ตอนที่แล้วบทที่ 111 เพื่อของอร่อย  
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 113 แผ่นจานค่ายกล

บทที่ 112 ภูตหยิน  


 

จั่วม่อไม่ได้เข้ามาในถ้ำกระบี่เป็นครั้งแรก แต่ไม่ว่าเข้ามาครั้งใด ก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างครั่นคร้าม ผู้ใดจะคาดคิดว่าภายในถ้ำภูเขาแห่งหนึ่ง จะมีโลกอัศจรรย์อันน่าพิศวงเช่นนี้ สถานที่พิสดารนี้แตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง

ผูเยาเมื่อเข้ามาถึงถ้ำกระบี่ ก็ไม่แยแสสนใจจั่วม่อ ผละออกไปฟากหนึ่ง เริ่มสูบกลืนปราณหยินอย่างบ้าคลั่ง มองสภาพมึนเมาของผูเยา จั่วม่อรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าอสูรกับมนุษย์แตกต่างกันจริงๆ

การเข้ามาในถ้ำกระบี่สักครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จั่วม่อตัดสินใจควบกลั่นไข่มุกหยินเสียหน่อย ประการแรกคือนี่เป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูง ประการที่สองคือเป็นวัตถุดิบจำเป็นสำหรับหลอมสร้างมุกหยินประลัยกัลป์ แม้ว่ายังไม่เคยทดสอบพลังอำนาจของมุกหยินประลัยกัลป์ แต่จั่วม่อเชื่อมั่นในพลังอำนาจนี้มาก สิ่งของที่ยากจะหลอมสร้างถึงปานนี้ หากไม่มีพลังร้ายกาจก็ไม่สมเหตุสมผลแล้ว!

มันเสาะพบตำแหน่งที่มีปราณหยินหนาแน่น ทั้งยังไม่ได้รับกระทบจากผูเยา เริ่มต้นควบกลั่นไข่มุกหยิน

นับตั้งแต่ที่ผูเยากล่าวว่ารากฐานของเวทวิชาทั้งหมดคือค่ายกล จั่วม่อก็เริ่มขบคิดพิจารณาถึงแต่ทิศทางนี้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงมักจะมีความซับซ้อนมากกว่าทางทฤษฎี แม้กระทั่งเวทวิชาที่เรียบง่ายที่สุดยังแฝงไว้ด้วยความเปลี่ยนแปลงสารพัน หากแก่นแท้ของเวทวิชาคือค่ายกลจริงๆ เช่นนั้นการค้นหารูปแบบของค่ายกลภายใต้ความเปลี่ยนแปลงอันซับซ้อนนานัปการนี้ นับเป็นเรื่องยากลำบากเหนือจินตนาการไปแล้ว

มันจมลงไปในโลกแห่งการพินิจพิเคราะห์อย่างรวดเร็ว สองมือแปรเปลี่ยนท่ามุทราอย่างไร้ระเบียบแบบแผน ไม่แน่ไม่นอน บางครั้งเชื่องช้า บางครารวดเร็ว ปราศจากท่วงทำนองหรือหลักเหตุผลใด ใบหน้าของมันยังคงตายด้านไร้อารมณ์ ดวงตาสับสนงุนงงและเลื่อนลอย ราวกับจิตวิญญาณหลงทางไปถึงไหนต่อไหน

ปราณหยินที่ควบรวมไว้รอบๆ ฝ่ามือ รวมตัวกันอย่างฉับพลัน จากนั้นกระจายออก บางคราวก็ยุบตัวลง แต่จั่วม่อคล้ายไม่ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สิบนิ้วของมันยังคงแปรเปลี่ยนอย่างไม่หยุดยั้ง ดุจดั่งถูกมนตรากำกับไว้

ผูเยาพลันลืมตา สังเกตสภาวะของจั่วม่อ ปราณหยินที่ถาโถมเข้าไปในร่างมันดุจเสียสติก็หยุดชะงักในบัดดล สักครู่ค่อยพริ้มตาหลับลงอีกครั้ง ปราณหยินรอบด้านก็ถูกสูบเข้าไปด้วยความเร็วมากกว่าเดิม

กระบวนท่ามุทราของจั่วม่อค่อยๆ เข้ารูปเข้ารอยเป็นลำดับ ปราณหยินเร่งความเร็วเข้าสู่ฝ่ามือของมัน และก่อรูปเป็นไข่มุกหยินอย่างรวดเร็ว เมื่อไข่มุกหยินถูกควบกลั่นจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ วิญญาณหลงทางของจั่วม่อก็กลับคืนสู่ร่าง มันยกไข่มุกหยินที่เพิ่งควบกลั่นสำเร็จขึ้นมาส่องดู และอดผิดหวังไม่ได้ ไข่มุกหยินเม็ดนี้ดูไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากที่เคยควบกลั่นในคราวที่แล้ว สิ่งเดียวที่พอจะต่างออกไปบ้าง คือควบกลั่นได้รวดเร็วกว่ากาลก่อนเล็กน้อย

ความแตกต่างของช่วงเวลาที่ว่านี้สั้นมาก หากจั่วม่อไม่ได้เฝ้าคอยระวังอยู่ก่อน เกรงว่าคงไม่ทันสังเกตเห็นเรื่องนี้ แม้ว่านี่จะเป็นความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้แก่จั่วม่อ มันอาจรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจดีว่าสำหรับมัน การศึกษาค้นคว้าวิชาค่ายกลเป็นเรื่องยากถึงเพียงไหน อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยนี่ก็หมายความว่าทิศทางของมันถูกต้อง ตราบเท่าที่ทิศทางไม่ผิด ต่อให้ค่อยๆ ก้าวไปอย่างเชื่องช้า ย่อมต้องมีความก้าวหน้าอย่างแน่นอน

แม้ว่ามันลงมือทดลองอย่างกล้าหาญ แต่ก็ทำได้แค่ปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เป็นการปรับที่กระทั่งตัวมันเองยังไม่เข้าใจ แต่ก็ช่วยให้สามารถควบกลั่นไข่มุกหยินได้เร็วขึ้นเล็กน้อย

บางทีเมื่อมันแตกฉานวิชาค่ายกลมากกว่านี้ ความสำเร็จก็คงไม่ใช่เรื่องยากเท่าใด จั่วม่อได้แต่ปลอบใจตัวเองเช่นนี้

หลังจากนั้นมันไม่ได้ทดลองอีก แต่มุ่งเน้นไปที่การควบกลั่นไข่มุกหยินเพียงอย่างเดียว มันควบกลั่นรวดเดียวสามสิบเม็ด ก่อนจะหยุดมือ

สวาปามปราณหยินเข้าไปจนล้นปรี่ ผูเยาผิวพรรณผ่องใส ดูพออกพอใจเป็นอย่างยิ่ง มันล่องลอยเข้ามาหาจั่วม่อ “ไปล่าภูตหยินกันสักตัวสองตัวเถอะ!”

มันคล้ายเด็กน้อยจอมตะกละที่อยากรับประทานเนื้อมากๆ

“เจ้าสามารถไปล่าของเจ้าเอง ไยต้องมาชวนข้า?” จั่วม่อถามอย่างมึนงงเล็กน้อย ผูเยาพลังฝีมือสูงส่งกว่ามันมาก ไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องขอความช่วยเหลือจากมัน

ผูเยาเบะปาก กล่าวอย่างอับจนปัญญาอยู่บ้างว่า “หากข้าลงมือเอง ภูตหยินจะรสชาติย่ำแย่ยิ่ง”

“เป็นเช่นนั้นจริงๆ?” จั่วม่อไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าใด

ผูเยายักไหล่ ไม่อธิบายอันใด

จั่วม่อครุ่นคิด อย่าล่วงเกินเหรินเยานี้มากเกินไปจะดีกว่า มันเข้าใจอย่างชัดเจนว่าผูเยากระหายดวงวิญญาณมากปานใด ไปล่าภูตหยินเสีย น่าจะดีกว่าปล่อยให้ผูเยาออกไปไล่ฆ่าคนชิงดวงวิญญาณ

“ก็ได้ แต่เจ้าอย่าลืมระดับพลังฝีมือของข้า” จั่วม่อสะกิดเตือนผูเยา

ผูเยาตื่นเต้นมาก “เท่านั้นก็เหลือเฟือแล้ว เจ้านึกว่าสถานที่เส็งเคร็งนี้สามารถให้กำเนิดภูตหยินที่แข็งแกร่งสักเท่าใดกัน? จุ๊จุ๊ หากเราเข้ามาก่อนที่ศิษย์พี่ของเจ้าจะเข้ามา อาจพอมีตัวดีๆ อยู่บ้าง”

“ทำไม?” จั่วม่อถามอดถามอย่างงุนงงไม่ได้

บางทีอาจเป็นเพราะจั่วม่อยินยอมไปทำงานให้มันแต่โดยดี ผูเยาครั้งนี้จึงไม่แสดงความขุ่นข้องรำคาญ กลับอธิบายรายละเอียดเป็นอย่างดี “ภูตหยิน ส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากสถานที่ที่มีปราณหยินเข้มข้น พวกมันก่อเกิดจากปราณหยิน ค่อยๆ สั่งสมสติปัญญาขั้นพื้นฐาน ต่อมาเมื่อดูดซับปราณหยินในสถานที่นั้นอย่างต่อเนื่อง สติปัญญาของพวกมันก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อพวกมันมีสติปัญญา พวกมันย่อมสามารถบำเพ็ญเพียร มันจะบำเพ็ญเพียรกลั่นกรองปราณหยิน และปรับปรุงร่างกายของพวกมันไม่หยุดยั้ง อ้อ ภูตหยินที่แข็งแกร่งบางตน ในท้ายที่สุดพวกมันสามารถบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นอสูร และเมื่อเปลี่ยนจากภูตหยินเป็นอสูรหยิน เนื่องจากพวกมันมีร่างหยินบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ การรับมือพวกมันจึงเป็นเรื่องยากมาก”

จั่วม่อแปลกใจไม่น้อย ‘การรับมือพวกมันจึงเป็นเรื่องยากมาก’ คำพูดถ่อมตนเช่นนี้มิใช่จะได้ยินจากปากของผูเยาโดยง่ายดาย

ผูเยายังกล่าวสืบต่อ “อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภูตหยินถือกำเนิดจากปราณหยิน พวกมันต้องการเวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะก่อตัวเป็นรูปร่าง ศิษย์พี่ของเจ้าเพิ่งกวาดล้างถ้ำกระบี่แห่งนี้จนสะอาดเอี่ยม เจ้าคนเสียสตินั่นมันตัวประหลาดชัดๆ มันไม่ได้ปล่อยให้ภูตหยินเหลือรอดแม้แต่ตัวเดียว! หากมิใช่ว่าในถ้ำกระบี่นี้นอกจากปราณหยินแล้ว ยังมีภูตโลหิตและปราณชั่วร้ายอันล้นเหลืออยู่ด้วย เกรงว่าภูตหยินคงไม่อาจก่อตัวได้ง่ายนัก” จากนั้นบ่นอย่างเศร้าเสียดาย “แต่เวลาก็ยังสั้นเกินไปจริงๆ คงไม่มีสินค้าที่ดีงามเกิดขึ้น อนิจจา การมีชีวิตช่างยากลำบากเหลือเกิน!”

ผูเยาคร่ำครวญพลางทอดถอน จั่วม่อมองมันด้วยสายตาประหลาดพิลึก ในที่สุดตัดสินใจเตือนผูเยาว่า “ผู เจ้าไม่ใช่คน เจ้าไม่ได้มีชีวิต*”

(*人生 เหรินเซิงแปลว่าชีวิต ในที่นี้จะมีคำว่า เหริน ที่แปลว่าคนอยู่ด้วย ความหมายของของจั่วม่อคือ เจ้าไม่ใช่เหริน แต่เป็นเยา ดังนั้นไม่มีเหรินเซิง)

 

หนึ่งคนหนึ่งอสูร เริ่มเดินลึกเข้าไปในถ้ำกระบี่

ยิ่งลงไปลึกมากเท่าใด ปราณหยินยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น และสีหน้าผูเยาก็ยิ่งมีความสุขมากเท่ากัน แต่ในสายตาจั่วม่อ นี่ยิ่งแปลกประหลาดมากกว่าเดิม เป็นไปตามที่คาด อสูรกับคนไม่เหมือนกันแน่นอน ยิ่งลงไปลึกเท่าใด หัวใจจั่วม่อก็ยิ่งสั่นสะท้านมากเท่านั้น สภาพพื้นที่รอบด้านกลายเป็นมืดครึ้มกว่าเดิม ทั้งยังน่าสะพรึงกลัว ยิ่งเวลานี้จิตสำนึกของมันเข้มแข็งมากขึ้น จึงยิ่งรู้สึกได้ชัดเจนกว่าเดิม ความเย็นเยือกที่ทำให้ขนลุกขนชัน เหมือนแมลงเล็กๆ นับไม่ถ้วนชอนไชเข้าในร่างกายของจั่วม่อ

ภูตโลหิตที่ไหลอยู่ข้างเท้า ทั้งเหนียวเหนอะและสั่นไหวน่ากลัวกว่าที่ด้านบน ความคิดอันรุนแรงและเป็นอันตรายนับไม่ถ้วนเล็ดลอดออกมาจากธารเลือด จิตสำนึกของจั่วม่อต้องหลีกเลี่ยงความคิดที่เป็นอันตรายเหล่านี้ หวนนึกว่ามันเคยเกือบจะใช้นิ้วแตะของเหลวคล้ายเลือดเหล่านี้ครั้งหนึ่ง จั่วม่ออดหัวใจเย็นเฉียบขึ้นมาไม่ได้ เวลานี้สามารถรู้สึกได้ชัดเจนถึงความร้ายกาจของภูตโลหิตนี้ มันค่อยทราบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่มันในขณะนี้จะสามารถสัมผัสได้

“ภูตหยินอยู่ที่ใด?” สุ้มเสียงของจั่วม่อสั่นพร่าเล็กน้อย

ผูเยาหยุดลง กวาดตามองไปรอบๆ ทันใดนั้นชี้ไปทางหนึ่ง กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ทางนั้นมีตัวหนึ่ง” กล่าวจบ มันลอยลิ่วตรงไป ร่างกายของผูเยาคล้ายลอยอยู่ในอากาศตลอดกาล ไม่ต่างอันใดกับภูตผี

จั่วม่อได้แต่ติดตามไปด้านหลัง

เห็นกลุ่มหมอกดำทรงกลมลูกหนึ่ง หมุนพล่านไปมาอยู่ตรงมุมถ้ำ

“นี่หรือภูตหยิน?” จั่วม่อชี้ไปยังกลุ่มหมอกดำ ถามอย่างโง่งม ได้ยินผูเยากล่าวไว้น่ากลัวนักหนา ดังนั้นมันไม่เคยคิดว่าอสูรหยินจะเป็นลูกหมอกดำที่ดูคล้ายไม่มีเรี่ยวแรงฆ่าไก่เช่นนี้

“ภูตหยินที่เพิ่งถือกำเนิดล้วนมีสารรูปเยี่ยงนี้ มันยังไม่เกิดสติปัญญา เมื่อใดที่มันมีสติปัญญา ปราณหยินรอบกายจะจับรวมกันเป็นรูปร่าง” ผูเยายักไหล่ “รูปร่างของภูตหยินเป็นไปได้หลากหลาย ไม่ว่าแบบใดล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น หากเจ้าพบเห็นมากขึ้น จะไม่เห็นแปลกอันใด”

“หากข้าไม่ต้องพบเห็นอีกต่อไป จึงจะดีที่สุด” จั่วม่อพึมพำ มองไปยังรูปร่างของกลุ่มหมอกดำที่แปรปรวนไม่แน่นอน กลับพบว่าไม่ทราบจะเริ่มต้นตรงที่ใด “แล้วจะล่ามันอย่างไร?”

“นี่ง่ายมาก เพียงทำให้มันบาดเจ็บก็พอ” ผูเยาดวงตาสาดประกาย เสริมอย่างคาดหวังเต็มที่ว่า “บาดเจ็บอย่างรุนแรง!”

จั่วม่อเรียกกระบี่หยดน้ำออกมา กระบี่หยดน้ำหลังจากผ่านการหล่อเลี้ยงในบ่อน้ำพุปราณอย่างสม่ำเสมอ ก็กลายเป็นสุกใสแวววาวกว่าเดิม ทั้งยังนุ่มนวลดุจหยดน้ำของจริง หลังจากขยับเล็งอยู่สองสามที กระบี่หยดน้ำก็ระเบิดพุ่งออกไป

ธาราหลั่งไหล!

ตรงหน้าจั่วม่อ ระลอกคลื่นโปร่งใสแผ่กว้างโดยไร้เสียง กระบี่หยดน้ำแทงใส่ภูตหยินตรงๆ ปลายกระบี่อันแหลมคมคล้ายทิ่มแทงลงไปในน้ำ รู้สึกถึงแรงต้านทานที่มาจากปลายกระบี่ได้อย่างชัดเจน

ฟ่อ!

ภูตหยินจู่ๆ ก็เริ่มหมุนคว้างอย่างดุเดือด

ทันใดนั้น จั่วม่อรู้สึกในศีรษะปวดแปลบ ประหนึ่งถูกเข็มแทงลงไปในจิตใจ กระบี่หยดน้ำปัดเป๋ไปวูบหนึ่ง

“นี่เป็นภูตหยินที่อ่อนแอที่สุด มันรู้จักเพียงกระบวนท่าเดียว ‘ทิ่มแทงจิตสำนึก’ อ่อนแอจนไม่รู้จะอ่อนแออย่างไรแล้ว” ผูกเยาถากถางจากด้านข้าง “เจ้ายังไม่มีปัญญาจัดการกับมันอีก?”

ในเวลานี้เอง ภูตหยินทิ่มแทงจิตสำนึกใส่มันเป็นครั้งที่สอง กระบี่ของจั่วม่อเสียขบวนรวนเรทันที

จิตสำนึกของจั่วม่ออาจจะก่อเกิดเป็นรูปร่างที่ทรงพลัง แต่วิธีใช้งานพลังแห่งจิตสำนึก เป็นปัญหาที่มันปวดเศียรเวียนเกล้าตลอดมา มันมีพลังแห่งจิตสำนึกมากมาย แต่ไม่เคยรู้ว่าจะใช้งานอย่างไร ช่างสูญเปล่าเสียจริง ไม่ต้องกล่าวถึงการใช้จิตสำนึกเพื่อโจมตี หรือป้องกันด้วยพลังจิตสำนึก

ศีรษะเหมือนถูกทิ่มแทงอย่างรุนแรงสองครั้งซ้อน จั่วม่อเจ็บปวดแทบสิ้นสติ

แต่การโจมตีของภูตหยินทั้งมองไม่เห็นและไม่มีรูปร่าง เมื่อจิตสำนึกของมันตรวจพบ การโจมตีก็ทิ่มแทงมาถึงแล้ว มันย่อมไม่อาจหลบได้ทัน สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผูเยา ไม่เคยมีอะไรดีงามเลยจริงๆ! จั่วม่อในใจร่ำไห้โอดครวญ

ภูตหยินเพียงพึ่งพาสัญชาตญาน กระบี่หยดน้ำกระตุ้นให้มันโกรธ นอกเหนือจากโจมตีด้วยการทิ่มแทงจิตสำนึกแล้ว มันยังประดุจสัตว์พิโรธ กระโจนเข้าหาจั่วม่ออย่างเกรี้ยวกราด

จั่วม่อรู้สึกอุณหภูมิอากาศรอบข้างลดลงอย่างรวดเร็ว ปราณหยินหนาแน่นจนแทบจะจับต้องได้ล้อมกรอบรอบกายมัน คล้ายปรารถนาแทรกซึมเข้าไปในรูขุมขน เจาะทะลวงเข้าไปในร่างมัน! จั่วม่อรู้สึกว่าถูกเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงใส่พร้อมกัน อดกรีดร้องโหยหวนออกมาไม่ได้

“เจ้านี่มันสวะชัดๆ กะอีแค่ภูตหยินระดับนี้ ศิษย์พี่เส็งเคร็งของเจ้าใช้เพียงกระบี่เดียวก็ฟาดฟันมันจนย่อยยับ” ผูเยาที่ด้านข้าง เฝ้าคอยเย้ยหยันอย่างไร้ปราณี

จั่วม่อไม่มีอารมณ์จะถกเถียงกับผูเยาในเวลานี้ กระบี่หยดน้ำเหินกลับสู่มือ คราวนี้มันไม่รีรอลังเล เร่งเร้าพลังปราณทั้งร่าง ตระเตรียมจู่โจมเต็มกำลัง!

อย่างไรก็ตาม มันต้องแตกตื่นจนขวัญหายในบัดดล!

ทันใดนั้น มันพลันสูญเสียการควบคุมพลังปราณในร่างกาย! กลุ่มหมอกมืดห่อหุ้มพัวพันรอบกายมันอย่างแน่นหนา ประดุจฟองน้ำหิวโหย ดูดซับพลังปราณในร่างของจั่วม่ออย่างคลุ้มคลั่ง

ไฉนเป็นเช่นนี้?

ด้วยระดับความเร็วนี้ พลังปราณในร่างมันจะถูกภูตหยินสูบกลืนจนแห้งเหือดอย่างรวดเร็ว!

“‘กัดกินปราณ’ เผ่าอสูรทุกตนล้วนทำได้ อ้อ แต่เจ้าภูตหยินตัวเล็กๆ นี้ยังไม่อาจนับเป็นอสูร” วาจาของผูเยามาถึงในเวลาอันประเสริฐจริงๆ ทว่ามันเต็มไปด้วยความรังเกียจต่อภูตหยินนี้

จั่วม่อได้ยินคำของผูเยา หัวใจก็โลดขึ้น กัดกินปราณ! เข้าใจอย่างฉับพลัน ที่แท้กระบวนท่านี้คือกัดกินปราณ ด้วยเหตุผลบางประการ จั่วม่อพลันฉุกคิดถึงวัชรสูตรน้อย ในเวลานี้มันไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่โคจรวัชรสูตรน้อยฉบับป้ายหินสุสานในทันที

แสงสีทองวาบขึ้นในหมอกดำอย่างกะทันหัน ตลอดทั้งร่างของจั่วม่อปกคลุมด้วยชั้นแสงสีทองเข้ม

ได้ผล!

จั่วม่อรู้สึกอย่างชัดเจนว่าการสูญเสียพลังปราณในร่างมันชะลอช้าลง ชั้นผิวสีทองเข้มดุจดังม่านแสงป้องกัน สามารถหยุดยั้งการถูกกัดกินพลังปราณของมันไว้ กระชับกระบี่หยดน้ำในมือ จั่วม่อไม่รีรออีกต่อไป ลงมือเต็มกำลังในบัดดล!

คลื่นยักษ์พันชั้น!

กระบี่ยกขึ้น ประหนึ่งจุดเริ่มต้นของกระแสธารา ทันทีที่ฟันลง ระลอกคลื่นก็พุ่งพรวดเป็นชั้นๆ ก่อกำเนิดมวลคลื่นพิโรธซัดออกไปอย่างดุดัน!

ในเวลาเดียวกัน ความเย็นที่รวมตัวเป็นเวลานาน ก็เหมือนหิมะถล่มทลาย พรั่งพรูออกมา กวาดถล่มไปข้างหน้า!

ความกดดันรอบกายจั่วม่อลดลงในพริบตา ยืนถือกระบี่ โดยมีตัวมันเป็นจุดศูนย์กลาง วงแหวนน้ำแข็งสีฟ้าใสสว่างไสวไปทั่วถ้ำ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด