ตอนที่แล้วTXV –  81 ความขัดแย้ง !
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปTXV –  83 คุณเป็นของฉัน !

TXV 82 –  ผมเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ !


TXV 82 –  ผมเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ !

 

          คนชั่วที่พยายามคลานหาทางออกจากความยากจนและกำลังตั้งธุรกิจของตัวเองก็อยู่ที่นี่เพื่อดูที่ดินมูลค่าหลายร้อยล้านงั้นเหรอ? เรื่องพวกนี้มันเหลือเชื่อ  ไม่เฉพาะพวกคนรวยเท่านั้น แต่กับพวกเด็กนักเรียนเล็ก ๆ ที่มีสามัญสำนึกยังรู้ว่าคำอวดดีเหล่านี้น่าขำเลยจริงมั้ย?

 

          ฮวงยี่หู่หัวเราะลั่น ผู้บริหารสองคนที่อยู่ข้างๆเขาและพวกบอดี้การ์ดก็หัวเราะไปด้วย เสียงหัวเราะของพวกเขาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยและดูถูก

 

          เซี่ยเหล่ยรอจนกว่าพวกเขาจะหัวเราะจนพอใจแล้วพูดต่อ “ทำไมล่ะ? มีแค่พวกคุณเท่านั้นเหรอที่เข้ามาดูที่ดินนี้ได้ แต่ผมเข้าไม่ได้งั้นเหรอ?” เขามองไปที่หลางซือเหยา “ซือเหยา ที่ดินผืนนี้ยังไม่ถูกนำมาประมูลใช่มั้ย?”

 

          หลางซือเหยาร่วมด้วย และตอบกลับไป “ใช่แล้ว ที่ดินผืนนี้ยังไม่ได้ถูกประมูล ใครก็มาเสนอราคาได้ทั้งนั้นแหละ”

 

          ลี่หยู่หลานหัวเราะเยาะ “คุณเซี่ย เลิกพูดเล่นได้แล้ว อย่างคุณน่ะเหรอ? ฉันไม่คิดว่าคุณจะจ่ายเงินมัดจำได้ด้วยซ้ำ”

 

          เซี่ยเหล่ยแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “คุณต้องจ่ายเงินมัดจำเพื่อเสนอราคาที่ดินของรัฐบาลงั้นเหรอ?”

 

          “ฮ่าฮ่าฮ่า…”ครั้งนี้ แม้แต่คนที่เงียบและนิ่งที่สุดในกลุ่มของฮวงยี่หู่อย่างลี่หยู่หลานก็หัวเราะออกมา เขาคนนั้นคือผู้บริหารจู “เด็กคนนี้คงบ้าไปแล้ว ?”

 

          ผู้บริหารที่ชื่อหวางตอบ “จริงๆแล้ว ที่ดินส่วนนี้น่ะอยู่ใกล้กับท่าเรือและมีมูลค่านับร้อยล้าน  เขาดูเหมือนมีเงินถึงร้อยล้านมั้ยล่ะ? รถที่ผลิตในประเทศตรงถนนนั่นก็ดูเหมือนจะเป็นของเขานะ   ขับรถแบรนด์ท้องถิ่น มีค่าก็แค่เพียงไม่กี่หมื่น ยังจะมาเสนอราคาที่ดินตั้งหลายร้อยล้านอีกเหรอ? บ้าไปแล้ว!”

 

          “ได้ยินมั้ยหนุ่มน้อย ? ไม่มีใครเชื่อคุณหรอก” ลี่หยู่หลานกล่าว  

 

          ก่อนหน้านี้เธอยังมีความสุภาพอยู่บ้างที่เรียกเซี่ยเหล่ยว่า ‘คุณเซี่ย’ แต่ตอนนี้ความสุภาพพวกนั้นหายไปหมดแล้ว และเธอก็เรียกเขาว่า ‘หนุ่มน้อย’ แทน

 

          เซี่ยเหล่ยหัวเราะ “หลายร้อยล้าน? ที่ผมเห็น มันประมาณ 1 หรือ 2 ล้านเท่านั้นเอง พวกคุณต้องการหลายร้อยล้าน? แต่ผมซื้อที่ดินนี้ได้ในราคา 1 หรือ 2 ล้าน”

 

          ฮวงยี่หู่และกลุ่มของเขาหัวเราะอีกครั้ง ความกังวลก่อนหน้านี้หายไปจนหมด ในมุมมองของพวกเขาตอนนี้ เซี่ยเหล่ยก็เหมือนคนที่สวรรค์ส่งมาเล่นตลกก็เท่านั้น...

 

          “ไม่เชื่อผมเหรอ?” เซี่ยเหล่ยมองไปที่ฮวงยี่หู่ด้วยสายตาที่เริ่มเย็นชา “ฮวงยี่หู่ ผมจะบอกให้นะ อย่าได้ริฝันเลยว่าคุณจะได้ที่ดินผืนนี้ไป  ผมจะทำให้มันเป็นโรงงานเครื่องจักรของผม”

 

          ฮวงยี่หู่ถอนหายใจ “หนุ่มน้อย อย่าคิดว่าจะทำได้เพราะมีเพื่อนสองคนคอยหนุนหลังเลย ไม่มีใครนอกจากฉัน ฮวงยี่หู่ ที่จะได้ที่ดินผืนนี้ ฉันจะบอกให้นะ ที่ดินนี่จะไม่ถูกนำไปประมูล หรือถ้าออกประมูล ก็จะมีแค่ฉันเท่านั้นที่จะได้มันไป!”

 

          “เดิมพันกันมั้ยล่ะ? ถ้าคุณได้ที่ดินผืนนี้ไป ผมจะคุกเข่าต่อหน้าคุณและคำนับคุณ 3 ครั้ง แต่ถ้าผมได้ไป คุณต้องไปคุกเข่าต่อหน้าหลุมศพเพื่อนผมแล้วคำนับ 3 ครั้งด้วย” เซี่ยเหล่ยกล่าว

         

          “แน่นอน ผมกล้าพนัน !” ฮวงยี่หู่รับคำท้า

 

          “คำพูดคุณมันเป็นแค่ลมปาก มาทำสัญญาณเป็นลายลักษณ์อักษรดีกว่า” เซี่ยเหล่ยกล่าว

 

          “ทำแบบนั้นก็ได้นะ แต่ผทขอเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง” ฮวงยี่หู่กล่าว “ถ้าฉันได้ที่ดินนี่ไป คุณต้องคำนับฉันต่อหน้าคุณกู๋”

 

          “ตกลง  !” เซี่ยเหล่ยก่าว

 

          เซี่ยเหล่ยพอจะเดาได้ว่าทำไมฮวงยี่หู่ถึงดึงกู๋เค่อเหวินเข้ามาเกี่ยว มีเหตุผลอยู่ 3 ข้อ หนึ่งคือการปล่อยให้ผู้บริหารนามสกุลจู และหวาง ได้รู้ว่าใครเป็นผู้สนับสนุนเขาและทำให้มั่นใจในจุดยืนของตัวเอง สองเพื่อทำให้เซี่ยเหล่ยรู้สึกกลัวว่าเขากำลังสร้างศัตรูกับใครอยู่ และสาม เพื่อสร้างความดีความชอบกับกู๋เค่อเหวิน เพราะถ้าเซี่ยเหล่ย คุกเข่าลงต่อหน้าฮวงยี่หู่ กู๋เค่อเหวินจะมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่เสียศักดิ์ศรีไปเพราะเซี่ยเหล่ยครั้งแล้วครั้งเล่า....

 

          ฮวงยี่หู่จะเต็มใจเดิมพันกับเซี่ยเหล่ยมั้ย ถ้าไม่ใช่ด้วยเหตุผลทั้งสามอย่าง? แน่นอนว่าไม่

 

          ผู้บริหารที่นามสกุลจู หยิบกระดาษและปากกาออกมาจากกระเป๋าถือของเขา  เซี่ยเหล่ยเขียนรายละเอียดของการเดิมพันลงไป แล้วเซ็นชื่อของเขาเอาไว้

 

          ฮวงยี่หู่เซ็นชื่อตัวเองลงไปด้วย ก่อนจะขว้างสำเนาใส่เซี่ยเหล่ย

 

          เซี่ยเหล่ยเก็บสัญญาเอาไว้ “ผมจะทำให้คุณเดิมพันด้วยเกียรติของคุณเลย”

 

          รอยยิ้มเยาะเย้ยจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของฮวงยี่หู่ “หนุ่มน้อย ที่ดินผืนนี้จะถูกนำขึ้นประมูลในหนึ่งสัปดาห์ เก็บเงินฝากไว้สัก 50,000,000 นะ ก่อนจะเรื่องการเดิมพันน่ะ ผมจะเลือกจุดที่คนพลุกพล่านและรอให้คุณคุกเข่าต่อหน้าผม”

 

          “แล้วเราจะได้เห็นกัน” เซี่ยเหล่ยกล่าวจากนั้นเขาและหลางซือเหยาได้เดินออกจากที่ดินผืนนี้ทันที

 

          ฮวงยี่หู่มองเซี่ยเหล่ยและหลางซือเหยาเดินไปยังเกรทส์วอร์H6ที่อยู่ริมถนนแล้วถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความโมโห  “เวรเอ๊ย! ผมล่ะอยากยิงไอ้หมอนั่นทิ้งจริงๆ!”

 

          “ที่รัก ทำไมคุณอารมณ์ร้อนจังคะ? ตอนนี้คุณเป็นนักธุรกิจอยู่นะ เรื่องฆ่าแกงกันก็ให้พวกลูกน้องคุณทำสิคะ จะไปทำเองทำไม?” ลี่หยู่หลานกล่าว

 

สองสามีภรรยาไม่ได้พูดกันเสียงดังนัก แต่ก็เจตนาให้จูและหวางได้ยินเช่นกัน

 

          “ช่างมันเถอะ อย่าปล่อยให้คนสารเลวแบบนั้นทำเราอารมณ์เสียเลย” ฮวงยี่หู่เปลี่ยนเรื่อง " ผู้บริหารโจว ผู้บริหารหวาง เรื่องที่เราจะร่วมมือกัน พวกคุณวางแผนจะลงทุนเท่าไหร่? "

 

 

          คนทั้งกลุ่มคุยกันระหว่างเดินไป เว้นแต่ลี่หยู่หลานที่หันกลับไปมองเซี่ยเหล่ยและหลางซือเหยาด้วยสายตาที่แฝงความกังวลไว้ภายใน.......

 

          หลางซือเหยาพูดขึ้นเมื่อพวกเขาขึ้นมาบนรถแล้ว “เหล่ย ทำไมถึงไปเดิมพันกับฮวงยี่หู่แบบนั้นล่ะ? ที่ดินผืนนั้นมีพวกนักพัฒนาหลายคนจับจ้องอยู่เลยนะ ไม่ได้ยินเหรอ? เงินฝากที่จะเข้าร่วมการประมูลคือ 50,000,000 เธอจะคุกเข่าคำนับฮวงยี่หู่จริงๆเหรอ ถ้าเพื่อนสองคนของเธอ ช่วยทำให้ที่ดินนั่นเป็นของคุณไม่ได้น่ะ?”

 

          เซี่ยเหล่ยยิ้มออกมา  “คิดมากไปแล้วนะ”

 

          “ฉันคิดมากงั้นเหรอ?” หลางซือเหยามองเซี่ยเหล่ยด้วยความไม่เข้าใจ

 

          “ฮวงยี่หู่ไม่ใช่คนน่าเชื่อถือเลยสักนิด เขาจะไม่เคารพสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรแม้จะแพ้ก็ตาม” เซี่ยเหล่ยกล่าว

 

          “ถ้าเธอรู้ว่าเขาจะไม่ทำตามที่สัญญาไว้ งั้นทำไมต้องไปเสี่ยงกับเขาด้วยล่ะ?” หลางซือเหยายิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก

 

          “ก็เหตุผลเดียวกับที่ผมจะไม่เคารพสัญญาถ้าผมแพ้นั่นแหละ” เซี่ยเหล่ยกล่าว

 

          หลางซือเหยายักไหล่พร้อมกับยิ้มเก้ๆกังๆ “ตอนนี้ฉันสับสนจริงๆ ถ้าทั้งสองคนไม่เคารพการเดิมพันแล้วทำไมต้องเดิมพันกันด้วยล่ะ?”

 

          “สิ่งที่ผมต้องการคือสัญญาที่เขียนโดยฮวงยี่หู่” เซี่ยเหล่ยกล่าว

 

          “มันก็แค่กระดาษนะ จะเอามันไปทำอะไรเหรอ?”

 

          “เดี๋ยวก็รู้ ผมแค่บอกว่าผมไม่ได้เดิมพันกับเขาเล่นๆแก้เบื่อหรอกนะ เขาจะต้องชดใช้ในตอนจบ  โดยเริ่มจากสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรนี่แหละ” รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นจาง ๆ บนมุมปากของเซี่ยเหล่ย

         

          “ช่างมันเถอะ ! ฉันไม่อยากรู้เรื่องซับซ้อนพวกนี้แล้ว ที่ฉันมาวันนี้ก็เพื่อโน้มน้าวให้เธอเลิกทำกิจการแล้วมาเรียนหวิงชุนจากพ่อฉันต่างหาก ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องนี้กันแล้วสินะ” หลางซือเหยาดูผิดหวังเล็กน้อย

 

          เซี่ยเหล่ยสตาร์ทรถ และพูดพลางขับรถออกไป “ไม่ดีเหรอ? ผมจะไปสำนัก ถ้าผมมีเวลาเหลือ ผมจะได้ทำธุรกิจต่อไปแล้วก็พัฒนาทักษะหวิงชุนไปด้วยไง”

 

          “ที่เธอได้เรียนรู้คือแค่ส่วนเสี้ยวเล็กๆเอง เธอยังไม่เคยเห็นหวิงชุนของจริงด้วยซ้ำ” หลางซือเหยากล่าว

 

          เซี่ยเหล่ยลังเล  “พ่อของเธอก็สอนมันอยู่ไม่ใช่เหรอ?”

 

          “ที่พ่อฉันสอนก็คือการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายแบบหวิงชุน บรรพบุรุษของเราเหยินหยงชุน เริ่มก่อตั้งหวิงชุนเพื่อให้เราสืบทอดต่อ เธอรู้มั้ยว่าศิลปะการต่อสู้มีกฎยังไงบ้าง ศิลปะการต่อสู้บางอย่างจะต้องมีผู้ชายเป็นผู้สืบทอดเท่านั้น ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่แม้แต่ลูกสาวของตัวเอง ก็เหลือแค่นักเรียนอย่างคุณเท่านั้นแหละ” หลางซือเหยากล่าว

 

          “พ่อของเธอไม่ได้ให้เธอสืบทอดหวิงชุนของครอบครัวต่องั้นเหรอ?” เซี่ยเหล่ยไม่เชื่อ หลางเฉิงชุนมีลูกสาวเพียงคนเดียวคือหลางซือเหยา ถ้าเขาไม่ได้ให้เธอสืบทอดต่อ นั่นไม่ได้หมายความว่าหวิงชุนจะตายไปกับเขาเหรอ?

 

          หลางซือเหยาย่นจมูก “ไม่บอก”

 

          เซี่ยเหล่ยหัวเราะ “งั้นบอกผมหน่อย ผมจะให้พ่อของเธอส่งต่อเทคนิคให้ผมได้ยังไง?”

 

          “ให้เขาเป็นอาจารย์ของเธอแล้วเธอก็เป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายของเขา แค่นี้เขาก็สอนหวิงชุนที่แท้จริงให้เธอได้แล้ว” หลางซือเหยากล่าว

 

          “ผมอยากเรียนหวิงชุนจริงๆนะ แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างอาชีพของผมกับหวิงชุน แน่นอนว่าผมเลือกอาชีพของผมอยู่แล้ว ผมมีลูกจ้างที่ต้องพึ่งพาผมเพื่อชีวิตของพวกเขาอยู่ ดังนั้นผมจึงทิ้งพวกเขาไปไม่ได้” เซี่ยเหล่ยกล่าว

 

          “เธอนี่เป็นพวกคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอเลยนะ” หลางซือเหยายิ้มออกมา “แต่นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงอยากให้พ่อรับเธอเป็นศิษย์สุดท้ายของเขาเหมือนกัน พ่อของฉันไม่ยอมรับคนไม่ดีมาเป็นศิษย์เลยสักคน ต่อให้เขามาคุกเข่าต่อหน้าสามวันสามคืนก็ไม่ยอม”

 

          เซี่ยเหล่ยถอนหายใจเล็ก ๆ “แต่ถึงยังไง ชีวิตนี้ผมคงไม่มีโชคชะตาจะเป็นศิษย์คนสุดท้ายของพ่อของเธอหรอกนะ ผมแค่จะไปฝึกก็ต่อเมื่อมีเวลาเท่านั้นเอง”

 

          หลางซือเหยามองเซี่ยเหล่ยแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ใครจะรู้ เธอจะเต็มใจให้พ่อของฉันเป็นอาจารย์และเป็นศิษย์คนสุดท้ายของเขามั้ย  ถ้าฉันโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนความคิดแบบดั้งเดิมและยอมให้เธอทำอาชีพของเธอไปด้วยพร้อมๆกับเรียนหวิงชุนจากเขา?”

 

          เซี่ยเหล่ยคิดอยู่พักหนึ่ง “ผมเต็มใจแน่นอน อาจารย์หลางเป็นคนที่สมควรได้รับความเคารพ ผมจะปฏิบัติกับเขาเหมือนพ่อแท้ๆของผมเลย”

 

          แก้มของหลางซือเหยาก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที “เธอพูดว่าไงนะ เธอ?”

 

          เซี่ยเหล่ยเพิ่งรู้ตัวว่าคำพูดของเขาอาจจะเข้าใจผิดได้ จึงอธิบายตัวเองต่ออย่างรวดเร็ว “ผมขอโทษ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ พ่อแม่ของผมจากไปแล้ว สิ่งที่ผมตั้งใจหมายถึงคือถ้าผมรับอาจารย์หลางเป็นอาจารย์ของผมแล้ว ผม... ผมจะเคารพเขาเหมือนเป็นพ่อคนหนึ่งของผมเลย”

 

          “เอาล่ะ เอาล่ะ ฉันไม่ได้ต้องการให้เธออธิบายตัวเองสักหน่อย” หลางซือเหยากล่าว “แต่ฉันมีเงื่อนไข”

 

          “มีเงื่อนไขเหรอ? เงื่อนไขอะไร?”

 

          “โอเค เธอรู้ใช่มั้ยว่าฉันกลับมาที่นี่เพราะอายุของพ่อฉันน่ะ ฉันลาออกจากทำงานที่อเมริกาและตอนนี้ฉันเป็นวัยรุ่นที่ว่างงาน เธอเองก็กำลังสร้างธุรกิจอยู่แล้วก็ขาดผู้ช่วยด้วย ดังนั้นให้ฉันเป็นผู้ช่วยประธานบริษัทสิ เธอคิดว่าไง?” หลางซือเหยากล่าว

 

          “ผู้ช่วยประธานบริษัทงั้นเหรอ?” เซี่ยเหล่ยหัวเราะ “ผมเป็นประธานแบบไหนกันเนี่ย ?”

 

          “เธอจะเป็นประธานบริษัทไม่ว่าอุตสาหกรรมอาชาสายฟ้าจะเล็กแค่ไหนก็ตาม ฉันจะตั้งใจทำงานออกมาให้ดีที่สุด !”

 

          “โอเค ถ้าเธอบอกว่าผมเป็นประธาน งั้นผมเป็นประธานก็ได้ แต่เธอก็จะไม่ได้ใช้ทักษะหวิงชุนหลายอย่างเลยนะ ถ้ามาทำงานกับผมน่ะ?”

 

          “แค่บอกมาว่าจะจ้างหรือไม่จ้างก็พอน่า ฉันไม่คิดมากเรื่องพิธีการนักหรอก” หลางซือเหยาในฐานะของหญิงผู้ฝึกศิลปะป้องกันตัวกำลังฮึกเหิมเต็มที่

 

          เซี่ยเหล่ยยื่นมืออกไป “ยินดีต้อนรับสู่อุตสาหกรรมอาชาสายฟ้านะ”

 

          “ค่ะ ! ท่านประธานเซี่ย” หลางซือเหยายิ้มกว้างพลางเขย่ามือเซี่ยเหล่ยไปด้วย

 

          “อย่าเรียกผมว่าประธานเซี่ยสิ มันน่าอึดอัดนะ” เซี่ยเหล่ยกล่าว

 

          “เดี๋ยวก็ชินน่า เธอควรมีสถานะเท่ากับเจ้าของธุรกิจนะ ฉันเป็นผู้ช่วยของเธอ  ดังนั้นถ้าฉันเรียกเธอว่า ‘เหล่ย’ ตลอดเวลา  คนอื่น ๆ จะคิดว่าเธอขาดทักษะในการบริหารน่ะสิ” หลางซือเหยากล่าว

 

          เซี่ยเหล่ยคิดนิดหน่อย “ก็จริงนะ ฮึ่ม ไปดื่มอะไรกันดีกว่า เธอจะได้เล่าให้ผมฟังอีกว่าเจ้านายเก่าของเธอจัดการธุรกิจของพวกเขาได้ยังไง ผมขาดประสบการณ์ด้านนี้ด้วยสิ”

 

          “แน่นอน ลูกศิษย์หนุ่ม” หลางซือเหยากล่าว

 

          นี่เป็นครั้งแรกที่หลางซือเหยาเรียกเซี่ยเหล่ยว่า ลูกศิษย์หนุ่ม  การที่พ่อของเธอยอมรับเซี่ยเหล่ยเป็นศิษย์สุดท้ายของเขา ดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้วโดยหลางซือเหยา

 

 ติดตามตอนต่อไป..............

 

********* สามารถข่าวสารและเรื่องราว ตามลิ้งค์นี้เลยครับ https://www.facebook.com/Tran.xend.vis/ ขอบคุณครับ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด