ตอนที่แล้วตอนที่ 1 หนึ่งวันก่อนโลกาวินาศ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 3 การล่มสลายของโลกาภิวัฒน์

“คุณต้องการให้มันคมขึ้น?”

 

เจ้าของร้านรู้สึกประหลาดใจอย่างมากกับความต้องการของชูฮัน ชายหนุ่มเลือกขวานขึ้นมาก่อนที่จะขอให้เขาเหลาให้มันคมขึ้น อำนาจและความร้ายแรงของมันจะยิ่งน่ากลัวขึ้นหากมันถูกทำให้แหลมคมขึ้นไปอีก!

 

“เหลามัน ยิ่งทำให้แหลมคมมากเท่าไหร่ได้ยิ่งดี” ชูฮันกล่าวอย่างสงบ เขาไม่รู้เลยว่าเจ้าของร้านกำลังงงงวยในท่าทางที่ดูนิ่งเฉยกอปรกับดวงตาอันเงียบสงบของเขาอยู่อันเป็นผลมาจากประสบการณ์กับการเผชิญหน้ากับโลกาวินาศมายาวนานนั่งเอง

 

“ไอ้หนู … ” เจ้าของร้านกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง

 

* ฟับ! *

กริชถูกแทงอย่างกระทันหันเข้าไปในเคาน์เตอร์

 

“เหลากริชด้วยครับ ทั้งหมดน่าจะประมาณสองพันใช่มั้ย? ผมจะมารับของคืนนี้? นี่เงินหนึ่งพันสำหรับค่ามัดจำ” ชูฮันกล่าวเสียงดังฟังชัด

 

เขาไม่เปิดโอกาสให้เจ้าของร้านได้พูดอะไรทั้งสิ้น เขาแม้กระทั่งยอมเพิ่มราคาค่าของให้เองด้วยซ้ำเพราะความจริงแล้วค่าเหลากริชนั้นไม่น่าถึง200บาทด้วยซ้ำ

 

เจ้าของร้านกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนตัดสินใจที่จะไม่เจรจาต่อรองราคาเพิ่ม ชูฮันไม่ได้อยู่รอรับของเนื่องจากยังมีของอื่นๆที่จำเป็นอีกหลายอย่างที่เขาต้องซื้อ เขามีเวลาจำกัดซึ่งหมายความว่าเขาไม่สามารถที่จะทำตัวสบายๆได้

 

ขวานนั่นเอาไว้สำหรับต่อสู้กับซอมบี้ ในขณะที่กริชนั้นเอาไว้สู้กับมนุษย์…

 

ช่วงแรกของโลกาวินาศถือว่ายังเป็นช่วงที่ดีเมื่อเทียบกับช่วงหลังๆไปแล้ว สิ่งที่มนุษยชาติเรียกกันว่าศีลธรรมได้พังทลายลงเมื่อผู้คนต้องเผชิญกับซอมบี้ บางคนถึงกับฆ่าทั้งครอบครัวเพื่อคุกกี้ไม่กี่ชิ้น ผู้คนตกอยู่ในวังวนความเลวทรามต่ำช้า ยอมกินเนื้อมนุษย์กันเองเพื่อประทังความหิว

 

ถึงแม้ความคมของดาบปลายปืนจะดีกว่ากริช หากแต่ดาบปลายปืนที่วางขายส่วนใหญ่นั้นเป็นของกระจอก การออกแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการใช้งาน ดาบปลายปืนส่วนใหญ่ที่วางขายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความคมของมีดปลายดาบได้อย่างสมบทบาทของตัวอาวุธ

 

มีดดาบปลายปืนที่มีคุณภาพสูงนั้นยากที่จะหามาครอบครองได้ เช่นเดียวกับค้อนของทหาร

 

นอกจากนี้ ชูฮันยังซื้อกระเป๋าเป้สะพายหลัง ซึ่งมันสามารถกันน้ำและป้องกันการฉีกขาดได้ดี

 

เขากำลังเตรียมตัวสำหรับการเดินทางที่ยาวนาน ถึงแม้ว่าอีกไม่นานประเทศจะส่งทหารออกมาช่วยเหลือพลเรือนก็ตาม แต่มันก็ช้าเกินกว่าจะช่วยอะไรได้ เขาต้องเดินทางไปอันโหลวเพื่อไปรับพ่อแม่ของเขา

ขาถอดพวกสายรัดและวัตถุขนาดเล็กต่างๆออกจากกระเป๋าเป้ เพราะซอมบี้มีหูที่เฉียบคม ของเหล่านี้อาจทำให้เกิดเสียงและสร้างปัญหาให้เขาได้

 

หลังจากนั้น ชูฮันเลือกซื้อเสื้อผ้าที่แพงที่สุดและชุดปีนเขามาซึ่งมันมีราคามากกว่าหนึ่งพันบาท มันช่วยป้องกันสิ่งสกปรก, แห้งเร็ว, และเชื่อถือได้ เขาไม่อยากจะเปลือยกายครึ่งพร้อมกับหลบหนีไปด้วยเฉกเช่นในชาติที่แล้วอีก

 

แล้วเขาก็ได้ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างรวมทั้งผ้าพันแผลซึ่งถือเป็นของหายากในโลกาวินาศมาอีก เติมน้ำใส่ขวดน้ำและใส่ลงในกระเป๋าเป้สะพายหลัง หลังจากเสร็จทุกอย่างเขาใช้เงินที่เหลืออยู่ซื้อขนมปังอบแห้งและเนื้อแห้ง กระเป๋าเป้ของเขาตอนนี้ล้วนเต็มไปด้วยของมากมาย

 

เขาไม่จำเป็นต้องกินอะไรมากนัก สิ่งที่เขาต้องการคือการมีชีวิตอยู่รอด ขนมปังอบแห้งและเนื้อแห้งสามารถประทังชีวิตเขาไปได้อีกนาน สำหรับสิ่งอื่นๆนั้น…เขาไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อแล้ว อีกทั้งการมีของมากเกินไปก็ทำให้ไม่สะดวกในการเดินทางอีกด้วย

 

กว่าทุกอย่างจะเสร็จก็เกือบจะค่ำแล้ว เหนือศีรษะของเขาปรากฏภาพท้องฟ้าสะอาดปลอดโปร่งและแสงแดดที่สาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น มันช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอากาศเน่าเสีย กลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว และถนนที่เต็มไปด้วยเลือดอย่างในโลกาวินาศ ชูฮันยืนอยู่ตรงสี่แยกมองภาพดวงอาทิตย์ลาลับครั้งสุดท้ายก่อนที่โลกาวินาศจะมาถึง เขารู้สึกถึงช่วงอารมณ์ที่หลากหลาย

สามเดือนหลังจากโลกาวินาศ ผู้คนที่มีพลังเหนือธรรมชาติจะเริ่มปรากฏตัวขึ้น เพื่อนร่วมห้องของเขาอีกสองคนก็มีพลังเหนือธรรมชาติเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตรอดมาได้ถึงสิบปี

 

เขาเป็นคนที่ไม่ได้สำคัญอะไร เป็นคนธรรมดา เขาได้ประสบพบเจอกับสิ่งต่างๆมากมายในชาติที่แล้วแต่เขาก็สามารถเอาตัวรอดมาได้…

 

* บีป บีป!  *
โทรศัพท์ในกระเป๋าของเขาเริ่มสั่นอีกครั้ง ชูฮันหยิบมันออกมาและเห็นว่ามีสายที่ไม่ได้รับถึง20สายจากหมายเลขเดียวกัน

 

“สวัสดี?” ชูฮัน ตอบรับ

 

“คุณอยากตายเหรอ?” เสียงโมโหของผู้หญิงคนหนึ่งโวยวายดังออกมาจากโทรศัพท์ เสียงนั้นแหลมสูงคล้ายกับเสียงของถ้วยที่กระแทกลงบนโต๊ะ

 

ชูฮันดูที่หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งปรากฏชื่อ – ติงเซว

ด้วยความสัตย์จริง เขารู้จักกับคนที่ชื่อติงเซวมากกว่า20คนในสิบปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเขาพอจะนึกออกอยู่ว่าติงเซวเมื่อสิบปีที่แล้วคือใครกัน

 

“มีอะไรรึป่าว” ชูฮันถามพลางผงกศีรษะขึ้นเพื่อมองดูแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังสาดส่อง ก่อนจะมองเลยไปยังร้านขายอาวุธ มันถึงเวลาที่ต้องไปรับกริชและขวานที่สั่งไว้แล้ว

 

“ฉันพยายามที่จะโทรหาเธอเป็นสิบๆครั้งแล้ว แต่เธอไม่แม้แต่จะรับสายของฉันเลยแม้แต่สายเดียว” ติงเซวกล่าวออกมาด้วยความโกรธ “ทำไมเธอถึงขาดสอบ?เธอรู้ใช่มั้ยว่าเธอไม่มีสิทธิสอบแก้ ใช่มั้ย? เธอต้องลงเรียนซ้ำอีกครั้งภาคการศึกษาหน้า? เธอยังอยากที่จะเรียนจบอยู่รึเปล่า…”

 

ติงเซวยังคงบ่นไปเรื่อยๆ ชูฮันถอนหายใจ หากจู่ๆเขาก็ชะงัก ในที่สุดเขาก็นึกออกว่าเธอคนนี้คือผู้ตรวจสอบชั้นเรียนในวิทยาลัยของเขาเองนั่นเอง ติงเซวเป็นคนที่มีบุคคลิกตรงกันข้ามกับชื่อของเธอ เธอมีอารมณ์ดั่งภูเขาไฟ เธอกล้าแม้กระทั่งฝ่าเข้าไปยังหอพักซึ่งเต็มไปด้วยนักเรียนชายกำหนดอยู่เต็มไปหมด

 

“ผู้ตรวจสอบ คุณเป็นยังไงบ้าง” ถามพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนหน้าของเขา เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับติงเซวในชาติที่แล้ว แต่เขาไม่เคยได้พบเธอเลยหลังจากโลกาวินาศได้เริ่มขึ้น บางทีเธออาจจะเสียชีวิตไปแล้วหรือบางทีเธออาจจะกลายร่างเป็นซอมบี้ไปแล้วก็เป็นได้…

 

“กล้าดียังไง!” ติงเซวขึ้นเสียงใส่อย่างเกรี้ยวกราด “เธอต้องสอบซ้ำอีกรอบในภาคการศึกษาต่อไป!”

 

“ผู้ตรวจสอบ คุณควรซื้ออาหารเตรียมกักตุนไว้นะ” เพื่อตัวเธอเอง…ชูฮันเตือนเธอ

 

เขาลืมเรื่องของติงเซวไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เขาไม่รู้เลยว่าเธอในปัจจุบันมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน หากแต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกันเป็นเวลาถึงสองปี

 

“เลิกเปลี่ยนเรื่องได้แล้ว” เนื่องจากติงเซวเคยเป็นผู้ตรวจสอบประจำชั้นเรียน ดังนั้นเธอจึงมีจิตใจที่แน่วแน่ ไม่ถูกรบกวนได้ง่ายๆด้วยฝีมือของชูฮัน

 

“ไปเตรียมเสบียงอาหารและน้ำไว้” ชูฮันไม่ได้พูดอะไรต่ออีกและตัดสินใจวางสายลง เขาได้ทำอย่างดีที่สุดแล้วในการช่วยให้เธอเตรียมตัวพร้อมที่จะเอาตัวรอดกับโลกาวินาศที่จะมาถึง ด้วยประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมาตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา

 

“ฮัลโหล?ฮัลโหล?” ติงเซวยืนตัวสั่นเทาเต็มไปด้วยความโกรธอยู่ภายในหอพัก หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงโทสะ เธอเป็นเด็กสาวที่มักได้รับอภิสิทพิเศษเสมอๆ  เด็กสาวผู้มีความงามอันอุดมสมบูรณ์นี้ มีผลการเรียนที่ดีและมีความสามารถในการทำงาน ไม่เคยมีใครกล้าที่วางสายโทรศัพท์ใส่หูเธอและเธอเท่านั้นที่สามารถสั่งให้คนรอบข้างทำสิ่งต่างๆตามที่เธอต้องการได้ ทำไมชูฮันนักเรียนผู้โง่เง่าคนนี้ถึงกล้าวางสายใส่เธอกัน?

 

“ไอ้ทุเรศ!” ติงเซว ผู้ซึ่งได้ทุกอย่างสมปรารถนามาเสมอ ไม่สามารถทำอะไรได้…นอกจากร้องไห้ เธอรู้สึกไม่ยุติธรรม เพราะเธอไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเย็นชาเช่นนี้มาก่อน

 

———

 

เมื่อเดินเข้าไปยังร้านขายอาวุธ ชูฮันจ่ายเงินที่เหลืออีกหนึ่งพันบาทให้กับเจ้าของร้าน และจากไปพร้อมกับขวานและกริช ภายใต้สายแปลกประหลาดของเจ้าของร้านที่มองมา

โชคดีที่เจ้าของร้านห่ออาวุธทั้งสองมาอย่างแน่นหนา มิฉะนั้น หากเขาเดินไปตามท้องถนนพร้อมกับขวานและกริชกวัดแกว่งไปตามทาง ผู้คนอาจจะแตกตื่นก่อนการมาถึงของโลกาวินาศก็เป็นได้

 

เมื่อเขากลับไปถึงหอพัก ชูฮันอุ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองถ้วยและชาร้อนอีกนิดหน่อยเพื่อดื่ม อาหารขยะพวกนี้มีรสชาติอร่อยดีสำหรับเขา จากนั้นเขาถอดเสื้อผ้าออกและเปลี่ยนไปใส่ชุดปีนเขาแทน

 

โลกจะเข้าสู่ความมืดมิดเป็นเวลาหกชั่วโมงก่อนการปะทุของโลกาวินาศจะเกิดขึ้น

 

ในเวลานั้นทุกๆคนและสิ่งมีชีวิตต่างๆจะตกอยู่ในสภาวะโคม่า เมื่อพวกเขาฟื้นสติกลับคืนมา พวกเขาจะตระหนักได้ว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง  80%ของมนุษยชาติได้กลายร่างเป็นซอมบี้ อุณหภูมิลดลงอย่างฮวบฮาบ ชูฮันเคยชินดีกับการเตรียมตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วนเช่นนี้

 

หลังจากสวมชุดปีนเขาเสร็จ เขาวางขวานไว้บริเวณข้างๆมือเขา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาคุ้นเคยดี

 

ในชาติที่แล้ว เขาสามารถจับอาวุธได้ทันทีหากเกิดอันตรายขึ้นเมื่อใดก็ตาม

 

เขาผูกกริชไว้กับเข็มขัดด้านหลังหันออกด้านนอกไปทางฝั่งปลายแขนข้างขวาของเขา เขาเคยชินกับการมีอาวุธที่ยาวกว่าไว้ทางด้านขวาและกริชไว้ทางด้านซ้าย การจัดตำแหน่งแบบนี้ ทำให้เขาสามารถดึงกริชออกมาได้ง่ายขึ้นและมันยังช่วยป้องกันตำแหน่งปลายแขนขวาอีกด้วย ซึ่งเทคนิคพิเศษนี้ ได้ช่วยแขนเขาให้รอดจากการโดนทำลายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

ทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียบร้อย ตอนนี้ก็เกือบจะ 10:00 น. เหลืออีกแปดชั่วโมงก่อนจะถึงโลกาวินาศ

 

———

 

คืนอันมืดมิดได้ผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ แสงตะวันสาดส่องแต่เช้าตรู่

 

หน้าจอโทรศัพท์แสดงเวลา : 4 กรกฎาคม, 2016, 6:00 น.

 

ทันใดนั้น หน้าจอก็ดับลงทันที ท้องฟ้าที่เคยสว่างสดใสก็ฉับพลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทและดวงอาทิตย์ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็ตามบนโลก

 

———

 

เสียงร้องครวญครางแสดงออกถึงความสิ้นหวังดังแว่วมาตามทางเดินในหอพัก ตามด้วยเสียงคำรามอันคุ้นเคยของซอมบี้และเสียงกรีดร้องของหญิงสาวคนหนึ่ง …

 

‘เดี่ยวนะ ทำไมถึงมีเสียงกรีดร้องของผู้หญิงในหอพักชาย?’ ชูฮันรู้สึกตะลึงเมื่อตื่นขึ้นมาพลางส่ายหน้า บางทีเขาอาจจะรู้สึกตะลึงอย่างเดียวกันนี้เมื่อสิบปีที่แล้ว หากแต่เขาได้ลืมเหตุการณ์พวกนี้ไปหมดแล้วเพราะมันไม่น่าจดจำเลยเมื่อเทียบกับเหตุการณ์อื่น ๆ

 

ขณะที่เขาลุกขึ้น ชูฮันรู้สึกถึงความผิดพลาดบางอย่าง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หากแต่เขาไม่สามารถเปิดเครื่องได้

 

ชูฮันแค่นยิ้ม พลางคิด ท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงระหว่างหกชั่วโมงแห่งความมืดมิด จนกระทั่งห้าปีหลังจากโลกาวินาศ ได้มีศาสตราจาย์ท่านหนึ่งเสนอ ‘ทฤษฎีการล่มสลาย’ ขึ้นมา

 

กลับไปยังต้นกำเนิด ;ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

 

สนามแม่เหล็กของโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและข้อมูลที่สอดคล้องกับมันก็เปลี่ยนไปด้วย ความรู้ทางวิชาการก่อนหน้านี้ได้ถูกล้มล้างทิ้งทั้งหมด สิ่งต่างๆมากมายต้องได้รับการสำรวจใหม่ วิทยาศาสตร์ที่มนุษยชาติคุ้นเคยกันดีแตกกระเจิง รวมถึงยีนของมนุษย์ด้วย หนึ่งในภัยพิบัติที่ใหญ่ที่สุดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงคือ 80%ของมนุษยชาติได้กลายร่างเป็นซอมบี้

โชคยังดีที่ทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปซะทั้งหมด ยังมีบางสิ่งที่ยังเหลืออยู่ให้มนุษยชาติได้สานต่อ พลังงานยังคงอยู่ ไฟยังคงมอบความอบอุ่นให้ดั่งเดิม น้ำมันยังสามารถเผาไหม้ได้ และยานพาหนะยังสามารถใช้งานได้อยู่

 

เหล่าซอมบี้โจมตีประตูห้องของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง เสียงขูดีดของวัตถุบางอย่างที่แหลมคมดังขึ้นเป็นช่วงๆเสียงนั้นเกิดจากเล็บของซอมบี้ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ เล็บของพวกมันแข็งแรงอย่างมาก

 

ชูฮันหยิบขนมปังอบแห้งออกมาและกินมัน…โลกาวินาศได้มาถึงแล้ว สงครามเพื่อความอยู่รอดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือเติมพลังให้กับร่างกาย

 

จนถึงตอนนี้ ซอมบี้ที่ปรากฏตัวเป็นซอมบี้ระดับเกรดต่ำสุด ซอมบี้เกรดหนึ่งที่มีความเร็วต่ำและมีความรู้สึกช้า พลังของพวกมันถือว่ากระจอก หากไม่นับรูปลักษณ์ที่น่าขนลุก พวกมันไม่กี่ตัวถือเป็นภัยคุกคามเล็กๆน้อยๆเท่านั้นสำหรับคนที่มีอาวุธพร้อมสู้

 

มันเป็นสัปดาห์แห่งการสอบ ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงไม่อยู่ในเขตของวิทยาลัย อย่างไรก็ตามยังคงมีนักเรียนบางส่วนเหลืออยู่สำหรับการทดสอบ ดังนั้นมหาวิทยาลัยหมิงชิวจึงถือเป็นสถานที่ที่ไม่อันตรายเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะพักอยู่ในหอพักก่อนที่โลกาวินาศจะมาถึง

 

หลังจากกินขนมปังแห้งเสร็จแล้ว ชูฮันก็แอบลอดมองผ่านทางหน้าต่าง แม้ว่าดวงอาทิตย์จะกลับมาปรากฏอีกครั้งแล้ว หากท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทา มีฝูงซอมบี้ที่กำลังแทะกระดูก พร้อมกับมีเนื้อบดและเลือดที่กระจัดกระจายอยู่บนท้องถนน

 

ความโกลาหลอลหม่านนี้เกิดขึ้นเร็วเกินไป ชูฮันสงสัยว่าซอมบี้เหล่านี้อาจจะตื่นขึ้นมาเร็วกว่ามนุษย์

 

ชูฮันผุดลุกขึ้นยืน สะพายกระเป๋าไว้บนหลังพลางกวัดแกว่งขวานไปมาด้วยมือทั้งสองข้าง ขณะนี้เขายังไม่มีแรงมากพอ มันจึงยากสำหรับเขาที่จะใช้ขวานด้วยมือเพียงข้างเดียว ถึงแม้ว่าขวานจะถูกเรียกว่าเป็นอาวุธที่เล็กที่สุดในโลกนี้ก็ตาม

 

ดวงตาที่เงียบสงบของเขาฉับพลันเปลี่ยนไปทันทีที่เขาได้เริ่มแกว่งขวาน

 

ปรากฏแทนที่ด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความโหดร้ายและป่าเถื่อน ทำให้เขาดูคล้ายราวกับปีศาจ

 

เขาพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าพ่อแม่และพี่น้องอีกสามคนของเขาจะมีชีวิตอยู่รอด