจะได้เงินปันผลอย่างน้อย300,000หยวน แล้วทำไมเขาจะต้องกลับไปทำงานที่ทำการไปรษณีย์?

 

เมื่อพ่อแม่ของหลี่ซื่อเฉียงทราบว่าปีนี้เขาจะมีรายได้อย่างน้อย300,000หยวน สองมือของพวกเขาก็สั่นเทิ้ม ดื่มชาไปหลายถ้วยกว่าที่แขนจะหยุดสั่นลง ตอนนั้นที่ตัดสินใจไม่ห้ามปรามลูกชาย ถือเป็นการกระทำที่ฉลาด และการตัดสินใจที่ฉลาดยิ่งกว่า คือการที่ลูกชายของเขาเลือกคู่ครองอย่างเฝิงตันอิง!

 

เฝิงหยู่แอบสังเกตอย่างเงียบๆ ก็พบว่าใบหน้าของครอบครัวตระกูลหลี่เปี่ยมความสุขความยินดี ไม่แสดงอารมณ์อิจฉาริษยา เฝิงหยู่จึงรู้สึกโล่งใจ ครอบครัวตระกูลหลี่ดูราวกับว่าเห็นตระกูลเฝิงเป็นเหมือนคนในครอบครัว

 

พอพ่อแม่ของหลี่ซื่อเฉียงได้ยินว่าเฝิงซิ่งไท่และภรรยากำลังจะซื้อบ้านในวันพรุ่งนี้ พวกเขาทั้งสองคนจึงขอไปด้วยกัน ด้วยเพราะพวกเขาเองก็ต้องการซื้อบ้านใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมและกว้างขวางกว่าเดิม

 

ทุกคนล้วนเข้าใจว่านี่หมายถึงอะไร หลี่ซื่อเฉียงที่นั่งอยู่ด้านข้างถึงกับเกาศีรษะ หัวเราะแหยๆ เฝิงตันอิงก้มหน้าลงอายม้วนจนหน้าแดง แล้วยกชาขึ้นมาจิบทีละนิดทีละนิดบ่อยครั้งอย่างเขินอาย

......

 

"ไปนั่งตรงอื่นเลย! ลูกขับรถเป็นหรือไง?" เฝิงหยู่กำลังจะนั่งอยู่ที่ด้านคนขับ ก็ถูกพ่อของเขาดึงออกมา

 

"พ่อ ผมขับมาเกินครึ่งเดือนแล้ว พอลองถามพี่หลี่ดูว่าทักษะการขับรถของผมเป็นยังไง" เฝิงหยู่กล่าว

 

"ลูกแอบไปเรียนขับรถตั้งแต่เมื่อไหร่?" เฝิงซิ่งไท่ตกใจมาก เขาไม่รู้ว่าลูกชายของเขาสามารถขับรถได้

 

"ลูกชายของพ่อเป็นอัจฉริยะเชียวนะ มีเรื่องอะไรที่ผมทำไม่ได้บ้างละ" เฝิงหยู่ตอบ

 

"งั้นเหรอ? ถั่วเหลืองในแปลงของเรากำลังจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ดูสิ อีกสองวันลูกจะไปช่วยเก็บเกี่ยวหรือเปล่า" เฝิงซิ่งไท่กล่าว

 

"พ่ออ่า พ่อล้อเล่นใช่ไหมครับ?" เฝิงหยู่รีบปิดปากทันที เขาเดินไปนั่งเบาะหลังกับพี่สาวของเขาอย่างว่าง่าย

หลี่ซื่อเฉียงขับรถซึ่งมีครอบครัวของเขานั่งอยู่ด้านใน แล้วขับนำทางออกไปก่อน ในขณะที่เฝิงซิ่งไท่ขับตามหลังมา

 

"เฮ้อ รถคันนี้นั่งสบายมาก ไม่กระตุกหรือส่งเสียงดังเลย" เมื่อวานตอนที่มาถึง เฝิงซิ่งไท่ก็คิดอยากจะขับรถคันนี้แล้ว แต่หลี่ซื่อเฉียงนี่มันน่านัก จองห้องพักให้เขาซึ่งใกล้กับบริษัท พวกเขาจึงสามารถเดินไปมาระหว่างที่โรงแรมและบริษัทได้

 

"พ่อครับ ถ้าพ่อชอบ พ่อก็ขับกลับไปเลยครับ! เดี๋ยวพวกเราค่อยหาซื้อรถใหม่ก็ได้ ลูกชายของพ่อไม่ขาดแคลนเงิน!" เฝิงหยู่กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

 

“ไร้สาระ เมื่อวานลูกพูดเองไม่ใช่หรือ ว่าธุรกิจนี้ทำกำไรสูงเช่นนี้ได้เพียงครั้งเดียว ต่อไปผลกำไรที่ได้จะไม่มากนัก” จางมู่วากล่าวตำหนิ

 

"อย่ากังวลไปเลยครับ ลูกชายของแม่ยังมีไอเดียหาเงินอีกหลายวิธี!" เฝิงหยู่ตอบ ความสามารถที่แท้จริงของเขาคือการลงทุน และช่วงขาขึ้นของตลาดหุ้นกำลังจะมาถึง

 

ระหว่างทาง ทุกคนคุยหัวเราะคิกคักกันอย่างมีความสุข หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง รถเคลื่อนตัวไปจอดติดริมฝั่ง

 

"คุณลุง คุณป้า พ่อครับ แม่ครับ อาคารหลังนี้สร้างเมื่อปีที่แล้ว และปีนี้ก็ปรับปรุงตกแต่งเสร็จเรียบร้อย ดูแผนผังนี้สิครับ ห้องค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว" หลี่ซื่อเฉียงกล่าว

 

สถานที่ที่หลี่ซื่อเฉียงเลือกพามานี้ อยู่ใกล้กับโรงเรียนมัธยมที่เฝิงหยู่จะเข้าเรียนในอนาคต และยังไม่ไกลที่ทำงานของเฝิงตันอิง เดินประมาณ10นาทีก็ถึงแล้ว

 

และอีกอย่าง จากที่นี่ไปยังย่านการค้าก็ใช้เวลาเดินประมาณ10นาทีเท่านั้น ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ในอนาคตราคาห้องของที่นี่จะต้องสูงมาก (เพราะที่ราคาแพง บ้านของคนจีนส่วนใหญ่ก็คือห้องๆหนึ่ง เหมือนกับการซื้อคอนโดในไทย)

 

"ทางด้านนี้เป็นโรงเรียนมัธยมของเฝิงหยู่ ส่วนด้านนี้คือโรงพยาบาลที่เฝิงตันอิงทำงานอยู่  ทิศทางนั้นคือย่านการค้า ห้างสรรพสินค้าแห่งแรกอยู่แถวนั้น ที่นี่ยังอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ ถ้าเดินไปจะใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที แถมยังมีป้ายรถประจำทางถึงสองป้าย สะดวกยิ่งนัก ถึงแม้ว่าห้องที่นี่จะมีราคาแพงสักหน่อย แต่ผมคิดว่ามันคุ้มค่า" หลี่ซื่อเฉียงกล่าว

 

"แพงแค่ไหน? ห้องละ30,000หยวน? หรือห้องละ50,000หยวนละ?" เฝิงซิ่งไท่ถาม

 

"ห้องเปล่า ราคาประมาณ 1,000 หยวนต่อตารางเมตร ราคาห้องนี้น่าจะแสนหยวน! " หลี่ซื่อเฉียงตอบ

 

"อะไรนะ? หนึ่งตารางเมตรราคา1,000หยวน? แถมยังเป็นห้องเปล่าๆที่ไม่ได้ทาสีเลยด้วยซ้ำเนี่ยนะ? เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นี้ใจจืดใจดำจริงๆ ห้องราคาแพงขนาดนี้ยังจะมีใครซื้ออีก?" เฝิงซิ่งไท่ตะโกน

 

"ผมจะซื้อ! เอาที่นี่แหละครับ" เฝิงหยู่พูดแทรกขัดจังหวะ "ราคาถูกมาก ผมจะซื้อสองห้อง! "

 

เพี๊ยะ!

 

เฝิงซิ่งไท่ตบหลังศีรษะของเฝิงหยู่ "ลูกพูดพล่ามอะไร? ลูกมีสิทธิ์ตัดสินใจได้ตั้งแต่เมื่อไหร่? "

 

พอมองท่าทางเย่อหยิ่งของเฝิงหยู่ เฝิงซิ่งไท่จึงโมโห ห้องมีมูลค่าถึง100,000หยวนลูกต้องการซื้อสองห้อง? จะซื้อทำไมตั้งสองห้อง ห้องเดียวอยู่ไม่พอหรือยังไง?

 

เฝิงหยู่มองพ่อของเขา แล้วกล่าวอย่างโอดครวญว่า "พ่อ พ่อบอกว่าจะซื้อบ้านให้ผมอยู่ไม่ใช่หรือ? แล้วทำไม่ผมออกความเห็นไม่ได้ พ่อลองมองลูกสาวพ่อสิ พี่เค้าอยากจะอยู่ที่นี่จะตายไป"

 

ครอบครัวตระกูลหลี่กลับพึงพอใจ พวกเขาต้องการซื้อบ้านใหม่ให้ลูกชายจึงไม่สนใจเรื่องราคา เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขาที่กำลังจะดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ยังจะเสียดายเงินอีกทำไม

 

"ลูกหลี่ ไปดูห้องกันไหม?" พ่อของหลี่ซื่อเฉียงกล่าว

 

พนักงานขายอธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดเหมือนกับที่หลี่ซื่อเฉียงได้กล่าวก่อนหน้านี้ แต่พนักงานขายพูดพรรณนาได้ดีกว่า เขายังพูดถึงโคมไฟที่ส่องสว่างทั่วทั้งห้อง น้ำไม่ขาด มีลมถ่ายเท มีลิฟท์ และความสะดวกสบายอื่น ๆ

 

มีสิ่งหนึ่งที่เฝิงหยู่สนใจมากที่สุด คือ ที่นี่เป็นตึกสูงที่มีลิฟท์! เฝิงหยู่ไม่อยากเดินขึ้นบันได แค่เดินขึ้นชั้นสองเขาก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว! ในยามปกติ เขาเป็นคนขี้เกียจที่สามารถนั่งได้ตลอดเวลา ไม่คิดจะยืนขึ้นเป็นอันขาด เป้าหมายของเขาคือการมีชีวิตสุขสบาย นั่งกินนอนกิน เกษียณงานก่อนอายุ30 ปี!

 

ที่ล็อบบี้ เฝิงหยู่กดปุ่มลิฟต์อย่างชำนิชำนาญแล้วก้าวเข้าไปในลิฟท์ พนักงานขายมองเฝิงหยู่อย่างแปลกใจ จากการแต่งกายของครอบครัวนี้พวกเขาดูไม่เหมือนคนร่ำรวย แต่ทำไมวิธีการพูดการจากลับวางท่าใหญ่โต บอกว่าต้องการซื้ออย่างน้อยๆสองห้องเหรอ? แค่ซื้อได้สักห้องจะจุดธูปกราบกรานเลยทีเดียว

 

และน้องชายคนนี้ดูเหมือนคุ้นเคยกับลิฟท์มากกว่าตัวเขาที่เป็นพนักงานอีก หรือเขาใช้ลิฟท์อยู่เป็นประจำหรือ?

 

"ไม่รู้ทำไมฉันรู้สึกกลัวลิฟอะไรนี่ มันจะร่วงลงไปหรือเปล่า?" จางมู่วากระซิบเบาๆ

 

เฝิงหยู่แสดงออกอารมณ์ผ่อนคลายให้ผู้เป็นมารดา คุณภาพลิฟท์ในสมัยนี้ยังคงถือว่าดีอยู่พอควร แต่คงไม่เหมือนกับคุณภาพของลิฟท์ที่ติดตั้งในอนาคต แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ชีวิตครั้งก่อนของเขายังไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับอุบัติเหตุจากลิพท์ จึงน่าจะไม่มีปัญหา

ห้องนี้เป็นห้องเปล่าๆ ยังไม่มีการตกแต่ง เฝิงหยู่เดินดูรอบห้อง ในใจเริ่มคิดแผนที่จะตกแต่งแล้ว ถึงห้องจะเล็กไปหน่อย แต่ไม่สำคัญ เฝิงหยู่ตั้งใจซื้อ2ห้อง และทำลายกำแพงในระหว่างสองห้องที่ขวางกั้น จากสองประตูก็ปรับแต่งให้เป็นประตูเดียว เดี๋ยวพอกลับบริษัทแล้วค่อยออกแบบใหม่ เรียกคนให้มาตกแต่งห้องเพิ่มเติม แล้วในที่สุดเขาก็จะได้อาศัยอยู่ในตึกสูงแล้ว!

 

"รบกวนถามทุกท่าน ห้องของที่นี่เป็นอย่างไร ต้องการห้องไหนไหมคะ?" พนักงานขายมองพ่อของหลี่ซื่อเฉียง เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวและชายหนุ่มนั่นกำลังจะแต่งงานกัน และครอบครัวของทั้งสองฝ่ายก็มาดูบ้านเพื่อเป็นเรือนหอ เธอสงสัยว่า: "ชายคนนี้ทำงานอะไรกัน? เขาไม่เพียงมีรถขับ แต่ยังสามารถซื้อห้องราคาแพงนี้ได้ "

 

"สองห้อง พวกเราจะซื้อสองห้องนี้" เฝิงหยู่ตอบ เฝิงซิ่งไท่รีบดึงแขนของเฝิงหยู่ทันที นี่จะกรีดเลือดกรีดเนื้อทรัพย์สินตระกูลหรืออย่างไร ซื้อห้องราคาแพงขนาดนี้ทำไม? เมื่อครู่เขาพึ่งปรึกษาหารือกับพ่อของหลี่ซื่อเฉียง หนึ่งครอบครัวซื้อหนึ่งห้อง อยู่บนชั้นเดียวกัน จะได้ดูแลพึ่งพาอาศัยกันและกันได้

 

เฝิงหยู่เงยหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วครุ่นคิดว่า "เงิน ผมก็เป็นคนหามา ทำไมผมจะแสดงความคิดเห็นบ้างไม่ได้? ห้องชุดห้องหนึ่งมีสามห้องและหนึ่งห้องโถง ไม่เพียงพอหรอกครับ ผมคงไม่ถูกไล่ให้ไปนอนหอหรอกนะ? "

 

"พวกคุณต้องการสองห้อง? กรุณารอสักครู่หนึ่ง ดิฉันจะจัดเตรียมสัญญา!" พนักงานขายกล่าวอย่างตื่นเต้น คิดไม่ถึงว่าครอบครัวนี้จะจัดสินใจอย่างรวดเร็ว ราคาหนึ่งห้องสูงถึงหนึ่งแสนหยวน แต่พวกเขาตัดสินใจซื้อสองห้องโดยไม่กระพริบตาเลย

 

คนมีเงินนี่สุขสบายเหลือเกิน!

***บันทึกของผู้เขียน: บางคนกล่าวว่าปี 1988 รัฐวิสาหกิจไม่ได้ยากจน ในความเป็นจริง ปี 1988 มีการผลิตสินค้ามากเกินความต้องการ รัฐวิสาหกิจจำนวนมากจึงค่าจ้างให้พนักงานได้แค่บางส่วนเท่านั้น จีนจึงหาลู่ทางขายทรัพยากรของตนไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งญี่ปุ่นได้รับประโยชน์มากที่สุด

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด