ตอนที่แล้วSH – 17 ราชันผีดิบ !
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปSH – 19 สุสานโบราณ !

SH – 18 ระดับพลังของเหล่าผีดิบ !


SH – 18 ระดับพลังของเหล่าผีดิบ !

 

           “ราชันผีดิบ ?” เหยี่ยซ่าวหยางประหลาดใจเล็กน้อย “มีราชันผีดิบในเมืองนี้งั้นหรือ?”

 

          เสี่ยวหม่าพูดแทรกขึ้นมาด้วยความสงสัย “อะไรคือราชันผีดิบ?”

 

          ศิษย์พี่กัวเหลือบมองเสี่ยวหม่าแล้วถาม “ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน?”

 

          “เพื่อนร่วมชั้นของผมเอง” เหยี่ยซ่าวหยางตอบจากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “ศิษย์พี่กัวช่วยบอกผมหน่อยว่าผีดิบประเภทนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?”

 

          ศิษย์พี่กัวได้จุดบุหรี่และเริ่มอธิบาย “มีสถานที่หนึ่งใน เมืองสโตลน์  ที่ถูกเรียกกันว่ากู๋ที่ใต้ภูเขานี้เป็นหลุมหลบภัย ในหลุมนี้จะเย็นสบายในหน้าร้อนและอบอุ่นในหน้าหนาว นอกจากนี้แล้วมันก็ยังเป็นสถานที่ที่ดีในการหลบซ่อนตัวจากสายฝนและแสงอาทิตย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนจรจัดจำนวนมากไปอาศัยอยู่ที่นั่น แต่มันมีเรื่องเกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว คนจรจัดหลายคนที่อยู่ที่นั่นเสียชีวิต ศีรษะของพวกเขาถูกเปิดออกและสมองของพวกเขาถูกกินในขณะที่เส้นประสาทไขสันหลังถูกดูดออกมา ตำรวจไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้ ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงปิดตายที่นั่นเอาไว้”

 

          “สัปดาห์ที่แล้วตำรวจคนหนึ่งซึ่งเฝ้าสถานที่นั้นไว้ถูกฆ่า ตำรวจคนนั้นเสียชีวิตแบบเดียวกันกับคนจรจัด ศีรษะของเขาถูกเปิดออก สมองและเส้นประสาทไขสันหลังของเขาหายไป โชคดีที่ตำรวจพบว่าที่นี่มีผีดิบ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มเชื่อว่านี่มันไม่ใช่อาชญากรรมปกติทั่วไป ดังนั้นพวกเขาจึงขอความช่วยเหลือจากผมในตอนแรกผมเองก็ไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่โชคดี…ไม่สิ โชคร้ายมากกว่า ผมได้เผชิญหน้ากับผีดิบและผมก็ได้เห็นมีว่ามันมีชั้นของขนสีขาวเหมือนกับเส้นผมปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย…”

 

          เหยี่ยซ่าวหยางพูดด้วยความตกใจ “ขนสีขาวหมายความว่ามันเป็นราชันผีดิบคุณไม่สามารถเอาชนะมันได้หรอก !”

 

          “ถูกต้อง ผมรู้ว่าผมไม่สามารถเอาชนะมันได้ ดังนั้นผมจึงวิ่งหนีไป แต่ก็โชคดีอีกนั่นแหละที่ผมนำข้าวและข้าวเหนียวติดตัวไปมากมาย ไม่อย่างนั้นมันคงจะฆ่าผมไปซะแล้ว”

 

          จากนั้นศิษย์พี่กัวก็ถามว่า “ศิษย์น้องคุณสนใจเรื่องนี้มั้ย? เรามาร่วมมือกันดีมั้ย?”

 

          “มันทำเงินให้ผมได้หรือเปล่า?” เหยี่ยซ่าวหยางถาม

 

          “แน่นอนสิว่าได้ ทำไมผมต้องยื่นหัวตัวเองเข้าไปเสี่ยงล่ะถ้าหากว่ามันไม่ได้เงิน?” ศิษย์พี่กัวอธิบายในขณะที่เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เขายื่นมือออกมาและกางนิ้วทั้งห้าออก “50,000 จ่ายโดยกรมตำรวจ”

 

          “นั่นไม่ใช่จำนวนเงินที่มากพอสำหรับการฆ่าเจ้าราชันผีดิบ” เหยี่ยซ่าวหยางพูด

 

          “50,000 ยังไม่เยอะอีกงั้นหรือ?” เสี่ยวหม่าตะโกนด้วยความประหลาดใจ “พวกเราตกลง ผมเองก็จะเข้าร่วมด้วย!”

 

          เหยี่ยซ่าวหยางกลอกตาและหันมามองเขา “คุณจะมาเข้าร่วมด้วยทำไม? คุณทำอะไรได้บ้าง?”

 

          “ผมจะคอยเป็นผู้ช่วยพวกคุณไง ผมสามารถช่วยถือของและหาน้ำดื่มให้พวกคุณได้นะ ผมขอแค่ส่วนแบ่งเล็กๆเท่านั้น ฮี่ฮี่” เสี่ยวหม่าพูดอย่างนอบน้อม

 

          ศิษย์พี่กัวหัวเราะและพูด “ให้เขาไปด้วยเถอะ เขาอาจจะมีประโยชน์เมื่อถึงเวลาก็ได้”

 

          หลังจากนั้นไม่นานทั้งสามคนก็ออกไปข้างนอกเพื่อทำภารกิจ ขณะที่พวกเขาเดินออกจากบ้าน เหยี่ยซ่าวหยางที่ยืนอยู่ข้างๆหุ่นกระดาษก็ชี้ไปที่ของเหล่านั้นและพูดว่า “ผมให้อีกเวลาอีกไม่เกินหนึ่งเดือน หุ่นหระดาษพวกนี้จะก่อให้เกิดปีศาจที่น่ากลัวขึ้นมา”

 

          ศิษย์พี่กัวหัวเราะและพูดว่า “ผมต้องการให้มีปีศาจที่น่ากลัวเกิดขึ้น”

 

          เหยี่ยซ่าวหยางถามอย่างประหลาดใจ “ว่าไงนะ? ทำไมล่ะ?”

 

          “ผมจะบอกคุณตอนที่เรากลับมาแล้ว ไปเถอะ”

 

          หลังจากที่พวกเขาเดินออกมาจากซอย ศิษย์พี่กัวก็บอกให้พวกเขารอตรงนี้ในขณะที่เขาเดินไปอีกซอยหนึ่งเพื่อขับรถโฟล์คสวาเกนพาสสาทคันเก่าของเขาออกมา เหยี่ยซ่าวหยางไม่รู้จักยี่ห้อรถเลย แต่รถคันนี้มันช่างดูเก่าแก่เหลือเกิน เขาขึ้นรถและถามว่า “ศิษย์พี่ ทำไมคุณถึงขับรถแบบนี้ในเมื่อคุณทำเงินได้มากมาย?”

 

          “ฮ่าๆ ก็เพราะผมไม่อยากอวดความร่ำรวยของผมยังไงล่ะ ถ้าผมทำตัวร่ำรวยเกินไปในสถานที่แบบนี้แน่นอนว่าผู้คนก็จะมาหาผมเพื่อขอเงินน่ะสิ”

 

          เหยี่ยซ่าวหยางและ เสี่ยวหม่าต่างมองหน้ากันอย่างหมดคำพูด จริงๆแล้วสิ่งที่มนุษย์จอมงกคนนี้กังวลมากที่สุดก็คือการที่มีคนมาขอยืมเงินเขางั้นหรือ ?

 

          ขณะที่อยู่ในรถเสี่ยวหม่าก็ยังคงถามเหยี่ยซ่าวหยางอย่างต่อเนื่อง เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับราชันผีดิบ เหยี่ยซ่าวหยางที่ไม่ชอบการถูกรบกวนจึงอธิบายให้ เสี่ยวหม่าฟังอย่างช้าๆ “วิญญาณทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปีศาจ ผีดิบและอสุรกายต่างมีพลังอำนาจที่แตกต่างกัน ผีดิบจะถูกแบ่งออกเป็น ผีดิบแรกเริ่ม, ผีดิบอสูร, ราชันผีดิบและ ผีดิบเทวะราชัน ทั้งหมดล้วนมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ราชันผีดิบมักจะถูกปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีขาว ผีดิบที่มีวิวัฒนาการมายาวนานกว่าห้าร้อยปีถือว่าเป็นผีดิบที่แข็งแกร่งมาก”

 

          เมื่อเสี่ยวหม่าได้ยินว่าราชันผีดิบมีพลังแข็งแกร่งมากเขาก็ไม่สบายใจและเริ่มกระวนกระวาย “พวกมันแข็งแกร่งกว่าพวกวิญญาณใต้น้ำที่เราเจอเมื่อคืนก่อนหรือเปล่า?”

 

          “วิญญาณใต้น้ำเพียงแค่มีรูปร่างน่ากลัวเท่านั้น พวกมันมีวิวัฒนาการแค่ไม่กี่ร้อยปีดังนั้นพวกมันก็ค่อนข้างจะอ่อนแอกว่าราชันผีดิบมาก !”

 

          เสี่ยวหม่าลอบกลืนน้ำลายจากนั้นเขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “โอเค เอาล่ะ…ก็แค่…ก็แค่พวกคุณต้องช่วยกันปกป้องผม ได้ใช่มั้ย?”

 

          “ไม่ต้องกังวลไป คุณไม่เป็นไรหรอก” ศิษย์พี่กัวมองเขาอย่างชั่วร้าย

 

          หลังจากขับรถออกมาจากเมืองแล้วพวกเขาก็เดินทางกันต่ออีกประมาณ 10 นาทีก่อนที่จะมาถึงเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ศิษย์พี่กัวลงจากรถและชี้ไปที่ภูเขาเล็กๆที่อยู่ด้านหลังเมืองนั้น “นั่นคือภูเขากู๋และมีหลุมหลบภัยอยู่ข้างใต้นั้น ผมไม่สามารถขับรถเข้าไปที่นั่นได้ ดังนั้นจากตรงนี้เราต้องเดินเท้าเข้าไป !”

 

          ขณะที่พวกเขาเดินไปยังภูเขา เหยี่ยซ่าวหยางก็ได้รับข้อความจาก โจ้งจิงหยูเธอขอให้เขาไปร่วมทานข้าวเย็น แม้ว่าการหาเงินและการล่าวิญญาณจะมีความสำคัญ แต่โอกาสที่จะได้เดทกับหญิงงามก็ย่อมต้องสำคัญกว่า แต่อย่างไรก็ตามเหยี่ยซ่าวหยางไม่มีทางเลือก เขาอยู่อีกฟากหนึ่งซึ่งห่างไกลจากตัวเมือง ดังนั้นเขาจึงส่งข้อความตอบกลับไปว่า ‘เสี่ยวหม่าเพิ่งเลิกกับแฟนของเขาและเขากำลังพยายามจะฆ่าตัวตาย ผมกำลังพยายามปลอบใจเขาอยู่ เอาไว้ผมจะเลี้ยงข้าวคุณวันพรุ่งนี้นะ’

 

          ด้านนอกหลุมหลบภัยมีเพียงรั้วโลหะที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่าง่ายๆเท่านั้น มีตำรวจสี่นายคอยเฝ้าดูแลสถานที่นี้ ตำรวจคนหนึ่งหันมาเจอศิษย์พี่กัวจึงเดินมาทักทายเขา “เฮ้อาจารย์กัว หัวหน้าโจ้งเพิ่งจะโทรมาบอกผมเมื่อครู่นี้เอง คุณจะเข้าไปข้างในตอนนี้เลยมั้ย?”

 

          เมื่อศิษย์พี่กัวยืนยันว่าจะเข้าไปตำรวจคนนั้นจึงไปเปิดประตูรั้วโลหะให้พวกเขา ในขณะที่ตำรวจเห็นพวกเขากำลังค่อยๆเดินเข้าไป หนึ่งในนั้นก็ถามขึ้นมาอย่างลังเลใจ “อาจารย์กัวคุณต้องการให้พวกเราติดตามเข้าไปด้วยรึเปล่า?”

 

          “ไม่เป็นครับ ขอบคุณมาก พวกเราจัดการกันเองได้”

 

          ตำรวจกลุ่มนั้นรู้สึกโล่งใจขึ้นมากเขาพยักหน้าและพูดว่า “นั่นก็เป็นเรื่องที่ดี ระวังตัวด้วยนะครับ”

 

          เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปจนถึงทางเข้าหลุมหลบภัยอุณหภูมิในนั้นก็ลดลงไปเล็กน้อย ศิษย์พี่กัวใช้ไฟฉายของเขาเพื่อส่องทางข้างหน้า ในขณะที่เหยี่ยซ่าวหยางจุดไฟเทียนไขบนเชิงเทียนละส่งมันให้กับเสี่ยวหม่า

 

          “พวกเรามีไฟฉาย ทำไมคุณต้องจุดเทียนด้วยล่ะ?” เสี่ยวหม่าถามอย่างสงสัย

 

          “เชิงเทียนนี้เต็มไปด้วยผงของต้นหญ้าซิงซิง มันสามารถตรวจจับปราณหยินได้” เหยี่ยซ่าวหยางอธิบายในขณะที่สายตากำลังมองไปที่เชิงเทียน มันกำลังถูกเผาไม้ด้วยเปลวไปสีดำและสีเขียว หลังจากเห็นแบบนั้นแล้วเขาก็หันไปพูดกับศิษย์พี่กัว “สถานที่นี้ไม่ได้มีแค่ราชันผีดิบแต่ยังมีวิญญาณที่ทรงพลังอยู่ด้วย”

 

          เสี่ยวหม่าถาม “คุณรู้ได้ยังไง?”

 

          “ไฟสีดำหมายถึงกลิ่นอายของผีดิบ และไฟสีเขียวหมายถึงกลิ่นอายของดวงวิญญาณ” เหยี่ยซ่าวหยางรำคาญมากเขาจึงพูดว่า “คุณค่อยถามเรื่องพวกนี้ทีหลังได้มั้ย?”

 

          พวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ และเจอกับห้องขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตลอดทั้งสองข้างของแนวทางเดิน ห้องเหล่านี้มีขนาดไม่กี่เมตร ศิษย์พี่กัวอธิบายว่าห้องเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นขึ้นเพื่อให้ผู้ลี้ภัยมีสถานที่สำหรับอยู่อาศัยเมื่อถูกโจมตีทางอากาศเป็นเวลายาวนาน

 

          “คนจรจัดเองก็เคยอยู่ในห้องเหล่านี้ แต่หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้นก็ไม่มีใครกล้ามาอีกเลย” ศิษย์พี่กัวส่องไฟฉายเข้าไปภายในห้อง บางห้องเต็มไปด้วยขยะ ในขณะที่บางห้องก็มีแม้กระทั่งเสื่อหรือเสื้อผ้าเก่าๆ

 

          เหยี่ยซ่าวหยางถอนหายใจออกมาเมื่อเขาได้เห็นชีวิตที่ยากลำบากของคนจรจัดที่อาศัยอยู่ที่นี่

 

          ลึกเข้าไปด้านในอุโมงค์นี้ถูกแบ่งออกเป็นสามเส้นทาง ทั้งสามเส้นทางนี้ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด เหยี่ยซ่าวหยางถอนหายใจและถามว่า “ทำไมที่นี่มันถึงกว้างขนาดนี้?”

 

          ศิษย์พี่กัวอธิบายว่า “แน่นอนว่า เมืองสโตลน์เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นเป้าหมายหลักของการทิ้งระเบิดจากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นพวกเขาจึงต้องสร้างหลุมหลบภัยทางอากาศขนาดใหญ่ใต้ภูเขาแห่งนี้ เชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้สามารถให้ผู้คนเข้ามาหลบภัยได้มากถึงหนึ่งแสนคน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดการเกี่ยวกับเรื่องศพจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับตำรวจ ถ้าที่นี่เป็นแค่สถานที่เล็กๆพวกเขาก็สามารถนำผู้ชายแค่สองสามคนเข้ามาพร้อมกับเครื่องพ่นไฟเพื่อจัดการซากศพทั้งหมดได้ไม่ยาก แต่น่าเสียดายที่สถานที่แห่งนี้เป็นเขาวงกตขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บกวาดสถานที่แห่งนี้แม้ว่านอกเสียจากว่าจะมีคนเข้ามาช่วยเป็นร้อยๆคน”

 

          ศิษย์พี่กัวนำพวกเขาไปยังสถานที่ที่เขาเคยเห็นราชันผีดิบมันอยู่ในห้องๆหนึ่ง เมื่อศิษย์พี่กัวส่องไฟฉายเข้าไปห้อง พวกเขาก็มองเห็นเส้นขนสีขาวเกลื่อนเต็มพื้นห้อง

 

          “นี่มันอะไร? เชื้อรางั้นเหรอ?” เสี่ยวหม่าถามขณะที่กำลังเอื้อมมือเพื่อจะไปแตะมัน

 

          เหยี่ยซ่าวหยางรีบตีมือของเขาอย่าวรวดเร็ว “ห้ามแตะต้องมัน มันเต็มไปด้วยสารพิษจากซากศพ” หลังจากนั้นเขาก็เทหมึกสีชาดลงบนมือและหยิบเส้นขนขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อยอย่างระมัดระวัง เขาเผาเส้นขนนั้นบนเชิงเทียน เมื่อเส้นขนสัมผัสกับเปลวไฟมันก็กลายเป็นของเหลวเหนียวหนืดสีดำ

 

          แน่นอนว่าของสิ่งนี้ต้องมาจากตัวของผีดิบ!

 

          ทันใดนั้นเองแสงไฟจากเทียนก็เปล่งแสงจ้าออกมา เหยี่ยซ่าวหยางตกใจมากเมื่อเห็นดังนั้น มีเพียงวิญญาณที่แข็งแกร่งมากเท่านั้นที่จะทำให้เทียนเปล่งแสงแบบนี้ได้ จากนั้นเขาก็รีบบอกกับศิษย์พี่กัวว่า “จุดเทียนแท่งอื่นเพิ่มความสว่างเร็วเข้า !”

 

          ศิษย์พี่กัวรีบหยิบเทียนรูปดอกบัวออกมาและจุดไฟขึ้น นักบุญเต๋าทุกคนของนิกายหม่าวซานใช้สิ่งนี้เมื่อต้องล่าวิญญาณในสุสานหรือถ้ำ ใช้ชาดสีแดงเป็นไส้ของเทียนไข เทียนนี้ถูกสร้างขึ้นจากขี้ผึ้งชนิดพิเศษ มันไม่ได้ถูกใช้เพียงแค่ให้ความสว่างเท่านั้นแต่มันยังสามารถช่วยปกป้องไม่ให้ดวงวิญญาณมาสิงสู่จิตใจผู้คนได้ แสงสีส้มเหลืองของเทียนส่องผ่านห้องโถงและทำให้มองเห็นรูปร่างของมนุษย์อย่างเลือนลางจากส่วนลึกของอุโมงค์!

 

          เสี่ยวหม่าถามด้วยเสียงสั่นๆ “นั่นผีดิบหรือเปล่า?”

 

          “นั่นเป็นวิญญาณ” ศิษย์พี่กัวตอบ

 

          เหยี่ยซ่าวหยางดึงดาบเถ้ามู่ของเขาออกมาและเฝ้ารออย่างใจเย็น เขาใช้แสงจากเทียนไขเพื่อดูว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับอะไร วิญญาณดวงนี้มีรูปร่างยาว ในขณะที่มีผมเปียสองข้างยาวลงมาจากไหล่ นั่นหมายความว่านี่เป็นวิญญาณของผู้หญิง เธอสวมชุดยาวสีแดงและรองเท้าปักสีดำ

 

          “เธอเป็น…สาวใช้คนคนยุคโบราณงั้นเหรอ?” ศิษย์พี่กัวสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “โอ้พระเจ้า เธอน่าจะมีอายุประมาณหลายร้อยปีแล้ว นอกจากนั้นแล้วเธอก็อาจจะเป็นดวงวิญญาณที่จัดอยู่ในประเภทดวงวิญญาณที่น่าเกลียดชัง!”

 

          “ดวงวิญญาณที่น่าเกลียดชังคืออะไร? พวกเขามีพลังมากเท่าไหร่?” เสี่ยวหม่าก้าวถอยหลังและใช้อีกคนสองเป็นโล่กำบัง ในขณะที่เขาเริ่มตั้งคำถาม

 

          “มันเป็นระดับพลังอำนาจของดวงวิญญาณ แต่ตอนนี้ช่วยหุบปกก่อนเถอะ” ศิษย์พี่กัวตอบโดยไม่ได้พูดรายละเอียดอะไรให้เขาฟัง

 

          เหยี่ยซ่าวหยางไม่รอให้เธอเข้ามาใกล้ แต่เขากลับหยิบลูกประคำสีทองแดงงออกมาและขว้างมันไปที่ดวงวิญญาณของผู้หญิง แต่วิญญาณนั้นมีความว่องไว เธอหลบลูกประคำนั้นได้และหยิบอะไรบางอย่างออกมากระเป๋าของเธอ มันเป็นเศษไม้ที่เต็มไปด้วยหยดเลือด

 

          “ไม้จากโลงศพ!” ศิษย์พี่กัวตะโกน “นั่นเป็นอาวุธที่ทำให้เธอถูกสาป !”

 

          โดยปกติแล้วดวงวิญญาณที่มีพลังมากจะเลือกของที่เต็มไปด้วยปราณหยินและหลอมรวมเอาไว้กับจิตวิญญาณภายในของพวกเขา เมื่อทำแบบนั้นแล้วสิ่งของชิ้นนั้นก็จะกลายเป็นอาวุธของพวกเขาและจะเติบโตไปพร้อมๆกับพวกเขาด้วย ดวงวิญญาณของผู้หญิงถือชิ้นส่วนจากโลงศพไว้ในมือเพื่อโจมตีเหยี่ยซ่าวหยาง เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ดวงวิญญาณจะสามารถทำได้ และกลิ่นอายจากไม้โลงศพนี้ก็ค่อนข้างน่ากลัวไม่ใช่น้อยแม้ว่าจะอยู่ในที่ไกลๆก็สัมผัสได้ถึงความสยดสยองของมัน !

 

*********** รับข่าวสารก่อนใครได้ที่ https://www.facebook.com/Tran.xend.vis/?ref=bookmarks นะครับ ^^

ติดตามตอนต่อไป.............

 

 

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด